Masuk“หย่าแล้ว และข้าก็ถูกลอบสังหารด้วยควันไฟ เช่นนั้น….”
ผู้ตื่นขึ้นคิดหาหนทางจบเรื่องการลงทัณฑ์ไว้เพียงเท่านี้ ใครจะอยากถูกคุมขังรับผิดแทนผู้อื่นกันเล่า
เมื่อตัดสินใจหลบหนีในคืนนี้เลย ลี่หลันซินในร่างไป๋ซือเย่วจึงรื้อค้นหาอาภรณ์ตัวใหม่มาผลัดเปลี่ยน
ในหีบเก็บของใบเก่ามีอาภรณ์สีดำสนิทอยู่พอดี นางจึงหยิบมาผลัดเปลี่ยนทันที เพราะอาภรณ์สีขาวที่เจ้าตัวชอบสวมใส่ โดดเด่นมากเกินไปสำหรับการหลบหนีในยามค่ำคืน
แคว่ก! แคว่ก!
เสียงฉีกชายกระโปรงเพื่อนำผ้ามาสวมอำพรางใบหน้า ก่อนจากไปนางมีเรื่องที่ต้องสะสาง จึงจำเป็นต้องปิดบังอำพรางตนให้ดี
“คุกแค่นี้ขังได้แค่คนอ่อนแอเท่านั้น”
สายตาจ้องมองแผ่นไม้หนาหลายแผ่น ซึ่งยึดต่อกันเป็นช่องระแนงทรงสี่เหลี่ยม แล้วส่ายหัวไปมาอย่างขบขัน
จากนั้นมือเรียวเล็กจึงออกแรงหักไม้เพียงสองชิ้น พอให้มีช่องว่างให้ลอดออกไป เสียเวลาออกแรงมากไปทำไม ในเมื่อที่นี่ต้องมอดไหม้ไม่เหลือซากอยู่แล้ว!
ฟิ้ว! ฟิ้ว!
สายลมสายหนึ่งเคลื่อนที่ไปมาทุกตำหนักเพื่อตามหาคน สุดท้ายจึงมาหยุดยืนอยู่หน้าตำหนักเล็ก
ไม่รอช้าเงาสีดำพุ่งทะยานเข้าไปค้นหาตามห้องต่าง ๆ จนสุดท้ายก็เจอคนที่ตามหาเสียที
“อื้อ! อื้อ!”
ผู้ที่นอนอยู่ในเรือนนอนแห่งนี้ ดวงตาเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ เมื่อลำคอถูกบีบจนหายใจเกือบไม่ออก
สองแขนสองขาออกแรงของผู้ฝึกยุทธ์ เพื่อขัดขืนผู้บุกรุกเต็มกำลังแต่ไม่สามารถต่อกรกับผู้มาเยือนได้เลย
“ถ้าไม่อยากตาย เอาเคล็ดวิชาลับมาให้ข้าทั้งหมด”
“อื้อ!”
นิ้วเรียวของคนใกล้ขาดอากาศหายใจ ชี้ไปที่หีบข้างเตียงนอนด้วยความกลัวตายอย่างขีดสุด ถึงแม้น้ำเสียงผู้มาเยือนจะแตกต่างไปจากเดิมทว่าความสามารถชี้ชัดว่าคนผู้นี้คือใคร!
“แค่นี้ก็สิ้นเรื่องปล่อยให้เสียเวลาตามหาตั้งนาน ส่วนพรสวรรค์และความสามารถติดกาย ที่เจ้านำมาทำร้ายผู้บริสุทธิ์ข้าคงต้องขอคืน”
กึก!
ฝ่ามืออีกข้างที่ยังว่างทาบทับลงบนกึ่งกลางระหว่างอก เพื่อทำลายวรยุทธ์ของอดีตลูกศิษย์แสนชั่วร้าย
ในกาลก่อนนางทั้งช่วยสอนทั้งช่วยปลุกพลัง จนก่อเกิดจอมยุทธ์ฝีมือดีผู้หนึ่ง วันนี้จึงขอวิชาคืนทั้งหมด ในเมื่อมีแล้วทำดีไม่เป็นก็ไม่ต้องมี!
“อะ…อุ๊บ!”
ไม่มีโอกาสแม้กระทั่งส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เหรินหลานรู้สึกเจ็บปวดทั่วร่างกายแสนสาหัส เมื่อวรยุทธ์ถูกทำลายไปถึงรากฐานของพลัง
ต่อให้มีโอสถฟื้นฟูก็ไม่สามารถกลับมาฝึกยุทธ์ได้อีกแล้ว ดีไม่ดีภายภาคหน้าอาจจะกลายเป็นคนพิการแขนขาอ่อนแรงเสียด้วยซ้ำ
“พรุ่งนี้เช้าคุกใต้ดินกับเรือนท้ายตำหนักจะมอดไหม้ ข้าอยากได้คนมารับผิดชอบเรื่องนี้สักคนหวังว่าเจ้าจะจัดหาให้ได้ ไม่อย่างนั้นร่างกายของเจ้าต้องถูกเผาทั้งเป็น เลือกเอาระหว่างจงรักภักดีกับเจ้านายใหม่ กับใส่ร้ายคนเพื่อเอาตัวรอด อย่างน้อย ๆ ถูกขับไล่จากตำหนักแห่งนี้ยังมีโอกาสรอดชีวิต”
“ข้าจะจัดการให้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ปล่อยข้าไปเถิด”
“คงไม่ต้องให้ข้าบอกใช่หรือไม่ ว่าผู้ใดคือคนวางเพลิงจนสองแม่ลูกตายในกองไฟ หากเจ้าเลือกไม่ถูกคนข้าจะกลับมาอีกครั้ง คราวนี้คงไม่อาจปรานีได้จริง ๆ”
แรงบีบที่คอหนักมือขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อข่มขู่ หากต้องการสังหารคนคงทำไปแล้ว แต่ที่ไม่ลงมือเพราะโทษเป็นย่อมหนักหนากว่าโทษตาย!
“จะ…เจ้าค่ะ”
เหรินหลานรู้แน่ชัดแล้วว่าวันรุ่งขึ้น นางต้องชี้ความผิดไปที่ผู้ใด ถูกจวิ้นอ๋องขับไล่ออกจากตำหนัก ยังดีกว่าถูกเผาทั้งเป็นจนไม่เหลือซาก
สายตาพยายามเพ่งพินิจมองดู ว่าเหตุใดทั้งน้ำเสียงและรูปร่างของผู้มาเยือนจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ไม่เห็นผลเพราะความมืดมิดเข้าปกคลุมจนถ้วนทั่ว
ประกอบกับผ้าคลุมใบหน้าสีดำกีดขวางการมองเห็นจนสิ้น ยามนี้จึงมองเห็นเพียงดวงตาซึ่งคุ้นเคยอยู่ไม่น้อย
“รู้ให้น้อย สงสัยให้น้อย ชีวิตของเจ้าจะปลอดภัย”
ผู้มาเยือนกระซิบบอกกล่าวเสียงเบา จากนั้นจึงทะยานหายไปในความมืดมิด
ไม่จำเป็นต้องสังหารเพราะการทำลายวรยุทธ์ ถือเป็นบทลงโทษแสนสาหัสสำหรับชาวยุทธ์
อีกอย่างเก็บคนไว้ทำงานสำคัญแทนผู้จากลา ย่อมดีกว่าสังหารเพื่อความสาแก่ใจ!
บรรยากาศยามดึกในเรือนทรุดโทรมท้ายตำหนัก เต็มไปด้วยความหนาวเหน็บ โชคดีที่มีตำลึงซื้อหาผ้าห่มกับเสื้อกันหนาวเนื้อดีมาสวมใส่ สองคนแม่ลูกในเรือนจึงนอนหลับสบาย
ร่างเล็กจ้อยมุดเข้าหามารดาบุญธรรมตามความเคยชินแต่วัยเยาว์ ผู้มาเยือนยิ้มกว้างด้วยความเอ็นดูกับภาพตรงหน้า
พลางคิดว่าตนทำเรื่องถูกต้องหาใช่โง่เขลา ที่วันนั้นตัดสินใจมอบตั๋วฝากเงินก้อนใหญ่ให้คนแปลกหน้า
ถึงแม้จะอยากให้คนตัวเล็กนอนต่อจนถึงเช้า แต่จำเป็นต้องรีบปลุกในทันที เพราะต้องกลับเข้าไปเอาหยกพกประจำตัวจากร่างเดิมก่อนออกเดินทาง ซึ่งร่างเดิมไร้ลมหายใจ ได้หลบซ่อนตัวอยู่ในที่รกร้างลับสายตาคน
“ชิงอีตื่นเถิด”
เมื่อจำเป็นต้องปลุกคนนอนหลับ เสียงหวานจึงกระซิบข้างหูนางกำนัลคนสนิท
“องค์หญิง!”
ชิงอีลุกพรวดด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าของผู้บุกรุกยามวิกาล โดยปกตินางตื่นง่ายอยู่แล้ว ได้ยินเสียงเรียกครั้งเดียวจึงรู้สึกตัว
“ข้าเองชิงอี ไว้มีโอกาสค่อยถามในเรื่องที่เจ้าสงสัย แต่ยามนี้ต้องรีบปลุกเจ้าหัวผักกาดน้อยก่อน ข้าจะพาพวกเจ้าหลบหนีไปอยู่ที่อื่น ไม่จำเป็นต้องอดทนอยู่ในเรือนทรุดโทรมแห่งนี้อีกแล้ว”
“อาเฟยตื่นเร็วท่านแม่ของเจ้ามาหาแล้ว”
น้ำเสียงหนักแน่นไม่อ่อนแอเหมือนเคยของผู้เป็นนาย ทำให้ชิงอีเชื่อมั่นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน จึงหันไปปลุกเรียกเด็กชายซึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ กันทันที
“อือ…ท่างแม่”
น้ำเสียงงัวเงียทว่ารู้ความยิ่งนัก เรียกรอยยิ้มตรงมุมปากของผู้มาเยือนอีกครั้ง
“ใช่แล้ว ข้าผู้นี้คือท่านแม่ของเจ้า”
“อาเฟยคิดถึงท่างแม่ขอยับ”
เสียงเล็ก ๆ เอ่ยขึ้นจากใจ ถึงแม้จะมีท่านแม่ชิงอีอยู่ด้วยทุกวัน แต่เขาก็คิดถึงท่านแม่องค์หญิงทุกวันเช่นกัน
ยามนั่งเล่นตามประสาเด็กน้อย เขามักจะคิดจินตนาการถึงใบหน้ามารดาผู้ให้กำเนิดอยู่เสมอ วันนี้ได้เห็นท่านแม่ด้วยตาตนเอง
ท่านแม่ช่างงดงามยิ่งนัก!
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







