เข้าสู่ระบบจวิ้นอ๋องหนานจิงชวนกับผู้ติดตาม เดินทางรอนแรมผ่านป่าเขาและพื้นที่รกร้าง ไปตามเส้นทางของรถม้านานถึงสองเดือน จึงเดินทางมาถึงเขตแดนของเมืองท่า เพราะระหว่างทางมีเหตุให้จอดพักรถม้าอยู่บ่อยครั้ง
บุรุษผู้นำขบวนรู้สึกเบื่อหน่ายพระชายาเอกคนใหม่จนแทบไม่อยากมองหน้า ถูกเข้าหาหวังแนบชิดในรถม้าอยู่บ่อยครั้ง เขาก็ผลักไสออกห่างทุกครั้ง กลายเป็นความเอือมระอายิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ลู่เจี้ยนหงกรีดร้องหวาดกลัวไปเสียทุกเรื่อง ตั้งแต่มดแมลงรวมถึงความมืดมิดกลางป่าทึบ ยิ่งได้รู้จักเขายิ่งรู้สึกเบื่อเหนื่อยสตรีผู้นี้เป็นอย่างมาก ความหวังในการมีหลานเพิ่มของบิดาคงถึงคราต้องปล่อยวาง
ช่วงสายของวันใหม่ขบวนเดินทางจากเมืองหลวง ก็เคลื่อนที่เข้าพักในตำหนักใหญ่โตโอ่อ่า ซึ่งขุนนางในพื้นที่ช่วยกันระดมช่างฝีมือดีให้มาก่อสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด ตามคำสั่งในจดหมายด่วนตั้งแต่ปีที่แล้ว
“เจ้าเมืองท่าเตรียมตำหนักไว้พร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องที่ให้สืบได้ข่าวบ้างหรือยัง”
น้ำเสียงห้วนติดรำคาญเอ่ยถามสั้น ๆ เพราะเห็นสตรีน่ารำคาญเร่งรีบเดินเข้ามาใกล้
“มีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ ที่เมืองท่าพ่ะย่ะค่ะ ยืนยันแน่ชัดแล้วว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่ชาวแคว้นถิงโจวอย่างแน่นอน”
“เจอตัวบุรุษผู้นั้นหรือไม่”
“ยังพ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษผู้สวมใส่อาภรณ์สีดำตกแต่งด้วยขอบริ้วสีทอง เนื้อผ้าและการตัดเย็บประณีตงดงามตามฐานันดรอันสูงส่ง กระโดดลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม จากนั้นจึงเดินนำหน้าองครักษ์คนสนิทเข้าพักยังตำหนักส่วนตัว
เรือนกายสูงโปร่งประกอบกับบุคลิกภาพอันสง่างาม ผสมผสานกับเครื่องหน้าคมคายไม่เป็นรองผู้ใด ส่งผลให้คนแอบมองรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองขึ้นมาทันที
สองบุรุษที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ จ้องมองภาพตรงหน้าโดยไม่ละสายตาราวกับต้องการจดจำให้ขึ้นใจ
บุรุษรูปงามราวภาพสลัก เพ่งมองใบหน้าของผู้มาเยือนด้วยสายตาปรปักษ์ชัดเจน ความมั่นใจหลายส่วนที่เคยมี ยามนี้ลดทอนไปมากกว่าครึ่งแล้ว
จิตใจของเขาร้อนรนเกรงว่าฮูหยินกับบุตรชายตัวน้อย จะถูกคนผู้นั้นพบเจอในเร็ววัน ถึงแม้จะจับจองครองคู่ได้สำเร็จ แต่ลึก ๆ ยังคงรู้สึกวิตกกังวลอยู่ไม่น้อย
“ท่านอา จ้องจวิ้นอ๋องขนาดนั้น ระวังคนพวกนั้นรู้ตัวหรอกขอรับ ข้ารู้มาว่ามีวรยุทธ์กันทุกคน”
หลานชายส่ายหัวให้กับท่าทีเพ่งพินิจของบุรุษขี้หวง มีฝีมือเร่งรัดโฉมสะคราญล่มเมืองมาแนบชิดทุกค่ำคืน ยังต้องหวั่นเกรงผู้ใดอีกเช่นนั้นหรือ
หากเขาไม่เร่งรีบช่วยจัดงานแต่งงานให้ทันกาล ป่านนี้เจ้าก้อนแป้งน้อยคงมาเกิดก่อนเวลาอันควรเป็นแน่
“อาหยวน ข้ากับคนผู้นั้นใครดูดีมากกว่ากัน”
ฮูหยินแสนรักชื่นชอบบุรุษรูปงาม เขาจำต้องโดดเด่นเป็นที่หนึ่งแต่เพียงผู้เดียว
เมื่อเห็นบุรุษหน้าตาดีมาเทียบเคียงรัศมี เลยรู้สึกร้อนใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“ย่อมเป็นท่านอาอยู่แล้วขอรับ ไม่อย่างนั้นอาสะใภ้จะยินยอมแต่งงานด้วยหรือ”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วตระกูลลู่มีงานมงคลสมรสเร่งด่วนเกิดขึ้น ท่ามกลางความยินดีของบ่าวไพร่ในจวน ถึงแม้จะเร่งด่วนมากเพียงไรทว่างานมงคลยังคงจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ
ลู่ชุนหยางกับไป๋ซือเย่วพร้อมกับคนในครอบครัว ร่วมใจกันสร้างกุศลผลบุญแก่ผู้จากลา โดยการจัดตั้งโรงทานขนาดใหญ่ใจกลางเมืองท่านานถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
บ่าวสาวช่วยกันส่งมอบอาหารคาวหวาน ให้แก่ผู้ที่มีเบี้ยหวัดน้อย เพื่อเสริมสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตคู่โดยสมบูรณ์
เด็กชายวัยสามปีกว่า ๆ ยิ้มแย้มแก้มปริด้วยความดีใจ ไร้ซึ่งความไม่พอใจอย่างที่ผู้ใหญ่ทั้งสองเป็นกังวล เด็กน้อยชื่นชอบอาหารฝีมือแม่ครัวในจวน พอ ๆ กับฝีมือของแม่บุญธรรม จึงอยากพักอาศัยในตระกูลลู่อย่างถาวร แต่ยังคงเรียกขานผู้นำตระกูลว่าท่านลุงเช่นเคย อาเฟยไม่ชอบคำว่าบิดาเลยสักนิด!
“อาหยวนข้าต้องทำอย่างไร เจ้าเด็กแก้มกลมถึงจะยอมเรียกข้าว่าท่านพ่อ”
เมื่อได้ยินย้ำชัดจากปากหลานชาย ว่าตนนั้นรูปงามมากกว่าผู้มาเยือนเลยเบาใจลง จึงเอ่ยซักถามเพื่อแก้ไขในเรื่องที่วิตกกังวลไม่แพ้กัน
“ฮ่า ฮ่า ท่านก็เร่งมือทำน้องสาวหรือน้องชายให้อาเฟยสักคน เดี๋ยวก็อยากเรียกท่านพ่อตามน้อง ๆ”
“จริงด้วยเหตุใดข้าถึงคิดไม่ได้ อาหยวนข้ามอบร้านข้าวสารอีกร้านให้เจ้าดูแลไปเลย ข้าจะได้มีเวลาทำน้องให้อาเฟยเพิ่มมากขึ้น”
“ท่านมอบให้ข้าดูแลมาสิบร้านแล้วนะขอรับ หากดูแลเพิ่มมาอีกข้าจะเอาเวลาไหนไปมองหาฮูหยินให้ตัวเองบ้างเล่า”
“เจ้าก็ดูแลทั้งหมดไปเลย วันข้างหน้าจะได้ร่ำรวย ส่วนเรื่องแต่งงานรออายุสามสิบก็ยังไม่สาย ดูข้าเป็นตัวอย่างได้ทั้งสตรีงดงามและเก่งกล้าสามารถ”
บุรุษช่างเลือกยิ่งกว่าใคร เอ่ยแนะนำหลานชายให้เอาแบบอย่างตนเป็นที่ตั้ง
“แต่งงานตอนแก่แบบท่านอา ข้าไม่เอาด้วยหรอกขอรับ สตรีชอบบุรุษแรงดีไม่ชอบพวกเหนื่อยง่าย”
“สามสิบห้าก็แรงดี ให้ลองเตะคนแถวนี้ตกต้นไม้ยังไหวเลย”
คนถูกพาดพิงทำท่ายกขาขึ้นสูง เตรียมเตะหลานชายจอมกวนให้ตกต้นไม้อย่างใจคิด
“ฮ่า ฮ่า ข้าเชื่อแล้วขอรับ ท่านอาใจเย็น ๆ ก่อน”
“รีบกลับกันเถิด วันนี้อาสะใภ้ของเจ้าจะไปชิมรสชาติขนมขายดีของโรงเตี๊ยมหม่าหลง”
“อาสะใภ้จะไปกับพี่ชิงอีกับอาเฟยไม่ใช่หรือขอรับ เห็นว่าห้ามไม่ให้ท่านอาตามไปเด็ดขาด”
เรื่องนี้อาสะใภ้ประกาศก้องบนโต๊ะอาหารมื้อเช้า ทุกคนจึงรับรู้ร่วมกัน บุรุษหน้าตึงเลยออกมาแอบดูหน้าศัตรู แทนการเดินตามติดฮูหยินคนงาม
“แอบตามไปห่าง ๆ คงไม่เป็นไรหรอก”
คนขี้หวงไหนเลยจะทำตามคำสั่งฮูหยินสุดที่รัก เรื่องอื่นเขาพร้อมปฏิบัติตามแต่เรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด
“ข้าอยากรู้ยิ่งนัก เหตุใดอาสะใภ้ถึงสั่งห้ามไม่ให้ท่านตามไป”
“เจ้าไม่ต้องรู้หรอก”
ไป๋ซือเย่วย่างกรายเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลงทีไร มักจะมีบุรุษไม่กลัวตายเสนอหน้าเข้าหาอยู่เสมอ พอกลับถึงจวนคนเสน่ห์แรงเลยถูกสามีรุกล้ำยาวนานเป็นพิเศษ จนกระทั่งช่วงเที่ยงของอีกวันจึงได้ออกจากเรือนนอน
ด้วยเหตุนี้เมื่อไหร่ที่นางอยากไปลิ้มลองรสชาติใหม่ ๆ ของขนมในโรงเตี๊ยมหม่าหลง จึงมักห้ามปรามไม่ให้สามีติดตามมาด้วย
ชาวเมืองต่างออกมาเดินเลือกซื้อของกินของใช้กันอย่างคึกคัก ตามบริเวณต่าง ๆ ของย่านการค้าใจกลางเมืองท่า
ไป๋ซือเย่วเปิดหน้าต่างรถม้าออกเล็กน้อย แล้วจ้องมองไปยังโรงเตี๊ยมหม่าหลง เพื่อสอดส่องความปลอดภัยตามความเคยชิน หากมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จะได้รับรู้ทันท่วงที
สายตาช่างสังเกตมองเห็นบุรุษคุ้นเคยผู้หนึ่ง กำลังนั่งจิบน้ำชายามสายอยู่บริเวณโถงด้านล่างของโรงเตี๊ยม ซึ่งเปิดโล่งมองเห็นผู้คนเด่นชัดในระยะไกล คนผู้นั้นมาพร้อมกับผู้ติดตามอีกสามคน
ด้วยเกรงว่าบุตรชายกับชิงอี จะตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าตกใจเกินกว่าปกติ จึงให้ชิงอีลงไปสั่งขนมหวานกลับไปกินที่จวน ส่วนนางคงต้องอยู่สะสางเรื่องราวให้จบสิ้นเสียที
“ชิงอีดูท่าวันนี้เจ้ากับอาเฟยคงต้องกลับจวนก่อน เจ้าลงไปสั่งขนมกลับไปกินที่จวน ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าด้วย”
“หรือว่าคนพวกนั้นตามมาถึงที่นี่แล้วเจ้าคะ”
ชิงอีเข้าใจสถานการณ์ทันที เพราะรับรู้ความลำบากใจของเจ้านายคนเดิมมาโดยตลอด
ไม่นึกเลยว่าการข่าวของทางนั้นจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ สาวใช้ผู้ซื่อสัตย์ยังไม่เคยรู้ขีดความสามารถของเจ้านายคนใหม่ จึงรู้สึกเป็นกังวลใจมาก
“ไม่ต้องห่วงข้า เรื่องของคนผู้นั้นต้องจบลงในเร็ววัน ตามมาให้สะสางถึงที่ ย่อมดีกว่าก่อเรื่องให้ข้าตามไปสะสางถึงแคว้นหวงหลิง”
น้ำเสียงเรียบเฉยเอ่ยขึ้น นางปล่อยผ่านแต่คนทางนั้นไม่ยอมละความพยายาม เช่นนั้นต้องสะสางขั้นเด็ดขาด เรื่องวุ่นวายเหล่านี้จะได้จบสิ้นลง
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







