เข้าสู่ระบบห้องนอนใหญ่ที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของพร้อม ตอนนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลบรรยากาศประหลาด เมื่อมีร่างของสองหนุ่มหล่อต่างยุคสมัยต้องมานั่งจ้องตากันเขม็งอยู่บนเตียงกว้าง ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กัน
หลังจากมื้ออาหารสานสัมพันธ์จบลง ทั้งสองหน่อก็ถูกคุณเลขาคนสวยมาส่งถึงห้องนอน ก่อนเจ้าตัวจะกลับไปยังห้องนอนแขกโดยคิดว่าพี่น้องต่างสายเลือดคู่นี้คงจะอยู่กันได้อย่างดี...
ช่างไม่รู้เลยว่าปราจต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน!
พอเข้ามาก็ถูกพร้อมขู่กระชากบังคับจนต้องไปจัดการสวมเสื้อดี ๆ เลยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้ว
ส่วนฝั่งพร้อมเองก็เพิ่งอาบน้ำชำระล้างและเปลี่ยนสวมชุดที่ตามหลักแล้วมันก็คือของของเขาเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นห้องหรูหราแห่งนี้ ชุดที่สวมใส่ หรือแม้กระทั่งเรือนร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็ของเขา
…ทว่าความรู้สึกในใจกลับบอกว่ามันไม่ใช่เลยสักนิด
“ผมขอโทษที่ใช้อารมณ์ก่อนหน้านี้ครั-”
ฝ่ายเด็กหนุ่มที่อุตส่าห์รวบรวมความสุขุมอยู่นาน ตัดสินใจเปิดปากพูด หวังจะปรับความเข้าใจแต่ยังไม่ทันจะสิ้นประโยคดีก็โดนใครอีกคนสวนกลับทันควันอย่างไม่ไยดี
“กองไว้ตรงนั้นแหละ ฉันไม่รับคำขอโทษ”
“ผมยังพูดไม่ทันจบเลยนะครับ”
“แล้วยังไง โดนพูดขัดแค่นี้แล้วจะงอแงเป็นเด็กเล็ก ๆ รึ?”
“อย่างน้อยในตอนที่ยังสิงอยู่ในร่างผม... ก็อย่าเอาตัวผมไปทำพฤติกรรมไร้มารยาท อย่างการพูดแทรกคนอื่นเขาได้ไหมครับ”
เด็กหนุ่มพยายามกดเสียงให้เรียบสุด
“เห็นจะไม่ได้ โทษทีนะไอ้หนู”
ไม่ว่าพร้อมจะพยายามใช้เหตุผลเข้าสู้แค่ไหน ไอ้ผีในร่างของเขาก็สามารถกวนประสาทกลับมาได้ทุกคำจริง ๆ
พูดจบ เจ้าตัวก็เอนหลังลงนอนแผ่บนเตียงอย่างสบายใจเฉิบราวกับเป็นเจ้าของห้องตัวจริงเสียเอง พร้อมเลยได้แต่ต้องถอนใจอย่างจนปัญญา เขาไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไรต่อดีแล้ว
ทั้งชีวิตที่ผ่านมาไม่ว่าจะเรื่องเรียนหรือเรื่องงาน เขาก็มักจะโดดเด่นและจัดการทุกอย่างได้ไร้ที่ติเสมอ กระทั่งมาเจอเรื่องนี้...
เขาควรจะเริ่มต้นจากตรงไหนดีล่ะ?
“ฉันเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน”
ปราจเอ่ยทำลายความเงียบ ขณะนอนวางแขนไว้หลังศีรษะเหม่อมองเพดานสูง
“ไม่ใช่ว่าฉันอยากจะแย่งร่างแกหรืออยากมาอยู่ในที่ประหลาด ๆ นี่หรอกนะไอ้หนู ฉันเองก็สับสนไม่ต่างจากแกหรอก ถ้าเลือกได้ฉันก็อยากจะกลับไปอยู่ร่างตัวเองใจจะขาดเหมือนกันนั่นแหละ แต่มันไม่รู้จะทำยังไงนี่หว่า”
คราวนี้อีกคนก็ไม่ได้โวยวายกลับแต่ยังฟังคำอย่างตั้งใจ
“คุณมาจากที่ไหนกันแน่ครับ?”
ใบหน้าหล่อเหลากระตุกยิ้มที่มุมปาก ยามได้หวนนึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์
“…จากสยาม ปี 2314” เขาเว้นเพียงครู่ “ฉันเป็นจอมขมังเวทย์ที่ฝีมือดีที่สุดในแผ่นดินเลยล่ะ แต่ดันต้องมาตายเพราะไอ้เวรขุนหมื่นจากกรมแพทยาคนหนึ่ง ทั้งที่ตามหลักแล้วฉันควรจะชนะมันได้อย่างง่ายดายแท้ ๆ แต่เหมือนเทวดาฟ้าดินจะเกลียดขี้หน้าฉันเข้าไส้น่ะสิ เลยให้ฉันตายง่าย ๆ ซะอย่างนั้น”
“โดนเนิร์ฟหรอครับ?”
ชายโตกว่าชะงักไปชั่วครู่
ในตอนที่เขากำลังงุนงงกับคำศัพท์ประหลาดหู จิตใต้สำนึกที่ตกตะกอนอยู่ในสมองของเจ้าเด็กหนุ่มคนข้าง ๆ ก็ผุดความหมายขึ้นมาให้ทันที
ว่า ‘เนิร์ฟ’ มันเป็นคำแสลงในยุคนี้ ที่หมายถึงการถูกลดทอนความสามารถอย่างไม่เป็นธรรมเพื่อชูให้อีกฝ่ายชนะ
ปราจถึงตาเบิกโพลนและดีดตัวขึ้นมานั่งทันที!
“เออ! ใช่เลย! ฉันโดนเนิร์ฟ!” เจ้าตัวร้องลั่นอย่างถูกอกถูกใจ คิดหาคำตอบมาตั้งนาน ที่แท้มันคือคำนี้นี่เองหรอกรึ!
ปล่อยให้เด็กหนุ่มจ้องมองท่าทางตื่นเต้นนั่นด้วยสายตาว่างเปล่า “งั้นถ้าผมหาทางให้คุณคืนร่างผมและส่งคุณกลับไปแก้แค้นที่โลกเดิมได้สำเร็จ... คุณก็จะยอมไปแต่โดยดีใช่ไหมครับ?”
ปราจสบเข้ากับดวงตาของเจ้าของร่างเดิมอย่างแน่วแน่ ยกมือขึ้นเสยผมก่อนจะวาดยิ้มมุมปากตามฉบับจอมขมังเวทย์ตัวร้าย ใจเต้นตึกตักด้วยความลิงโลด เมื่อเริ่มเห็นเค้าลางแห่งความหวังโผล่ขึ้นมาบ้าง
“เออสิวะ เอาหัวฉันเป็นประกันเลย!”
“อุแหวะ...”
เสียงขย้อนดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงโปร่งที่ยืนโค้งตัวหอบหายใจอย่างหมดสภาพ โดยมีพร้อมในร่างเด็กหนุ่มยืนหน้าแหยหันหลังให้ภาพนั้น แม้มือหนาจะต้องเอื้อมไปลูบหลังช่วยร่างเดิมของตนเองอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ก็ตาม
“ไหวใช่ไหมครับ?” เจ้าตัวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
พร้อมไม่อยากจะหันกลับไปมองสภาพทุเรศลูกตานั่นสักนิด! ทว่านั่นมันก็ร่างของเขาเองนี่หว่า จะให้เมินเฉยปล่อยให้ผีจอมขมังเวทย์อะไรนี่เอาร่างเขาไปสำลักความตายอยู่ตรงนี้ได้ไงกัน?
อีกฝ่ายที่พยายามอาเจียนแต่ไม่มีอะไรออกมานอกจากลมคว้ามาจับเข้าที่มือนั้นไว้แน่น ก่อนจะใช้มันพยุงสังขารที่ใกล้ดับสูญเต็มทีไปทรุดนั่งลงบนม้านั่งใกล้ ๆ เอ่ยเสียงแหบแห้งประหนึ่งใกล้สิ้นใจจริง
“ไอ้หนู... อึก ฉันว่าเราพอเถอะ”
พชรเห็นสภาพร่างตัวเองยับเยินถึงขนาดนั้นนั้นก็ได้แต่นึกหงุดหงิดระคนเวทนา ถึงกับต้องนั่งย่อตัวลงฟุบหน้าลงกับลำแขนอย่างสิ้นหวัง อยากจะร้องไห้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด
ทำไมชีวิตเขาถึงได้ตกต่ำถึงขีดสุดขนาดนี้วะ!
เพราะหลังจากที่เมื่อคืนเขาต้องทนร่วมหลับนอนบนเตียงเดียวกันกับวิญญาณหลงยุคที่อ้างตัวว่าเป็นจอมขมังเวทย์ เช้าตรู่วันนี้พร้อมจึงรีบพาปราจออกจากบ้านก่อนที่ขนมจะตื่น
เพื่อมุ่งหน้ามายังสถานที่ที่เขาคิดว่าน่าจะเป็นความหวังสุดท้าย...
นั่นคือตำหนักหมอผีชื่อดัง!
พร้อมสาบานได้ว่าทั้งชีวิตของนักธุรกิจหนุ่มผู้ยึดมั่นในตรรกะและเหตุผลอย่างเขา เขาไม่เคยเชื่อเรื่องเหลวไหลไร้สาระพรรค์นี้เลยสักนิด
แต่ในเมื่อต้องมาเห็นร่างตัวเองเดินเหินได้ปกติโดยที่มีวิญญาณอื่นสถิตอยู่ แถมตัวเขาเองก็ยังมาติดอยู่ในร่างเด็กหนุ่มเช่นนี้ ต่อให้ต้องกราบไหว้จอมปลวกหรืออะไร เขาก็ยินดีจะทำทุกอย่าง!
อย่างน้อยเขาก็เคยมั่นใจเช่นนั้นจริง ๆ จนกระทั่งเมื่อห้านาทีก่อนที่ได้ย่างกรายเข้าไปในตำหนักอับชื้นนั่น
ทันทีที่ชายผู้สถาปนาตนว่าเป็นพ่อหมอยกแขนขึ้นเพื่อร่ายมนตร์แก่บรรดาผู้คนที่เลื่อมใสมากมาย กลิ่นรักแร้เหม็นเปรี้ยวรุนแรงปานซากศพเน่าก็โชยปะทะนาสิกอย่างจัง
จนทั้งเขาและปราจไม่ต้องรอให้มนตราสัมฤทธิ์ผล ใส่เกียร์หมาวิ่งแหกตำหนักกันออกมาแบบไม่คิดชีวิต!
“ขืนกลับไปในนั้นอีก อย่าว่าแต่จะได้ร่างคืนเลย... เราคงได้ตายก่อนแน่ ๆ”
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาพึมพำพลางใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อ ส่วนพร้อมก็ยังนั่งฟุบหน้าอยู่ท่าเดิมทำได้เพียงพยักหน้าหงึก ๆ เห็นพ้องกับคำพูดนั้นอย่างที่สุด
นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เจอกันมาที่เขาเห็นดีเห็นงามกับหมอผีนี่นี่แบบไร้ข้อกังขาเลยด้วยซ้ำ!
ร้านก๋วยเตี๋ยวที่ตั้งอยู่ในตึกแถวชั้นเดียวอบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำซุปหอมกรุ่นที่ร้อนระอุเป็นไอ พื้นปูนที่เคยเป็นสีขาวก็ดำด่างและเหนียวเหนอะไปด้วยคราบต่าง ๆ ทว่าก็ยังมีลูกค้าที่นั่งเบียดเสียดกันจนเต็มทุกโต๊ะ ส่งเสียงคุยกันจอแจจนฟังไม่ได้ศัพท์
ความสะอาดนั้นไม่ต้องถามหาเพราะมันไม่มีอยู่จริง และแน่นอนว่าร้านประเภทนี้ไม่มีทางอยู่ในสารระบบที่คนอย่างพร้อม พรชจะเฉียดกรายเข้ามาเหยียบแน่ ๆ
หากไม่ใช่เพราะ...
“เฮ้ย! เอาแต่นั่งนิ่งอยู่ได้ ฉันต้องทำยังไงต่อเนี่ย แม่คนงามจะกินหัวฉันอยู่แล้วเอ็งไม่ได้ยินรึ?!”
ผีจอมขมังเวทย์ที่สิงอยู่ในร่างของเขาโพล่งขึ้นมาหน้าตื่น ๆ
หลังจากที่ทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันว่าหนทางพึ่งหมอผีคนเมื่อกี้มันช่างริบหรี่เพราะปราจยืนยันเองกับปากว่าคนมีวิชาเขาไม่ปล่อยตัวให้เหม็นเปรี้ยวแบบนั้น
พร้อมเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องหอบสังขารตัวเองในร่างเด็กหนุ่ม พาตาแก่หลงยุคออกมาหาอะไรลงท้องแทน
ทว่าในระหว่างที่เขากำลังอับจนหนทาง ผีตะกละนี่ก็ดันเดินตามกลิ่นหอมของซุปกระดูกหมูเข้ามาในร้านซอมซ่อแห่งนี้เสียก่อน เขาจึงต้องก้าวเท้าตามมาโดยปริยาย
ไม่รู้ว่าอดอยากมาจากไหนนักหนาถึงได้กินไม่เลือกขนาดนี้
ส่วนเรื่องที่เจ้าตัวกำลังโวยวายอยู่น่ะ...
“ผมรู้แล้วครับคุณขนม ผมทราบครับว่าคุณเป็นห่วง ผมจะรีบกลับไปให้ไวที่สุดครับ ขออนุญาต...”
ตู๊ด ตู๊ด…
“โอ้โห โล่งหูเลยเว้ย หน้าตาก็ออกจะสะสวย ดันขี้บ่นเป็นยายแก่ ๆ เสียได้”
เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาพึมพำ หลังจากกดวางสายจากเลขาหนุ่มที่โทรมาเฉ่งหัวเขาไปหมาด ๆ แม้ว่าอีกคนจะยังพูดไม่จบ
แต่ปราจจะฟังต่อไปทำพระแสงอะไรล่ะ?
เรื่องเหตุผลก็ชัดเจนอยู่แล้ว ในเมื่อขนมได้รับมอบหมายจากพ่อแม่ของพร้อมให้ดูแลร่างท่านประธานที่เพิ่งฟื้นจากโคม่า พอตื่นมาแล้วไม่เจอใครอยู่ในบ้านก็คงจะสติแตกเลยโทรตามจิกแบบนี้ไง
ท่ามกลางรอบข้างที่เสียงจอแจยังดังไม่แผ่ว ที่โต๊ะเบอร์สิบของทั้งสองกลับตกอยู่ในความเงียบงัน หลังจากที่หญิงชราคนนั้นเดินออกไปได้พักใหญ่แล้ว แม้แต่จอมทะเล้นอย่างปราจก็ยังนั่งนิ่งงันเหม่อมองควันที่ลอยละล่องคำว่านิยายน่ะ ปราจเข้าใจอย่างถ่องแท้เพราะสมองของพร้อมอธิบายให้ฟังแล้ว แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกตระหนกตกใจเท่าที่ควรจะเป็นนี่สิ...อาจเป็นเพราะลึก ๆ ในใจ ปราจรับรู้อยู่เสมอว่าชีวิตก่อนตายของเขามันมีรอยโหว่ที่หาสาเหตุไม่ได้เขาจำความตอนเด็กไม่ได้เลย รู้เพียงว่าตนเองคือจอมขมังเวทย์วัยสามสิบสี่ปี ลูกชายเจ้าพระยาผู้ที่ถูกเนรเทศเพียงเพราะมีรสนิยมชมชอบบุรุษด้วยกันจนต้องระหกระเหินมาเป็นหมอผีให้คนขยาดกลัวหากตัวตนที่ผ่านมาเป็นเพียงบทบาทในเรื่องแต่ง...มันก็คงอธิบายความว่างเปล่าเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี“กินเถอะน่า ยายแกก็บอกแล้วว่าไม่มีทางกลับร่างได้ ใจคอเอ็งจะทำให้ร่างใหม่มันอดข้าวจนตายไปอีกหรือไง?”ชายโตกว่าเอ่ยทำลายความเงียบอย่างปลงตก ก่อนจะตักเส้นเข้าปากไม่ทุกข์ร้อน ในเมื่อสวรรค์ไม่ประทานคำตอบที่ง่ายกว่านี้ให้ การทำใจและรื่นรมย์กับรสชาติของกินตรงหน้าคงเป็นทางออกที่ฉลาดที่สุด“...”ขัดกับพร้อมที่
พร้อมอดสงสัยไม่ได้ ถ้าพ่อกับแม่เขารู้ว่าตอนนี้เขากำลังเผชิญกับเรื่องเหลือเชื่อพรรค์นี้ ทั้งสองจะหันมาสนใจพร้อมบ้างไหมนะ…“ไม่กินหรือไง? ไอ้หนู”ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังตกอยู่ในภวังค์นั้นเอง จอมขมังเวทย์หนุ่มกลับทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ด้วยการตักลูกชิ้นลูกโตในชามตัวเองออกไปวางแหมะลงในจานฝั่งตรงข้ามจ๋อม!“อะไรครับ?”นั่น มันไม่ขอบคุณแล้วยังมาขมวดคิ้วใส่เขาอีก ไอ้เด็กมารยาททราม!“ก็เด็กโต๊ะนั้นมันยิ้มแก้มปริตอนอีกคนตักลูกชิ้นให้ ฉันเลยคิดว่าเอ็งก็น่าจะชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน”พ่อคนหลงยุคทำหน้าไม่รู้ร้อนหนาว ก่อนบุ้ยปากไปยังโต๊ะข้าง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าคนฟังถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง …เห็นชอบกวนประสาทคน ไม่นึกว่าจะมีมุมแบบนี้ด้วยเป็นตอนนั้นเองที่ยายแก่คนหนึ่งถือตะกร้าหวายใบเก่าเดินเข้ามาในร้าน“ดูดวงจ้า! ดูดวงแม่น ๆ เลยจ้า! ขนมต้มก็มีขายนะจ๊ะ!”แกตะโกนลั่นจนลูกค้าหลายโต๊ะหันมอง“ยุคเอ็งนี่มีแต่พวกหากินกับเรื่องหลอกลวงแบบนี้เต็มไปหมดเลยหรือไง”ชายโตกว่าที่กำลังคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปากเหลือบมองเพียงหางตา ก่อนจะบ่นทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ“อย่าพูดตอนเคี้ยวอาหารครับ”“อ๋อเรอะ? งั้นฉันจะพูดต่อไป ขอบใจที
ห้องนอนใหญ่ที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของพร้อม ตอนนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลบรรยากาศประหลาด เมื่อมีร่างของสองหนุ่มหล่อต่างยุคสมัยต้องมานั่งจ้องตากันเขม็งอยู่บนเตียงกว้าง ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กันหลังจากมื้ออาหารสานสัมพันธ์จบลง ทั้งสองหน่อก็ถูกคุณเลขาคนสวยมาส่งถึงห้องนอน ก่อนเจ้าตัวจะกลับไปยังห้องนอนแขกโดยคิดว่าพี่น้องต่างสายเลือดคู่นี้คงจะอยู่กันได้อย่างดี...ช่างไม่รู้เลยว่าปราจต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน!พอเข้ามาก็ถูกพร้อมขู่กระชากบังคับจนต้องไปจัดการสวมเสื้อดี ๆ เลยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้วส่วนฝั่งพร้อมเองก็เพิ่งอาบน้ำชำระล้างและเปลี่ยนสวมชุดที่ตามหลักแล้วมันก็คือของของเขาเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นห้องหรูหราแห่งนี้ ชุดที่สวมใส่ หรือแม้กระทั่งเรือนร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็ของเขา…ทว่าความรู้สึกในใจกลับบอกว่ามันไม่ใช่เลยสักนิด“ผมขอโทษที่ใช้อารมณ์ก่อนหน้านี้ครั-”ฝ่ายเด็กหนุ่มที่อุตส่าห์รวบรวมความสุขุมอยู่นาน ตัดสินใจเปิดปากพูด หวังจะปรับความเข้าใจแต่ยังไม่ทันจะสิ้นประโยคดีก็โดนใครอีกคนสวนกลับทันควันอย่างไม่ไยดี“กองไว้ตรงนั้นแหละ ฉันไม่รับคำขอโทษ”“ผมยังพูดไม่ทันจบเลยนะครับ”“แล้วยังไง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแรกของปราจเต็มไปด้วยความอึดอัด ซึ่งก็แผ่ซ่านออกมาจากเขาและเด็กหนุ่มอีกคนที่ถูกจับมานั่งเผชิญหน้ากัน โดยมีออเดอร์ไก่ทอดเกาหลีชุดใหญ่ที่ขนมตั้งใจสั่งมาต้อนรับรุ่นน้องคนสนิทของเจ้านายวางคั่นกลาง“เราสนิทกันเพราะผมเคยช่วยเก็บกระเป๋าเงินให้พี่พร้อมได้น่ะครับก็เลยได้คุยกันและมีหลายเรื่องที่คุยกันถูกคอ”กลิ่นหอมกรุ่นของซอสรสเผ็ดหวานไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ที่น่าพะอืดพะอมนี้ดีขึ้นเลยสักนิด“พอได้ยินว่าพี่เขาประสบอุบัติเหตุ ผมก็รีบมาเซอร์ไพรส์ทันทีที่กลับจากต่างประเทศเลยครับ”พร้อมในร่างเด็กหนุ่มไจแอนท์ยังจ้อไม่หยุด ทั้งที่จริง ๆ ไม่ใช่คนชอบพูดเลยสักนิด ออกจะเกลียดเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาปั้นเรื่องราวอย่างเลือกไม่ได้แววตาคมกริบใต้รูปลักษณ์เด็กวัยรุ่นประหม่าเล็กน้อย ขณะลอบสังเกตท่าทีของเลขาหัวไวอย่างขนม พลางขยับริมฝีปากสร้างปูมหลังปลอม ๆ ที่ฟังดูอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลต่อ“ย-ยังไงก็ต้องขอโทษที่ผมทำอะไรแปลก ๆ อย่างการไปปีนบ้านพี่เขาแบบนั้นด้วยจริง ๆ นะครับพี่ขนม ผมแค่อยากให้พี่พร้อมเขายิ้มได้น่ะครับ แฮะ ๆ”ด้วยรู้ดีว่าคนที่ละเอียดรอบคอบอย่างขนมต้องเกิดข้อกังขาอยู่แล้ว เ
“คุณเป็นใคร! ออกไปจากร่างผมเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นแผดร้องด้วยความโกรธจัดดังก้องอยู่ข้างหู ครั้นเปลือกตาเปิดขึ้นอีกครั้ง ปราจถึงได้พบว่าเบื้องหน้าไม่ใช่วิญญาณร้ายเหมือนที่ตนเข้าใจแต่กลับเป็นร่างล่ำสันของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีใบหน้าดูดีมีสไตล์ตามสมัยนิยมนั่งอยู่บนตัวเขา ทั้งยังเอื้อมมือมาเขย่าเขาไปมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะเอาวิญญาณเขาให้หลุดออกจากร่างให้ได้“แม่งเอ๊ย! บอกว่าให้เอาร่างผมคืนมาไง!”จอมขมังเวทย์หนุ่มที่ไม่ทันตั้งตัวก็ได้แต่ชะงักไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าที่กำลังเดือดดาล ก่อนจะคิดได้อย่าบอกนะ...ว่าไอ้เด็กคนนี้คือเจ้าของร่างเดิมที่ชื่อพชรอะไรนั่นน่ะ!“พร้อม! เอ็งชื่อพร้อมใช่ไหม?!”ปราจกลั้นใจตะโกนก้องออกไปเสียงหลง ฝ่ายที่กำลังคลั่งพลันหยุดนิ่งไปในทันชายโตกว่าไม่ปล่อยให้จังหวะทองหลุดลอย อาศัยช่วงวินาทีที่อีกฝ่ายกำลังตื่นตะลึงเอื้อมมือไปจิ้มเข้าที่ลูกกระเดือกเข้าอย่างจัง“อั่ก!”ก่อนร่างสูงโปร่งจะรีบผละตัวหนีออกมาอย่างรวดเร็ว วิ่งสับไปกระโดดขึ้นยืนชี้นิ้วสั่งจากบนเตียงกว้าง“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะเฮ้ย! ถ้าเอ็งเข้ามาอีก ข้าจะไม่ยอมจริง ๆ ด้วย!”“ก็เอาร่างผมคืนมาสั
“ฮึ ก็แค่ทะลุมิติมา ไม่คณามือคนอย่างไอ้ปราจหรอกเว้ย!”จอมขมังเวทย์ในร่างประธานบริษัทตะโกนก้องอย่างลำพองใจ เขาหยัดกายยืนเต็มความสูงพลางชูแผ่นกระดาษในมือขึ้นเหนือศีรษะ ริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด“เฮลโล่ มาย เนม อีส ปราจ~”หยาดน้ำแพรวพราวจากไรผมที่ยังเปียกชื้นอยู่หมาด ๆ หยดลงบนแผงอกเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อพอดิบพอดีปราจในยามนี้สวมเพียงกางเกงขายาวสีกรมท่าที่รั้งต่ำจนเห็นขอบชั้นในแบรนด์หรูโผล่พ้นออกมา เขาโยนปึกกระดาษขึ้นไปในอากาศจนมันปลิวว่อนหลังจากได้กินจนอิ่มท้อง เขาก็กลับมาจัดการชำระล้างร่างกายเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน พอเดินออกมาถึงพบว่าแม่คนงามหรือคุณเลขาขนมได้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้เอาไว้ให้ละเอียดยิบเป็นปึก ๆ วางทิ้งไว้ให้บนเตียงกว้างแม้เจ้าตัวจะแค่ทำตามคำแนะนำของหมอเพราะเข้าใจว่าเขาความจำเสื่อมก็เถอะ“พร้อม พชร เตวัฒนากุล อายุยี่สิบหกปี การศึกษากำลังจะจบปริญญาเอกในไม่ช้า... น่าเบื่อซะไม่มี”เสียงทุ้มพึมพำทวนประวัติที่เพิ่งอ่านผ่านตาไปเมื่อครู่ ก่อนจะเบ้ปากอย่างนึกหมั่นไส้ในความสมบูรณ์แบบที่ไร้รสชาตินั่นเรียวขายาวขยับพากายสูงโปร่งเดินไปเปิดตู้เสื


![Boylove the Serise | ดื่มด่ำค่ำคืนอันเร่าร้อน [YAOI]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




