Se connecterแหมะ!
ร่างสูงโปร่งทิ้งตัวไถลลงนอนแผละกับพื้นพรมใจกลางห้องรับแขกของคฤหาสน์หลังโตอย่างหมดสภาพ สองขาที่เคยยืนหยัดต้านอาคมมานับร้อย ยามนี้มันกลับอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงเหลือเกิน
ปราจเห็นแล้ว ความโออ่าหรูหราของสถานที่แห่งนี้น่ะ แต่นาทีนี้ต่อให้เอาทองมากองท่วมหัว เขาก็ไม่สนอะไรทั้งนั้น!
แค่ต้องเดินทางด้วยเกวียนเหล็กเมื่อครู่มันก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนก้าวขาเข้าประตูยมโลกไปแล้วนับสิบรอบ หากเลือกได้ จอมขมังเวทย์ผู้เกรียงไกรคนนี้จะขอจำศีลอยู่ในเรือนแห่งนี้ชั่วกัลปาวสาน ไม่ย่างกรายออกไปเผชิญวิบากกรรมบนถนนนั่นอีกเด็ดขาด!
“ท่านประธานครับ ผมจะ...”
เสียงเรียบที่ใช้เวลาไม่นานก็คุ้นหูปราจ ดังขึ้นจากทางด้านหลัง เจ้าของใบหน้าหวานพริ้มซึ่งเดินตามเข้ามาจัดแจงวางข้าวของส่วนตัวของเจ้านายลงบนเคาน์เตอร์บาร์หินอ่อน
แต่ต้องชะงักค้างอยู่เพียงเท่านั้น เมื่อดวงตาคู่สวยสบเข้ากับภาพตรงหน้า
นี่มันเกิดอะไรขึ้น…
เจ้านายที่เคยถือตัวยิ่งกว่าอะไรดีของเขานอนแผ่หลาอยู่บนพื้น ก่อนจะรีบดีดตัวเด้งขึ้นมานั่งขัดสมาธิหลังตรงแน่วในเสี้ยววินาที เพียงเพราะได้ยินเสียงเขาเดินเข้ามา
ขมับชายหนุ่มมีหยาดเหงื่อซึม ปากหยักก็เม้มเข้าหากันมองเลขาหนุ่มด้วยสายตาเลิ่กลั่ก ราวกับเด็กน้อยที่ทำอะไรผิดมาแล้วกลัวจะถูกดุเข้าให้
“ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
เจ้าตัวเอ่ยกลั้วยิ้มเจื่อน ขัดกับใบหน้าหล่อเหลาที่ตึงเปรี๊ยะด้วยความเกร็งอย่างเห็นได้ชัด
“...นะครับ”
แม้จะช้า แต่ก็ถือว่าไม่ลืมคำลงท้าย ทำเอาเลขาหนุ่มที่จดจ้องภาพนั้นอยู่อดนึกขำในใจไม่ได้
แค่สมองกระทบกระเทือน ก็สามารถเปลี่ยนคุณพร้อมผู้หยิ่งทะนงให้กลายเป็นคนละคนได้ถึงขนาดนี้...
เอาเถอะ อย่างน้อยถึงจะดูรับมือยากแต่ก็ยังรู้จักเชื่อฟังกันบ้าง ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องปวดหัวกับงานนี้มากกว่าเดิมหลายเท่าตัวเลย
“จะนอนก็นอนเถอะครับ ผมไม่ได้จะว่าอะไร”
ขนมสำทับเสียงเรียบพลางสาวเท้าไปยังตู้เย็นหลังใหญ่
เขาเปิดสำรวจเมนูอาหารที่แม่บ้านเตรียมไว้เพื่อเลือกออกมาอุ่นให้อีกฝ่ายเหมือนอย่างที่เคยทำเป็นกิจนิสัย
เดิมทีพร้อมก็เป็นพวกบ้างานจนหลงลืมเวลาบ่อย ๆ อยู่แล้ว หน้าที่ดูแลปากท้องของเจ้านายจึงถูกระบุเอาไว้ในรายละเอียดงานของเขาอย่างชัดเจนตั้งแต่วันแรก
“ง-งั้นรึ แล้วเช่นนั้นจะเรียกผมทำไม?”
ปราจถามกลับ รูปประโยคยังแปลก ๆ ก็จริง แต่ขนมก็พอจะมองเห็นถึงความพยายามของเจ้าตัวได้
“ผมจะแจ้งให้ทราบว่าคืนนี้ ผมต้องพักอยู่กับท่านประธานนะครับ ตามคำสั่งของคุณหมอ”
เลขาหน้าสวยตอบไป พลางหยิบถ้วยอาหารที่ถูกซีลปิดสนิทออกมาเรียงบนเคาน์เตอร์ครัว
“...”
แล้วจู่ ๆ ความเงียบก็ปกคลุมไปทั่วห้องโถงกว้างเพราะไม่มีเสียงตอบรับจากชายเจ้าของบ้าน
เลขาหนุ่มขมวดคิ้วแปลกใจ ต้องละมือจากงานตรงหน้าหันกลับไปเช็คดูทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังทำเรื่องประหลาดอะไรอยู่อีกหรือไม่
ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับเป็นภาพของท่านประธานหนุ่มที่นั่งตาแป๋วจ้องเขา ราวกับกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วเรียบร้อย
คนมองลอบถอนหายใจออกมาแผ่ว ก่อนจะย้ำด้วยประโยคที่คิดว่าน่าจะเข้าใจง่ายกว่าเดิม
“ผมหมายถึง... คืนนี้เราต้องนอนด้วยกันนะครับ”
สิ้นคำนั้น เขาก็ละสายตาจากใครอีกคนหันกลับไปจัดแจงจานอาหารต่อตามเดิมอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“น-นี่!”
ได้ไม่ถึงหนึ่งวินาทีถ้วน... ก็ต้องชะงักงันไปอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ ชายที่นิ่งอึ้งได้ครู่ใหญ่ก็แผดเสียงขึ้นมาลั่น
“ใครสอนให้เธอพูดเรื่องลามกแบบนั้นออกมาหน้าตาเฉยกันน่ะ!”
ยุบหนอ พองหนอ
อย่าถือสากับคนป่วยที่สมองได้รับการกระทบกระเทือน…
เจ้าของใบหน้าหวานถอนหายใจยาว ขณะหันไปมองตัวต้นเรื่องอีกรอบ ทันเห็นจังหวะที่ท่านประธานหนุ่มของตนคว้าหมอนข้างกายมาปิดป้องส่วนต้องห้ามเอาไว้แน่น มิหนำซ้ำยังชี้มาหาเขาด้วยนิ้วที่สั่นเทา สีหน้าแตกตื่นลนลาน
“ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องอย่างว่า แบบที่ท่านประธานกำลังคิดอยู่หรอกครับ”
“โกหก!”
เห็นทีที่พึ่งนึกชมไปว่าเลี้ยงง่าย เขาคงจะเข้าใจผิดแล้วมั้ง เด็กหนุ่มคิดพลางขยับมือจัดวางถ้วยซุปอย่างใจเย็น
“ท่านประธานห้ามตะโกนเสียงดังแบบนั้นนะครับ”
“แล้วใครใช้ให้เธอพูดเรื่องแบบนั้นออกมาก่อนเล่า?!”
อีกฝ่ายก็สวนกลับทันควันอย่างไม่ยอมลดละจนขนมต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เขาเลี้ยงน้องมาทั้งชีวิต ยังไม่เหนื่อยเท่ารับมือเจ้านายวันเดียวเลยแท้ ๆ
ถ้าหายดีเมื่อไหร่ คงต้องขอขึ้นเงินเดือนให้ถึงเจ็ดหลักเป็นค่าทำขวัญ
“ผมไม่ได้โกห-”
ร่างเล็กหมุนตัวกลับมาอีกครั้ง หมายจะอธิบายไขความกระจ่างแล้วก็ต้องชะงักไป เมื่อเห็นสภาพของปราจเข้า
ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู แม้ขนมมองจากไกล ๆ ก็เห็นเหมือนจะไม่ใช่แค่ใบหน้าเท่านั้น แม้กระทั่งผิวขาวจัดที่โผล่พ้นสาบเสื้อออกมาก็ยังระเรื่อไปทั้งตัวราวกับกุ้งที่ถูกน้ำร้อนลวก
“ท่านประธาน...”
เขาหลุดปากเอ่ยเรียกด้วยความแปลกใจ ตอนแรกก็นึกว่าแค่โวยวายไปเรื่อย แต่ดูท่าจะเขินจริงจังแฮะ
“ห-หยุด! ห้ามเข้าใกล้ผมเด็ดขาด!”
ปราจว่าพลางหิ้วหมอนหนีบไว้ระหว่างขาอย่างทุลักทุเล ก่อนจะรีบโกยอ้าวตรงดิ่งไปยังประตูที่เชื่อมไปสู่ห้องอีกฝั่งด้วยท่าทางลนลาน
“โธ่เว้ย! ทำไมมันเปิดไม่ออก!”
“ต้องสแกนนิ้วครับ วางนิ้วชี้ลงไปบนเซ็นเซอร์แล้วค่อยกดที่จับลงนะครับ”
เด็กหนุ่มผู้หวังดีก็เพียงเอ่ยแนะนำ ขณะยืนกอดอกจ้องมองภาพใครอีกคนที่กำลังวุ่นวายอยู่หน้าบานประตู
“รู้แล้วหน่า!”
สิ้นคำ เจ้าตัวก็รีบทำตามคำบอก ก่อนจะมุดหายเข้าไปในห้องทันที ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่กลับมาปกคลุมห้องโถงกว้างไว้อีกครั้ง
“ไม่นึกว่าจะได้เห็นอะไรแบบนี้กับเขาด้วยแฮะ...”
และขนมที่ยังไม่ละสายตาจากบานประตูนั้น ก่อนจะหลุดยิ้มแสยะออกมาที่มุมปาก
โอกาสที่จะได้เห็นเจ้านายจอมเนี้ยบผู้แสนหยิ่งทะนง กลายเป็นคนขี้เขินเสียจนเสียอาการได้ถึงขนาดนี้ไม่ใช่ว่าน้อยกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่งอีกหรือไงนะ?
ท่ามกลางรอบข้างที่เสียงจอแจยังดังไม่แผ่ว ที่โต๊ะเบอร์สิบของทั้งสองกลับตกอยู่ในความเงียบงัน หลังจากที่หญิงชราคนนั้นเดินออกไปได้พักใหญ่แล้ว แม้แต่จอมทะเล้นอย่างปราจก็ยังนั่งนิ่งงันเหม่อมองควันที่ลอยละล่องคำว่านิยายน่ะ ปราจเข้าใจอย่างถ่องแท้เพราะสมองของพร้อมอธิบายให้ฟังแล้ว แต่เขากลับไม่ได้รู้สึกตระหนกตกใจเท่าที่ควรจะเป็นนี่สิ...อาจเป็นเพราะลึก ๆ ในใจ ปราจรับรู้อยู่เสมอว่าชีวิตก่อนตายของเขามันมีรอยโหว่ที่หาสาเหตุไม่ได้เขาจำความตอนเด็กไม่ได้เลย รู้เพียงว่าตนเองคือจอมขมังเวทย์วัยสามสิบสี่ปี ลูกชายเจ้าพระยาผู้ที่ถูกเนรเทศเพียงเพราะมีรสนิยมชมชอบบุรุษด้วยกันจนต้องระหกระเหินมาเป็นหมอผีให้คนขยาดกลัวหากตัวตนที่ผ่านมาเป็นเพียงบทบาทในเรื่องแต่ง...มันก็คงอธิบายความว่างเปล่าเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี“กินเถอะน่า ยายแกก็บอกแล้วว่าไม่มีทางกลับร่างได้ ใจคอเอ็งจะทำให้ร่างใหม่มันอดข้าวจนตายไปอีกหรือไง?”ชายโตกว่าเอ่ยทำลายความเงียบอย่างปลงตก ก่อนจะตักเส้นเข้าปากไม่ทุกข์ร้อน ในเมื่อสวรรค์ไม่ประทานคำตอบที่ง่ายกว่านี้ให้ การทำใจและรื่นรมย์กับรสชาติของกินตรงหน้าคงเป็นทางออกที่ฉลาดที่สุด“...”ขัดกับพร้อมที่
พร้อมอดสงสัยไม่ได้ ถ้าพ่อกับแม่เขารู้ว่าตอนนี้เขากำลังเผชิญกับเรื่องเหลือเชื่อพรรค์นี้ ทั้งสองจะหันมาสนใจพร้อมบ้างไหมนะ…“ไม่กินหรือไง? ไอ้หนู”ขณะที่เด็กหนุ่มกำลังตกอยู่ในภวังค์นั้นเอง จอมขมังเวทย์หนุ่มกลับทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ด้วยการตักลูกชิ้นลูกโตในชามตัวเองออกไปวางแหมะลงในจานฝั่งตรงข้ามจ๋อม!“อะไรครับ?”นั่น มันไม่ขอบคุณแล้วยังมาขมวดคิ้วใส่เขาอีก ไอ้เด็กมารยาททราม!“ก็เด็กโต๊ะนั้นมันยิ้มแก้มปริตอนอีกคนตักลูกชิ้นให้ ฉันเลยคิดว่าเอ็งก็น่าจะชอบอะไรแบบนี้เหมือนกัน”พ่อคนหลงยุคทำหน้าไม่รู้ร้อนหนาว ก่อนบุ้ยปากไปยังโต๊ะข้าง ๆ โดยไม่รู้เลยว่าคนฟังถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง …เห็นชอบกวนประสาทคน ไม่นึกว่าจะมีมุมแบบนี้ด้วยเป็นตอนนั้นเองที่ยายแก่คนหนึ่งถือตะกร้าหวายใบเก่าเดินเข้ามาในร้าน“ดูดวงจ้า! ดูดวงแม่น ๆ เลยจ้า! ขนมต้มก็มีขายนะจ๊ะ!”แกตะโกนลั่นจนลูกค้าหลายโต๊ะหันมอง“ยุคเอ็งนี่มีแต่พวกหากินกับเรื่องหลอกลวงแบบนี้เต็มไปหมดเลยหรือไง”ชายโตกว่าที่กำลังคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวเข้าปากเหลือบมองเพียงหางตา ก่อนจะบ่นทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ“อย่าพูดตอนเคี้ยวอาหารครับ”“อ๋อเรอะ? งั้นฉันจะพูดต่อไป ขอบใจที
ห้องนอนใหญ่ที่เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดของพร้อม ตอนนี้กลับอบอวลไปด้วยมวลบรรยากาศประหลาด เมื่อมีร่างของสองหนุ่มหล่อต่างยุคสมัยต้องมานั่งจ้องตากันเขม็งอยู่บนเตียงกว้าง ไม่มีใครยอมลดราวาศอกให้กันหลังจากมื้ออาหารสานสัมพันธ์จบลง ทั้งสองหน่อก็ถูกคุณเลขาคนสวยมาส่งถึงห้องนอน ก่อนเจ้าตัวจะกลับไปยังห้องนอนแขกโดยคิดว่าพี่น้องต่างสายเลือดคู่นี้คงจะอยู่กันได้อย่างดี...ช่างไม่รู้เลยว่าปราจต้องทุกข์ทรมานแค่ไหน!พอเข้ามาก็ถูกพร้อมขู่กระชากบังคับจนต้องไปจัดการสวมเสื้อดี ๆ เลยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้างแล้วส่วนฝั่งพร้อมเองก็เพิ่งอาบน้ำชำระล้างและเปลี่ยนสวมชุดที่ตามหลักแล้วมันก็คือของของเขาเองนั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นห้องหรูหราแห่งนี้ ชุดที่สวมใส่ หรือแม้กระทั่งเรือนร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็ของเขา…ทว่าความรู้สึกในใจกลับบอกว่ามันไม่ใช่เลยสักนิด“ผมขอโทษที่ใช้อารมณ์ก่อนหน้านี้ครั-”ฝ่ายเด็กหนุ่มที่อุตส่าห์รวบรวมความสุขุมอยู่นาน ตัดสินใจเปิดปากพูด หวังจะปรับความเข้าใจแต่ยังไม่ทันจะสิ้นประโยคดีก็โดนใครอีกคนสวนกลับทันควันอย่างไม่ไยดี“กองไว้ตรงนั้นแหละ ฉันไม่รับคำขอโทษ”“ผมยังพูดไม่ทันจบเลยนะครับ”“แล้วยังไง
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแรกของปราจเต็มไปด้วยความอึดอัด ซึ่งก็แผ่ซ่านออกมาจากเขาและเด็กหนุ่มอีกคนที่ถูกจับมานั่งเผชิญหน้ากัน โดยมีออเดอร์ไก่ทอดเกาหลีชุดใหญ่ที่ขนมตั้งใจสั่งมาต้อนรับรุ่นน้องคนสนิทของเจ้านายวางคั่นกลาง“เราสนิทกันเพราะผมเคยช่วยเก็บกระเป๋าเงินให้พี่พร้อมได้น่ะครับก็เลยได้คุยกันและมีหลายเรื่องที่คุยกันถูกคอ”กลิ่นหอมกรุ่นของซอสรสเผ็ดหวานไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ที่น่าพะอืดพะอมนี้ดีขึ้นเลยสักนิด“พอได้ยินว่าพี่เขาประสบอุบัติเหตุ ผมก็รีบมาเซอร์ไพรส์ทันทีที่กลับจากต่างประเทศเลยครับ”พร้อมในร่างเด็กหนุ่มไจแอนท์ยังจ้อไม่หยุด ทั้งที่จริง ๆ ไม่ใช่คนชอบพูดเลยสักนิด ออกจะเกลียดเรื่องพวกนี้ด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาปั้นเรื่องราวอย่างเลือกไม่ได้แววตาคมกริบใต้รูปลักษณ์เด็กวัยรุ่นประหม่าเล็กน้อย ขณะลอบสังเกตท่าทีของเลขาหัวไวอย่างขนม พลางขยับริมฝีปากสร้างปูมหลังปลอม ๆ ที่ฟังดูอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผลต่อ“ย-ยังไงก็ต้องขอโทษที่ผมทำอะไรแปลก ๆ อย่างการไปปีนบ้านพี่เขาแบบนั้นด้วยจริง ๆ นะครับพี่ขนม ผมแค่อยากให้พี่พร้อมเขายิ้มได้น่ะครับ แฮะ ๆ”ด้วยรู้ดีว่าคนที่ละเอียดรอบคอบอย่างขนมต้องเกิดข้อกังขาอยู่แล้ว เ
“คุณเป็นใคร! ออกไปจากร่างผมเดี๋ยวนี้!”เสียงนั้นแผดร้องด้วยความโกรธจัดดังก้องอยู่ข้างหู ครั้นเปลือกตาเปิดขึ้นอีกครั้ง ปราจถึงได้พบว่าเบื้องหน้าไม่ใช่วิญญาณร้ายเหมือนที่ตนเข้าใจแต่กลับเป็นร่างล่ำสันของเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีใบหน้าดูดีมีสไตล์ตามสมัยนิยมนั่งอยู่บนตัวเขา ทั้งยังเอื้อมมือมาเขย่าเขาไปมาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะเอาวิญญาณเขาให้หลุดออกจากร่างให้ได้“แม่งเอ๊ย! บอกว่าให้เอาร่างผมคืนมาไง!”จอมขมังเวทย์หนุ่มที่ไม่ทันตั้งตัวก็ได้แต่ชะงักไปชั่วขณะ นัยน์ตาคมเบิกกว้างจ้องมองใบหน้าที่กำลังเดือดดาล ก่อนจะคิดได้อย่าบอกนะ...ว่าไอ้เด็กคนนี้คือเจ้าของร่างเดิมที่ชื่อพชรอะไรนั่นน่ะ!“พร้อม! เอ็งชื่อพร้อมใช่ไหม?!”ปราจกลั้นใจตะโกนก้องออกไปเสียงหลง ฝ่ายที่กำลังคลั่งพลันหยุดนิ่งไปในทันชายโตกว่าไม่ปล่อยให้จังหวะทองหลุดลอย อาศัยช่วงวินาทีที่อีกฝ่ายกำลังตื่นตะลึงเอื้อมมือไปจิ้มเข้าที่ลูกกระเดือกเข้าอย่างจัง“อั่ก!”ก่อนร่างสูงโปร่งจะรีบผละตัวหนีออกมาอย่างรวดเร็ว วิ่งสับไปกระโดดขึ้นยืนชี้นิ้วสั่งจากบนเตียงกว้าง“หยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะเฮ้ย! ถ้าเอ็งเข้ามาอีก ข้าจะไม่ยอมจริง ๆ ด้วย!”“ก็เอาร่างผมคืนมาสั
“ฮึ ก็แค่ทะลุมิติมา ไม่คณามือคนอย่างไอ้ปราจหรอกเว้ย!”จอมขมังเวทย์ในร่างประธานบริษัทตะโกนก้องอย่างลำพองใจ เขาหยัดกายยืนเต็มความสูงพลางชูแผ่นกระดาษในมือขึ้นเหนือศีรษะ ริมฝีปากหยักก็ยกยิ้มเหนือกว่าอย่างปิดไม่มิด“เฮลโล่ มาย เนม อีส ปราจ~”หยาดน้ำแพรวพราวจากไรผมที่ยังเปียกชื้นอยู่หมาด ๆ หยดลงบนแผงอกเปลือยเปล่าที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อพอดิบพอดีปราจในยามนี้สวมเพียงกางเกงขายาวสีกรมท่าที่รั้งต่ำจนเห็นขอบชั้นในแบรนด์หรูโผล่พ้นออกมา เขาโยนปึกกระดาษขึ้นไปในอากาศจนมันปลิวว่อนหลังจากได้กินจนอิ่มท้อง เขาก็กลับมาจัดการชำระล้างร่างกายเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน พอเดินออกมาถึงพบว่าแม่คนงามหรือคุณเลขาขนมได้จัดเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับร่างนี้เอาไว้ให้ละเอียดยิบเป็นปึก ๆ วางทิ้งไว้ให้บนเตียงกว้างแม้เจ้าตัวจะแค่ทำตามคำแนะนำของหมอเพราะเข้าใจว่าเขาความจำเสื่อมก็เถอะ“พร้อม พชร เตวัฒนากุล อายุยี่สิบหกปี การศึกษากำลังจะจบปริญญาเอกในไม่ช้า... น่าเบื่อซะไม่มี”เสียงทุ้มพึมพำทวนประวัติที่เพิ่งอ่านผ่านตาไปเมื่อครู่ ก่อนจะเบ้ปากอย่างนึกหมั่นไส้ในความสมบูรณ์แบบที่ไร้รสชาตินั่นเรียวขายาวขยับพากายสูงโปร่งเดินไปเปิดตู้เสื







