เข้าสู่ระบบ“น่าสงสารไม่น้อย” โฉมสะคราญจ้องตาสู้กลับ
“สงสารก็เลิกทำหน้านิ่งใส่ข้าได้แล้ว”
เสียงกระซิบข้างใบหูขาวผ่องยังคงดำเนินต่อไป ไป๋ซือเย่วรู้สึกได้ว่าบุรุษข้างกายมีท่าทีรุกเข้าหาอย่างเห็นได้ชัด
เสียงหัวใจของนางเต้นระรัวรับข้อสันนิษฐานในใจ ทว่ายังคงวางตัวสงบไม่เผยพิรุธใด ๆ ทั้งนั้น
เมื่อรับประทานอาหารมื้อเช้าเสร็จสิ้น ทั้งสองจึงเดินกลับมายังเรือนหลัก มุ่งหน้าสู่ห้องหนังสือส่วนตัวของผู้นำตระกูล
ระหว่างเดินทางผ่านมุมสงบก่อนถึงจวนหลัก ซึ่งเหมาะสมสำหรับการพูดคุยสอบถามบางอย่าง
ลู่ชุนหยางหยุดเดิน แล้วหันกลับมาจ้องมองคู่สนทนาด้วยท่าทีจริงจัง จากนั้นจึงเอ่ยขอบคุณตรงประเด็นมากกว่าวันแรกที่พบเจอกัน
“ซือเย่ว ข้าขอบคุณที่เจ้าช่วยชีวิตอาหยวนกับผู้คุ้มกัน หากวันนั้นเจ้าไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ตระกูลลู่ในเมืองท่าคงถึงคราสูญสิ้น”
“ข้าแค่ผ่านทางแล้วตะโกนให้คนมาช่วย ไม่ได้ลงมือช่วยเองสักหน่อย”
ถึงแม้จะรู้ดีว่าความลับไม่ใช่ความลับอีกต่อไป แต่นางยังไม่อยากยอมรับง่าย ๆ
“อย่าโกหกอีกเลย ข้าแค่แอบถามอาเฟยก็รู้ทุกอย่างแล้ว”
“ท่านไปแอบถามอาเฟยตั้งแต่เมื่อไหร่”
หัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันพร้อมกับหรี่ตาลงอย่างจับผิด ที่เขาตามอาหยวนมาพูดคุยเข้าหาอาเฟยอยู่เรื่อย เพราะมีจุดประสงค์หรอกหรือ!
“ยังไม่ได้ถามเลยสักครั้ง เจ้าอย่าจ้องจับผิดข้าถึงเพียงนั้น”
“นี่ท่านหลอกถามข้าหรือ”
ดวงหน้าเรียวบึ้งตึงขึ้นทันควัน ทว่าเสียงนุ่มทุ้มของคู่สนทนาสามารถระงับอาการหัวร้อนได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ข้าขอโทษที่พูดจากำกวม พวกเราไปพูดคุยกันที่ห้องหนังสือต่อเถิดอย่าเพิ่งโมโหเลย หากโมโหมากก็ทุบหลังข้าแรง ๆ แบบที่อาเฟยพูดดีหรือไม่”
ฝ่ามือทั้งสองข้างยกขึ้นแสดงท่าทียอมแพ้ ใบหน้าดั่งรูปสลักแย้มยิ้มอย่างอารมณ์ดี ยามนี้เทพเซียนพิโรธได้กลายเป็นเทพหนุ่มทรงเสน่ห์เสียแล้ว
“ข้าทุบแน่เจ้าค่ะ”
สองมือเล็กกำเข้าหากันแน่น แล้วชูให้คนตรงหน้าเห็นว่านางเอาจริง
ทว่าท่าทางเช่นนี้กลับเรียกเสียงหัวเราะขบขัน จากคนหน้าบึ้งมาแต่กำเนิดเสียอย่างนั้น
“ฮ่า ฮ่า ท่าทางเหมือนอาเฟยไม่มีผิด”
“คนแก่ชอบแกล้งเด็ก”
คนถูกแกล้งบ่นพึมพำเสียงแผ่วเบา นางอายุ 21 ปีเขาอายุ 35 ปี จึงเรียกแก่กว่าได้เต็มปากเต็มคำ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ ข้าได้ยินอะไรแก่ ๆ”
“ไม่มีอันใดเจ้าค่ะ ไม่มีใครแก่หรอกท่านหูแว่วไปเอง”
“ระวังจะหลงเสน่ห์คนแก่นะสาวน้อย คนแก่แรงดีกว่าที่เจ้าคิด”
กล่าวจบมือสากก็จูงมือสาวน้อยน่าแกล้งให้เดินตามไปติด ๆ เมื่อเดินไปถึงหน้าห้องหนังสือ เขาถึงยอมปล่อยมือนุ่มนิ่มให้เป็นอิสระ
“ซือเย่วมาถึงแล้ว”
สองมือใหญ่โบกพัดไปตรงใบหน้าสวยหวาน เมื่อเห็นสตรีตรงหน้ายืนแน่นิ่งไม่ขยับตัว
“อ๊ะ! อย่างไรนะเจ้าคะ”
คนถูกจูงมือเดินเพิ่งได้สติคืนกลับ นางไม่คิดว่าคนตรงหน้าจะกล้าจับมือสตรีอย่างหน้าไม่อาย
“ข้าจูงมือเจ้ามาถึงหน้าห้องหนังสือแล้ว”
นอกจากกล่าวย้ำชัดถึงการกระทำ ยังยิ้มแย้มเต็มใบหน้าใช้เสน่ห์ล่อลวงคนมองไม่หยุดหย่อน
“ข้าไม่ได้ความจำเลอะเลือนสักหน่อย ห้องหนังสือท่านข้าก็เคยเดินผ่านบ่อย ๆ”
“ข้าพามาเองเช่นนี้ เจ้าจะได้มั่นใจว่าข้ายินดีอยู่กับเจ้าสองต่อสองอย่างไรเล่า”
“ใครอยากอยู่สองต่อสองกับท่านกัน”
เสียงหวานบ่นตามหลังคนที่เดินนำหน้าเข้าไปในห้องหนังสือ
เมื่อผู้มาเยือนเดินตามเข้าไปหยุดอยู่กลางห้อง ร่างสูงใหญ่จึงเดินกลับมาลงดานประตูให้แน่นหนา
“ต้องลงดานประตูด้วยหรือเจ้าคะ”
“เจ้าบอกว่าอยากได้ความเป็นส่วนตัวไม่ใช่หรือ”
คนชอบแกล้งโน้มใบหน้าเข้าใกล้อีกครั้ง ยิ่งเห็นพวงแก้มแดงปลั่งเขายิ่งรู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“ไม่ต้องส่วนตัวขนาดนั้นก็ได้กระมัง”
“มาเถิดข้าพร้อมให้เจ้าทุบหลังแล้ว”
เจ้าตัวเดินไปนั่งขัดสมาธิตรงกลางห้องหนังสือ ไป๋ซือเย่วจึงเดินไปนั่งซ้อนอยู่ทางด้านหลัง
เมื่อนั่งอยู่ในท่วงท่าเหมาะสม น้ำเสียงราบเรียบจึงเอ่ยเตือนผู้ขอรับการปลดปล่อยจุดลมปราณให้เป็นอิสระ
“คุณชายลู่อาการของท่านหนักกว่าอาหยวนมากนัก ระหว่างการปลดปล่อยจุดลมปราณที่ถูกปิดกั้น ท่านจะเจ็บปวดข้างในอย่างแสนสาหัสโดยเฉพาะกลางหน้าอก อดทนสักหนึ่งก้านธูปนะเจ้าคะ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น”
“ข้าจะอดทนให้ได้ เจ้าไม่ต้องกังวล”
หลังจากนั้นฝ่ามือเรียวจึงทาบทับลงไปบนแผ่นหลังกว้าง และปล่อยกระแสปราณเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งถูกปิดจุดตันเถียนด้วยวิธีแสนชั่วร้าย
บุรุษตระกูลลู่ถูกพิษทำลายวรยุทธ์ แต่เพราะมียาแก้พิษในช่วงเวลารวดเร็ววรยุทธ์จึงไม่ถูกทำลาย
ทว่าจุดตันเถียนถูกพิษปิดกั้นทั้งหมด จึงเป็นเหตุให้ฝึกฝนวรยุทธ์อีกไม่ได้ หากดื้อรั้นคงไม่รอดชีวิตมาจนถึงป่านนี้
อึก! อึก!
ลู่ชุนหยางพยายามอดทนอดกลั้นไม่ส่งเสียงร้องของความเจ็บปวดออกมา จนกระทั่งได้ยินน้ำเสียงเอื้ออาทรเอ่ยขึ้นคล้ายน้ำทิพย์ชโลมใจ
“ร้องออกมาเถิดเจ้าค่ะ เผื่อว่าความเจ็บปวดจะทุเลาลงบ้าง
“อ๊าก!…”
เขาเปล่งเสียงร้องแห่งความเจ็บปวดออกมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ใบหน้าคมคายแหงนขึ้นมองเพดานห้องหนังสือ ความเจ็บปวดที่ผ่านเข้ามาพอได้รับการปลดปล่อยไปหนึ่งครั้ง คล้ายกับเบาบางลงอย่างไม่น่าเชื่อ
ยามนี้เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ไหลอาบตามสันกรามคม เพราะอดทนจนเกือบขีดสุดของร่างกาย ดวงตาทั้งสองข้างหลับลงเพื่อฟังเสียงสั่งการจากผู้มีพระคุณ
“หายใจเข้าลึก ๆ แล้วหายใจออก เก่งมากเจ้าค่ะ”
ฝ่ามือทั้งสองข้างถอนออกหลังเสร็จสิ้นกระบวนการช่วยเหลือ ผ่านไปชั่วครู่ก็กลับเข้ามาลูบแผ่นหลังหนา เพื่อปลอบโยนคนบาดเจ็บหากเป็นผู้ที่มีจุดตันเถียนเล็ก ป่านนี้คงหมดสติไปแล้ว
ลู่ชุนหยางเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง หากได้รับการฝึกฝนจากเคล็ดวิชาเหมาะสม คงก้าวทะยานขึ้นสู่แถวหน้าในยุทธภพได้ไม่ยาก
“ดีขึ้นบ้างหรือยังเจ้าคะ การรักษาเสร็จสิ้นแล้ว เห็นหรือไม่ว่าข้าทุบท่านแรงเพียงใด”
ไป๋ซือเย่วยังคงพูดคุยกับคนหลับตา โดยที่ไม่รู้เลยว่าอาการนี้ของบุรุษมักเกิดขึ้นต่อหน้าสตรีเพียงเท่านั้น
“อือ ขอกอดหน่อยข้าเจ็บมาก”
“อ๊ะ!”
ร่างอวบอิ่มถูกอุ้มขึ้นไปนั่งบนตักแกร่งโดยไม่ทันตั้งตัว มิหนำซ้ำใบหน้าของเขายังซุกไซ้เข้าหาซอกคอขาวผ่อง
คนบนตักออกแรงดิ้นเล็กน้อย จากนั้นก็ยอมเงยหน้าให้ผู้บาดเจ็บสูดดมกลิ่นหอมเข้าเต็มปอด
“ขออยู่แบบนี้สักครู่ กลิ่นหอมของเจ้าทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นไม่น้อยเลย”
“เก็บคำกล่าวล่อลวงไปหลอกอาเฟยเถิดเจ้าค่ะ”
เสียงหวานโต้แย้งทันที เพราะรู้ว่ากำลังถูกบุรุษเข้าหาอย่างแนบเนียน
“เจ้ารู้ด้วยหรือ”
น้ำเสียงเจ้าเล่ห์เอ่ยถาม สายตาแพรวพราวจ้องมองไปทั่วกายอวบอิ่มเต็มไม้เต็มมือ
“รู้ตั้งแต่เอาหมอนมาให้แล้ว คนอะไรเอาหมอนที่ตัวเองใช้แล้วมาให้คนแปลกหน้า”
กลิ่นหอมประจำกายของเขายังติดหมอนอยู่เลย ไหนจะท่าทีแปลก ๆ ยามเข้ามาพูดคุยด้วย หากไม่เข้าใจคงไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
“ก็อยากให้มานอนข้าง ๆ กัน โอ๊ย!”
แรงหยิกจากสีข้างทำให้ลู่ชุนหยางร้องออกมาด้วยความเจ็บ แต่ท่วงท่าขยับกายไปมาของคนบนตัก จำเป็นต้องได้รับการดับร้อนโดยเร็วที่สุด
“เย่วเอ๋อร์ข้าเรียกแบบนี้ได้หรือไม่”
เสียงแหบต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องหนังสือ จมูกโด่งกลับไปซุกซบซอกหอหอมกรุ่นอีกครั้ง
“อยากเรียกอย่างไรก็เรียกเถิดเจ้าค่ะ แล้วเจ็บมากหรือเหตุใดจึงเสียงอ่อนแรงเพียงนั้น ข้าหยิกเบา ๆ เอง”
“อือ เจ็บมาก หากเจ้าไม่ช่วยคงแย่แน่ ๆ”
จุดศูนย์รวมแห่งความเจ็บปวด เริ่มประท้วงหนักข้อขึ้นเรื่อย ๆ สองขาสั่นเทิ้มไปตามการอดทนของร่างกาย
“ปล่อยไว้สักครู่ก็ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ คงไม่จำเป็นต้องกินยากระมัง”
“อาการนี้กินยาคงไม่หาย”
สายตาร้อนแรงจ้องมองเป้าหมายโดยไม่ละสายตา ลำคอของเขาขยับขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะกลืนน้ำลายลงคออยู่บ่อยครั้ง
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







