Masukแสงแดดจ้าส่องสว่างลงท่ามกลางกระหม่อมบ่งบอกเป็นเวลาเที่ยงวันแล้วนั้น แต่ทว่าภายในห้องสีขาวม่านหนาสีดำบดบังแสงจากภายนอกจนกลับมืดสนิทไม่อาจเห็นแสงตะวันได้ เสียงลมหายใจแผ่วเบาของใครบางคนผสานเข้ากับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังสม่ำเสมอ อุณหภูมิที่เย็นเฉียบทำให้ห้องนี้เป็นดั่งโลกอีกใบที่ถูกตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก
บนเตียงกว้างคิงไซซ์ร่างเล็กยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่ม ดวงหน้าผุดผ่องแนบลงกับหมอน เส้นผมสีน้ำตาลกระจายอยู่บนผ้าปูเตียงอย่างไร้ระเบียบความเงียบและความเย็นสบายขับกล่อมหญิงสาวเจ้าของห้องให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา ‘โอ้ ใจเอ๋ยทำไมรักใครช่างง่ายดาย ใจง่ายเกินไปไหมเธอ โอ้ ใจเอ๋ย โอ้ ใจเอ๋ย ทำไมเจ็บไม่จำ’ เสียงริงโทนดังขึ้นจนหญิงสาวที่หลับอุตุนั้นสะดุ้งเฮือกตื่นด้วยความตกใจ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ มือเรียวควานหาโทรศัพท์ใต้กองหมอนอย่างลวก ๆ ดวงตายังคงปิดสนิท ริมฝีปากอิ่มพึมพำเสียงเบา คล้ายคนยังไม่ตื่นดี ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสหน้าจอเย็นเฉียบแล้วกดรับสาย “ทำอะไรอยู่หา ยัยนา! กว่าจะรับสายพ่อ” เสียงทุ้มต่ำคำรามลอดออกมาจากปลายสาย ทำเอาเปลือกตาที่หนักอึ้งของหนูนาลืมขึ้นแทบจะทันที หัวใจที่เคลิ้มอยู่ในความง่วงขยับจังหวะเร็วขึ้น สมองมึน ๆ ถูกความตกใจแทนที่ภายในเสี้ยววินาที ร่างเล็กเด้งตัวขึ้นนั่ง ผมยาวสยายกระเซิงปรกใบหน้า ดวงตาหรี่ปรือพยายามเพ่งมองหน้าจออย่างยากลำบาก ชื่อของคนโทรเข้าชัดเจนอยู่บนนั้น “ลูกก็รีบรับแล้วไงพ่อ” เสียงอ่อย ๆ ตอบกลับไปแทบจะทันที เมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอโทรศัพท์ “บิดาบังเกิดเกล้า” ปรากฏอยู่บนหน้าจอ ยิ่งได้ยินน้ำเสียงขุ่น ๆ ของปลายสาย หัวใจยิ่งเต้นแรงด้วยความหวาดหวั่น “พ่อโทรไปกี่สายแล้วกว่าจะรับ แล้วเสียงอู้อี้แบบนี้คือพึ่งตื่นรึไง” “หนูทำธีสิสจนตีห้ากว่าหนูจะได้นอน” “แล้วแกมีอะไรจะสารภาพพ่อไหม?” เสียงเข้มของนรุตม์เอ่ยอย่างราบเรียบแตกต่างจากน้ำเสียงในตอนแรกอย่างสิ้นเชิง ราวกับไม่ต้องการฟังคำแก้ตัวอีกแล้ว ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วร่าง หนูนาสะดุ้งเฮือก เส้นประสาททุกเส้นตื่นตัว จนคนมีชนักติดหลังถึงกลับสะดุ้งทำตัวไม่ถูก ในคราแรกเธอตั้งใจว่าจะจัดการปัญหาที่ตัวเองนั้นก่อขึ้นเอง ไม่ให้เรื่องถึงหูพ่อแม่ของเธออย่างเด็ดขาด งั้นเธอได้โดนตีขาหักแน่! “พะ พ่อหมายถึงเรื่องอะไรล่ะ หมายถึงเรื่องหนีกลับมานอนคอนโดน่ะเหรอ แต่หนูก็บอกพ่อแม่ในกลุ่มแล้วนะ” เสียงเล็กสั่นน้อย ๆ อย่างคนที่กำลังจะโกหกคำโตแต่พอสบโอกาสก็รีบเฉไฉไปเรื่องอื่นทันทีหลังจากนั้นทำเป็นเฉไฉพูดเรื่องอื่นราวกับน้ำไหลไฟดับ แต่หารู้ไม่ว่าน้ำเสียงตะกุกตะกักในประโยคแรกได้ขายตัวเองไปแล้วเรียบร้อย “แกจะไม่พูดจริง ๆ ใช่ไหม หะ นันท์นพินท์” นรุตม์แผดเสียงตวาดลูกสาวอย่างน้อยครั้งที่จะทำ ทำให้หนูนาถึงกับสะดุ้งเฮือกเส้นประสาททุกเส้นตื่นตัวทันที ราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน อีกทั้งการที่พ่อเธอพูดชื่อจริงแบบนี้แสดงว่ากำลังโกรธเธออย่างขีดสุด เพราะแบบนี้อย่างไงล่ะถึงไม่กล้าที่จะบอกครอบครัว “ใจเย็น ๆ ก่อนนะคะคุณ ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จา เดี๋ยวลูกตกใจหมด” น้ำเสียงนุ่มนวลจากปลายสายดังแทรกขึ้นมา ราวกับน้ำเย็นชโลมใจคนเป็นลูก หนูนาถอนหายใจอย่างโล่งอก โชคดีที่ยังมีแม่เป็นเกราะกำบัง แต่ดูเหมือนพ่อเธอจะไม่ได้คิดแบบนั้น... “นุทก็เลิกปกป้องลูกสักที เห็นไหมทำผิดขนาดนี้แล้วยังไม่สำนึกเลย” “ลูกโตแล้วนะคะ ไปบังคับมากก็ไม่ดี พี่นัทก็ท่องไว้นะคะว่าลูกพี่เหมือนพี่” ชมพูนุทเอ่ยย้ำเตือนสามีของตนว่าลูกของเขานั้นถอดแบบของนรุตม์มาทุกกระเบียดนิ้ว คงมีเพศเท่านั้นที่ลูกสาวของเธอคว้ามา เธอได้แต่สงสัยมาตลอดว่าเธอนั้นเป็นเครื่องถ่ายเอกสารหรืออย่างไร ถึงได้คลอดลูกออกมาได้สำเนาถูกต้องแบบนี้ นรุตม์เงียบไปชั่วครู่ สายตาคมกริบจ้องมองภรรยาของตนที่ยังคงส่งยิ้มอ่อนหวานมาให้ แม้ว่าความจริงแล้วเขาจะกำลังหัวเสียอยู่ก็ตาม แต่ถ้าเขายังไม่หยุดตอนนี้ มีหวังได้ทะเลาะกับเมียสุดที่รักแน่ ๆ นรุตม์ถอนหายใจพรืดก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “แล้วแกจะเอายังไง ก่อเรื่องไว้แล้วเงียบอย่างนี้น่ะเรอะ” “หนูแค่ไม่อยากให้พ่อแม่เป็นห่วงหนูแค่นั้นเอง” หนูนากะพริบตาปริบ ๆ อย่างรู้สึกผิด ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อย “ที่พ่อดุลูก แค่อยากให้ลูกมีปัญหาอะไรก็บอก ไม่ใช่ว่าแก้ปัญหาเองอยู่คนเดียว ลูกมีพ่อแม่อยู่เคียงข้างเสมอนะรู้ไหม” คนเป็นพ่อฟังแล้วได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ แม้คำพูดของลูกสาวจะทำให้เขาใจอ่อนลงไปนิดหน่อย แต่ก็ยังไม่พอให้หายหงุดหงิด แต่ก็ทำให้เขานั้นลดเสียงลงพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลงมากยิ่งขึ้น “ค่ะ ต่อไปนี้มีอะไรหนูจะบอกพ่อกับแม่นะคะ” “ดีแล้วลูก มีอะไรก็ให้เจษฎาเขาช่วยนะลูก” ชมพูนุทเอ่ยกับลูกสาวของตน หนูนานิ่วหน้าทันที แววตาสับสนเต็มเปี่ยมราวกับได้ยินอะไรผิดไป จนคนฟังนั้นถึงกับงงว่าแม่ของเธอรู้จักกับเจษฎาได้อย่างไร แล้วทำไมถึงไปฝากฝังเธอกับเขาคนนั้นกัน "...แม่ว่าอะไรนะ!?" “แค่นี้แหละ พ่อแม่จะสวีทกัน อย่างที่แม่บอกให้เจษฎาเขาช่วย” ไม่ทันให้ลูกสาวคนเดียวได้อ้าปากโต้ตอบ สายโทรศัพท์ก็ถูกตัดไปเสียแล้ว ทิ้งให้เธอนั่งนิ่งมองหน้าจอที่ดับวูบลงด้วยความงุนงง เธอได้แต่สงสัยว่าพ่อแม่ไม่เป็นห่วงเธอเลยหรือไงลูกจะถูกฟ้อง แต่อย่างว่าพ่อเธอถูกฟ้องเป็นว่าเล่นจนอาจมองเป็นเล็กน้อย ถึงแม้เธอจะสุจริตแต่ก็ควบคู่เส้นสาย ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการมีคอนเน็คชันนำพามาซึ่งความสะดวกสบาย ทำให้ทุกอย่างดำเนินไปได้อย่างง่ายดายราวกับทางที่ถูกถางไว้ให้เดินสะดวก แต่นี่ลูกสาวไม่ใช่พ่อนะห่วงลูกคนนี้บ้างก็ได้ ห่วงแต่เมียสุดที่รักเธอได้แต่สงสัยว่าผู้ชายรุ่นนี้ผลิตมาเยอะใช่ไหมล็อตนี้ หลงเมียจนลืมลูกกันไปหมด พอเรื่องของเธอจบ ก็ชิ่งไปสวีทกับแม่หน้าตาเฉย ทิ้งให้เธอนั่งเครียดอยู่คนเดียว หนูนาถอนหายใจหนัก ๆ พลางซุกตัวลงกับเตียง ดวงตากลมโตเหม่อมองเพดานห้องที่มืดสนิท แม้ว่าเวลานี้จะเป็นช่วงเที่ยงวันก็ตาม ถึงแม้จะบ่นในใจไปมากมาย แต่ลึก ๆ แล้ว... เธอกลับรู้สึกอบอุ่นอยู่ไม่น้อย ความคิดที่วุ่นวายตีในหัวค่อย ๆ จัดระเบียบเข้าที่ได้จึงได้แต่สงสัยว่าพ่อแม่เธอนั้นรู้ได้อย่างไรว่าเธอถูกแจ้งความ และที่สำคัญนั้นพ่อแม่เธอรู้จักกับผู้ชายคนนั้นได้อย่างไร แต่คนอย่างเธอคำไหนคำนั้น เมื่อปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขาไปแล้ว จะให้คลานกลับไปขอร้องเขานั้นไม่มีวันซะหรอก คนมีเงินอย่างเธอ จะหาทนายเก่ง ๆ สักคนก็ไม่ใช่เรื่องยาก เงินมันซื้อได้ทุกอย่าง แม้กระทั่ง ‘เวลา’... “ว่ายังไงนะคะคุณอา คุณอาไม่ว่างรับคดีหรือคะ!” เสียงหวีดของหนูนาดังลั่นไปทั้งคาเฟ่ จนสายตาหลายคู่หันมามองเธอเป็นตาเดียว บางคนถึงกับขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ แต่เธอก็หาได้มีเวลาจะสนใจสายตาเหล่านั้นไม่! ถึงแม้ที่นี่จะเป็นคาเฟ่ศิลปะที่ผู้คนมักมานั่งจิบกาแฟพลางดื่มด่ำไปกับบรรยากาศเงียบสงบ แต่เธอไม่ได้มาเพื่อเสพศิลป์เหมือนคนอื่น เธอมาเพื่อติดต่อเรื่องคดี! “อาขอโทษนะหนูนา แต่อาติดคดีจริงๆ” ดนัยทนายความวัยห้าสิบที่เต็มไปด้วยความรู้ สวมแว่นตากรอบโลหะที่วางอยู่บนสันจมูกได้รูป ผมสีดอกเลาถูกหวีเรียบ ใบหน้าแม้จะมีริ้วรอยของวัย แต่ก็ยังแฝงไปด้วยความสุขุมและความเมตตา ทุกครั้งที่เขาพูดน้ำเสียงของเขาชัดถ้อยชัดคำ แม้กระทั่งคำปฏิเสธของชายสูงวัยที่เข้าโสตประสาทของเธอ! เสียงรอบกายดับวูบลง ไม่ได้ยินว่าหลังจากนั้นดนัยพูดอะไรกับเธออีกหรือไม่ ก่อนหน้าที่เธอนั้นจะได้ติดต่อกับดนัยทนายความประจำของพ่อเธอที่อยู่คู่บุญกันมานาน เธอได้ติดต่อทนายมีชื่อเสี่ยงคนอื่นแล้วถ้าบางคนไม่ปฏิเสธว่าไม่รอดหรือไม่ก็ให้เธอรับสารภาพไป ถ้าอย่างนั้นเธอจะจ้างทนายทำไมล่ะ สู้ไปตายเอาดาบหน้าเสียยังดีกว่า!ดนัยมองใบหน้าหวานของหญิงสาวตรงหน้า ที่ถึงแม้จะแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางจนดูโฉบเฉี่ยวและคมสวย แต่ก็ไม่อาจปกปิดความกังวลที่ฉายชัดออกมาได้ หน้าผากเนียนขมวดเป็นรอย คิ้วเรียวสลวยชนกันแน่นราวกับผูกเป็นโบ ริมฝีปากอวบอิ่มขบกันเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด จนคนแก่กว่าเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ เห็นเธอตั้งแต่อ้อนแต่ออกเสมือนหลานคนหนึ่งของเขาก็ไม่ปาน อดเอ่ยปลอบหญิงสาวเพื่อคลายความกังวลไม่ได้“อามีทนายเก่ง ๆ คนหนึ่งช่วยหลานได้นะ อาก็นัดเจอเขาวันนี้ อีกสักพักก็คงมาแล้ว เราจะรอเจอเขาไหม”เหมือนเสียงสวรรค์ฉายแววความหวัง ราวกับสวรรค์ได้ชี้นำทางให้เธอ ดวงตากลมโตเปล่งประกายอย่างยินดี เหลืออีกไม่กี่วันแล้วเธอก็ต้องไปตามหมายเรียกแล้วเธอก็ต้องการทนายเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจ ถึงแม้คิณณ์ณภัทรจะชี้แนะแนวทางเธอแล้วก็ตาม แต่เธอถือคติคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายสบายใจดี“คงไม่ใช่แบบที่หนูเจอมานะคะ”“คนนี้มีความสามารถ หนูไว้ใจได้ อาเคยหลอกหนูด้วยเหรอ?”เสียงแหบพร่าตามอายุเอ่ยอย่างนุ่มนวลพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้กับเธอไม่ต้องกังวลนัก แต่ถึงจะพูดอย่างนั้นใช่ว่าตัวเขานั้นจะไม่เคยโกหกสาวน้อยคนนี้เสียเมื่อไหร่ เพียงแต่เธอไม่เคยร
แสงแดดจ้าส่องสว่างลงท่ามกลางกระหม่อมบ่งบอกเป็นเวลาเที่ยงวันแล้วนั้น แต่ทว่าภายในห้องสีขาวม่านหนาสีดำบดบังแสงจากภายนอกจนกลับมืดสนิทไม่อาจเห็นแสงตะวันได้ เสียงลมหายใจแผ่วเบาของใครบางคนผสานเข้ากับเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังสม่ำเสมอ อุณหภูมิที่เย็นเฉียบทำให้ห้องนี้เป็นดั่งโลกอีกใบที่ถูกตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก บนเตียงกว้างคิงไซซ์ร่างเล็กยังคงซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มนุ่ม ดวงหน้าผุดผ่องแนบลงกับหมอน เส้นผมสีน้ำตาลกระจายอยู่บนผ้าปูเตียงอย่างไร้ระเบียบความเงียบและความเย็นสบายขับกล่อมหญิงสาวเจ้าของห้องให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงนิทรา ‘โอ้ ใจเอ๋ยทำไมรักใครช่างง่ายดาย ใจง่ายเกินไปไหมเธอ โอ้ ใจเอ๋ย โอ้ ใจเอ๋ย ทำไมเจ็บไม่จำ’ เสียงริงโทนดังขึ้นจนหญิงสาวที่หลับอุตุนั้นสะดุ้งเฮือกตื่นด้วยความตกใจ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันอย่างขัดใจ มือเรียวควานหาโทรศัพท์ใต้กองหมอนอย่างลวก ๆ ดวงตายังคงปิดสนิท ริมฝีปากอิ่มพึมพำเสียงเบา คล้ายคนยังไม่ตื่นดี ก่อนที่ปลายนิ้วจะสัมผัสหน้าจอเย็นเฉียบแล้วกดรับสาย “ทำอะไรอยู่หา ยัยนา! กว่าจะรับสายพ่อ” เสียงทุ้มต่ำคำรามลอดออกมาจากปลายสาย ทำเอาเ
“น่าสมเพชตัวเองชะมัด” ทำไมนะถึงได้หลงรักกับคนอย่างเขากันนะ คนอย่างเขามีอะไรดีกัน เทียวไล้เทียวขื่อมาหาเธออยู่เป็นหลายปี แต่ไม่เคยกลับพิสูจน์ให้เธอเห็นหรือมั่นใจได้เลยว่าเขาจะจริงจังกับเธอเธอคิดว่าเธอใจแข็งมากพอ คิดว่าหัวใจของเธอไม่อ่อนไหวไปกับผู้ชายแบบนั้น แต่สุดท้ายก็แพ้...แพ้ให้กับคำพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงของเขา แพ้ให้กับแววตาที่ทำให้เธอสั่นไหวอยู่เสมอเธอกลัวเพียงว่าการที่เขายังตามตอแยเธอจนถึงทุกวันนี้เพราะว่าอยากเอาชนะเธอหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ บางที...ที่เขายังตามตอแยเธออยู่อาจเป็นเพียงเพราะว่าเขาไม่เคยถูกเธอปฏิเสธจริง ๆ จัง ๆ มาก่อนเธอคงไม่ใช่คนพิเศษสำหรับเขา เธออาจเป็นเพียงแค่ของเล่นที่เขาอยากเอาชนะก็เป็นได้ ไม่มีใครสามารถรู้ถึงความคิดเขาได้นอกจากตัวของชายหนุ่มเองหลังจากคืนนั้นเธอก็หลบหน้าเขาตลอด แต่เมื่อจำเป็นต้องเจอหน้ากันเธอก็บอกให้เขาลืมไปซะ ถึงเธอเคยพูดกับเขาแบบนั้น แต่เขากลับแค่ยกยิ้มบาง ๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ท่าทางของเขาเหมือนกำลังรออะไรบางอย่างจากเธอ แต่เธอไม่มีอะไรจะให้เขาอีกแล้วอย่างคณาภัทรนั้นเธอรู้ว่าเขานั้นไม่ได้จริงจังที่จะจีบเธอเพียงแต่จะแกล้งเพื่อนรักของเขาอย่างเ
หญิงสาวรูปร่างบอบบางตัวเล็กสเป็คชายไทย แม้จะไม่ได้ผิวขาวตามพิมพ์นิยม แต่เมื่อเธอสวมเดรสกำมะหยี่สีดำเปิดไหล่ เผยให้เห็นเรือนร่างอรชรและส่วนเว้าส่วนโค้งที่ธรรมชาติรังสรรค์มาอย่างงดงาม ความโฉบเฉี่ยวของเมกอัพที่แต่งแต้มบนใบหน้าช่วยขับเน้นให้เธอดูมีเสน่ห์เย้ายวนยิ่งขึ้น เส้นผมสีน้ำตาลยาวสลวยที่ถูกจัดแต่งเป็นลอนคลื่นดูพลิ้วไหว ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ชวนหลงใหลเมื่อหญิงสาวก้าวเท้าเดินเข้ามาในผับหรู เสียงเบสหนัก ๆ กระแทกเข้าโสตประสาท ร่างกายของผู้คนโยกไหวไปตามจังหวะเพลงที่กึกก้อง แสงไฟสีแดง น้ำเงิน ม่วงวูบวาบสลับกันไปสาดกระทบสะท้อนบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นเหล้า น้ำหอม และควันบุหรี่จาง ๆสายตาของชายหนุ่มนับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่เธอเป็นจุดเดียว ทว่าเจ้าของเรือนร่างเย้ายวนกลับหาได้สนใจไม่ เธอเดินต่อไปยังห้อง VIP อย่างมั่นใจ มุมเงียบสงบที่ถูกแยกออกจากความวุ่นวาย ด้านในตกแต่งอย่างหรูหรา โซฟานุ่มสบาย และเครื่องดื่มระดับพรีเมียมที่มีราคาแพงกว่าด้านนอกหลายเท่า ถึงแม้เดรสตัวสั้นที่เธอสวมจะเผยเรียวขาเหนือหัวเข่าขึ้นมาหลายคืบก็ตาม“ไม่ทราบว่าคุณผู้หญิงจะรับเครื่องดื่มอะไรดีครับ”“เอาเป็นเหล้ายินแล้วกันค่ะ” หญิงส
นี่มันผ่านมานานเท่าไหร่แล้วนะ… ตั้งแต่วันนั้น วันที่เธอได้พบกับเขาเป็นครั้งแรก ความหวั่นไหวที่ก่อตัวขึ้นในใจไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา กลับยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อย ๆ อย่างห้ามไม่อยู่ เธอได้แต่นั่งเหม่อลอย จ้องมองเพดานห้องอันมืดมิด ปล่อยให้ความทรงจำในวันแรกที่พบกันย้อนกลับมาอีกครั้ง5 ปีที่แล้ว...หญิงสาวหยุดยืนอยู่หน้าอาคารสีขาวสะอาดตา ดวงตาเฉี่ยวคมราวกับเหยี่ยวที่มักแต่แต้มด้วยเครื่องสำอาง กลับเปลือยเปล่าไร้การตกแต่งใด ๆ มีเพียงร่องรอยจาง ๆ บริเวณหางตาที่บ่งบอกว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนักสายตาที่ทอดยาวไปเบื้องหน้าดูเลื่อนลอย คล้ายจะมองอาคารตรงหน้าทว่ากลับไม่ได้สังเกตจริง ๆ ก่อนที่เธอจะถอนหายใจแผ่วเบา แล้วตัดสินใจก้าวเข้าไปในสำนักงานเพื่อตามหาเพื่อนรักอย่างลัลน์ที่ไม่ได้รับโทรศัพท์เธอก๊อก ๆเมื่อหยุดอยู่หน้าห้อง เธอเคาะประตูเป็นเชิงบอกกล่าวให้คนข้างในรับรู้ถึงการมาถึงของตน ก่อนเสียงตอบรับจากภายในดังขึ้น เธอจึงผลักบานประตูเข้าไป สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือแสงสีขาวสว่างเจิดจ้าแตกต่างจากด้านนอกที่แสงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่เพิ่งเป็นเวลาเพียงห้าโมงเย็นเท่านั้นภายในห้องทำ
ก๊อก ๆเสียงเคาะประตูดังขึ้น ขัดจังหวะความคิดที่กำลังวุ่นวายอยู่ในหัว หญิงสาวถอนหายใจเฮือกใหญ่ รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับความวุ่นวายในวันนี้เหลือเกิน ราวกับโลกไม่ยอมให้เธอได้อยู่เงียบๆ กับตัวเองแม้สักนาที แต่ถึงจะบ่นในใจ เธอก็ยอมลุกขึ้นไปเปิดประตูโดยดี“ว่าไงครับหนูตะเภา ยังอยู่ดีใช่ไหม”เสียงกวนอารมณ์พร้อมรอยยิ้มกวนประสาทของเจ้าของคำพูด ทำให้เธอแทบอยากปิดประตูใส่หน้า ปากแบบนี้มีอยู่คนเดียว ไม่รู้ว่ามาเพื่อกวนโมโหอะไรอีก ทั้งที่เธอเครียดจนหัวจะระเบิดอยู่แล้ว แต่เขายังมีหน้ามายืนลอยหน้าลอยตาอยู่อีก ก่อนที่เธอจะได้เปิดปากไล่ กลับเป็นเสียงทุ้มอ่อนโยนของใครอีกคนที่ดังขึ้นเสียก่อน“เราไหวไหม หืม?”มือหนาแตะลงบนศีรษะของเธอ ลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน แตกต่างจากท่าทางเถื่อนๆ ของเพื่อนเขาลิบลับ เจษฎาเห็นเพื่อนตัวดีถึงเนื้อถึงตัวกับคนที่เขาชอบก็แทบเดือดพล่าน ควันออกหู ก่อนตะโกนเสียงเข้ม“มึงเอามือออกไปไอ้แดน!”“ก็ไม่เห็นน้องว่ายังไงนี่ มึงเสือกอะไร ผัวก็ไม่ใช่” คณาภัทรปล่อยหมัดฮุคเข้ากลางใจเจษฎาเต็มแรง เรียกได้ว่าชนะน็อกไปแบบไร้ข้อโต้แย้งเจษฎากำหมัดแน่น หงุดหงิดจนแทบระเบิด แต่ยังไม่ทันได้โต้กลับ เสียงหวา
‘หมายเรียกผู้ต้องหา ครั้งที่ ๑ คดีระหว่าง พ.ต.ต. ภีมพัฒน์ จรัญศิริ ผู้กล่าวหา กับ นางสาวนันท์นพิน เศรษฐกุล ผู้ต้องหา ด้วยเหตุที่ท่านต้องหาว่า “คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” ฉะนั้นให้นางสาวนันท์นพิน เศรษฐกุล ผู้ต้องหา ไป ณ ที่ห้องพนักงานสอบสวน พบ พ.ต.ต.ทศพล ทรัพย์เจริญ พนักงานสอบสวนเจ้าข
ภายในห้องรับรองสีขาวกว้างขวาง ตกแต่งอย่างเรียบหรู แสงไฟสีอุ่นช่วยขับเน้นบรรยากาศให้อบอุ่น หญิงสาววัยแรกแย้มสองคนนั่งพับเพียบอยู่กลางห้อง รายล้อมด้วยของเล่นสีสันสดใสที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้น รอยยิ้มบางแต้มอยู่บนใบหน้าเรียวสวย ร่างเล็กบอบบางถูกขับเน้นด้วยเสื้อปาดไหล่สีขาวประดับโบใหญ่พาดแขนขวา ตัด
“ห่ะ!!!” เสียงของรินทร์และลัลน์ดังขึ้นพร้อมกันด้วยความตกใจขีดสุด ทั้งสองคนอ้าปากค้างแทบจะทันที ไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยินจากปากของเพื่อนรัก “นะ...นี่แกร้อนเงินถึงขนาดต้องไปทำกิจการดำมืดเชียวหรือยัยหนูนา แค่เงินที่แกได้จากดอกแสนแพงนั่น ก็น่าจะเพียงพอแล้วมั้ง” รินทร์อุทานเสียงสูง ไม่อาจปกปิดความตกใจ







