เข้าสู่ระบบ“แล้วต้องทำอย่างไรเจ้าคะ อื้อ!”
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เงียบเสียงลง เหลือเพียงเสียงกระทบกันของริมฝีปากชายหญิง
ไป๋ซือเย่วอ้าปากรับแรงสัมผัสอันหนักหน่วงด้วยความเต็มใจ สิ่งแปลกปลอมเข้าไปกวาดต้อนโพรงปากหอมหวาน แล้วรุกเข้าใส่โดยไม่ยั้งแรง
กายบางสั่นระริกไปกับสัมผัสแปลกใหม่ กำแพงซึ่งเคยตั้งเอาไว้ถูกทำลายลงจนไม่เหลือซาก
ระยะเวลาหนึ่งเดือนที่ถูกเข้าหาผูกมิตร ทำให้หัวใจเฉยชาแข็งกระด้างโอนอ่อนผ่อนปรน และยอมรับสัมผัสรุกล้ำโดยง่าย
หรือแท้จริงแล้วนางกำลังตกหลุมพรางแห่งความหล่อเหลาราวเทพเซียน ดังที่น้องชายเคยปรามาสเอาไว้กันแน่!
ลู่ชุนหยางไล่จูบสัมผัสไปทั่วริมฝีปากสีหวานด้วยท่าทีกระหายอยาก ยิ่งได้ลิ้มลองความหอมหวานยิ่งกู่ไม่กลับ
เสียงกระทบกันของริมฝีปากดังก้องอยู่ในหู ปลุกเร้าแรงกระสันให้แล่นผ่านไปทั่วกายหนุ่ม
นางคือสตรีคนแรกที่เขาอยากสัมผัสไปทั้งตัว พรหมจรรย์ของบุรุษซึ่งถูกหลานชายค่อนขอดมานานหลายปี เห็นทีว่าอีกไม่นานคงถึงคราขาดสะบั้นลงเป็นแน่
“พอแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อริมฝีปากเป็นอิสระ น้ำเสียงแผ่วเบาจึงเอ่ยขึ้น
“ข้าอยากทำอีก ยังไม่หายเจ็บเลย”
ริมฝีปากรุกรานพรมจูบไปทั่วใบหน้าขาวเนียนสุขภาพดีไร้การแต่งแต้ม ทว่างดงามจับใจไร้คนเทียบเคียง
ยิ่งมองใกล้ ๆ เขายิ่งสติหลุดเกินควบคุม ลมปราณในร่างกายแปรปรวนแล่นปราดไปทั่วร่าง ท้ายสุดจึงไหลไปกองรวมกันตรงจุดอันตราย
“เย่วเอ๋อร์ลมปราณของข้ากำลังแปรปรวน คงต้องพึ่งเจ้าอีกสักครั้ง”
เมื่อเห็นริมฝีปากอวบอิ่ม เริ่มบวมเจ่อผิดรูปเพราะฝีมือตัวเอง ส่วนที่เจ็บปวดก็ยิ่งทวีความเจ็บขึ้นไปอีก การดับร้อนครั้งใหม่จึงเริ่มต้นขึ้น
“อื้อ!”
เสียงตอบรับถูกกลืนหายไปทันที เพราะถูกบดคลึงแนบชิดลงมาอีกครั้ง
ไป๋ซือเย่วใช้สองแขนกอดรัดต้นคอแกร่งไว้แน่น จากนั้นจึงปล่อยกายปล่อยใจไปตามอารมณ์วาบหวาม ซึ่งถูกปลุกเร้าตรงจุดโอนอ่อน
เมื่อเริ่มจับจังหวะได้คนบกตักก็ไม่อยู่นิ่ง นางรุกล้ำเข้าสู้ไม่ยอมน้อยหน้าเช่นกัน!
สองลิ้นเกี่ยวรัดพัวพันกันอยู่นานสองนาน ความต้องการมากล้นในกายหนุ่ม ก่อตัวขึ้นจนยากจะดับลงเพียงแค่รสจูบอันหนักหน่วง
“อือ คุณชายลู่”
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่มากล้น ไปซือเย่วจึงส่งเสียงห้ามปราม ทว่าเสียงที่เปล่งออกมานั้นกลับยั่วเย้าอารมณ์มากกว่าห้ามปรามเสียอีก
“เย่วเอ๋อร์ เรียกข้าว่าอาหยางเถิด แต่วันหน้าเจ้าต้องเรียกขานข้าว่าท่านพี่” นางเรียกหลานชายว่าอาหยวน เช่นนั้นต้องเรียกเขาสนิทสนมไม่แพ้กัน
“อือ พอก่อนเจ้าค่ะ”
“ยังไม่พอ ลมปราณของข้าไหลรวมไปสู่จุดที่ยากจะยับยั้ง”
หนุ่มใหญ่อยากลองอยากรู้มากยิ่งกว่าเดิม จึงเลื่อนสัมผัสเปียกชื้นลงต่ำกว่าลำคอ
หัวใจของเขาเต้นถี่รัวด้วยความตื่นเต้น แต่กลับสู้และเดินหน้าไม่ยอมถอยห่าง เพราะได้รับข่าวสารบางอย่างจึงรู้สึกกังวลใจมาหลายวันแล้ว
“อาหยางต่ำไปแล้ว!”
น้ำเสียงตกใจเอ่ยขึ้นแต่ไม่ได้ผลักไสเขาออกห่าง คนห้ามปรามจ้องมองตามริมฝีปากลากไล้ลงต่ำ จนกระทั่งหยุดนิ่งตรงเนินอกขาวผ่อง ซึ่งเบียดชิดขึ้นรูปเด่นชัด ด้วยขนาดที่ใหญ่โตเกินกว่าจะอำพรางปกปิด
ฟอด!!!!
“หอมไปทั้งตัว” เขาไม่หยุดสำรวจทั้งยังสูดดมกลิ่นหอมจนเกิดเสียงดัง
“เลื่อนลงต่ำไปหรือไม่”
“จุดนี้กำลังดี”
สองมือเร่งปลดสิ่งกีดขวางออกให้พ้นทาง แล้วรีบควานหาบางอย่างเข้ามาเติมเต็มอุ้งปากจนคับแน่น จากนั้นการสำรวจเชิงลึกจึงเริ่มต้นขึ้น
“อ๊ะ! อาหยาง อือ…”
ไป๋ซือเย่วใช้มือปิดปากไม่ให้ส่งเสียงแปลก ๆ ออกไปให้คนข้างนอกได้ยิน
ใบหน้าสวยแหงนเงยเปิดทางให้เขาแนบชิด ส่วนหวงแหนถูกสำรวจจนเกิดเสียงดังหยาบโลนทั่วห้องหนังสือ
“วันรุ่งขึ้นไปลงนามสมรสกับข้าที่ส่วนกลางของเมืองท่า งานแต่งงานของเราจะถูกจัดขึ้นทันทีที่เตรียมงานเสร็จสิ้น”
กล่าวจบเขาก็ก้มลงหาความหอมหวานตามเดิม สองมือลงน้ำหนักบดคลึงแล้วส่งเข้าโพรงปาก จนเจ้าตัวต้องขยับโยกไปตามแรงสัมผัส
อาภรณ์ช่วงบนเลื่อนลงมากองตรงเอวคอด ทุกอย่างปรากฏชัดแจ้งภายใต้แสงอาทิตย์ในช่วงบ่ายคล้อย
บุรุษผู้เพิ่งเคยพบเห็นความนุ่มหยุ่นเป็นครั้งแรก โถมเข้าหาด้วยท่าทีตะกละตะกลามรุกเร้า
“แต่งงานเร็วขนาดนั้นเลยหรือ อ๊ะ…อาหยาง”
จังหวะรัดรึงหนักหน่วงเพิ่มขึ้น จนต้องส่งเสียงร้องเพื่อผ่อนคลายความรู้สึกแปลกประหลาด
สองมือกอบกุมเส้นผมยาวสลวยไม่ต่างจากสตรี แล้วออกแรงดึงทึ้งเบา ๆ ไปกับจังหวะหนึบหนับตรงส่วนหน้า
“ยิ่งเร็วยิ่งดี ข้าได้ข่าวอดีตสามีเจ้ากำลังเดินทางมาที่นี่”
สายข่าวของเขาแม่นยำและน่าเชื่อถือมาก วันนี้จึงรวบรัดเอาความกับมารดาของเด็กน้อย ซึ่งเขาตกหลุมรักทั้งแม่และลูกมากขึ้นทุกวัน จึงไม่อยากรั้งรอให้เสียการใหญ่
“มาข้าก็ไม่สนใจ อะ...อือ ข้ากับเขาหย่าขาดและจากลากันแล้ว”
น้ำเสียงขาด ๆ หาย ๆ กระซิบตอบกลับ เพราะจุดที่ไวต่อสัมผัสยังคงถูกรุกล้ำไม่ยอมห่าง
ใบหน้าคมคายโฉบสลับข้างด้วยท่าทีดุดัน แผ่นหลังบอบบางต้องยกแอ่นขึ้นรองรับการรุกรานแสนหวาน
“ข้าไม่ไว้ใจคนผู้นั้น”
ริมฝีปากบางเฉียบยอมปล่อยของหวงให้เป็นอิสระ แล้วเลื่อนกายขึ้นผสานสายตาเพื่อให้รู้ว่าเขากังวลใจมากเพียงไร
หน้าผากแคบของบุรุษเลื่อนขึ้นมาแนบชิดกับหน้าผากนูนเกลี้ยงเกลา เพื่อหาแหล่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้ด้อยกว่า
เขาเป็นเพียงคหบดีแห่งดินแดนอันห่างไกลจากเมืองหลวง จะเอาสิ่งใดไปสู้จวิ้นอ๋องหนานจิงชวนผู้สูงศักดิ์ ได้ข่าวว่าคนผู้นั้นรูปงามอยู่ไม่น้อย
ริมฝีปากสีหวานหาญกล้าเข้าแนบชิดริมฝีปากบางเฉียบของบุรุษ เพื่อปลอบประโลมหัวใจคนตกเป็นรองในหลายเรื่อง จากนั้นจึงถอยออกห่างเพื่อสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน
“ข้าไม่ได้ชื่นชอบบุรุษที่ยศถาบรรดาศักดิ์”
“แล้วชอบที่สิ่งใด ข้าจะได้ปรับปรุงตนเองให้เจ้าพึงพอใจ”
“ชอบที่หน้าตาเจ้าค่ะ ยิ่งรูปงามเท่าไหร่ข้ายิ่งชอบมากเท่านั้น”
ความลับในใจถูกเปิดเผยจนสิ้น สิ่งที่น่ามองสำหรับบุรุษคือรูปร่างหน้าตา หาใช่ทรัพย์สินเงินทองหรือยศถาบรรดาศักดิ์!
มือนุ่มนิ่มสัมผัสแผ่วเบาไปตามสันกรามคมคร้าม ใบหน้าเช่นนี้แหละที่นางหลงเสน่ห์ อีกทั้งรูปร่างยังกำยำสมส่วน ขนาดล้มป่วยมานานหลายปียังไม่มีส่วนไหนทรุดโทรมเลยแม้แต่น้อย
“หึ หึ หากเป็นเช่นนี้ข้าย่อมไม่แพ้ผู้ใด”
หลังจากนั้นไป๋ซือเย่วก็ยกมือขึ้นปิดปากจนแน่น เพราะส่วนชูชันถูกสำรวจอย่างหนักหน่วง
ตั้งแต่ใบหน้าเรื่อยลงมาเหนือรูสะดือ ถูกเขาสำรวจจนเกิดรอยช้ำเป็นจ้ำ ๆ
“อาหยางตรงนั้นยังสำรวจไม่ได้”
เสียงหวานเอ่ยห้ามปรามเสียงสั่น เพราะมือซุกซนเริ่มป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ห่างจากจุดต้องห้าม
เสียงหอบหายใจหนัก ๆ ของคนกำลังปรับอารมณ์ให้เย็นลง ผสานคลอเคล้าไปกับเสียงบดจูบของริมฝีปาก รสจูบอันหอมหวานยังพอช่วยทุเลาและผ่อนคลายความกระสันลงได้บ้าง
“อือ…ข้ารู้แล้วต้องรอลงนามสมรสกันก่อน ค่อยทำได้”
“ต้องถามอาเฟยก่อนต่างหากว่ายินยอมหรือไม่ หากอาเฟยไม่ขัดข้องข้าย่อมตกลง”
สองมือนุ่มนิ่มกอบกุมใบหน้าคมคร้าม แล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีดำสนิทไม่ต่างจากตน การกระทำเช่นนี้เรียกรอยยิ้มกว้างของคนตัวโตในระยะประชิด
รูปกายเป็นทรัพย์ของเขาเจิดจรัสล่อลวงสตรี จนเกิดความรู้สึกร้อนวูบวาบตามจุดที่ถูกแตะต้อง ลาดไหล่ทั้งสองข้างห่อตัวเข้าหากัน นางแพ้เสน่ห์ของบุรุษอย่างราบคาบ!
“วันรุ่งขึ้นเจ้าได้ไปกับข้าแน่นอน เพราะอาเฟยยินยอมมาหลายวันแล้ว”
“ไปแอบถามกันตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ”
“ถามทุกครั้งที่เจอกัน”
“เจ้าแผนการนักนะ”
“ข้ารักมารดาของเจ้าตัวน้อย เลยต้องเข้าหาเด็กให้เป็น”
คำว่ารักหากยังไม่แน่ใจคงไม่กล้าเอ่ยออกมาอย่างเด็ดขาด ไป๋ซือเย่วคือสตรีที่เขาจับผิดไม่พบพิรุธ เลยกลายเป็นความสนใจตั้งแต่แรกพบ
นางไม่เคยแสดงท่าทีสนใจเขาเลยสักนิด อีกทั้งยังวางตัวได้น่านับถือมากเกินความจำเป็น เขาต้องเป็นฝ่ายพยายามเข้าหามานานแรมเดือน
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







