로그인ดอกเบี้ยและหนี้สินส่วนตัวของเขา ที่เจ้าหล่อนต้องรับผิดชอบและชดใช้ให้อย่างคุ้มค่า กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่มีข้อแม้
ผู้ให้ไม่ต้องการดอกเบี้ยแม้เพียงสลึง
แต่เขาในฐานะผู้ดูแลผลประโยชน์ในเวลานี้ จะเรียกร้องคืนให้สาสมเลยทีเดียว
“แล้วดอกเบี้ยล่ะ” เมฆินทร์เอ่ยถามคำแรก
“ในสัญญาคุณลุงระบุไว้ว่าไม่มีการคิดดอกเบี้ย” อรรัมภาเอ่ยถึงสัญญาที่ตนเองอ่านมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
“นั่นเพราะพ่อใจดีเลยไม่คิดดอกเบี้ยแม้แต่บาทเดียว แต่นี่มันก็แปดปีแล้ว เธอคิดบ้างไหมว่า ถ้าเงินก้อนนี้นอนนิ่งๆ อยู่ในธนาคารมันจะเกิดดอกออกผลอีกเท่าไร หรือถ้าฉันเอาไปต่อยอดทำมาหากินอย่างอื่น มันจะงอกเงยขึ้นมาอีกขนาดไหน”
“คุณจะคิดดอกเบี้ยอย่างไรคะ” หญิงสาวถามอย่างใจเย็น
แม้จะไม่ได้เผื่อใจมาก่อนว่าจะมาเจอเขา แต่เมื่อต้องพบหน้ากันอรรัมภาก็ไม่หวาดหวั่น แม้ว่าในใจจะคอยบอกตัวเองให้มีสติตลอดเวลาในยามที่ต้องพูดจากับเขา
“เธอคิดว่าฉันควรคิดดอกเบี้ยที่เรตธนาคารดี หรือที่คนอื่นใช้กันทั่วไปดี หรือว่าคิดเป็นผลกำไรที่ฉันควรได้จากการเอาเงินก้อนนี้ไปลงทุนดี” เขาย้อนถาม
“แล้วแต่คุณเลยค่ะ คุณต้องการดอกเบี้ยเท่าไรก็ว่า ฉันจะให้ทนายร่างสัญญาแล้วผ่อนคืนใช้ให้ตามข้อตกลงกัน” อรรัมภาเอ่ยอย่างใจเย็น
“ผ่อนคืนใช้” ชายหนุ่มหัวเราะลั่น สายตาจ้องมองคนที่พูดอย่างขบขัน
“ยืมเงินไปเกือบสิบปี พอทวงถามดอกเบี้ยก็บอกว่าจะผ่อนคืนใช้ให้ นี่เธอเห็นฉันเป็นมูลนิธิหรือไง ถึงได้คิดว่าจะต้องสงเคราะห์กันตลอดเวลา”
“คุณ” ใบหน้าหวานร้อนผ่าวกับคำดูถูกของเขา
อรรัมภาเม้มปากแน่นพยายามข่มอารมณ์ไม่ตอบโต้ ทางที่ดีควรรีบบอกให้อำพลรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหานี้ให้จบๆ โดยเร็วจะดีกว่า
“เรื่องดอกเบี้ยฉันจะกลับไปบอกพี่อำพล และให้ทนายมาคุยกับคุณ ส่วนเรื่องของฉัน” หญิงสาวเปิดกระเป๋าหยิบซองเอกสารสีน้ำตาลยี่นส่งให้เขา
“กรุณาจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยด้วยค่ะ”
“อะไร” เขาถามกลับทันควัน
“ใบหย่า”
เมฆินทร์มองหน้าสุภาพสตรีที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามด้วยสายตาสงบนิ่ง ทั้งที่ภายในใจเดือดดาลเป็นอย่างมาก อรรัมภากล้ามาขอหย่าทั้งที่ไม่มีสิทธิ์
จากที่คิดว่าจะไม่เอาเรื่องแค่กวนประสาทเล็กน้อยพอให้สะใจ เห็นทีว่าเขาคงต้อง ‘เอาคืน’ ให้สาสม คุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง เวลาหรือแม้แต่อิสรภาพ
“คุณต้องการให้ผมเซ็นหย่าให้” เมฆินทร์มองซองสีน้ำตาลด้วยใบหน้าเรียบเฉย ท่าทีไม่ยินดียินร้ายกับคำขอของคนที่เอ่ยเลยแม้แต่น้อย
“ค่ะ” อรรัมภารับคำเสียงดังฟังชัด
“ผมไม่เซ็น”
นอกจากไม่รับแล้วยังไม่สนใจ เดินหนีไปนั่งอย่างสบายอารมณ์ที่โซฟากลางห้อง เป็นอรรัมภาที่ต้องเดินตามเขาไปพูดเรื่องสำคัญนี้ต่อ
“ฉันไม่คิดว่า คุณจะอยากเก็บสิ่งนี้ไว้ผูกมัดตัวเองหรอกนะคะ”
“รู้ด้วยเหรอว่าผูกมัด” เมฆินทร์ย้อนถามน้ำเสียงเย้ยหยันในที
“ฉันสูญเสียผลประโยชน์ของตัวเองเพราะเธอมาเท่าไร แล้วเธอเป็นใครถึงได้มาชี้นิ้วสั่งคนอื่นให้ทำโน่นทำนี่ได้ตามใจชอบ ทำไม หรือว่าตอนนี้มีที่เกาะใหม่แล้วก็เลยอยากเอาตัวไปนำเสนอ รอบนี้กี่ล้านล่ะ แล้วต้องเสียดอกเบี้ยหรือเปล่า”
“คุณ” อรรัมภาหน้าร้อนกับคำพูดกึ่งดูถูกเสียดสีของเขา
“สิบล้านกับระยะเวลาแปดปี ไม่มีดอกเบี้ยแม้แต่สลึงเดียว ตัวเองเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่อง ใช้นามสกุลฉันเป็นใบเบิกทางให้ธุรกิจของตัวเองเติบโต ใจคอเธอไม่คิดจะตอบแทนฉันบ้างเลยหรือไง”
“ถ้าคุณต้องการดอกเบี้ย ฉันจะบอกพี่ชายให้” อรรัมภาเข้าใจเรื่องผลประโยชน์เป็นอย่างดี
ความจริงแล้วครอบครัวของเธอ สำนึกในบุญคุณที่บิดาของเมฆินทร์ช่วยเหลือมาตลอด คุณลุงสันต์ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเงินที่ยืมไปแม้แต่นิดเดียว
และย้ำชัดเจนว่าไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน นอกจากการรับตัวอรรัมภาเข้ามาในครอบครัวในฐานะลูกสะใภ้
เหตุการณ์ในตอนนั้นอรรัมภาไม่ได้เต็มใจที่จะแต่งงานกับเมฆินทร์ และรู้ว่าอีกฝ่ายก็ไม่ได้ยินยอมเช่นกัน ถึงแม้ทั้งคู่จะรู้จักและเคยเห็นกันมาในฐานะลูกเพื่อนพ่อ แต่ก็ใช่ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองจะรักใคร่กลมเกลียวกันแต่อย่างใด
เมฆินทร์โลดโผนและเข้ากันได้ดีกับอำพลพี่ชายของเธอ และมองอรรัมภาว่าน่าเบื่อ อ่อนแอต้องคอยดูแลตลอดเวลา ยิ่งวันที่ทั้งคู่พบหน้ากันตอนจดทะเบียนสมรสนั้น อรรัมภาจำสายตาเย็นชาที่เชือดเฉือนเข้าไปในหัวใจได้เป็นอย่างดี
เมฆินทร์ถูกตามตัวกลับมาจากอเมริกาเพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ เขาไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียวนอกจากจรดปากกาเซ็นชื่อแล้วลุกเดินออกไป
นับจากวันนั้นอรรัมภาก็ไม่เคยพบหน้าเขาอีกเลย ได้ยินแต่เรื่องราวของสามีในทะเบียนสมรส ผ่านการบอกเล่าของบิดาเป็นระยะ
แม้ว่าทั้งคู่จะผูกมัดกันด้วยทะเบียนสมรส แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลยนอกจากเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียว
อรรัมภารู้ว่าเขาเปลี่ยนผู้หญิงเป็นว่าเล่น ควงคนโน้นคนนี้ไม่ซ้ำ เริงร่ามีความสุขตามประสาชายโสดมาตลอด ก็ไม่แปลกหรอกนะ ในเมื่อเมฆินทร์เป็นผู้ชายสมบูรณ์แบบเช่นนี้
“ค่ะ ฉันต้องขอโทษแทนนุด้วย” อรรัมภาพนมมือไหว้อีกครั้ง พอเข้าใจได้ในสิ่งที่เขาไม่พอใจ“ต่อไปฉันจะพยายามทำให้คุณไม่พอใจอีก”“ไม่ใช่พยายามแต่ควรเรียนรู้ เธอพูดเองนี่ว่าเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน จะให้รู้เรื่องของอีกฝ่ายทุกเรื่องทันทีเป็นไปไม่ได้ เพราะงั้นเธอเรียนรู้ และฉันก็จะเรียนรู้ด้วย” เขาสบตาสาวน้อยที่สีหน้าเริ่มจะผ่อนคลายความกังวลลงได้“ตกลงค่ะ เรียนรู้” อรรัมภายอมรับ“ที่นี่ก็มาพูดเรื่องข้อตกลงของเราจริงๆ เสียที” เมฆินทร์วกมาประเด็นสำคัญที่ทำให้ใจจี๊ดทุกครั้งที่ได้ยิน“ห้ามพูดเรื่องหย่า ใบหย่าอีก”ท่าทางที่จริงจัง น้ำเสียงที่ชัดเจน แววตาที่มุ่งมั่นของเมฆินทร์ บ่งบอกให้รู้ว่าเอาจริงกับสิ่งที่พูดอรรัมภาทำได้แค่พยักหน้าเบาๆ ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ในใจมีความสงสัยผุดขึ้นมาหลายอย่าง‘หรือเขาไม่อยากให้ใครรู้ว่ามีพันธะทางกฎหมายกับเธอ’‘เขาจะไม่หย่าให้ และใช้เรื่องนี้บังคับให้เธออยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะพอใจงั้นหรือ’ก่อนที่ความสงสัยของอรรัมภาจะมากมายในหัว เมฆินทร์ก็เป็นผู้เฉลยเสียเองว่า เหตุใดเขาจึงไม่ต้องการพูดเรื่องหย่าอีก“ฉันรู้ว่าต้องทำอะไร ตอนไหน เมื่อไร อย่างไร ไม่ต้องให้ใครพูดซ้ำ”อรรัมภานิ่
“นั่นซิคะ นายยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลย กินก่อนดีไหมคะ เดี๋ยวราดหน้าเย็นหมด ไปค่ะ เข้าข้างในกัน มาค่ะ คุณอร” นางแช่มกระวีกระวาดพาอรรัมภาเดินเข้าไปด้านในเมฆินทร์มองหน้าลูกน้องที่ยืนไม่พูดไม่จา เขารู้ว่าไม่ควรเอาความหงุดหงิดมาลงกับใคร แต่มันก็ห้ามใจไม่อยู่เพราะตอนที่เดินออกมาเห็นอรรัมภาและเหล่าลูกน้อง ดูสนิทสนมทั้งที่เพิ่งรู้จักกันโดยมีนางแช่มเป็นตัวประสาน“อยากพักก็ไปพักให้สบายใจ แล้วอย่าลืมตามงานที่สั่งให้เรียบร้อย”แค่นี้แหล่ะ คนฟังก็โล่งอก หายใจคล่องขึ้นมาทันทีส่วนเมฆินทร์เดินกลับเข้าไปในออฟฟิศหมายจะจัดการกับคนมาใหม่ที่เป็นต้นเหตุของอารมณ์หงุดหงิดให้สาแก่ใจราดหน้าร้อนๆ ในจานเติมเครื่องปรุงนิดหน่อยมาพร้อมกับน้ำเปล่าเย็นชื่นใจ เมฆินทร์แสร้งทำว่าไม่เห็นสิ่งที่วางตรงหน้า สายตาจดจ้องอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์อย่างไม่ลดละ ทั้งที่กลิ่นหอมนั้นเร่งให้เสียงร้องของกระเพาะดังขึ้นเป็นระยะ“กินข้าวก่อนค่อยทำงานก็ได้ค่า คุณเมฆ”นางแช่มที่ทนไม่ไหวเป็นคนแรก เดินเข้ามาเพื่อเชื้อเชิญให้เจ้านายหนุ่มกินข้าว แต่เมฆินทร์ยังเฉย ทำเหมือนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอรรัมภาที่พอจะมองบรรยากาศในเวลานี้ออกก็รู้ว่าควรทำเช่นไร
“แล้วนายของป้าแช่มล่ะคะ” อรรัมภาอยากรู้ว่าคนอยู่ไหนมากกว่า“อยู่ในไร่ค่ะ ตอนนี้กำลังยุ่ง” หญิงวัยกลางคนถือของเข้ามาในครัวแล้วเอ่ยต่อว่า“ป้าซื้อของสดมาให้คุณทำกินคนเดียว ช่วงนี้นายไม่ได้มาที่นี่ ปิดบ้านให้ดีนะคะ ถ้ามีอะไรก็โทร.หาป้าได้ค่ะ” นางแช่มเขียนหมายเลขเบอร์โทรศัพท์ของตนให้“นายของป้าแช่มนี่มีหลายบ้านซินะคะ” อรรัมภารับกระดาษมาถือไว้ในมือพร้อมกับคิดในใจว่า หรือว่าที่นี่จะเป็นที่อยู่ที่จัดไว้ให้เธอเฉพาะ“ปกติก็เห็นอยู่แต่ที่นี่นะคะ นอกจากถ้ามีใครมาก็อาจจะพาไปนั่งกินนั่งคุยชมดาวที่ท้ายไร่บ้าง”“แล้วตอนนี้ไปอยู่บ้านใครล่ะคะ ถ้ามีบ้านแค่สองที่”“นอนออฟฟิศค่ะ”นางแช่มเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่เมฆินทร์ถึงได้ให้ตนจัดหาที่นอนมาไว้ในห้องทำงาน เท่าที่สังเกตหลายวันนี้เขาแทบไม่กลับมาที่นี่เลย เมื่อเช้าก็แค่สั่งให้จัดการเรื่องอาหารการกินให้หญิงสาว“ก็ดีค่ะ งานยุ่งไม่ใช่เหรอ เขาอาจจะอยากทำงานตลอดเวลาก็ได้ หรือไม่ก็อาจจะมีคนมาหาได้บ่อย สะดวกขึ้นมั้งคะ” อรรัมภาไม่รู้ว่าทำไมถึงได้พูดไปแบบนั้นตั้งแต่มาที่นี่ยังไม่เคยย่างกรายไปไหน วันๆ วนอยู่แต่ในบ้านนอกบ้านเท่านั้น ตั้งแต่เขาไม่กลับมาสายสวาทก็
“ปกติคุณเมฆไม่ปรุง กินรสอร่อย ราดหน้าเธอทำ ก็ต้องรู้ซิ อ่อนอะไร” สายสวาทเอ่ยต่อไปอีกว่า“ถ้ามาอยู่ที่นี่เพื่อทำงานบ้านให้คุณเมฆ ก็ควรต้องรู้ว่าเจ้านายกินอยู่อย่างไร เดี๋ยวเสร็จจากตรงนี้ฉันจะบอกให้ คุณเมฆชอบ...”“ไม่ต้องลำบากคนอื่นหรอก คนที่อยู่ต้องหันมอง หันสนใจ” ว่าแล้วเขาก็เลื่อนจานราดหน้าไปทางอรรัมภา“ถ้างั้นลองชิมรสที่ฉันกินไหมคะ” อรรัมภาตักราดหน้าในจานตัวเองแบ่งให้เมฆินทร์ชิมคำแรก“ชอบไหมคะ ถ้าชอบ ฉันจะได้ปรุงรสนี้ให้”เมฆินทร์มองแล้วตักชิมคำแรก ความจริงรสชาติราดหน้าที่อรรัมภาทำอร่อยถูกปากเขามาก เพียงแต่มันไม่อร่อยลิ้นก็ตรงที่เห็นภานุอยู่ที่นี่ และสายสวาทที่ไม่ยอมกลับไปดึงดันจะตามมาให้ได้นี่แหล่ะแต่เมื่อได้ชิมราดหน้าจากจานของอรรัมภาแล้ว เขาก็รู้สึกว่าอร่อยกว่าการไม่ปรุงเสียอีกมิน่าเล่า ภานุถึงได้กินไม่พูดไม่จา“เผ็ดไปหน่อย แต่ก็พอกินได้”ราดหน้าในจานค่อยน่ากินขึ้นมา เมื่ออรรัมภาใส่ใจปรุงให้โดยไม่ใส่พริก แม้จะไม่เหมือนจานที่เจ้าตัวกิน แต่เมฆินทร์ก็ดูอารมณ์ดีขึ้นเมื่อได้รับความใส่ใจจากหญิงสาวบรรยากาศที่ขมุขมัวเริ่มสว่างขึ้น เมื่อภานุที่รู้ตัวว่าไม่ควรอยู่ที่นี่นานขอตัวกลับหลังกิน
พอใกล้เที่ยงก็ลงมือเข้าครัวทำสิ่งที่เตรียมไว้เรียบร้อย เหลือเพียงรอให้คนอยากกินกลับมาเท่านั้น“คุณอร” เสียงเรียกคุ้นหูทำให้อรรัมภาแปลกใจที่เห็นภานุอีกครั้ง“เมื่อวานเจอฝนไหม” หญิงสาวถามด้วยความห่วงใย“ไม่เจอ วันนี้ตั้งใจมาหาคุณอร” ภานุเอ่ยตามจริงวันนี้ไม่มีคำสั่งของใคร แต่เป็นเพราะเห็นท่าทีของเมฆินทร์เมื่อวานทำให้เขาไม่วางใจเท่าไรนัก วันนี้จึงตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง“นุ มีอะไรหรือเปล่า” อรรัมภาถามด้วยความสงสัย“เปล่า เมื่อวานไม่มีเวลาได้คุย วันนี้ผมว่างก็เลยแวะมาเพื่อจะถามว่า คุณอรขาดเหลืออะไรไหม ต้องการอะไรอีกหรือเปล่า ผมจะพาไปจัดการวันนี้ครับ อ้อ คุณอรชาร์ตแบตโทรศัพท์หรือยัง ผมเอาที่ชาร์ตมาให้แล้วนะ ยังไม่ชาร์ตอีกเหรอ เมื่อกี้โทร.มาติดต่อไม่ได้”“ที่พี่อำพลเตรียมมาให้ก็พอแล้ว อีกอย่างอรอยู่ที่นี่ไม่นานหรอก ขอบคุณนุมากนะที่เป็นห่วง โทรศัพท์เดี๋ยวเอ่อ ค่อยชาร์ตก็ได้”อรรัมภาไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี ขืนพูดมากไปจะทำให้พี่ชายเป็นห่วง อีกอย่างถ้ามีเรื่องด่วนอะไร พี่ชายคงติดต่อมาทางเมฆินทร์เอง“แล้ว เขาทำอะไรไม่ดีกับคุณอรหรือเปล่า”จะว่าไปเรื่องนี้ต่างหากที่เป็นเรื่องที่เขาห่วงที่สุด ท
ร่างนุ่มนิ่มในอ้อมกอดกลิ่นกายสาวหอมละมุนทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาในทันที คนใต้ร่างคือภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายมานานถึงแปดปีเต็ม นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันเช่นนี้“คุณเมฆินทร์ ปล่อยนะ ฉันอึดอัด”อรรัมภาไม่รู้หรอกว่าความรู้สึกนี้เรียกว่าอะไร ให้นิยามว่ามันคือความอึดอัด เพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าต้องวางตัว วางสีหน้าหรือวางใจอย่างไรก็ในเมื่อตอนนี้อ้อมแขนที่กอดรัดไว้แน่นทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ใช่แค่รู้สึกร้อนเท่านั้นแต่เนื้อตัวเธอดูจะนุ่มนิ่มอ่อนปวกเปียกไร้เรี่ยวแรงไปเสียทุกส่วน ถึงได้ไม่มีแรงจะต่อต้านการกระชับเรือนร่างให้แนบแน่น ตามอ้อมแขนของเมฆินทร์ลมหายใจร้อนที่รดผ่าวลงมาที่บ่าสาว เฉียดไปเฉียดมาใกล้ข้างแก้มหรือใบหู แม้เพียงผ่านไปมาเหมือนไม่จงใจ แต่ทุกครั้งที่มันสัมผัสก็สร้างความรู้สึกประหลาดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แล้วยิ่งนานเข้าก็ดูเหมือนว่า อรรัมภาจะรู้สึกดีกับการตกอยู่ในสถานการณ์นี้ด้วยซ้ำ“จะนอนดีๆ ได้หรือยัง” เสียงทุ้มกระซิบถามที่ข้างหูถ้าประสาทสัมผัสของอรรัมภาไม่ผิด ริมฝีปากที่เอ่ยถามเมื่อครู่เพิ่งสัมผัสผิวแก้วสาวไปหมาดๆ ใบหน้าของเธอร้อนขึ้นมาทันทีท







