LOGINทุกอย่างไม่ได้มาง่ายดาย เพราะเงื่อนไขที่คุณลุงสันต์ให้ไว้เป็นหลักประกันในเงินสิบล้านนี้ ทำให้ชีวิตของอรรัมภาเปลี่ยนไปจนกระทั่งทุกวันนี้
อรรัมภาเลี้ยวรถมาจอดที่หน้าบ้านไม้สองชั้น ซึ่งจำได้แม่นยำว่าคือบ้านของคุณลุงสันต์ หญิงสาวดับเครื่องแล้วก้าวลงมามองหาว่ามีใครอยู่บ้าง
ในใจคิดว่าไม่ได้เจอคุณลุงผู้แสนอารีมาหลายปีนับจาก ‘วันนั้น’ ไม่รู้ว่าป่านนี้คุณลุงจะเป็นอย่างไรบ้าง
บ้านเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่ อรรัมมาหันรีหันขวางมองหาว่ามีใครบ้าง ยืนอยู่สักพักจึงได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากทางด้านหลัง แล้วชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งก็เดินออกมา
"คุณลุงสันต์อยู่ไหมคะ" อรรัมภายกมือไหว้ทำความเคารพชายหญิงคู่นั้นอย่างนอบน้อม
“ไม่อยู่จ้ะ ไม่อยู่หลายปีแล้ว คุณมาหาท่านมีธุระอะไรหรือเปล่า” หญิงวัยกลางคนเอ่ยถาม
“ฉันมีธุระกับคุณลุงนิดหน่อยค่ะ ว่าแต่จะพบคุณลุงได้ที่ไหน”
คำถามนี้ทำให้ทั้งสองหันมองหน้ากัน ก่อนที่ชายวัยกลางคนจะเอ่ยขึ้นมาว่า
“คุณคือ คุณอรรัมภาใช่ไหมครับ”
“ใช่ค่ะ ฉันชื่ออรรัมภา” หญิงสาวพยักหน้ารับ นึกในใจว่าคนทั้งสองรู้จักชื่อตนได้ ก็อาจจะเพราะคุณลุงสั่งไว้ว่าจะมีคนมาหาหรือเปล่า
“ถ้างั้นเชิญนั่งรอก่อน เดี๋ยวผมจะบอกให้นายรู้ว่าคุณมาถึงแล้ว”
ชายคนเดิมเชื้อเชิญให้อรรัมภาเข้าไปนั่งรอที่ใต้ถุนบ้าน หญิงสาวนั่งรอสักพัก ชายคนดังกล่าวก็เดินออกมาบอกให้รู้ว่า
“นายบอกให้คุณรออยู่ที่นี่ กินข้าวกินน้ำให้เรียบร้อยแล้วอีกสักพักค่อยพบกัน” พูดจบหญิงวัยกลางคนก็ยกถาดอาหารพร้อมน้ำดื่มมาให้
อรรัมภาขอบคุณเบาๆ ด้วยรอยยิ้มและยกเพียงแก้วน้ำขึ้นดื่มเท่านั้น
ฟ้าใกล้มืดแล้วอรรัมภาเริ่มนั่งไม่ติดเมื่อตอนนี้ยังไม่มีใครออกมาบอกอะไรเลยสักอย่าง หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปเดินมารอว่าเมื่อไรจะมีใครมาบอกอะไรว่าจะเอาอย่างไรต่อไป แล้วสักครู่ชายหญิงคู่เดิมก็เดินออกมาหา
“นายบอกว่าให้คุณไปพบที่ไร่” หญิงวัยกลางคนเอ่ย
“ไร่ ที่ไหนคะ” อรรัมภาถามด้วยความแปลกใจ
ปกติแล้วเธอมาพบคุณลุงสันต์ก็แต่ที่บ้านหลังนี้ ไม่เคยไปเหยียบที่ไร่เลยสักครั้ง
“คุณขึ้นรถไปกับพวกเราเถอะค่ะ” หญิงวัยกลางคนเดินนำหน้าไปก่อน
“เดี๋ยวค่ะ ฉันขับรถตามไปก็ได้ ว่าแต่ทำไมคุณลุงไปอยู่ที่ไร่ล่ะคะ หรือว่างานเยอะมาก ถ้างั้นไว้วันหลังฉันไปหาที่ไร่ก็ได้ พวกคุณบอกทางไปไร่มาก็พอ”
“บอกไปคุณก็ไปไม่ถูกหรอกค่ะ แล้วรถก็ไม่ต้องขับไปหรอก ทางเข้ามันขรุขระเดี๋ยวรถแพงๆ ของคุณจะเสียหายเปล่าๆ”
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันขับตามไปดีกว่า”
อย่างไรเสียอรรัมภาก็ไม่อยากทิ้งรถไว้ที่นี่ เผื่อว่าคุยธุระเสร็จเร็ว เธอจะได้ตรงดิ่งกลับกรุงเทพฯไม่ต้องย้อนไปย้อนมาให้เสียเวลา
“ทิ้งไว้ที่นี่แหล่ะครับ รับรองว่าไม่หายแน่ รีบไปดีกว่าเดี๋ยวจะมืดกว่านี้” ชายวัยกลางคนสำทับแล้วเดินนำไป อรรัมภาจำใจต้องเดินตามอย่างไม่มีทางเลือก
หญิงวัยกลางคนพูดถูกถนนลูกรังที่รถกำลังวิ่ง ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อมากมายเหลือเกิน ชนิดที่เรียกว่านั่งหัวสั่นหัวคลอนกันมาตลอดทางกว่าจะถึงไร่
อรรัมภาลงมายืนยืดเส้นยืดสายคลายความเมื่อย จากนั้นจึงเดินตามหญิงวัยกลางคนขึ้นไปบนเรือนไม้ที่เปิดไฟสว่าง
อรรัมภามองเห็นรูปภาพบานใหญ่ซึ่งเป็นรูปของคุณลุงสันต์ที่ตนคุ้นเคย ไม่ผิดแน่ที่นี่คงเป็นบ้านใหม่ของคุณลุง หญิงสาวค่อยโล่งใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด จึงเร่งฝีเท้าเดินตามหญิงวัยกลางคนไปให้เร็วขึ้น
“นาย”
อรรัมภาชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็น ‘นาย’ ที่หญิงวัยกลางคนเอ่ยเรียก ร่างสูงใหญ่ใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำตาล กางเกงยีนส์สีเข้มยืนอยู่กลางห้องโถง หญิงวัยกลางคนเหลือบมองอรรัมภาเล็กน้อยแล้วเดินหลบไป
สายตาคมที่จ้องมองผู้มาเยือนไม่กระพริบ ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉยเหมือนไม่ยินดียินร้าย ต่อการพบหน้ากันในรอบแปดปี อรรัมภาตั้งสติแล้วก้าวเข้ามาหยุดยืน ก่อนจะเอ่ยขึ้นประโยคแรกว่า
“ฉันมาพบคุณลุง เพื่อจะเอาเงินที่คุณพ่อยืมไปมาคืนให้”
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อรรัมภาถึงได้ต้องพยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้ประหม่า เธอรู้สึกว่ากว่าจะเอ่ยออกมาแต่ล่ะคำต่อหน้าเขาได้นั้น ช่างยากเย็นเหลือเกิน
เมฆินทร์ ... ชื่อนี้ … ผู้ชายคนนี้ …
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีหรือว่านานแค่ไหน เขาก็ยังทำให้อรรัมภาหวาดหวั่นในหัวใจได้เสมอ
แปดปีที่ผ่านมาแม้ไม่เคยเห็นหน้ากันสักครั้ง แต่ชื่อของเขาก็เหมือนเงาที่ตามตัวเธอไปตลอดเวลา
ไม่ว่าจะที่ไหน ... เมื่อไร …
หรือยามที่มีใครสักคนก้าวเข้ามาในชีวิต !
เมฆินทร์ ... จะเป็นเหมือนปิศาจที่ตามหลอกหลอน จนอรรัมภาไม่อาจเปิดหัวใจให้ใครได้เลยสักนิด
เขาไม่มีคำพูดใดๆ นอกจากยกมือขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ว่ารอรับสิ่งที่อรรัมภาพูด
หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบซองสีขาวที่ด้านในมีเช็คเงินสดซึ่งพี่ชายจัดการเตรียมไว้ให้เรียบร้อย เธอเดินเข้ามาใกล้เขาเรียกว่ายืนตรงหน้าเลยดีกว่า แล้วยื่นซองนั้นให้โดยที่สบตาอย่างไม่หวาดหวั่น
เมฆินทร์รับซองจดหมายแล้วแกะดูสิ่งที่อยู่ด้านใน เช็คเงินสดมูลค่าสิบล้านบาทไม่ขาดไม่เกิน หนี้สินที่ยาวนานกว่าแปดปีเต็ม ได้ถูกสะสางเสร็จสิ้นลงด้วยกระดาษแผ่นเดียวใบนี้แล้ว
แต่....
“ค่ะ ฉันต้องขอโทษแทนนุด้วย” อรรัมภาพนมมือไหว้อีกครั้ง พอเข้าใจได้ในสิ่งที่เขาไม่พอใจ“ต่อไปฉันจะพยายามทำให้คุณไม่พอใจอีก”“ไม่ใช่พยายามแต่ควรเรียนรู้ เธอพูดเองนี่ว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จะให้รู้เรื่องของอีกฝ่ายทุกเรื่องทันทีเป็นไปไม่ได้ เพราะงั้นเธอเรียนรู้ และฉันก็จะเรียนรู้ด้วย” เขาสบตาสาวน้อยที่สีหน้าเริ่มจะผ่อนคลายความกังวลลงได้“ตกลงค่ะ เรียนรู้” อรรัมภายอมรับ“ที่นี่ก็มาพูดเรื่องข้อตกลงของเราจริงๆ เสียที” เมฆินทร์วกมาประเด็นสำคัญที่ทำให้ใจจี๊ดทุกครั้งที่ได้ยิน“ห้ามพูดเรื่องหย่า ใบหย่าอีก”ท่าทางที่จริงจัง น้ำเสียงที่ชัดเจน แววตาที่มุ่งมั่นของเมฆินทร์ บ่งบอกให้รู้ว่าเอาจริงกับสิ่งที่พูดอรรัมภาทำได้แค่พยักหน้าเบาๆ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ในใจมีความสงสัยผุดขึ้นมาหลายอย่าง‘หรือเขาไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีพันธะทางกฎหมายกับเธอ’‘เขาจะไม่หย่าให้ และใช้เรื่องนี้บังคับให้เธออยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะพอใจงั้นหรือ’ก่อนที่ความสงสัยของอรรัมภาจะมากมายในหัว เมฆินทร์ก็เป็นผู้เฉลยเสียเองว่า เหตุใดเขาจึงไม่ต้องการพูดเรื่องหย่าอีก“ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร ตอนไหน เมื่อไร อย่างไร ไม่ต้องให้ใครพูดซ้ำ”อรรัมภานิ่
“นั่นซิคะ นายยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย กินก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวราดหน้าเย็นหมด ไปค่ะ เข้าข้างในกัน มาค่ะ คุณอร” นางแช่มกระวีกระวาดพาอรรัมภาเดินเข้าไปด้านในเมฆินทร์มองหน้าลูกน้องที่ยืนไม่พูดไม่จา เขารู้ว่าไม่ควรเอาความหงุดหงิดมาลงกับใคร แต่มันก็ห้ามใจไม่อยู่เพราะตอนที่เดินออกมาเห็นอรรัมภาและเหล่าลูกน้อง ดูสนิทสนมทั้งที่เพิ่งรู้จักกันโดยมีนางแช่มเป็นตัวประสาน“อยากพักก็ไปพักให้สบายใจ แล้วอย่าลืมตามงานที่สั่งให้เรียบร้อย”แค่นี้แหล่ะ คนฟังก็โล่งอก หายใจคล่องขึ้นมาทันทีส่วนเมฆินทร์เดินกลับเข้าไปในออฟฟิศหมายจะจัดการกับคนมาใหม่ที่เป็นต้นเหตุของอารมณ์หงุดหงิดให้สาแก่ใจราดหน้าร้อนๆ ในจานเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยมาพร้อมกับน้ำเปล่าเย็นชื่นใจ เมฆินทร์แสร้งทำว่าไม่เห็นสิ่งที่วางตรงหน้า สายตาจดจ้องอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างไม่ลดละ ทั้งที่กลิ่นหอมนั้นเร่งให้เสียงร้องของกระเพาะดังขึ้นเป็นระยะ“กินข้าวก่อนค่อยทำงานก็ได้ค่า คุณเมฆ”นางแช่มที่ทนไม่ไหวเป็นคนแรก เดินเข้ามาเพื่อเชื้อเชิญให้เจ้านายหนุ่มกินข้าว แต่เมฆินทร์ยังเฉย ทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอรรัมภาที่พอจะมองบรรยากาศในเวลานี้ออกก็รู้ว่าควรทำเช่นไร
“แล้วนายของป้าแช่มล่ะคะ” อรรัมภาอยากรู้ว่าคนอยู่ไหนมากกว่า“อยู่ในไร่ค่ะ ตอนนี้กำลังยุ่ง” หญิงวัยกลางคนถือของเข้ามาในครัวแล้วเอ่ยต่อว่า“ป้าซื้อของสดมาให้คุณทำกินคนเดียว ช่วงนี้นายไม่ได้มาที่นี่ ปิดบ้านให้ดีนะคะ ถ้ามีอะไรก็โทร.หาป้าได้ค่ะ” นางแช่มเขียนหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ของตนให้“นายของป้าแช่มนี่มีหลายบ้านซินะคะ” อรรัมภารับกระดาษมาถือไว้ในมือพร้อมกับคิดในใจว่า หรือว่าที่นี่จะเป็นที่อยู่ที่จัดไว้ให้เธอเฉพาะ“ปกติก็เห็นอยู่แต่ที่นี่นะคะ นอกจากถ้ามีใครมาก็อาจจะพาไปนั่งกินนั่งคุยชมดาวที่ท้ายไร่บ้าง”“แล้วตอนนี้ไปอยู่บ้านใครล่ะคะ ถ้ามีบ้านแค่สองที่”“นอนออฟฟิศค่ะ”นางแช่มเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่เมฆินทร์ถึงได้ให้ตนจัดหาที่นอนมาไว้ในห้องทำงาน เท่าที่สังเกตหลายวันนี้เขาแทบไม่กลับมาที่นี่เลย เมื่อเช้าก็แค่สั่งให้จัดการเรื่องอาหารการกินให้หญิงสาว“ก็ดีค่ะ งานยุ่งไม่ใช่เหรอ เขาอาจจะอยากทำงานตลอดเวลาก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะมีคนมาหาได้บ่อย สะดวกขึ้นมั้งคะ” อรรัมภาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้พูดไปแบบนั้นตั้งแต่มาที่นี่ยังไม่เคยย่างกรายไปไหน วันๆ วนอยู่แต่ในบ้านนอกบ้านเท่านั้น ตั้งแต่เขาไม่กลับมาสายสวาทก็
“ปกติคุณเมฆไม่ปรุง กินรสอร่อย ราดหน้าเธอทำ ก็ต้องรู้ซิ อ่อนอะไร” สายสวาทเอ่ยต่อไปอีกว่า“ถ้ามาอยู่ที่นี่เพื่อทำงานบ้านให้คุณเมฆ ก็ควรต้องรู้ว่าเจ้านายกินอยู่อย่างไร เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้ฉันจะบอกให้ คุณเมฆชอบ...”“ไม่ต้องลำบากคนอื่นหรอก คนที่อยู่ต้องหันมอง หันสนใจ” ว่าแล้วเขาก็เลื่อนจานราดหน้าไปทางอรรัมภา“ถ้างั้นลองชิมรสที่ฉันกินไหมคะ” อรรัมภาตักราดหน้าในจานตัวเองแบ่งให้เมฆินทร์ชิมคำแรก“ชอบไหมคะ ถ้าชอบ ฉันจะได้ปรุงรสนี้ให้”เมฆินทร์มองแล้วตักชิมคำแรก ความจริงรสชาติราดหน้าที่อรรัมภาทำอร่อยถูกปากเขามาก เพียงแต่มันไม่อร่อยลิ้นก็ตรงที่เห็นภานุอยู่ที่นี่ และสายสวาทที่ไม่ยอมกลับไปดึงดันจะตามมาให้ได้นี่แหล่ะแต่เมื่อได้ชิมราดหน้าจากจานของอรรัมภาแล้ว เขาก็รู้สึกว่าอร่อยกว่าการไม่ปรุงเสียอีกมิน่าเล่า ภานุถึงได้กินไม่พูดไม่จา“เผ็ดไปหน่อย แต่ก็พอกินได้”ราดหน้าในจานค่อยน่ากินขึ้นมา เมื่ออรรัมภาใส่ใจปรุงให้โดยไม่ใส่พริก แม้จะไม่เหมือนจานที่เจ้าตัวกิน แต่เมฆินทร์ก็ดูอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้รับความใส่ใจจากหญิงสาวบรรยากาศที่ขมุขมัวเริ่มสว่างขึ้น เมื่อภานุที่รู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นานขอตัวกลับหลังกิน
พอใกล้เที่ยงก็ลงมือเข้าครัวทำสิ่งที่เตรียมไว้เรียบร้อย เหลือเพียงรอให้คนอยากกินกลับมาเท่านั้น“คุณอร” เสียงเรียกคุ้นหูทำให้อรรัมภาแปลกใจที่เห็นภานุอีกครั้ง“เมื่อวานเจอฝนไหม” หญิงสาวถามด้วยความห่วงใย“ไม่เจอ วันนี้ตั้งใจมาหาคุณอร” ภานุเอ่ยตามจริงวันนี้ไม่มีคำสั่งของใคร แต่เป็นเพราะเห็นท่าทีของเมฆินทร์เมื่อวานทำให้เขาไม่วางใจเท่าไรนัก วันนี้จึงตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง“นุ มีอะไรหรือเปล่า” อรรัมภาถามด้วยความสงสัย“เปล่า เมื่อวานไม่มีเวลาได้คุย วันนี้ผมว่างก็เลยแวะมาเพื่อจะถามว่า คุณอรขาดเหลืออะไรไหม ต้องการอะไรอีกหรือเปล่า ผมจะพาไปจัดการวันนี้ครับ อ้อ คุณอรชาร์ตแบตโทรศัพท์หรือยัง ผมเอาที่ชาร์ตมาให้แล้วนะ ยังไม่ชาร์ตอีกเหรอ เมื่อกี้โทร.มาติดต่อไม่ได้”“ที่พี่อำพลเตรียมมาให้ก็พอแล้ว อีกอย่างอรอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก ขอบคุณนุมากนะที่เป็นห่วง โทรศัพท์เดี๋ยวเอ่อ ค่อยชาร์ตก็ได้”อรรัมภาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ขืนพูดมากไปจะทำให้พี่ชายเป็นห่วง อีกอย่างถ้ามีเรื่องด่วนอะไร พี่ชายคงติดต่อมาทางเมฆินทร์เอง“แล้ว เขาทำอะไรไม่ดีกับคุณอรหรือเปล่า”จะว่าไปเรื่องนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องที่เขาห่วงที่สุด ท
ร่างนุ่มนิ่มในอ้อมกอดกลิ่นกายสาวหอมละมุนทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที คนใต้ร่างคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายมานานถึงแปดปีเต็ม นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันเช่นนี้“คุณเมฆินทร์ ปล่อยนะ ฉันอึดอัด”อรรัมภาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร ให้นิยามว่ามันคือความอึดอัด เพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องวางตัว วางสีหน้าหรือวางใจอย่างไรก็ในเมื่อตอนนี้อ้อมแขนที่กอดรัดไว้แน่นทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ใช่แค่รู้สึกร้อนเท่านั้นแต่เนื้อตัวเธอดูจะนุ่มนิ่มอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงไปเสียทุกส่วน ถึงได้ไม่มีแรงจะต่อต้านการกระชับเรือนร่างให้แนบแน่น ตามอ้อมแขนของเมฆินทร์ลมหายใจร้อนที่รดผ่าวลงมาที่บ่าสาว เฉียดไปเฉียดมาใกล้ข้างแก้มหรือใบหู แม้เพียงผ่านไปมาเหมือนไม่จงใจ แต่ทุกครั้งที่มันสัมผัสก็สร้างความรู้สึกประหลาดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วยิ่งนานเข้าก็ดูเหมือนว่า อรรัมภาจะรู้สึกดีกับการตกอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วยซ้ำ“จะนอนดีๆ ได้หรือยัง” เสียงทุ้มกระซิบถามที่ข้างหูถ้าประสาทสัมผัสของอรรัมภาไม่ผิด ริมฝีปากที่เอ่ยถามเมื่อครู่เพิ่งสัมผัสผิวแก้วสาวไปหมาดๆ ใบหน้าของเธอร้อนขึ้นมาทันทีท







