ANMELDENหรงฉือพยักหน้าเล็กน้อย พูดว่า “ฉันกลับก่อนนะ พอซินซินตื่นแล้ว คุณอย่าลืมบอกเธอหน่อย”เฟิงถิงเซินมองเธอ “โอเค ไม่กินข้าวเช้าก่อนแล้วค่อยไปเหรอ?”“ไม่ล่ะ”เฟิงถิงเซินก็ไม่ได้ฝืน ลุกขึ้นพูดว่า “ผมไปส่งคุณ”“ไม่ต้องลำบากหรอก”เฟิงถิงเซินไม่พูดอะไร กลับเดินตามหลังไปส่งเธอข้างนอกด้วยตัวเอง รอจนรถของเธอออกจากลานบ้านแล้ว เฟิงถิงเซินจึงจะหันหลังกลับเข้าบ้านสิบกว่านาทีต่อมา เฟิงจิ่งซินก็ตื่นนอนแล้ว หลังจากลงมาชั้นล่าง เธอมองซ้ายทีขวาที เฟิงถิงเซินพูดว่า “แม่หนูมีธุระ กลับไปก่อนแล้ว”“อ้อ...”ทันทีที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นหรงฉืออยู่ข้าง ๆ เฟิงจิ่งซินก็คิดถึงความเป็นไปได้นี้ไว้แล้ว เธอเม้มริมฝีปากเล็กน้อย จากนั้นก็ไปทานอาหารที่ห้องอาหารโดยไม่พูดสักคำเฟิงถิงเซินนั่งลงข้างเธอ ยื่นมือไปแตะหน้าผากเธอเพื่อวัดอุณหภูมิ “ไข้ลดหมดแล้ว ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกไหม? ถ้ารู้สึกเหนื่อยก็นอนพักอยู่ที่บ้านหนึ่งวัน พรุ่งนี้ค่อยไปโรงเรียน”เฟิงจิ่งซินไม่เงยหน้า แล้วก็ไม่ได้สะบัดมือของเขาออก พูดแค่ว่า “ไม่ค่ะ หนูจะไปโรงเรียน”“โอเค” พูดจบ ก็พูดอีกว่า “ต่อจากนี้พ่อยังต้องไปทำงานต่างเมือง กว่าจะกลับมาก็ค
เฟิงถิงเซินรับถ้วยจากมือหรงฉือไป หลังป้อนโจ๊กให้เฟิงจิ่งซินกินไปสองคำ ก็พูดกับหรงฉือว่า “ทางครัวน่าจะทำของกินอย่างอื่นไว้อยู่ คุณก็ลงไปทานสักหน่อยดีกว่าไหม?”จริง ๆ แล้วหรงฉือไม่หิวแต่เธอกับเฟิงถิงเซินไม่มีอะไรจะพูดคุยกันจริง ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้าเฟิงจิ่งซิน การที่พวกเขาพยายามหลีกเลี่ยงอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็น่าจะดีกว่าเธอพยักหน้าเล็กน้อย พูดกับเฟิงจิ่งซินว่า “ซินซิน งั้นแม่ก็ลงไปหาอะไรกินข้างล่างหน่อยนะ แม่กินเสร็จแล้วค่อยขึ้นมา”เฟิงจิ่งซินพูดอย่างเชื่อฟังว่า “ค่ะ”หรงฉือไม่พูดอะไรอีก ก็หันหลังลงไปชั้นล่างแล้วจนกระทั่งหลังจากแผ่นหลังของหรงฉือหายลับไปจากประตู เฟิงจิ่งซินจึงจะละสายตากลับมา รอยยิ้มที่อยู่บนใบหน้าก็หุบลงทันที ก่อนจะมองไปที่เฟิงถิงเซินอาจเพราะดูออกว่าเธอมีอะไรอยากจะพูด เฟิงถิงเซินเช็ดมุมปากให้เธอเล็กน้อย “อยากจะพูดอะไร?”เฟิงจิ่งซินเม้มริมฝีปาก สองมือกำผ้าห่มไว้ สุดท้ายกลับไม่พูดอะไร เพียงแค่กินอย่างเงียบ ๆ เท่านั้นเธอไม่พูด เฟิงถิงเซินก็ไม่ถามหลังจากเธอกินอะไรเสร็จได้สักพัก เฟิงถิงเซินก็วัดอุณหภูมิร่างกายให้เธออีกครั้ง เวลานี้หรงฉือเดินขึ้นมาชั้นบนพอดี เมื่อ
พ่อบ้านยิ้มแล้วพูดว่า “ได้ครับ ผมจะให้คนยกอาหารขึ้นมาเดี๋ยวนี้”พ่อบ้านพูดจบก็ลงไปชั้นล่างแล้วเฟิงถิงเซินมองเฟิงจิ่งซิน “ไม่ให้พ่ออยู่เป็นเพื่อนจริง ๆ เหรอ?”เฟิงจิ่งซินถลึงตาใส่เขา “ไม่ต้องค่ะ!”หรงฉือคิดว่าระหว่างพ่อกับลูกสาว พวกเขาน่าจะต้องการพื้นที่ส่วนตัว เธอจึงพูดกับเฟิงจิ่งซินว่า “แม่ไปโทรศัพท์หน่อยนะ เดี๋ยวกลับมา”เฟิงจิ่งซินพยักหน้า “ค่ะ”หรงฉือหันหลังออกจากห้องไปแน่นอนว่าเธอไม่ได้มีธุระต้องโทรศัพท์อะไร เธอหันหลังเดินไปยืนอยู่ตรงระเบียงริมหน้าต่างสองสามนาที เมื่อเธอกลับมาที่ห้องของเฟิงจิ่งซิน เฟิงถิงเซินก็ไม่อยู่ในห้องแล้ว ส่วนอาหารนั้นพ่อบ้านก็ได้ให้คนยกมาส่งเรียบร้อยแล้วทางห้องครัวตั้งใจต้มโจ๊กให้เฟิงจิ่งซินเป็นพิเศษ นอกจากโจ๊กแล้ว ยังมีอาหารอีกหลายอย่าง เรียกได้ว่าจัดเต็มเลยทีเดียวแต่เฟิงจิ่งซินกำลังป่วยอยู่ แม้แต่โจ๊กก็ยังกินไม่ลง เพิ่งจะกินไปได้ไม่กี่คำ ก็รู้สึกอ่อนเพลียจนอยากนอนต่อแล้วในเมื่อเธอง่วงแล้ว หรงฉือก็ให้เธอขึ้นไปนอนต่อบนเตียงเฟิงจิ่งซินกลับไปนอนบนเตียง มือเล็ก ๆ จับชายเสื้อของหรงฉือไว้ ราวกับมีอะไรอยากจะพูด แต่สุดท้ายก็ฝืนความง่วงไม่ไหว ไม่นาน
เบอร์โทรศัพท์ของเฟิงถิงเซินอวี้มั่วซวินก็จำได้เขาแค่นเสียงเหอะคำหนึ่ง “เขาโทรมาทำไม? หรือคิดจะให้คุณช่วยขอร้องเจี๋ยเซี่ยวแทนตระกูลหลิน? เขาขี้ขลาดขนาดนี้เลยเหรอ?”หรงฉือไม่พูดอะไร กดรับสาย ยังไม่ทันได้พูด เฟิงถิงเซินก็พูดขึ้นก่อนว่า “ซินซินเป็นไข้มาหนึ่งวันแล้ว ตอนเย็นถ้ามีเวลาก็แวะไปดูเธอหน่อยได้ไหม?”หรงฉือขมวดคิ้ว ถามทันทีว่า “เป็นไข้นานขนาดนี้แล้วเหรอ? ตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง?”“ตอนนี้ยังให้น้ำเกลืออยู่ อุณหภูมิก็ยังไม่ลดเลย”“เข้าใจแล้ว อีกเดี๋ยวฉันจะแวะไป”“รบกวนด้วยนะ”หรงฉือไม่พูดอะไร วางสาย หลังจากมอบหมายงานที่อยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ก็ออกจากฉางโม่ไปเมื่อมาถึงที่หมาย พ่อบ้านทราบว่าเธอกลับมาแล้ว ก็รีบออกมาต้อนรับ “คุณนาย มาแล้วเหรอครับ?”หรงฉือ “ฉันจะขึ้นไปดูซินซินหน่อย”ที่ชั้นบน เฟิงจิ่งซินเพิ่งให้น้ำเกลือเสร็จ ตอนที่กำลังจะนอนหลับอย่างสะลืมสะลือ หรงฉือเดินเข้ามาในห้อง เห็นเฟิงจิ่งซินที่ขมวดคิ้วอยู่ ก็นั่งลงข้างเตียง ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผากของเธอเบา ๆพ่อบ้านพูดเสียงเบาว่า “อุณหภูมิร่างกายลดลงไปมากแล้ว แต่หมอบอกว่าไข้อาจจะกลับมาขึ้นสูงได้อีกครับ”หรงฉือพยักหน้
ฉีอวี้หมิง “เกรงใจแล้ว”เจี๋ยเซี่ยวมาด้วยท่าทางดุดัน ราวกับมีหลักฐานในมือไม่น้อยจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนตระกูลหลินและตระกูลซุน หรือว่าฉีอวี้หมิงกับเฮ่อฉางปั่ว ต่างก็รู้ว่าคดีนี้ไม่ใช่คดีที่จะสู้ได้ง่าย ๆแต่หลังจากเริ่มพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการ สีหน้าของคนตระกูลหลินและตระกูลซุนกลับยิ่งดูย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ ส่วนฉีอวี้หมิงกับเฮ่อฉางปั่วก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นมาเช่นกันเจี๋ยเซี่ยวมีหลักฐานแน่นหนา ไม่ว่าจะเป็นสัญญา หลักฐานการโอนเงิน บันทึกการสนทนา หรือรายงานผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญ ทุกอย่างล้วนมีครบถ้วน ส่วนเงินชดเชยจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อยล้านบาทที่พวกเขาเรียกร้องนั้น เดิมทีพวกเขาต่างคิดว่าเจี๋ยเซี่ยวกำลังเรียกร้องเงินสูงเกินอย่างไร้เหตุผลความจริงแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมา เจี๋ยเซี่ยวเติบโตได้ดีอยู่แล้ว ยิ่งในช่วงหนึ่งปีมานี้ยังได้ร่วมมือกับฉางโม่อีก ตอนนี้ความสามารถในการแข่งขันของเจี๋ยเซี่ยวในตลาดยกระดับขึ้นไปอีกขั้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีที่พวกเขากำลังจะเอาผิดเรื่องการละเมิดนั้น ยังเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของโปรเจกต์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทของพวกเขาด้วย เงินชดเชยหนึ่งหมื่นสองพันห้าร้อย
เมื่อเครื่องบินลงสู่พื้น หลินอู๋เปิดโทรศัพท์ดู เฟิงถิงเซินยังคงไม่ตอบกลับข้อความเธอส่วนเธอกับโม่ชีฉือก็ไม่ได้พูดคุยกันอีก หลังลงจากเครื่อง ก็ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปคนตระกูลหลินและตระกูลซุนพอรู้ว่าเธอไม่ได้พบเฟิงถิงเซิน ก็รู้สึกผิดหวังเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขากระวนกระวายใจยิ่งกว่าก็คือ คดีของบริษัทพวกเขากับเจี๋ยเซี่ยวใกล้จะต้องขึ้นศาลแล้วซุนลี่เหยารู้สึกใจหวิว ๆ อดถามไม่ได้ว่า “พี่ ตอนขึ้นศาล พี่ว่าพี่เขยจะกลับมาไหม?”หลินอู๋ “...ไม่รู้”เวลาสองสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว คดีของหลินซื่อเทคโนโลยีกับเจี๋ยเซี่ยวก็ขึ้นศาลอย่างเป็นทางการสองวันก่อนที่คดีของหลินซื่อเทคโนโลยีกับเจี๋ยเซี่ยวจะขึ้นศาล หรงฉือและคนอื่น ๆ ก็กลับมาจากไปเที่ยวแล้ววันขึ้นศาล หรงฉือ อวี้มั่วซวินและคนอื่น ๆ ก็กลับมาจัดการงานที่ฉางโม่ตามปกติอวี้มั่วซวินลูบคางเบา ๆ ลูบไปลูบมาก็นั่งพูดกับหรงฉือบนโซฟาว่า “วันนี้หลินซื่อเทคโนโลยีกับเจี๋ยเซี่ยวขึ้นศาล เฟิงถิงเซิน...คงไม่ปรากฏตัวหรอกใช่ไหม?”แม้ว่าเรื่องราวระหว่างหรงฉือ เฟิงถิงเซินและหลินอู๋จะหมดกระแสความสนใจบนโลกออนไลน์ไปนานแล้ว แต่คนในแวดวงก็ยังคงจับตาดูความเคล







