LOGIN“อ้าว...”
พะวาร้องอ้าวเสียงหลง นี่เธอเข้าใจผิดไปใช่ไหม พลันบ่นตัวเองอยู่ในใจ รู้งี้เมื่อวานไม่ชวนเขาติ๊ดหรอก พะวานะพะวา ปวดเอวฟรีแท้ๆ พลันนึกไปถึงประโยคของกลุ่มรุ่นพี่
ปกติพี่อิ๋มจะมีข้อมูลที่แน่นปึกและถูกต้องเสมอ เธอจึงเชื่อ แล้วอยากจะยกมือขึ้นเขกศีรษะตัวเอง พี่อิ๋มแกล้งหยอกพวกเพื่อนๆ เล่นแน่ๆ พลางมองคนมีความชำนาญตาแป๋ว ปากถามเย้าแหย่ออกไป
“คุณคีปวดเอวด้วยหรือคะ”
“ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์นะพะวา ฉันก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกคนหนึ่ง”
‘พะวาดีใจที่คุณคียังมีความรู้สึกค่ะ’ พะวาพึมพำราวกระซิบ แล้วหันไปสนใจสมาร์ตโฟนแว็บหนึ่ง
“พะวาลงไปอาบน้ำก่อนนะคะ ยังไงก็ต้องไปทำงานค่ะ” เธอเห็นพวกพี่ๆ ไลน์มาถามอย่างห่วงใยกันยกใหญ่ที่จู่ๆ เธอก็ไม่ไปทำงาน
“เดี๋ยวฉันไปส่ง” คิระเอ่ยบอก ขณะเดินไปหยิบเสื้อที่หยิบติดมาด้วยตั้งแต่เมื่อคืนขึ้นสวม ตามด้วยแว่นที่วางไว้บนโต๊ะหัวเตียง
“ที่ทำงานพะวาอยู่แถวสาทรนะคะ รถติดมาก” คนที่กำลังลงจากเตียงหันไปบอก แต่ก็มีแววดีใจเล็กๆ พลางเอ่ยต่อ
“จะทำให้คุณคีลำบากหรือเปล่าคะ แต่ถ้าไม่ก็ขอบคุณที่เมตตาคนปวดเอวค่ะ ขืนพะวาโหนรถไป มีหวังปวดเอวยิ่งกว่าเดิม”
หลังคิระส่ายหน้า พะวาก็พนมมือขึ้นขอบคุณ จากนั้นรีบลงไปอาบน้ำเพื่อจะเข้างานในช่วงบ่ายให้ทัน พอเสร็จก็พากันออกมาจากบ้าน
คิระเดินไปหยุดยังรถเอสยูวีของตัวเอง จังหวะนั้นเขาชะงักแล้วยิ้มเยือกเย็น
‘ไหนว่าไม่ใช่สัตว์ แต่กลับลอบกัดเก่ง’
“อะไรหรือคะ” พะวาที่สวมรองเท้าเสร็จเลิกคิ้วขึ้นพร้อมร้องถามหลังคิระไม่ขึ้นรถไปเสียที นาทีนั้นตาก็โตขึ้นเพราะล้อรถด้านหน้าทั้งสองแบนติดพื้น
“คนลอบกัด”
พะวาเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น พลันหันขวับไปมองยังบ้านข้างๆ ที่เวลานี้เงียบฉี่ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหรรษดล
“พะวาขอโทษนะคะ พะวาจะหาทางจัดการให้ค่ะ”
“จะได้ผล?” จากที่ลองประเมิน หรรษดลไม่น่าจะเป็นคนที่เข้าใจหรือยอมอะไรง่ายๆ
“ถ้าไม่ปรามเลยมีหวังก็ทำอีก” ไม่คิดว่าคนที่เธอเคยรักจะมีนิสัยเช่นนี้ และเหมือนปัญหาจะเพิ่มเติมเข้ามาจากที่คิดไว้ แต่หากอีกฝ่ายไม่หยุดคงได้ขึ้นโรงขึ้นศาลกันบ้างละ
คิระกดหน้าลง ว่าไปตามความต้องการของพะวา
“เดี๋ยวพะวาจะเรียกรถมารับเราออกไปหน้าปากซอยค่ะ” มือนุ่มหยิบสมาร์ตโฟนมาต่อสายหาม้าเร็วเจ้าประจำเพื่อขอความช่วยเหลือ
สักห้านาทีเห็นจะได้ รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างสองคันก็วิ่งมาจอดหน้าบ้าน นำพาคนทั้งคู่ไปส่งยังจุดหมาย
“งั้นเราแยกกันตรงนี้นะคะ เดี๋ยวพะวาก็จะนั่งรถแท็กซี่ไปเหมือนกัน” พอมาถึงหน้าถนนใหญ่ยังป้ายรอรถโดยสาร พะวาก็หันไปบอกกับคิระพร้อมมองหารถแท็กซี่มิเตอร์
“อื้อ”
คิระกดหน้ารับ มือผายให้พะวาขึ้นไปบนรถแท็กซี่มิเตอร์ที่เคลื่อนมาจอด
“ไว้เจอกันค่ะ” พะวายิ้มขอบคุณ โบกมือลาชายหนุ่ม แล้วนั่งรถไปยังที่ทำงาน
คิระยังไม่ได้รีบร้อนเรียกรถแท็กซี่มิเตอร์ หยิบสมาร์ตโฟนออกจากกระเป๋าแล้วกดติดต่อหาอู่ซ่อมรถเจ้าประจำของตนเอง ส่งที่อยู่ไปให้เพื่อให้ทางเจ้าของอู่ส่งรถลากมาลากรถไปตรวจเช็กความเสียหาย
จากนั้นถึงก้าวเท้าขึ้นรถไปบ้าง
หลังลงจากรถแท็กซี่มิเตอร์พะวารีบก้าวอาดๆ เข้าไปในอาคารขนาดยี่สิบชั้น มือหยิบบัตรพนักงานออกมาสแกนเข้าไปยังด้านใน ตรงดิ่งไปยังพื้นที่ที่บริษัทของเธอเช่าอยู่ด้วยสีหน้ารู้สึกผิด
พอหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่หมุนได้ก็รีบขอโทษขอโพยพี่ๆ ทุกคน เพราะกินแรงไปครึ่งวัน เกวลินเป็นผู้ส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร มาสายบ้างก็ไม่ได้ถึงขั้นทำให้พวกเธอเหน็ดเหนื่อย เธอทั้งสามก็เคยสายกันออกบ่อย มีแต่พะวานั่นแหละที่มักมาทำงานตรงเวลาเสมอ
พอตกเย็นพะวาก็เดินทางด้วยรถเมล์สายเดิมไปยังสถานบันเทิงที่คิระเป็นเจ้าของ
“สวัสดีค่ะ พะวามาอีกแล้วค่ะ”
“เชิญครับพะวา”
รอยยิ้มถูกแต้มขึ้นบนดวงหน้าเพื่อส่งไปทักทาย ส่วนกรวัฒน์ผายมือเชิญ
“คุณคีนอนอยู่หรือคะ” กวาดสายตามองหาคิระไม่เจอจึงคิดว่าเขาคงพักผ่อนอยู่ด้านบนเหมือนเมื่อวาน
“เปล่าครับ เฮียกลับคอนโดฯ น่ะ”
“อ่อ”
พะวาพยักหน้าเข้าใจ แล้วยิ้มกว้างเมื่ออีกฝ่ายเริ่มแนะนำตัว
“เฮียชื่อเก่ง เรียกว่าเฮียเก่งก็ได้”
“พะวาขอเรียกว่าพี่เก่งได้ไหมคะ” เธอขอเลี่ยงที่จะเรียกใครๆ ว่าเฮีย เพราะทำให้นึกถึงใบหน้าของหรรษดล แม้ความโกรธที่ถูกนอกใจจะดับลงแล้ว แต่พอได้ยินคำเรียกนั้นก็ทำให้รู้สึกว่ารอยจางเล็กๆ ถูกสะกิด
กรวัฒน์ตอบตกลง แล้วพยักพเยิดหน้าบอกพะวาถึงคนที่เดินเข้ามาด้านในร้าน
“นั่นเฮียมาแล้ว”
พะวาคลี่ยิ้มหวานๆ พร้อมหมุนตัวไปมองคิระที่เดินเข้ามาใกล้ ในมือของชายหนุ่มมีกระเป๋าดัฟเฟิลสีดำ
“เฮียจะไปไหนหรือครับ” คนสนิทเอ่ยถามชายที่เป็นทั้งเจ้านายและรุ่นพี่ ตามองไปยังกระเป๋าที่อีกฝ่ายถืออยู่ กระเป๋าใบนี้คิระใช้เป็นประจำยามต้องไปพักค้างอ้างแรมที่อื่น
“บ้านใหม่”
ขณะตอบคิระหันมองพะวาราวกับจะบอกว่าเขากำลังทำตามที่เจ้าตัวขอ สาวเจ้ายิ้มหน้าบานพร้อมหันไปให้สัญญากับกรวัฒน์เสียงหนักแน่น
“รับรองว่าพะวาจะไม่ให้มดไต่ไรตอมคุณคีแม้สักตัวเลยค่ะ พี่เก่งไม่ต้องห่วงนะคะ”
“งั้นก็ฝากด้วยนะครับพะวา” กรวัฒน์มองตรงไปยังคิระ มีความสงสัยใคร่รู้ เพราะนอกจากจะย้ายไปบ้านใหม่แล้ววันนี้อีกฝ่ายยังสั่งให้เขาหานักสืบเพื่อจะให้สืบประวัติผู้ชายสองคนที่มีความเกี่ยวข้องกับพะวา“นั่นเฮียลงมาแล้ว” ไม่ถึงอึดใจเสียงตื่นเต้นก็ดังขึ้นพร้อมการชี้นิ้ว พะวามองไปยังชายหนุ่มที่ทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่เธอเพิ่งจากมา ขณะที่คิระก็หันมองเธอเช่นกัน มองนิ่งๆ ไม่ได้แสดงท่าทีอะไร “น้องเอา DRY MARTINI แก้วหนึ่ง” ปีย์วรายกมือเรียกบริกรแล้วสั่งค็อกเทลยอดฮิตที่มีดีกรีร้อนแรง เป็นเหล้าเพียวๆ ที่เธอชอบดื่มเช่นกัน เมื่อสั่งเสร็จก็หันไปเอ่ยบอกกับเพื่อนๆ ในกลุ่ม “คืนนี้ฉันต้องไม่พลาด เฮียต้องได้หิ้วฉันกลับบ้าน” ประโยคนี้ยิ่งทำให้พะวามองปีย์วราเขม็งอย่างเก็บอาการไม่อยู่ หัวใจเริ่มเต้นถี่ยิบ “แกเพลาๆ ลงบ้าง พะวาจะตกใจเอา” จริยาปรามเพื่อนเล็กๆ “พี่ขอโทษนะน้องพะวา” ปีย์วราหันมาทำสีหน้ารู้สึกผิดที่ทำให้พะวาตื่นกลัว พะวายิ้มกลับไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่เกิดคลื่นบางอย่างในอก ก็อาการหวงนั่นแหละ แต่จะมีสิทธิ์หรือเปล่าค่อยว่ากันอีกที “เหล้าแกมาแล้วปี แสดงฝีมือสิ...ชักช้าอยู่ทำไม” เปลว ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเพื่อนของจริยาเอ่ยขึ้น ยกมือขึ้นกอดอกรอเฝ้าดูความกล้าของเพื่อน “ฉันตื่นเต้น มือสั่น” ปีย์วรายกสองม
“ใจร้าย งั้นพะวาไปก็ได้ค่ะ” พะวาทำหน้าบูดที่ถูกหาว่ารบกวน ไม่ทันได้ขยับเท้าไปไหน ก็ดูเหมือนว่าคิระจะมีแขกคนสำคัญมาขอพบ ก๊อกๆ หลังเสียงเคาะประตู ผู้ชายรูปร่างสูงโปร่งก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า “กลับมาตั้งแต่เมื่อไร” คิระยกมือขึ้นมาเท้าคาง เอียงคอมองเพื่อนที่โผล่มาหา ในช่วงที่ผ่านมาเจ้าตัวยุ่งกับธุรกิจที่กำลังขยายสาขา “สามวันที่แล้ว กูกะว่าจะเข้ามาคุยเรื่องบริษัทน่ะ” ชายที่ถูกเรียกว่า วิธ หรือนนท์ปวิธก้าวเท้ามาหยุดอยู่กลางห้อง สายตาไม่ได้จ้องมองทางเพื่อน เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กตรงหน้าที่ดึงความสนใจ ริมฝีปากหนากล่าวคำแนะนำตัว “สวัสดีครับ ผมวิธนะครับ เป็นเพื่อนและหุ้นส่วนของไอ้คีครับ” “พะวาค่ะ” “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ” พะวากดยิ้มรับก่อนหันหลังไปส่งสายตาบอกคิระ ว่าเธอจะลงไปสนุกด้านล่างแล้ว เป็นการเปิดทางให้เขาและเพื่อนพูดคุยกันอย่างสะดวกขึ้น คิระกดหน้ารับ แต่ก็ไม่ลืมใช้วิทยุสื่อสารติดต่อไปหากรวัฒน์ให้ช่วยดูแลหญิงสาว หลังภายในห้องหลงเหลือแค่คู่เพื่อน ชายหนุ่มก็บอกถึงค
“ร้านใครร้านมัน” คิระตอบสั้นๆ ไม่แปลกที่จะมีร้านใหม่มาเปิด บริเวณที่ผับของตนตั้งอยู่เป็นย่านดังของแหล่งเที่ยว นักธุรกิจย่อมอยากมาลงทุนอยู่แล้ว ฝ่ายพะวาหลังไปหยุดเท้าอยู่ด้านหน้าของคนเป็นอา เสียงของฝ่ายนั้นก็ดังขึ้น “อาไม่คิดว่าพะวาจะทำตัวเหลวไหลขนาดนี้ แค่คนเดียวอาก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว” น้ำเสียงมีความตำหนิติเตียนชัดเจน ไม่นึกเลยว่าหลานสาวจะใจกล้าถึงเพียงนี้ พะวายืนนิ่งแล้วได้ฟังประโยคที่เปิดทางให้ตัวเอง “รู้ไหมว่าเรื่องที่พะวาทำมันเสื่อมเสียแค่ไหน” รู้ไปถึงไหนอายไปถึงนั่น ที่หลานสาวพาผู้ชายเข้าบ้านถึงสองคน “ถ้าคุณอาไม่สะดวกใจก็ย้ายออกไปจากที่นี่ได้นะคะ” “นี่พะวาจะไล่อาเหรอ” น้ำเสียงของสรชัชเพิ่มระดับผสมไปด้วยความขุ่นมัว ปากปล่อยประโยคสำคัญไปเตือนผู้เอ่ยปาก “จำสัญญาไม่ได้หรือไง...” สายตาของสรชัชหยุดนิ่งมองพะวา ตัวฝ่ายหญิงมีสีหน้าตึงเครียดขึ้น แล้วก็ได้ฟังประโยคร่ายยาวที่เคยฟังมาแล้วจากบิดา “อามีสิทธิ์อยู่ที่นี่ได้อีกหนึ่งปี ถ้าพะวาผิดสัญญา พะวาต้องจ่ายอามาสามเท่าจากที่พี่ศินยื
“ใช่ค่ะ เป็นร้านคาเฟ่แมวที่เขารับพวกแมวจรมาเลี้ยงแล้วเปิดให้เราสามารถอุปการะได้ เขาจะส่งภาพน่ารักๆ ของแมวมาให้เราดูทุกอาทิตย์ค่ะ ส่วนเจ้ามิลค์นี่เป็นลูกของแมวจร แต่ก่อนแม่ของเจ้ามิลค์ก็อยู่แถวๆ บริษัทของพะวา” หนนี้คิระพยักหน้าเบาๆ เพิ่งรู้ว่ามีเช่นนั้นด้วย “ไว้ว่างๆ พะวาจะพาไปเล่นด้วยค่ะ” อย่างไรเสียคิระก็ต้องได้เจอกับเจ้ามิลค์อย่างแน่นอน นัยน์ตาพราวระยับขึ้น แล้วก้าวเท้าเดินต่อไปจนขึ้นรถแท็กซี่มิเตอร์มุ่งหน้ากลับบ้าน เมื่อไปถึงพะวาก็พบผู้ชายคนหนึ่งยืนรออยู่ “พี่เก่งมาบ้านพะวาได้ยังไงคะ” “เฮียส่งที่อยู่มาให้ครับ พี่มาติดกล้องวงจรปิดให้น่ะ” “พี่เก่งทำได้หรือคะ” พะวามองอย่างใคร่รู้ “พี่เรียนจบด้านนี้มา เฮียก็ด้วย” “เก่งจังค่ะ” ข้อมูลนี้ของคิระเธอเพิ่งได้รู้ ถึงว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ใช้บริการช่างที่ร้าน พลางมองทั้งสองอย่างชื่นชม แล้วเดินไวๆ ไปอาสาช่วยกรวัฒน์ถือกล่องเครื่องมือ ก่อนสองหนุ่มจะไปยืนดูจุดที่ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด ดวงตากลมโตเลื่อนมองคิระสลับกรวัฒน์ ทั้งสองดูคล่องแคล่ว ชำนาญ ใช้เ
พอเช้าวันใหม่มาถึง พะวากับคิระที่ตื่นนอนราวสิบเอ็ดโมงเช้าได้ฝากท้องไว้กับร้านอาหารเจ้าดังแถวบ้าน โดยใช้บริการแอปพลิเคชันดังในการสั่งอาหาร โชคดีที่อาการตัวร้อนและปวดหัวของพะวาดีขึ้นมาก คงเป็นเพราะยาดีทั้งในแบบเม็ดและในแบบความห่วงใยที่ได้รับ เมื่อเสร็จหญิงสาวก็ก้าวเท้าขึ้นรถแท็กซี่มิเตอร์ที่เรียกมา มีชายหนุ่มนั่งอยู่ข้างๆ เพื่อจะไปยังห้างสรรพสินค้า ที่ไม่เอารถมอเตอร์ไซค์ไป คนตัวโตบอกว่าไม่อยากให้เธอตากแดด กลัวไข้จะกลับมาอีก หัวใจดวงน้อยจึงมีอาการสั่นรุนแรงราวกับมีแผ่นดินไหวขนาดหลายริกเตอร์ “ผมอยากได้กล้องวงจรปิดสักสี่ตัวครับสำหรับบ้านหลังไม่ใหญ่มาก” หลังเดินเข้าไปในโซนเครื่องใช้ภายในและภายนอกบ้านที่จำเป็น คิระก็เอ่ยบอกกับพนักงานที่ยืนรอบริการลูกค้าอยู่ ส่วนพะวายกคิ้วสูง นาทีถัดมาหัวใจที่สั่นอยู่แล้วก็มีอาการสั่นมากขึ้นไปใหญ่ยามได้ฟังคำอธิบายของชายหนุ่ม “เป็นบ้านไม้สองชั้นครับ ผมอยากได้ชั้นล่างสองตัว ชั้นบนหนึ่งตัว และมีกล้องตัวไหนเหมาะสำหรับติดในห้องนอนบ้างไหมครับ” “ร้านเรามีหลายแบบเลยครับ เชิญเข้าไปดูด้านในก่อนนะคร
“ปกติของที่ฉันไม่เอา ไม่ต้องการแล้ว ฉันจะเผาทิ้ง” สิ้นวาจาจากคิระ พะวาเข้าใจได้ทันทีพร้อมรับไฟแช็กมาไว้ในมือ สายตากลมโตหันมองหรรษดล ทำให้เจ้าตัวต้องรีบก้าวไวๆ เข้าไปหา “เฮียจะไม่ยอมให้พะวาเผาทุกอย่างของเราทิ้ง” หรรษดลแย่งไฟเเช็กไปจากมือนุ่มพร้อมกำมือแน่น นัยน์ตาแสดงความกรุ่นโกรธที่ตัวสอดกำลังชักจูงให้พะวายิ่งห่างออกไป พะวามองอดีตคนรักด้วยสายตานิ่งๆ ไม่เห็นบ้างหรืออย่างไรว่าในแววตาของเธอไม่ได้หลงเหลือเยื่อใยใดๆ อีกแล้ว เธอน่ะมูฟออนไปไกลแล้ว ฝ่ายหรรษดลใช่ว่าจะไม่รับรู้ แต่ยังไม่อยากยอมรับ เพราะการมีพะวาอยู่ข้างๆ ย่อมดีกว่าการที่ไม่เหลือใคร เมื่อในตอนนี้หันซ้ายหันขวาก็หลงเหลือคนข้างกายน้อยนิดนัก แต่ดูท่าวันนี้คงต้องถอย แล้ววันหน้าค่อยมารุกใหม่ “เดี๋ยวก่อนค่ะเฮีย” หรรษดลที่ถอยทัพก้าวเท้าจะออกจากห้องหยุดกึก ใบหน้ามีรอยยิ้ม หรือพะวาจะเปลี่ยนใจ อึดใจเดียวเท่านั้นสีหน้ากลับหงุดหงิดกว่าเดิม “คืนกุญแจบ้านพะวามาด้วยค่ะ และพะวาฝากเฮียไปบอกคุณอาด้วยว่า เขาไม่มีสิทธิ์ปั๊มกุญแจบ้านของพะวาให้ใคร และถ้ามีแบบนี้อีกพะวาจะแจ้งความ”







