Masukยามไฮ่ (ราว 21.00-23.00) ของวันที่แปดสิบเก้า
เหรินหลานผู้ช่วยฝีมือดีของเจียงซูหลิง ใช้วิชาตัวเบาแอบหลบมาดักซุ่มเตรียมการบางอย่างข้าง ๆ คุกใต้ดิน
นางฝึกซ้อมธาตุไฟในตัวครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ยังไม่ถูกใจเลยสักครั้ง จนกระทั่งเวลาล่วงเลยเข้าใกล้วันใหม่ จึงพึงพอใจในดวงไฟที่ตนปลดปล่อยออกมา
“เท่านี้น่าจะพอรมควันให้สำลักขาดใจตาย ช่วยไม่ได้นะไป๋ซือเย่ว ชีวิตของเจ้า ไม่อาจเทียบเท่าตำลึงที่ข้าจะได้รับ”
เมื่อเข้าใกล้ช่องว่างซึ่งแอบมาขุดไว้ตั้งแต่วันก่อน คนธาตุไฟจึงส่งเปลวเพลิงดวงเล็ก ๆ จากฝ่ามือลงไปตามช่องโหว่ของคุกใต้ดิน
เหรินหลานปลดปล่อยธาตุไฟนานถึงครึ่งชั่วยาม จึงใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานหายเข้าไปในตำหนักเล็ก
การกระทำของนางไม่มีผู้ใดจับสังเกตได้เลย ต่อให้เป็นองครักษ์หลวงก็ยากที่จะจับสัมผัสถึงตัวตนผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง
หากหยั่งรู้อนาคตว่าการกระทำนี้ จะนำภัยครั้งยิ่งใหญ่มาสู่ตน จอมยุทธ์หญิงผู้อ่อนด้อย คงไม่กล้าใช้ธาตุไฟสังหารชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างแน่นอน
“แค่ก! แค่ก! ถึงเวลาแล้วหรือ”
ไป๋ซือเย่วสำลักควันไฟซึ่งยามนี้กลายเป็นหมอกหนายากจะหลบหนี
ในคุกใต้ดินมีเพียงผู้ถูกคุมขังอาศัยอยู่เพียงคนเดียว คนใกล้ตายจึงไม่ได้ตะโกนบอกให้ทหารยามหลบหนีไป
สูดควันอยู่ไม่นานดวงตากลมโตก็หลับลง มุมปากยังแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ ต่อให้ต้องเลือกอีกกี่ครั้งนางยังคงยืนยันว่าจะทำเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน
เฮือก!!!! เสียงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ของผู้ตื่นขึ้น
ควันจากธาตุไฟไม่สามารถทำอะไรผู้ที่มีสองธาตุในตัว อีกทั้งธาตุที่มียังเป็นธาตุไฟและธาตุน้ำ
ธาตุต่างขั้วกันเช่นนี้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือจอมยุทธ์หญิงผู้ลึกลับแห่งยุทธภพ!
“ข้ายังไม่ตายหรือ เอ๊ะ! กลิ่นนี้มัน… หึ หึ เจอตัวจนได้ หลบหนีซ่อนตัวมานานถึงสามปีนึกว่าจะแน่”
ฟู่!!!!!!
ละอองน้ำจากฝ่ามือผอมแห้งถูกพ่นดับควันไฟทันควัน เพียงชั่วครู่เท่านั้นหมอกควันก็จางหายไป
การกระทำนี้เกิดขึ้นโดยที่เจ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าตนเองตายจากร่างเดิมแล้ววิญญาณมาสิงร่างผู้อื่น!
“ปลายแถวถึงเพียงนี้ยังกล้าใช้งานธาตุไฟอีก ลำพังจะย่างไก่ให้สุกยังทำไม่ได้เลย” ลี่หลันซินพึมพำก่นด่าอดีตลูกศิษย์
จอมยุทธ์หญิงสำเร็จเคล็ดวิชาหลายอย่างตั้งแต่วัยปักปิ่น เมื่อครั้งอายุยี่สิบปีจึงเริ่มมีลูกศิษย์มาเรียนรู้วิชาด้วย และหนึ่งในนั้นกลับทรยศขโมยเคล็ดวิชาลับแล้วหลบหนี นางจึงต้องออกตามหามาถึงเมืองหลวงของแคว้น
ไม่มีผู้ใดในยุทธภพรู้เลยว่าลี่หลันซิน คือจอมยุทธ์หญิงผู้ลึกลับในตำนาน นางคือสตรีสองธาตุต่างขั้วที่ยังมีลมหายใจอยู่นั่นเอง
ที่ต้องปกปิดเป็นความลับ เพราะไม่อยากเข้าเฝ้าหนานกงหมิงฮ่องเต้ บุรุษสูงศักดิ์ผู้ปกครองแคว้นวัยสี่สิบห้าปี นางไม่อยากแต่งเข้าเป็นสนมของคนผู้นั้น พอ ๆ กับไม่อยากข้องเกี่ยวกับบุรุษในราชวงศ์คนอื่น ๆ เช่นกัน
ครั้นจะสังหารให้สิ้นซากก็ใช่เรื่อง เพราะคนผู้นั้นถือได้ว่าปกครองแคว้นถิงโจวด้วยความเที่ยงธรรมมาโดยตลอด ไม่เคยมีเรื่องเสียหายให้ชาวเมืองเจ็บแค้น
บุรุษผู้นั้นมีข้อเสียอยู่เรื่องเดียว คือเขาตามหาสตรีสองธาตุมาขึ้นรับตำแหน่งนางสนม!
เนื่องจากมีนักพรตผู้หนึ่ง ซึ่งหนานกงหมิงฮ่องเต้นับถือมากได้ทำนายเอาไว้ว่า เมื่อไหร่ที่สตรีสองธาตุปรากฏตัวขึ้น องค์ราชันย์ของแคว้นต้องครอบครองสตรีผู้นั้นทันที เพื่อที่บัลลังก์ของเขาจะได้มั่นคงไปตราบชั่วลูกหลาน แว่นแคว้นสงบสุขปลอดภัยไร้ผู้รุกราน
ความสงบสุขของแคว้น เหตุใดจึงฝากความหวังไว้ที่นางกันเล่า เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับการศึกไม่ใช่หรือ!
“เอ๊ะ เหตุใดเสียงของข้าจึงหวานหูขนาดนี้”
เมื่อรู้สึกได้ถึงความผิดปกติหลายอย่างบนร่างกาย ทั้งรูปร่างบอบบางอ้อนแอ้น ทว่าอวบอิ่มตรงจุดสงวนของสตรี จึงรับรู้ได้ว่าร่างนี้ไม่ใช่ร่างกายของตนอย่างแน่นอน
“ไม่ใช่แน่ ๆ ข้าไม่อกใหญ่แบบนี้” ผู้มาใหม่ทั้งก้มมองทั้งสัมผัสเพื่อความแน่ใจ
“ตรงนี้ก็ไม่ใช่”
ผู้ตื่นขึ้นเร่งสำรวจร่างกายตนเองอย่างละเอียด นางหลบเข้าไปหลังฉากแคบ ๆ แล้วถอดอาภรณ์ออกสำรวจทุกส่วนในร่างกายอย่างละเอียด
เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนมาสิงร่างผู้อื่นอย่างแน่นอน จึงสวมอาภรณ์สีซีดกลับคืนดังเดิม
“อ๊ะ! นี่มันอะไรกัน”
ทุกความทรงจำของเจ้าของร่าง กำลังหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ผ่านไปสักพักทุกอย่างจึงกลับมาเป็นปกติ
“ข้าคือมารดาของอาเฟยหรอกหรือ”
ถึงแม้มารดาผู้ถูกจองจำจะยังไม่เคยเห็นหน้าบุตรชายนอกจากวันแรกคลอด ทว่าใบหน้าของนางกำนัลชิงอีไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด ผู้มาสวมร่างจึงสามารถคาดเดาเหตุการณ์ทุกอย่างได้
“หย่าแล้วด้วยหรือ”
หนังสือหย่าถูกขยำขยี้แล้วซุกไว้มุมหนึ่งของคุก หลังจากจวิ้นอ๋องได้อ่านจดหมายของพระชายาเอก เขาก็ไปขอหนังสือหย่าจากบิดาทันที
ถึงแม้หนานกงหมิงฮ่องเต้จะไม่เห็นด้วยทั้งเรื่องหย่า และเรื่องคุมขังสตรีในคุกใต้ดิน แต่ในเมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นแล้วหากไม่ยอมให้หย่าขาดจากกัน ไป๋ซือเย่วอาจจะทนทรมานนานกว่าที่เป็นอยู่
จวิ้นอ๋องสัญญาว่าจะปล่อยให้อดีตพระชายาเอก เป็นอิสระจากการคุมขังในอีกหนึ่งปีข้างหน้า หนานกงหมิงฮ่องเต้จึงยินยอมมอบราชโองการหย่าตามที่ได้รับการร้องขอ
หลังจากถูกปล่อยให้เป็นอิสระ เขาตั้งใจให้องครักษ์ส่วนตัวเดินทางไปส่งอดีตลูกสะใภ้ถึงแคว้นหวงหลิง ส่วนเด็กชายคงต้องตามมารดาไปที่แคว้นหวงหลิงเช่นกัน
เพราะอย่างไรเสียถ้วยตรวจสอบสายเลือดของราชวงศ์ ย่อมน่าเชื่อถือกว่าคำกล่าวของสตรี
แต่บุรุษทั้งสองไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่า ถ้วยตรวจสอบที่พวกเขามั่นใจนักหนา ถูกผู้มีวิชาสับเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก
หนึ่งเดือนผ่านไปข่าวการประหารชีวิต พระชายาเอกและพระชายารองของจวิ้นอ๋องหนานจิงชวน ก็กลายเป็นข่าวดังไปทั่วเมืองท่าทุกอย่างเห็นพร้อมด้วยพยานและหลักฐานแน่นหนา สตรีทั้งสองถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษชนิดออกฤทธิ์เฉียบพลันเจียงซูหลิงมีโทษทัณฑ์เดิมซึ่งหนักหนาสาหัสอยู่แล้ว บวกกับโทษใหม่ที่ไปเข้าร่วมกับพวกซยงหนูอีกกลุ่ม ครั้งนี้จึงได้รับโทษตายโดยไม่มีละเว้น แม้แต่ความดีของบิดายังไม่สามารถช่วยเหลือได้ลู่เจี้ยนหงมีความผิดหนัก ๆ หลายเรื่อง ตั้งแต่สังหารนางกำนัลนับสิบชีวิต รวมไปถึงเข้าร่วมและจ้างงานพวกซยงหนู จึงได้รับโทษตายอย่างไร้ขอกังขาในเวลาเดียวกันหมอหลวงลู่เว่ยเซา บิดาของลู่เจี้ยนหงซึ่งอาศัยอยู่ที่เมืองหลวง ก็ถูกหนานกงหมิงฮ่องเต้ตัดสินโทษประหารชีวิตไม่ต่างกันเพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการอพยพเข้ามายังแคว้นถิงโจว ของพวกซยงหนูหลายร้อยชีวิต เท่ากับเป็นบุคคลขายแผ่นดินลู่เว่ยเซาเข้าร่วมกับเผ่าที่เป็นศัตรูกับแคว้นถิงโจวเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนมานานหลายปี ความผิดจึงรุนแรงถึงขั้นตัดหัวเสียบประจานสองปีผ่านไปเรื่องราวในตระกูลลู่ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข อาจจะมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ เพราะยาม
“ไม่มีวันนั้นแน่นอนเพคะ บาดแผลเพียงเท่านี้รักษาไม่ถึงเดือนก็หาย ส่วนเรื่องอื่นย่อมไม่มีผลเพราะพระองค์ไม่เคยใส่ใจหม่อมฉันอยู่แล้ว”นอนกับบุรุษกี่คนสวามีก็ไม่โกรธเคือง มันน่าน้อยใจยิ่งนัก!“ระวังไว้บ้างเล่าเพราะเมืองท่าแห่งนี้ หาใช่สถานที่ที่เจ้าจะเดินเที่ยวเล่นได้ตามใจชอบ”จวิ้นอ๋องรู้เพียงแหล่งกบดานของผู้ไม่ประสงค์ดี แต่องครักษ์หลวงยังไม่สามารถเข้าไปด้านในได้ จึงยังไม่รู้ว่ามีบุคคลต่างแคว้นเข้ามาร่วมก่อกวนช่วงหัวค่ำของวันเดียวกันนั้น ลู่เจี้ยนหงแอบเร้นกายหายไปในความมืดมิด ถ้อยคำของสวามีทำให้นางจิตตกอยู่ไม่น้อย จึงอยากเร่งให้งานเดินหน้าเร็วกว่าที่ตกลงกันไว้ คืนนี้ทุกอย่างต้องจบ!สตรีผู้ปิดบังอำพรางใบหน้ามิดชิด ตรงเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังเดิม ชายฉกรรจ์ทั้งสิบกำลังนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและร่วมดื่มสุราไปตามเรื่อง เพราะเป็นช่วงเวลาผ่อนคลายร่างกายทว่าน้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังมาจากหน้าประตูเรือน ทำให้บุรุษกลุ่มใหญ่หยุดพูดคุยกัน แล้วตั้งใจฟังคำสั่งอย่างที่เคยปฏิบัติมาโดยตลอด หากทำดีเท่ากับว่ามีตำลึงไว้เที่ยวเล่นไม่มีวันหมด ดีกว่าอยู่อย่างแร้นแค้นในดินแดนบ้านเกิด“ลงมือคืนนี้เลย”“งานเร่งเช
“ข้าขอตัวไปพักก่อนนะขอรับอาสะใภ้ ส่วนท่านอาก็เพลา ๆ ลงบ้าง สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมาะต่อการตั้งครรภ์กระมัง”ประโยคหลังบุรุษอายุน้อยกระซิบหยอกล้อผู้เป็นอา จึงถูกฝ่าเท้าสะกิดบั้นท้ายเกือบล้มคว่ำหน้าลงไปกองกับพื้น“โอ๊ย! พี่สาวช่วยข้าด้วย ท่านอารังแกข้า”ร่างสูงโปร่งวิ่งไปหลบหลังพี่สาวใจดี ซึ่งยามนี้กลายมาเป็นอาสะใภ้สมใจนึก ไม่เสียแรงที่เขาทั้งผลักทั้งดันบุรุษทึมทื่อให้เร่งรุกเข้าหา“หึ หึ”คนถูกเรียกขานว่าพี่สาวดังวันวาน หัวเราะด้วยความสาแก่ใจ เด็กดื้อต้องถูกตีเสียบ้างนับว่าสมเหตุสมผล“รีบกลับไปเลยเจ้าเด็กคนนี้ บอกกี่ครั้งว่าห้ามเรียกอาสะใภ้ว่าพี่สาว”“ไปแล้วขอรับ ขี้หวงกับหลานชายก็ไม่เว้น แล้วใครกันรีบมาปรึกษาข้าตั้งแต่วันแรก คิดได้อย่างไรเอาหมอนไม่ซักไปมอบให้สาวงาม”ลู่ซิ่วหยวนทั้งบ่นทั้งรีบกระโดดถอยหนีให้ห่างฝ่าเท้าผู้เป็นอาตอนรู้ความลับสุดยอดในการเอาชนะใจสาวงาม จากคำพูดไร้เดียงสาของหลานชายตัวน้อย เขาหัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ด ไม่น่าเชื่อว่าพี่สาวผู้แข็งแกร่งจะใจอ่อนเพราะได้รับหมอนไปนอนกอด!“นี่เจ้า…”ผู้เป็นอาไม่ทันได้บ่น หลานชายก็กระโดดหายไปทางหน้าต่างเสียแล้ว“คิดจะทำการใดเจ้าคะ ถึงรีบไ
ไป๋ซือเย่วกล่าวอย่างชัดเจน แล้วเดินจากไปพร้อมกับสามีใหม่ทันที ปล่อยให้จวิ้นอ๋องกับพระชายานั่งดื่มน้ำชาเลิศรสกันตามลำพัง“เจ้ากับนางฝีมือคนละชั้นกัน หากไม่เชื่อฟังคงสุดแล้วแต่จะเป็นไป”สวามีเอ่ยเตือนตามความเหมาะสม เมื่อเห็นสายตาอาฆาตแค้นของสตรีในปกครอง“เพคะ”น้ำเสียงนิ่งสงบตอบรับอย่างว่าง่าย ทว่าในใจมีเพียงนางที่รู้ดีที่สุดณ ตรอกซอกซอยลับสายตาบริเวณใกล้กับท่าเรือ มีสตรีแต่งกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใบหน้าเรียวเล็กสวมผ้าคลุมสีดำปิดบังอำพรางสองขาก้าวเดินเข้าไปในเรือนทรุดโทรมหลังหนึ่ง สถานที่แห่งนี้บิดาของนางเป็นเจ้าของมานานหลายปีแล้ว มีเพียงนางกับมารดาที่รู้ความลับดำมืด และคอยสนับสนุนด้วยดีมาโดยตลอดตั๋วฝากเงินมูลค่าสูงจำนวนหลายใบ ถูกโยนลงต่อหน้าชายร่างท้วมผู้เป็นหัวหน้าชุมชนลึกลับ หากไม่มีสัญลักษณ์บางอย่างก็ไม่สามารถเข้านอกออกในสถานที่แห่งนี้ได้“หากงานสำเร็จ ข้าจะมอบเคล็ดวิชาลับให้อีกหนึ่งฉบับ”“แค่สตรีกับเด็กคนหนึ่ง คุณหนูยอมจ่ายหนักเพียงนี้เชียวหรือ”ตั๋วฝากเงินมูลค่าสูง ถูกนำไปแจกจ่ายให้ชายฉกรรจ์นับสิบคนอย่างครบถ้วน“สามีของมันเป็นผู้มีวรยุทธ์ขั้นสูงอย่าประมาทเด็ดขาด”สายข
“เจ้าจะทำการใด ถอยออกไปให้ห่างเลย”เมื่อเห็นท่าทีขึงขังเอาเรื่องของน้องสาว ไป๋ซือกวงก็รู้สึกหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย ยิ่งเห็นสายตาดุร้ายจ้องมองมา ขนในกายหนุ่มยิ่งลุกชันไปทั่วร่าง สตรีไร้มารดาผู้นี้น่าเกรงกลัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน“ผู้ใดกล้าแตะต้องบุตรของข้าย่อมไม่ตายดี อย่าว่าแต่ชีวิตขององค์รัชทายาทผู้ไร้ความสามารถเลย ชีวิตของบุรุษชรากับสตรีชั่วช้าแห่งแคว้นหวงหลิงข้าก็ไม่ปรานี”กึก!!!เสียงบีบลำคอแกร่งด้วยแรงของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงสุด ร่างสูงโปร่งของบุรุษสูงศักดิ์ต่างแคว้น ถูกยกขึ้นเหนือพื้นห้องด้วยมือเพียงข้างเดียว มุมปากงามแสยะยิ้มด้วยท่าทีมุ่งร้าย“ข้าไม่ใช่สตรีอ่อนแอดั่งวันวาน พวกเจ้าอยากทำร้ายบุตรชายของข้าเช่นนั้นหรือ”ดวงตาเหี้ยมโหดถูกเผยออกมาให้เห็นเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมานางใช้ชีวิตแบบสงบเรียบง่ายมาโดยตลอด ไม่เคยระรานผู้ใดก่อนถึงแม้จะมีวรยุทธ์สูงเป็นลำดับต้น ๆ ในยุทธภพทว่าบุรุษโง่เขลาผู้นี้กล้ากล่าวล่วงล้ำคนสำคัญในชีวิต จึงต้องยอมรับผลของการกระทำให้ได้นับว่ายังเห็นแก่สายเลือดเดียวกัน นางเลยไม่ทำลายวรยุทธ์ทิ้งไป แต่หากมีครั้งหน้าคงไม่แน่!อึก! อึก!“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ จงหลบหลีกให้ห่
“คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ หากไม่ชอบมาพากลให้รีบกลับจวนทันที นายท่านไม่ปล่อยให้คุณหนูเดือดร้อนอย่างเด็ดขาด”“เข้าใจแล้ว เจ้าอย่ากังวลไปเลย”“ท่านแม่พวกเราไม่เข้าไปพร้อมกันหรือขอรับ”เด็กชายได้ยินว่าต้องรีบกลับจวน แต่มารดาไม่ได้กลับไปด้วยจึงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง“แม่พบคนรู้จักและมีเรื่องต้องพูดคุยกัน หากอาเฟยตามไปด้วยเกรงว่าท่านลุงจะน้อยใจที่อาเฟยคุยกับคนอื่น อาเฟยรีบไปบอกท่านลุงว่าแม่กำลังพูดคุยกิจธุระดีหรือไม่”“ขอรับ อาเฟยจะรีบกลับไปบอกท่านลุงเอง” เด็กชายรับคำด้วยท่าทีแข็งขันเมื่อรถม้าจากจวนตระกูลลู่ถอยห่างออกไปไกล ไป๋ซือเย่วจึงเดินเข้าไปในโรงเตี๊ยมหม่าหลง นางทำทีเดินผ่านโต๊ะที่มีบุรุษต่างถิ่นสี่คนนั่งพูดคุยกันอยู่โฉมสะคราญเดินทอดน่องอย่างเชื่องช้า ไม่ได้หันไปมองผู้ใดทั้งนั้น จุดมุ่งหมายคือห้องนั่งดื่มน้ำชาส่วนตัวบนชั้นสองของโรงเตี๊ยมแผนล่อให้ปรากฏตัวได้ผลเกินคาด ชายหนุ่มเรือนกายสูงโปร่งผู้เป็นหัวหน้ากลุ่ม มองตามสตรีงดงามด้วยความดีใจ เขาลุกขึ้นยืนแล้วเดินตามมาติด ๆ ห่างออกไปไม่ไกลยังมีบุรุษเจ้าถิ่นเดินตามมาเช่นกัน แต่ยังไม่เปิดเผยตัวให้โฉมงามรับรู้ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นเลย ว่







