เข้าสู่ระบบภายในตำหนักเล็กยังเต็มไปด้วยบรรยากาศมืดครึ้ม บุรุษเพียงหนึ่งเดียวกราดมองพระชายาทั้งสองด้วยสายตาเกรี้ยวกราด แล้วส่ายหัวไปมาอย่างระอาใจ
“มันพูดเยาะเย้ยหม่อมฉัน บอกว่าพระองค์นอนกกกอดมันทุกคืน!”
“แล้วอย่างไร ลู่เจี้ยนหงเป็นพระชายาเอกของข้า จะนอนกกกอดกันทั้งวันก็ย่อมได้”
หนานจิงชวนตะคอกโต้กลับเสียงดังอีกครั้ง สตรีผู้นี้ยังไม่สำนึกในความผิดของตนเองเลยหรืออย่างไร
เหตุใดจึงกล้าท้าทายขีดความอดทนของเขาถึงเพียงนี้ หากไม่เห็นแก่บุตรในครรภ์ดาบคู่กายคงได้ลิ้มรสเลือดชั่วไปนานแล้ว
“ไม่ได้นะเพคะ หม่อมฉันไม่ยอม”
เจียงซูหลิงตรงเข้าไปกอดขาสวามีเพื่ออ้อนวอนให้เขาเห็นใจ ยิ่งเห็นสายตารังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งยอมรับไม่ได้
บุรุษทุกคนต้องยอมอ่อนข้อให้กับสตรีงดงามไม่ใช่หรอกหรือ นางก็งดงามมากถึงเพียงนี้!
“เจ้าไม่ได้อยู่ในฐานะที่สามารถห้ามปรามข้าได้ ข้ายังไม่ลงนามหย่าร้างเพราะรอให้เด็กคลอดออกมาก่อนก็เท่านั้น!”
สองขาขยับถอยห่างอย่างนึกรังเกียจ ที่มาเยือนวันนี้เพราะอยากรู้อาการของบุตรในครรภ์เท่านั้น ไม่เกี่ยวกับมารดาของเด็กเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องใดให้สนใจอีก จวิ้นอ๋องจึงเดินกลับตำหนักทันที อยู่ต่อแค่เพียงชั่วครู่ยิ่งนำพาความน่ารังเกียจ มาแตะต้องผิวกายเสียเปล่า
พระชายาเอกคนใหม่เดินเข้ามายิ้มเย้นหยันให้สตรีคู่แข่ง ซึ่งยามนี้นั่งทับอยู่กับเศษอาหาร ที่สาวใช้ยังไม่เข้ามาทำความสะอาด
“น่าสมเพช คราแรกข้านึกว่าเจ้าจะงดงามมาก ที่ไหนได้สภาพยิ่งกว่าซากศพเหม็นเน่า”
“ไม่จริงข้ายังงดงามไม่ต่างจากเดิม”
หลังจากถูกกักบริเวณในตำหนักเล็ก เจียงซูหลิงไม่เคยส่องกระจกดูสภาพตนเองเลยจึงมั่นใจเช่นนั้น
“หากงดงามท่านอ๋องคงไม่สยบอยู่แนบอกข้า”
สตรีผู้มั่นใจในความงามของตนเองไม่ต่างกัน แอ่นกายขึ้นอวดโฉม
เจียงซูหลิงจ้องมองท่าทีอวดดีด้วยสายตามุ่งร้าย ก่อนจะกล่าวบางอย่างเพื่อให้ศัตรูหัวใจ รู้สึกไม่มั่นคงในตำแหน่งที่แย่งชิงไปจากตน
“อย่าคิดว่าจะชนะข้าได้ สตรีที่จวิ้นอ๋องมีใจโดยแท้จริงยังมีลมหายใจอยู่ สักวันนางจะกลับมาเป็นหอกแหลมทิ่มแทงใจเจ้า นางกับบุตรชายยังมีลมหายใจอยู่!”
คนพ่ายแพ้ลุกขึ้นยืนประชิดศัตรู แล้วกระซิบบอกเล่าเรื่องสำคัญพอให้ได้ยินกันสองคน นางไร้ความสุขผู้ใดก็ห้ามมีความสุขทั้งนั้น!
ก่อนที่เหรินหลานจะถูกจับตัวไปคุมขังรอการเนรเทศ ได้บอกกล่าวข้อมูลอันน่าตกใจบางอย่าง
แต่เจียงซูหลิงไม่ได้บอกเล่าเรื่องลับให้ผู้ใดรู้ ที่ยอมบอกลู่เจี้ยนหงเพราะหวังยืมมือสังหารคนนั่นเอง
“ข้าไม่มีวันแพ้ผู้ใดอย่างเด็ดขาด ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินหาสตรีผู้นั้นข้าก็จะทำ จวิ้นอ๋องต้องรักข้าแต่เพียงผู้เดียว”
ลู่เจี้ยนหงกระซิบตอบกลับคนพ่ายแพ้เช่นกัน โดยที่ไม่รู้เลยว่าหลังจากวันนี้ นางจะไม่มีโอกาสเข้าใกล้สวามีผู้สูงศักดิ์อีก
จวิ้นอ๋องหนานจิงชวนไม่ชอบสตรีอุปนิสัยร้ายลึกเป็นทุนเดิม เขาเห็นสายตามาดร้ายของลู่เจี้ยนหงตอนตรวจอาการคนป่วย จึงถอยห่างออกไปเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว
หลังจากอภิเษกสมรสครั้งใหม่ จวิ้นอ๋องไม่ได้ออกไปเตร็ดเตร่เที่ยวเล่นนอกตำหนัก เพราะไม่อยากให้บิดาเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในตำหนักมากไปกว่านี้
เขารับปากเดินทางไปดูแลเขตศักดินาติดท้องทะเลอันกว้างไกล แต่ขอรอให้เจียงซูหลิงคลอดบุตรเสียก่อน เพราะอยากพาบุตรไปเลี้ยงดูด้วยตนเอง ไม่อยากปล่อยให้ผู้อื่นเลี้ยงดูไปตามสภาพการณ์
ทว่าความสุขของบุรุษยังคงได้รับการปลดปล่อยตามความเคยชินของร่างกาย จวิ้นอ๋องจึงเลือกนางกำนัลรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่ง ให้เข้ามาปรนนิบัติรับใช้ในตำหนักใหญ่อยู่บ่อยครั้ง
เขาตอบแทนนางกำนัลผู้นั้น ด้วยตำลึงทองก้อนใหญ่อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้สตรีใต้ปกครองเข้าใจผิด หรือหวังสูงปีนป่ายในจุดที่ไม่สมควรเจ้าของตำหนักสั่งห้ามผู้ที่รู้เห็นเรื่องลับ ไม่ให้บอกกล่าวแพร่งพรายออกไป
เพราะไม่อยากให้พระชายาเอกคนใหม่เข้ามาวุ่นวาย ต่างคนต่างอยู่ย่อมดีที่สุด
ทว่าเรื่องราวไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด เรื่องลับ ๆ มักจะมีผู้แอบนำไปเผยแพร่อยู่เสมอไม่วันใดก็วันหนึ่ง โดยเฉพาะในวงสนทนาของสหายสนิท
“เสี่ยวหนิงเมื่อคืนเจ้าได้หลับได้นอนบ้างหรือไม่”
นางกำนัลผู้หนึ่งเอ่ยถามสหายรัก เมื่อเห็นร่องรอยของบุรุษตามผิวพรรณ ซึ่งโผล่พ้นอาภรณ์เนื้อดีกว่านางกำนัลคนอื่น ๆ
หากเสี่ยวหนิงระวังตัวสักนิดคงรู้สึกกังวลใจอยู่บ้าง เพราะน้ำเสียงของคนถามบ่งบอกว่าอิจฉาอย่างชัดเจน
“รับใช้ทั้งคืน”
เสี่ยวหนิงตอบรับโดยไม่ทันคิดสิ่งใดเพราะอยากอวดสหาย ทั้งยังเปิดให้เห็นร่องรอยขนาดใหญ่ในที่ลับตาด้วยท่าทีมีความสุข
ค่ำคืนเร่าร้อนยังคงฝังลึกตราตรึงไม่ลืมเลือน ถึงแม้จะไม่มีสิทธิ์ครอบครองตามศักดิ์แต่ขอลิ้มลองในมุมมืดก็ยังดี นางมีใจให้เจ้าของตำหนักตั้งแต่แรกพบเจอ ทว่าไม่เคยถูกเรียกใช้งานเลยสักครั้ง
เมื่อมีโอกาสจึงรีบแสดงฝีมือให้ประจักษ์แจ้ง และดีใจยิ่งนักเมื่อถูกเรียกให้เข้าไปรับใช้ติดต่อกันหลายคืน
“ข้าอิจฉาเจ้ายิ่งนัก!”
อิจฉาจนไม่สามารถเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับอีกต่อไป พระชายาเอกลู่เจี้ยนหงต้องรู้เรื่องในเร็ววัน
“คืนนี้ก็ต้องเข้าเฝ้าเช่นเคย ระบมไปหมดแล้ว”
คนอยากอวดมองไม่เห็นสายตามุ่งร้าย ของสหายสนิทเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์นางกำนัลนามเสี่ยวหนิงก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงจดหมายขอลากลับบ้านเกิดหนึ่งฉบับวางไว้ในเรือนนอน สหายของนางเป็นผู้นำจดหมายลา ไปมอบให้องครักษ์ข้างกายจวิ้นอ๋อง
“จดหมายจากนางกำนัลผู้นั้นพ่ะย่ะค่ะ”
เจิ้งหลงยื่นกระดาษสีน้ำตาลเก่า ๆ ยื่นให้ผู้เป็นนาย
“ปล่อยไป คัดเลือกคนใหม่เข้ามา”
บุรุษผู้เน้นเสพสุขเพียงร่างกายของสตรี อ่านข้อความในจดหมายด้วยท่าทีเรียบเฉย เพราะไม่ได้อยากรู้เหตุผลของการจากลาเลยสักนิด
ผู้ใดอยากกลับบ้านเกิดก็ปล่อยผ่านโดยง่าย ตำลึงค่าจ้างเขามอบให้ทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการปรนนิบัติ จึงไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีกต่อไป
เรื่องราวไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ยังคงเกิดขึ้นซ้ำรอยอยู่บ่อยครั้ง
จวิ้นอ๋องรับรู้และปล่อยผ่านไปเช่นเคย เพราะให้ความสนใจเรื่องย้ายถิ่นฐานไปเมืองห่างไกลมากกว่าเรื่องอื่น เลยไม่ได้สั่งให้องครักษ์ตามสืบหาความจริง
แปดเดือนผ่านไป
เข้าสู่เดือนที่เก้านับตั้งแต่คุกใต้ดินกับเรือนท้ายตำหนักถูกเผาจนมอดไหม้ สถานการณ์ในตำหนักจวิ้นอ๋อง ยังคงตึงเครียดไม่เปลี่ยนแปลง เพราะมารดาของทารกแรกเกิดหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“ท่านอ๋อง! เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เรื่องอะไรอีก เวลาไม่เช้าแล้ว รีบ ๆ รายงานมาเร็วเข้า” ร่างกำยำกระโดดขึ้นรถม้าส่วนตัว พร้อมกับสอบถามด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย
“เรื่องเป็นเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ…”
องครักษ์คนสนิทรีบรายงานเรื่องสำคัญบางอย่าง ให้นายเหนือหัวรับรู้ก่อนออกเดินทางไกล ขบวนเคลื่อนย้ายถิ่นฐานในวันนี้มีรถม้าร่วมขบวนจำนวนสิบคัน
จวิ้นอ๋องพาบ่าวไพร่ติดตามไปด้วยเท่าที่จำเป็น จะได้ง่ายในการดูแลความปลอดภัยระหว่างการเดินทาง ที่เหลือให้อยู่ดูแลตำหนักในเมืองหลวง แน่นอนว่าพระชายาเอกลู่เจี้ยนหงกับคนของนางย่อมติดตามไปด้วย
“หนีไปแล้ว!”
กรามแกร่งกัดเข้าหากันแน่น เจียงซูหลิงยังไม่ทันได้รับโทษทัณฑ์ตามกฎของตำหนัก แต่กล้าหลบหนีโดยไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดิน
หากเสนาบดีเจียงไม่มีความดีความชอบต่อบ้านเมือง ป่านนี้ตระกูลเจียงคงถูกเขาทำลายไปแล้ว
“พ่ะย่ะค่ะ มีร่องรอยการหลบหนีชัดเจน ผู้ที่ช่วยเหลือคงเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ ถึงได้หลบพ้นสายตาองครักษ์ในตำหนักไปได้”
เจิ้งหลงกล่าวไปตามที่เห็น เขาแทบไม่อยากเชื่อว่าเจียงซูหลิงจะรู้จักกับยอดฝีมือ
แต่องครักษ์หนุ่มไม่รู้เลยว่าสตรีผู้มีอำนาจในตำหนักอีกคน รู้จักกับยอดฝีมือในยุทธภพมากกว่าเจียงซูหลิงเสียอีก
“ให้คนตามสืบหาตัวให้พบ นางอาจจะตามพวกเราไปเมืองท่า”
“พ่ะย่ะค่ะ”
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







