ANMELDENภายใต้ผืนฟ้ากว้างที่ประดับประดาด้วยดวงดาราพราวระยับประดุจใครบางคนเอาเพชรน้ำหนึ่งไปโปรยทิ้งไว้บนกำ
ภายใต้หลังคาผ้าใบของกระโจมหลวงที่บัดนี้ดูสภาพร่อแร่เหมือนเพิ่งผ่านมหกรรมรื้อถอนอาคารมาสดๆ ร้อนๆ กลิ่นอายของสมรภูมิที่อบอวลไปด้วยฝุ่นหินและเขม่าควันไฟยังคงลอยวนเวียนอยู่จางๆ ฉินจื่อเสวียน ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นต้าจง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยสง่างามประดุจเทพบุตรจุติลงมาเกิด บัดนี้เดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาในกระโจมด้วยสภาพที่หากบอกว่าเป็นขอทานหลงยุคก็คงมีคนเชื่อ ชุดเกราะทองคำราคาแพงระยับที่ไป๋ลี่ถิงเคยสั่งขัดจนเงาวับ บัดนี้เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน รอยบุบ และคราบเลือดแห้งกรังจนดูเหมือนเศษเหล็กจากร้านรับซื้อของเก่า ใบหน้าที่เคยคมคายมีแต่เขม่าดำและหนวดเครารุงรังประดุจคนป่าที่ไม่ได้เห็นแสงตะวันมาแรมปี"ถิงเอ๋อร์..." ฉินจื่อเสวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า ดวงตาของพระองค์ที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้สั่นระริกด้วยความปิติอย่างที่สุดไป๋ลี่ถิง ที่เพิ่งช่วยชีวิตน้องชายเสร็จหันขวับมามองสวามี พระนางมองสภาพทรัพย์สินส่วนตัวที่ดูทรุดโทรมจนแทบจำไม่ได้แล้วหัวใจก็กระตุกวูบไปชั่วขณะ ร่างบางในชุดเกราะอ่อนทะมัดทะแมงไม่รอช้า พระนางโผเข้ากอดสามีอย่างแรงจนเสียงชุดเกราะกระทบกันดัง เคร้ง! ใหญ่โต ไป๋ลี่ถิงซบหน้าลง
กลิ่นอายของความตายและความสิ้นหวังที่หุบเขาผีเสื้อดับในยามนี้ รุนแรงเสียจนอากาศรอบกายดูหนาหนักและเหม็นอับประดุจถุงเท้าทหารที่ไม่ได้ซักมาแรมปี ท่ามกลางซากหินมหึมาที่ถล่มลงมาปิดกั้นทางเข้าออกจนดูเหมือนกำแพงนรก ค่ายหลวงของแคว้นต้าจงที่ครั้งหนึ่งเคยโอ่อ่าสง่างาม บัดนี้กลับมีสภาพไม่ต่างจากแคมป์คนงานก่อสร้างที่ถูกบริษัทเบี้ยวค่าแรงมานานกว่าสามเดือน ทหารหาญที่เคยเดินยืดอกอวดกล้ามเนื้อ บัดนี้กลับนั่งพิงโล่ที่บุบเบี้ยว ใบหน้าซูบตอบขอบตาดำคล้ำประดุจหมีแพนด้าที่อดนอนมาเจ็ดชั่วโคตร พวกเขาทำได้เพียงแคะเศษหินเศษดินเล่นเพื่อประทังความหิวที่กัดกินกระเพาะอาหารจนกิ่วทว่า ในวินาทีที่ความหวังของทุกคนกำลังจะดับมอดลงประดุจเทียนไขในพายุหมุน เสียงฝีเท้าของกองทัพม้าเร็วที่ควบตะบึงฝ่าม่านฝุ่นและควันพริกขี้หนูสกัดเข้มข้นก็ดังกึกก้องกัมปนาทสะท้านเลื่อนลั่นไปทั่วหุบเขา เสียงนั้นไม่ใช่เสียงกีบม้าที่หนักอึ้งของพวกม้าเหล็กซีหยาง แต่มันคือจังหวะการควบม้าที่พริ้วไหวและเปี่ยมไปด้วย "พลังแห่งเงินตรา""นั่น... นั่นมันธงดอกบุปผาสวรรค์โอสถนี่นา!" ทหารยามที่ผอมโซจนเกราะแทบจะหลุดจากไหล่ตะโกนออกมาด้วยเสียงที่แ
บรรยากาศภายในห้องลับใต้ดินของตำหนักคุนหนิงในยามนี้ ช่างดูผิดแปลกไปจากห้องแต่งตัวของฮองเฮาผู้สูงศักดิ์โดยสิ้นเชิง กลิ่นแป้งร่ำดอกโมกข์ที่เคยอบอวลถูกแทนที่ด้วยกลิ่นน้ำมันขัดปืนและกลิ่นเครื่องหนังเกรดพรีเมียม ไป๋ลี่ถิงยืนอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ พระนางสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ชุดพิธีการสีแดงฉานที่ปักลายนกยูงอันแสนรุ่มร่ามและหนักอึ้งก็ถูกถอดกองทิ้งไว้บนพื้นประดุจขยะไร้ค่า พระนางก้าวเท้าเข้าไปในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทที่ทำจากวัสดุผสมใยแมงมุมและเหล็กไหลพระนางขยับคอเสื้อให้เข้าที่พลางจัดทรงผมหางม้าให้แน่นหนา นัยน์ตาคมกริบภายใต้เลนส์แว่นตากรอบทองฉายแสงวาบประดุจนักฆ่าที่เพิ่งโดนโกงเงินค่าคอมมิชชั่น"เอาล่ะ... ในเมื่อพวกซีหยางมันอยากลองดีกับระบบทุนนิยม ข้าก็จะแสดงให้ดูว่า อำนาจการสั่งซื้อ ที่แท้จริงมันเป็นยังไง!" ไป๋ลี่ถิงพึมพำพลางยกมือซ้ายขึ้นมาลูบแหวนมิติที่นิ้วกลาง แสงสีเขียวดิจิทัลเริ่มไหลวนรอบตัวพระนางประดุจพายุขนาดย่อม"ระบบ เข้าสู่โหมด การจัดซื้อเชิงรุก ยอดเงินคงเหลือ มีกินไปถึงชาติหน้า""ทำการเบิกปืนใหญ่หน้าไม้กล จำนวน 50 กระบอก ระเบิดควันรสพริกขี้หนู 200 ลูก เสบี
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าตำหนักเย็น บรรยากาศรอบกายเต็มไปด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้กระดูกสันหลังหนาวสั่นประดุจเพิ่งโดนน้ำแข็งใสราดรดขั้วหัวใจ ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีดีกรีซีอีโอสายโหด ประทับยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของสตรีที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงพระสนมเอกผู้สูงศักดิ์ ทว่าบัดนี้กลับกลายเป็นเพียงหญิงเสียสติที่นั่งจมกองผ้าขี้ริ้วและคราบน้ำตาแห่งความริษยา นัยน์ตาคมกริบภายใต้เลนส์แว่นตากรอบทองของไป๋ลี่ถิงฉายแววเย็นชาไร้ความรู้สึกใดๆ ผิดกับภาพลักษณ์ใจดีแจกโบนัสในยามปกติอย่างสิ้นเชิงพระนางมองดูซุนซูเฟย ที่ยังคงหัวเราะร่วนพร่ำเพ้อถึงความพินาศของแคว้นต้าจงด้วยความสมเพช ความเมตตาของไป๋ลี่ถิงนั้นมีไว้สำหรับพนักงานที่ทำยอดทะลุเป้าและราษฎรที่จงรักภักดีเท่านั้น แต่สำหรับหนี้เสียที่จงใจฉ้อโกงและขายชาติเพื่อความสะใจส่วนตัวเช่นนี้ ในพจนานุกรมธุรกิจของพระนางมีเพียงคำเดียวที่เหมาะสมคือ... การชำระบัญชีแบบถอนรากถอนโคน"ซุนหมานหม่าน... เจ้าบอกว่าอยากเห็นข้าลงนรกไปพร้อมกับเจ้าใช่ไหม?" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรี
บรรยากาศยามวิกาลภายในเขตตำหนักเย็นของพระราชวังแคว้นต้าจง ช่างเป็นสถานที่ที่น่าหดหู่และชวนให้ขนหัวลุกยิ่งกว่าการนั่งดูตัวเลขขาดทุนในบัญชีบริษัทตอนสิ้นปีเสียอีก กลิ่นอายของความอับชื้นจากกำแพงที่ตะใคร่น้ำเกาะหนาเตอะผสมปนเปไปกับกลิ่นน้ำยาซักผ้าเกรดต่ำที่พ่นออกมาจากโรงซักล้างส่วนตัวของอดีตพระสนมผู้ตกอับ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่เคยร้องระงมพลันเงียบกริบลงประดุจพวกมันรู้ว่าพายุระดับทำลายล้างกำลังจะพัดผ่านเข้ามาในเขตอสังหาริมทรัพย์ราคาถูกแห่งนี้ในอีกไม่กี่อึดใจไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีมาดซีอีโอสายโหดและมีพละกำลังจากความแค้นพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน ก้าวเดินนำหน้ากองทหารองครักษ์เงาที่สวมชุดดำทะมึนประดุจฝูงนินจาในหนังแอ็กชัน ท่วงท่าการเดินของพระนางนั้นดุดันและมั่นคงเสียจนพื้นหินแตกหักเป็นรอยร้าวเล็กๆ ตามจังหวะรองเท้าส้นสูง แว่นตาสแกนกรอบทองของพระนางฉายแสงสีแดงวาบผ่านเลนส์ประดุจดวงตาของหุ่นยนต์สังหารที่ตรวจพบเป้าหมายที่ต้องกำจัดทิ้งจากสารบบ"ไคเซอร์... เตรียมตัวทำความสะอาดขยะในองค์กรให้ข้าที" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยเสียงเย็นเยือกพลางหยุดยืนอยู่หน้าประตูไม้เก่าๆ ของเรือนพักซุนซูเฟยที่สภาพดูเหมือนจะพังแ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดจนเกือบจะเกิดการปะทะนองเลือดกลางท้องพระโรงแคว้นต้าจง เสียงหอบหายใจของเหล่าทหารรักษาพระนครและเสียงหัวใจที่เต้นรัวของขุนนางเฒ่าขี้ฉ้อดังประสานกันเป็นจังหวะที่น่าเวทนา ไป๋ลี่ถิง ฮองเฮาสาวผู้มีสมองเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์และมีหัวใจเป็นเครื่องคิดเลขรุ่นท็อปสเปก ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าบันไดมังกร พระนางไม่ได้แสดงอาการหวั่นเกรงต่อดาบและทวนที่จ่อเข้ามาแม้แต่น้อย ทว่าในดวงตาภายใต้เลนส์แว่นตากรอบทองกลับฉายแววความสมเพชต่อเหล่าผู้ถือหุ้นรายย่อยที่ริอ่านจะมาปั่นหุ้นกบฏในบริษัทของพระนาง"เอาล่ะๆ... หยุดทำหน้าเหมือนปวดท้องหนักกันได้แล้วพวกเจ้า!" ไป๋ลี่ถิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาทที่ดังก้องไปทั่วโถงกว้าง"ข้ารู้ว่าการใช้อำนาจข่มขู่ยึดทรัพย์พวกเจ้ามันอาจจะดูเป็น การใช้อำนาจในทางมิชอบไปสักหน่อย และมันก็ไม่ช่วยให้พวกเจ้าที่ถูกล้างสมองด้วยเฟคนิวส์ตาสว่างขึ้นมาได้หรอก... ดังนัั้น ในฐานะซีอีโอผู้ยึดมั่นในหลักบรรษัทภิบาล ข้าจะขอใช้ หลักฐานเชิงประจักษ์มาตบหน้าพวกเจ้าให้หงายหลังแทนดาบก็แล้วกัน!"พระนางสะบัดมือข้างหนึ่งขึ้นกลางอากาศ ทันใดนั้น แสงสีฟ้าอ่อนๆ
ฝุ่นควันจากการวิ่งหนีหางจุกตูดของบรรดาอนุภรรยายังไม่ทันจะจางหายไปจากลานหน้าเรือนหลัก บรรยากาศที่เพิ่งจะกลับมาเงียบสงบได้เพียงแค่ชั่วอึดใจก็มีอันต้องถูกทำลายลงอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักๆ ทว่าลากยาวอย่างเกียจคร้านดังสะท้อนมาตามระเบียงทางเดินไม้ที่ผุพัง ไป๋ลี่ถิงซึ่งกำลังยืนกอดประคองร่างอันสั่นเทาของมาร
แสงแดดอุ่นยามสายเริ่มสาดส่องลงมากระทบหลังคาเรือนหลักที่เต็มไปด้วยรอยแตกและตะไคร่น้ำ บรรยากาศเงียบสงบอันแสนจะหดหู่ของเรือนฮูหยินเอกถูกทำลายลงอย่างย่อยยับด้วยเสียงหัวเราะแหลมปรี๊ดที่ดังกังวานมาตั้งแต่หน้าประตูจวน เสียงนั้นแหลมสูงจนคล้ายกับนกแก้วที่กำลังถูกบีบคอ มันบาดแก้วหูเสียจนฝุ่นที่เกาะอยู่ตามขื่
แสงแดดรำไรยามสายสาดส่องผ่านช่องโหว่บนหลังคากระเบื้องที่แตกบิ่น ร่างบางของไป๋ลี่ถิงในชุดกระโปรงสีเทาหม่นหมองที่ซักจนเนื้อผ้าบางเฉียบก้าวเท้าข้ามธรณีประตูห้องนอนของตนเองอย่างระมัดระวัง นางใช้มือดันบานประตูไม้ที่ผุพังเบาๆ ทว่าเสียงดังกึกกักราวกับกระดูกคนแก่ลั่นก็ดังสะท้านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่บานประตูข้
แสงแดดเจิดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมาตกกระทบใบหน้าของจูน หญิงสาวผู้เปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจในชุดสูทสีแดงเพลิงที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตเข้ารูป รอยยิ้มกว้างขวางประดับอยู่บนริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงสด ส้นรองเท้าแหลมปรี๊ดของเธอกระทบกับพื้นทางเดินหินอ่อนหน้าอาคารสำนักงานใหญ่เกิดเป็นเสียงดังก้องกังวา







