LOGINยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) ล่วงเลยไป ค่ายทหารแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละดวง ท่ามกลางสายลมหนาวเยียบที่พัดผ่านต่างจากช่วงกลางวันสุดโต่ง
ภายในกระโจมแม่ทัพ เสียงสนทนาอันหนักแน่นที่เคยกึกก้องเมื่อครู่ค่อย ๆ ซาลง บรรดารองแม่ทัพและนายกองต่างทยอยล่าถอยออกจากกระโจมบัญชาการ ทิ้งไว้เพียงร่างสูงในชุดสีเข้มได้นั่งลงพักผ่อนเสียที
เซียวเหยียนหลงทอดกายพิงพนัก หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาคมคิ้มเข้มทอดมองแผนที่เมืองเบื้องหน้าโดยไร้อารมณ์ มุมปากเฉยเมยอย่างผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อผู้ใดในใต้หล้า
กระทั่งเสียงทหารยามหน้ากระโจมดังขึ้น
“นายทหารหวังมาขอเข้าพบขอรับ!”
คิ้วเข้มของเขาขมวดเล็กน้อยเพียงชั่ววูบ ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำตอบรับ
“ให้เข้ามา”
หวังจื่อเฉินก้าวเข้ากระโจมมาด้วยท่วงท่าระมัดระวัง ค้อมกายให้ตามธรรมเนียม ไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลาเพราะตามจริงเขารออยู่นานตั้งแต่เลิกฝึกประจำวัน กว่าจะหักใจมาที่นี่ได้ใช้ความกล้าไปมาก
“ข้าน้อยมีเรื่องจำเป็นต้องเรียนท่านแม่ทัพขอรับ” เขากล่าวเสียงเข้ม “เมื่อช่วงกลางวันฮูหยินของท่านแม่ทัพ…นางถูกนายทะ-”
เซียวเหยียนหลงวางถ้วยชาแนบขอบโต๊ะเสียงดังก้อง สายตาเหลือบมองเพียงชั่วขณะ ไม่มีถ้อยคำตอบรับใดจากปากเขา มีเพียงแววตาที่เหมือนบอกให้หยุดพูดเท่านั้น
ความเงียบในกระโจมชวนให้ขนลุกอย่างน่าประหลาดใจ บัดนี้หวังจื่อเฉินไม่มีเสียงจะเอ่ยคำใดต่อแล้ว
“แจ้งทหารเวรยามหน้าทางเข้าค่าย หากนางมาอีก…ไม่ต้องอนุญาตให้เข้า”
เขาเอ่ยเพียงถ้อยเดียว สั้นกระชับแต่สื่อความหมายชัดเจน
หวังจื่อเฉินขบกรามแน่นเล็กน้อย นัยน์ตาเศร้าแต่สู้ชีวิตของสตรีเมื่อช่วงกลางวันชวนให้เขามีความกล้าเพิ่มมากอีกนิด “แต่ว่า...”
เหยียนหลงหันหน้ามองช้า ๆ สายตาของเขาแข็งกร้าวที่ทำให้คนทั่วไปไม่กล้าไม่ทำตามคำสั่ง
หวังจื่อเฉินก้มหน้ารับคำ สีหน้าซ่อนความผิดหวังเอาไว้ไม่มิดแล้วก็จำต้องเดินจากไป
หากในเขาผู้เป็นสามีที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจทำเช่นนี้ ผู้ต่ำศักดิ์เช่นเขา…จะช่วยสิ่งใดได้อีก?
แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดตัวผ่านม่านไม้ไผ่ในเรือน ลมยามเช้าพัดโชยบางเบาแต่ก็ไม่อาจกลบกลิ่นชื้นของหมอกในเช้าของวันได้
หลังจากคุกเข่าหน้าศาลบรรพชนจวนเซียวจนครบคืน ลู่ชิงหรูเพิ่งได้กลับมาสัมผัสเบาะนุ่มในเรือนนอนของตน ร่างกายที่อ่อนล้าอย่างถึงที่สุดไม่อาจต้านทานรงดึงดูดแห่งความเหนื่อยล้าได้อีก นางเพียงเอนตัวลงพักชั่วครู่ก็เข้าสู่นิทราได้แล้ว
พักไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม…ก็ต้องลุกขึ้นอีกครั้งเพราะร่างกายที่เคยชินกับการตื่นเช้าพาให้นางลืมตาตื่น
“ฮูหยินเจ้าคะ อย่างไรวันนี้พักตื่นสายอีกสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ...เดี๋ยวบ่าวจะไปรายงานฮูหยินใหญ่ให้ว่าท่านเพิ่ง...”
เสียงของเสี่ยวเฉินฟังดูเป็นห่วงจากใจจริง แต่ลู่ชิงหรูเพียงส่ายหน้าช้า ๆ แล้วพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มือหนึ่งยันขอบโต๊ะเพื่อทรงตัว
ใบหน้านางซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาหม่นคล้ำจากการอดนอน ทว่า...เส้นผมกลับยังถูกรวบอย่างเรียบร้อย เสื้อคลุมบางสีอ่อนปักลายเมฆยังถูกสวมอย่างสมบูรณ์โดยเจ้าตัวเอง
“หากข้าไม่ไป...พวกเขายิ่งจะหาเรื่องว่าเอาน่ะสิ ตำแหน่งฮูหยินที่ทำให้เราอยู่ดีกินดีทุกวันนี้ไม่ใช่ได้มาโดยไม่ตอบแทนนะ เข้าใจไหมเสี่ยวเฉิน...”
เสียงนางเบาราวสายลม แต่มั่นคงดุจหินผา สมัยก่อนนางเข้ามาอยู่ในนิยายก็ใช่ว่าไม่เคยป่วยแต่ต้องฝืนร่างกายไปทำงานเสียหน่อย ชิงหรูตอนนี้แม้มีใจเลือกเส้นทางชีวิตใหม่แล้วแต่ตอนนี้นางยังอยู่ในบทบาทฮูหยินอยู่ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ ไม่อาจละเลยให้คนครหาได้
เพราะในจวนเซียวไม่มีใครสนใจว่าชิงหรูเหนื่อยเพียงใด เจ็บเพียงใด หรือป่วยเพียงไหน สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจเกี่ยวกับนางคือ การรับผิดชอบในหน้าที่อย่างไม่ขาดตกในธรรมเนียม...
นางเดินฝ่าแดดอุ่นยามเช้าที่เริ่มร้อนขึ้นไปยังเรือนของเวินซื่อฟางหญิงวัยกลางคนแห่งตระกูลเซียวผู้ดูแลจวนด้วยความเคร่งครัด และหัวโบราณ
เพียงก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไป กลิ่นยาอ่อน ๆ ลอยฟุ้งเข้าจมูก
บ่าวในเรือนหันมามองโดยพลัน ก่อนจะทยอยพากันถอยออกมาอย่างรู้หน้าที่
“ฮูหยินใหญ่กำลังล้างหน้าเจ้าค่ะ” หนึ่งในนั้นกระซิบ
ลู่ชิงหรูก้มหน้ารับคำ แล้วเดินเข้าไปด้วยฝีเท้าไม่ดัง ชิงหรูส่งถ้วยน้ำชาแล้วคุกเข่ารอเรียบร้อย
เวินซื่อฟางยื่นมือรับชาไปอย่างไม่เอ่ยคำชมใด ดื่มหนึ่งจิบ แล้วมองสะใภ้ตรงหน้าที่คุกเข่าอย่างอ่อนแรงชัดเจน
“เมื่อคืนนี้บรรพบุรุษตระกูลเซียวคงสั่งสอนเจ้าเป็นอย่างดีสินะ...”
เสียงของนางนิ่งราบ ราวพอใจกับท่าทีนอบน้อมของชิงหรูยิ่งนัก นางไม่เอ่ยชมว่าชิงหรูคิดได้เองแต่กลับสรรเสริญวิญญาณบรรพบุรุษตนเองออกมา ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากการเอ่ยชมการสั่งสอนของตนเองที่ได้ผล
ชิงหรูนิ่ง ไม่ปฏิเสธ ไม่กล่าวแก้ นางบัดนี้เหมือนชิงหรูที่ไร้จิตวิญญาณ นางมาเพื่อทำตามหน้าที่ ไม่ทำเกินอย่างหวังให้ใครเห็นและชื่นชมแบบเมื่อก่อน
...นางมีหน้าที่ต้องทำอะไรก็ทำแค่นั้น
“เจ้าจำไว้เล่าว่าในจวนของตระกูลใหญ่ สตรีใดไม่รู้เคารพในผู้อาวุโส...ย่อมไม่มีที่ยืน”
เวินซื่อฟางกล่าวต่อ พร้อมขยับปลายผ้าเช็ดมือขึ้นมาเช็ดริมฝีปากที่ชื้นน้ำ นางขยับกายเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่านั่งก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเนิบนาบหากแต่เปี่ยมด้วยความหมายที่บีบคั้น
“เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลเซียวมาก็ปาเข้าไปปีที่สองแล้ว เหตุใดเงียบเชียบนัก สมควรมีข่าวดีเรื่องทายาทสักที...”
ชิงหรูก้มหน้านิ่ง หัวใจสะท้อนวูบพยายามไม่แสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมา อีกทั้งนางยังต้องฝืนยิ้มจาง ๆอีกหนึ่งที
“ลูกสะใภ้...จะพยายามเจ้าค่ะ”
ปากบอกเช่นนั้นแต่ในใจนางรู้ดี หากซื่อฟางอยากให้นางมีทายาทจริง ก็ควรไปบังคับบุตรชายของตนเองมากกว่า แม้แต่หน้าภรรยาแต่งยังไม่อยากจะมองเลย เอาอันใดมาผลิตทายาทกันเล่า
จะให้นางสร้างทายาทกับผ้าห่มในห้องหรืออย่างไร ?
เวินซื่อฟางเหลือบตามองลูกสะใภ้ที่นิ่งไม่ไหวติงเล็กน้อย สุดท้ายก็รู้สึกอยากพักผ่อนขึ้นมาจึงกล่าวให้นางออกไปได้แล้ว ส่วนตนเองก็เรียกให้ป้าม่อมาประคองออกไปข้างนอก
หลังกลับจากเรือนของแม่สามี ลู่ชิงหรูก็เดินกลับยังเรือนของตนในทันที เมื่อกลับถึงห้อง เสี่ยวเฉินก็ช่วยถอดปิ่นออกให้นาง ถอดเสื้อตัวนอกให้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ฮูหยินน้อย เอนตัวพักสักนิดดีไหมเจ้าคะ”
ชิงหรูเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนสั่งเสียงเรียบต่อมาซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องงานในหน้าที่ของตนอีก
“ไปบอกพ่อบ้านฉี...ให้เอาบัญชีเรือนทั้งหมดมาวางไว้ในห้องนี้ ข้าจะตรวจเองในยามบ่าย”
เสี่ยวเฉินรับคำแล้วรีบออกไป ลู่ชิงหรูก้าวไปยังตั่งนอน เอนตัวลงโดยยังมิทันถอดรองเท้า แผ่นหลังแนบหมอนข้าง ทันทีที่ศีรษะแตะหมอน นางแทบหลับลงในชั่วอึดใจ
กระทั่งผ่านไปครึ่งวันชิงหรูรับยาต้มแก้ไข้ ลดอาการวิงเวียนศีรษะ เพื่อให้นางสามารถลุกขึ้นมาจัดการบัญชีตามที่ตั้งใจไว้ได้จนเสร็จ
พ่อบ้านฉีนั้นอยู่คอยช่วยกำกับดูแลจวนมาตลอดเห็นถึงความลำบากและตั้งใจของชิงหรูมากกว่าใคร
“ฮูหยินน้อย บ่าวมีเรื่องหนึ่งจะแจ้งขอรับ”
ชิงหรูเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคล้ายไร้ประกายความมีชีวิตชีวาเช่นเคย
“เรื่องอันใดหรือ?”
“ในอีกสามวันข้างหน้า ท่านแม่ทัพจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงฉลองต้อนรับขุนนางตระกูลหลี่ และครานี้ฮูหยินน้อยจำเป็นต้องไปร่วมออกงานด้วยขอรับ”
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความดีใจ ในใจนึกว่านี่คงเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับภรรยาผู้ซึ่งแต่งเข้าจวนมาสองปี แต่ยังไม่เคยออกงานเคียงข้างสามีแม้แต่คราเดียว
ทว่าการตอบสนองที่เขาได้รับ…กลับคือความเงียบสงบ
ลู่ชิงหรูฟังแล้วก็เพียงพยักหน้าเบา ๆ ดวงตานิ่ง สีหน้าเรียบเรื่อยจนแทบไม่มีคลื่นอารมณ์ใดไหวสะท้อนอย่างที่ควร
“ข้าทราบแล้ว...”
พ่อบ้านฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่กล้าเอ่ยถามเพื่อคลายความสงสัยของตน ได้แต่ก้มศีรษะรับคำ
“ของทั้งหมดจัดการเรียบร้อยแล้ว ก็ให้บ่าวมาเก็บออกไปเถิด”
เขาทำตามคำสั่ง พลางหันหลังกลับด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดในใจไม่คลาย
เสี่ยวเฉินเข้ามาช่วยจัดโต๊ะทำงานต่อจากพ่อบ้านฉีที่กลับไปแล้ว ขณะเงยหน้ามองนายหญิงของตนที่นั่งนิ่งค้างท่าเดิมอยู่นาน สายตาทอดมองไปที่หน้าต่างราวครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
ในใจของลู่ชิงหรูตอนนี้ ไม่ได้คาดหวังเปลี่ยนความรู้สึกใคร นางมีเพียง หน้าที่ และ ความจำเป็น ที่ยังต้องทนอยู่ในตระกูลนี้…ต่อไปอีกหน่อยเท่านั้น
บทที่ 29แผนร้ายของชิงหยาเช้าตรู่ก่อนที่แสงอรุณจะขึ้นพ้นขอบฟ้า ลู่ชิงหรูก็ออกจากบ้านพร้อมกับเสี่ยวเฉิน ทั้งสองมุ่งหน้าไปยังตลาดสดในตรอกลึกด้านตะวันตกของเมือง ที่นั่นเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบของพ่อค้าหาบเร่และชาวบ้านร้านตลาด ไม่หรูหราแต่ราคาย่อมเยา เหมาะสำหรับร้านเล็กอย่างของนางชิงหรูคลุมผ้าอย่างเรียบร้อย ไร้การแต่งแต้มสีสันบนใบหน้ายามมองมาไม่หวือหวาแต่กลับงดงามดูสะอาดสะอ้าน ข้างตัวมีเสี่ยวเฉินหอบตะกร้าสานเดินตามอยู่ไม่ห่าง ทั้งสองจอดแวะร้านขายเนื้อหมูสด กลิ่นเลือดจาง ๆ โชยมาตามลม“เอาเนื้อครึ่งชั่ง กับตับอีกนิด” นางบอกพลางหยิบถุงผ้าส่งให้แม่ค้าหญิงขายเนื้อมองนางแล้วแค่นหัวเราะเบา ๆ ทันที สตรีที่งดงามไม่เหมือนชายบ้านเช่นนี้ใครเล่าจะจำไม่ได้“โฮะ ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ในอดีตถึงขั้นต้องมาซื้อของตลาดเองหรือ…ช่างเป็นเกียรติเสียจริง”น้ำเสียงเสียดแทงทำให้เสี่ยวเฉินหน้าเปลี่ยน ตาเริ่มแข็ง แต่ชิงหรูกลับรับของแล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางแทนอย่างไม่ใส่ใจ“ราคาตามป้ายหรือมีอะไรพิเศษให้คนเคยแต่งงานแล้วแต่ถูกหย่าบ้างหรือไม่?”หญิงขายเนื้อชะงักไปเล็กน้อย แล้วหัวเราะหยันแต่ก็ไม่กล้าพูดต่อ นางเอกจ่ายเงินและพา
บทที่ 28พานางกลับมายามโพล้เพล้ของเมืองหลวง แสงอาทิตย์เอียงต่ำทอดผ่านหน้าร้านเล็ก ๆ ในตรอกแห่งหนึ่ง บนป้ายไม้เขียนด้วยพู่กันว่า หอข้าวหอม กลิ่นกับข้าวหอมฉุยลอยกรุ่นอบอวลไปทั่วบริเวณลู่ชิงหรูในชุดสีกลางดูธรรมดาขัดกับใบหน้าสดใสผุดผาด กำลังใช้กระบวยตักน้ำแกงราดลงบนข้าวสวยร้อนให้ชายชราที่เพิ่งกลับจากไปทำงานผู้หนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนให้“ระวังร้อนนะเจ้าคะ”ร้านของนางมีโต๊ะไม้สามตัว กับม้านั่งเก่า ๆ ไม่กี่แถบ เสี่ยวเฉินช่วยดูแลร้านส่วนอื่น มีเสี่ยวเอ้อหนุ่มร่างเล็กวิ่งรับคำสั่งด้วยความคล่องแคล่ว ถึงจะเป็นเพียงร้านเล็ก ๆ แต่บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเองจนผู้คนแน่นทุกวัน และแม้จะทำกำไรได้ไม่มากเท่าการส่งผงปรุงรสให้ราชสำนัก แต่นางก็รู้สึกเป็นสุขที่ได้ลงมือปรุงกับมือ ให้ผู้คนชนชั้นล่างได้อิ่มท้องในราคาย่อมเยาว์นางคือร้านอาหารขายข้าวราดหลายอย่างที่ทำไว้ก่อนแล้ว พอลูกค้ามาก็เลือกกับข้าวและตักให้ทันใจร้านเปิดจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้า เหลือเพียงกับข้าวเล็กน้อย ขณะที่เสี่ยวเฉินกำลังจะล้างชามเตรียมเก็บร้าน เสียงฝีเท้าเรียงกันเป็นจังหวะก็ดังขึ้นจากปากตรอกเสียก่อนพวกเขามากันอีกแล้ว...“เหลือเท่าใดพว
บทที่ 27ข้าก็ไม่คิดจะแต่งกับใครอีก“พี่ใหญ่!” น้ำเสียงเรียบนิ่งแต่แฝงแววเตือน “ปล่อยนางเถอะขอรับ”หลิงชวนยืนอยู่ไม่ไกลเดินเข้ามายืนระหว่างทั้งสองมือข้างหนึ่งจับแขนญาติผู้พี่ที่ตลอดชีวิตนี้เราทั้งสองแข่งกันมาโดยตลอดทว่าก่อนจะเกิดเรื่องใหญ่ไปกว่านั้นก็เป็นชิงหรูที่เอ่ยเสียงสั่นเครือ“ช่วยพาข้าออกไปที” นางพูดโดยไม่แม้จะมองเซียวเหยียนหลงเลย...“แน่ใจแล้วหรือ?”หลิงชวนถามย้ำ ขณะที่เอี้ยวตัวมองสตรีร่างบอบบางสบเข้ากับนแววตาที่ไม่สั่นไหวของนาง เขาก็พยักหน้า แล้วหันกลับไปสบตากับพี่ชายตนเซียวเหยียนหลงยืนนิ่ง มือกำแน่นอยู่ข้างลำตัว สายตาจ้องมองสองคนที่ยืนคุยกันราวไม่มีคนอื่นก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเย็นเยียบพาลให้คนรอบข้างหนาวสะท้าน“หากเจ้ากล้าก้าวออกไปพร้อมหลิงชวนวันนี้...อย่าคิดว่าจะได้กลับมาอีก”น้ำเสียงของเขาเหมือนมีดที่กรีดผ่านหัวใจคน แม้ดูสงบเรียบแต่สั่นสะเทือนถึงกระดูก แน่นอนว่าคำพูดนั่นไม่ทำให้ชิงหรูหันกลับไป นางหมุนกายเดินจากออกมาอย่างไม่ลังเล...ระหว่างทางนั้นชิงหรูเดินผ่านอดีตแม่สามีเวินซื่อฟางที่ได้ยินทุกอย่างขณะกำลังจะเข้ามาก็ถึงกับเบิกตาโพลงอย่างไม่อยากเชื่อหูที่ได้ยินลูกสะใภ้ที
บทที่ 19เหตุใดนางถึงได้ตัวร้อนเป็นไฟเช่นนี้รุ่งอรุณของวันใหม่ค่อย ๆ สาดแสงลอดผืนผ้าของกระโจมเข้ามา อากาศเย็นยามเช้ากระทบผิวพาให้ร่างบางบนเตียงหนาวสะท้านเล็กน้อยชิงหรูลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภายในกระโจมเงียบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ ร่างของบุรุษผู้ครอบครองเตียงนี้ หาได้อยู่เคียงข้างนางไม่เขา…คงไม่แม้จะนอนร่วมเตียงกับนางเลยสินะก็ไม่ได้น่าประหลาดใจ เพราะรู้แต่แรกว่าความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขามิเคยมีคำว่า รัก เกิดขึ้นแม้แต่น้อย สิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนั้น ไม่ต่างอะไรกับการตอกย้ำว่านาง…เป็นเพียงของสิ่งหนึ่ง ของที่เขาหวงและไม่ยอมให้ใครแตะต้องก่อนตนเองก็เท่านั้นชิงหรูหัวเราะเบา ๆ ออกมาอย่างฝืนใจ...ก็ดีเหมือนกัน จากที่คิดจะย้อนกลับบัดนี้นอกจากทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตรอดแล้ว ชิงหรูก็จะไม่ไปใส่ใจเรื่องอื่นใดอีกชิงหรูพยุงร่างลุกจากเตียง เนื้อตัวยังระบมและอ่อนล้าในทุกฝีก้าว ความเจ็บที่แล่นผ่านส่วนล่างของร่างกายทำให้นางต้องเม้มริมฝีปากไว้แน่น เพื่อมิให้หลุดเสียงครางออกมาค่ำคืนที่ผ่านมานั้น…นางไม่อาจหลอกตนเองได้ว่ามันอ่อนโยน หากแต่มันเป็นผลจากแรงโทสะของบุรุษผู้นั้น เป็นการสั่งสอนเป็นการประกาศสิท
บทที่ 26ท่านแม่ทัพได้โปรดลงนามด้วย...ใต้เงาไม้อันเงียบสงัด ร่างสูงใหญ่ของเซียวเหยียนหลงเดินก้าวอย่างรวดเร็วไปตามแนวทางเดิน เขาไม่ได้มีจุดหมายใด เพียงแต่ต้องการให้ลมตีหน้าเพื่อลดอารมณ์ที่พุ่งทะยานจนไม่อาจควบคุมเมื่อครู่มือหนากำแน่นจนเส้นเอ็นโป่งพอง ยังรู้สึกถึงแรงข่วนบนหน้า… แผลเล็กน้อยเท่านั้น แต่มันเจ็บยิ่งกว่ายามดาบเฉือน เขาไม่รู้ว่าเจ็บเพราะแผลหรือเพราะสายตาที่นางมองเขาในยามนั้นกันแน่…“เจ้าเป็นของของข้า…”คำพูดที่เอ่ยออกไปด้วยความโมโหยังดังก้องอยู่ในหัว แต่เมื่ออารมณ์เริ่มสงบลง เขากลับเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองเหตุใดเขาจึงโกรธถึงเพียงนั้น?เขาหึง… อย่างที่นางว่าหรือ?สมองของเขาเถียงขึ้นมาทันที ราวกับไม่อาจยอมรับคำตอบเสียศักดิ์ศรีเช่นนั้น เซียวเหยียนหลงผู้ไม่เคยพ่ายต่อหญิงใด จะมายอมรับว่าตนหึงนางเพียงเพราะนางไปพบบุรุษอื่นน่ะหรือ?ไร้สาระ !เขาคำรามเบา ๆ กับตัวเอง แล้วขบกรามแน่น ราวจะบดขยี้ความคิดนั้นให้มลายหายไป“ข้าเพียง…ไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องของของข้าเท่านั้น”ใช่… เขาโน้มน้าวตัวเองเช่นนั้น ความรู้สึกอึดอัดในอกนั้น…มันคือความไม่พอใจที่ของ ๆ เขาถูกแตะต้อง ไม่ใช่เพราะ…หัวใจเขาหวั่น
บทที่ 25ฮูหยินเช่นข้าไม่มีหัวใจหรืออย่างไรลู่ชิงหรูที่เพิ่งก้าวเท้าลงจากรถม้าไม่ทันได้พักเหนื่อยดี ก็ถูกสาวใช้มาเชิญให้ไปยังห้องรับรองพบกับแม่สามีดวงตาของชิงหรูหรี่ลงเพียงครู่ แต่ก็ก้าวตามไปโดยไม่เอ่ยให้มากความ ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้าไปในห้องรับรอง พลันสายตาก็สบกับร่างของบุคคลที่นางไม่คิดว่าจะพบในเวลานี้...หนิงชิงหยาหญิงสาวในชุดบางเบาสีงาช้างนั่งอยู่ข้างเวินซื่อฟาง สีหน้าทั้งสองแลดูสดใสรื่นเริงจนน่าประหลาดใจ… โดยเฉพาะคนเป็นแม่สามีที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีวาจานุ่มนวลกับตนเช่นนี้มาก่อนแต่กลับมองให้ชิงหยาอย่างง่ายดาย“ชิงหรู เจ้ามาแล้ว” เหวินซื่อฟางเอ่ยเสียงละมุนผิดวิสัย “พี่ชายของชิงหยากลับถึงเมืองหลวงแล้ว แม่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้สมเกียรติ แล้วก็ตั้งใจให้เจ้าเป็นคนดูแลงานทั้งหมด”การจัดการในจวนนี้เป็นหน้าที่ของผู้เป็นฮูหยินตระกูลเซียวเช่นชิงหรูอยู่แล้วก็จริง แต่ที่ไม่ปกติคือเหตุใดสกุลเซียวถึงต้องจัดการเลี้ยงฉลองให้คนสกุลหนิงด้วย...ทว่านางที่อยู่ในฐานะไม่ต่างจากคนที่มาอิงอาศัยก็ได้แต่รับคำนั่นล่ะ“เจ้าค่ะ ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย”เมื่อล่ำลาออกมาจากห้องรับรอง ลู่ชิงหรูก็คิดจะเด
บทที่ 20 เจ้าจะได้ตายคากระโจมข้ากลิ่นยากลิ่นสมุนไพรลอยอบอวลในอากาศ ริมฝีปากแห้งซีดเซียวค่อยขยับเปิดเล็กน้อยชิงหรูลืมตาขึ้นพอจมูกได้กลิ่นสมุนไพรจาง ๆ ชวนให้รู้ทันทีว่านางกำลังนอนอยู่ในกระโจมปฐมพยาบาลของค่ายทหาร“แม่นางลู่…ฟื้นแล้วหรือ?”เสียงอ่อนนุ่มของท่านหมอวัยกลางคนดังขึ้นข้างเตียง เขา
บทที่ 11นี่หรือ...สตรีของท่านแม่ทัพ?เสียงแตรเขาควายเรียกยามย่ำรุ่งก็ดังขึ้นทั่วค่าย ฝุ่นดินปลิวลอยบางเบาตามแรงลมที่โบกผ่านลานฝึกซ้อม เสียงรองเท้าทหารกระทบพื้นดินดังก้องเป็นจังหวะคล้ายเพลงของเหล่ากองทัพในมุมหนึ่งของกระโจมที่พักรวม ชิงหรูกับเสี่ยวเฉินลุกขึ้นเงียบ ๆ รอให้เหล่าทหารไปใช้ลำธารแระจำของ
บทที่ 15 นางกล้าขัดคำสั่งข้าเช่นนี้รุ่งอรุณแรกของวันใหม่มาถึงพร้อมกลิ่นไอเย็นจากสายลมเช้าลู่ชิงหรูเดินออกจากกระโจมของแม่ทัพเซียวด้วยฝีเท้าอ่อนแรงด้วยยามเมื่อหลับตาลง กลับต้องคอยเฝ้าชายผู้หนึ่งดั่งเป็นทาสรับใช้ และคอยตื่นตระหนกกับเสียงพลิกกายของเขา มิอาจหลับได้เต็มตาแม้เพียงชั่วยามเดียวเมื่อก้าว
บทที่ 16ตรวจเยี่ยมกระโจมพักกระโจมพักรวมของเหล่าทหารที่โดยปกติไม่เคยเงียบงันเช่นนี้ เวลานี้กลับสงบเสียยิ่งกว่ากระโจมผู้บำเพ็ญภาวนา ไฟในกระโจมส่องสว่างเพียงราง ๆ ละลายเงาทอดยาวของเหล่าทหารที่นั่งประจำตำแหน่งเงียบงันราวถูกตรึงด้วยโซ่ล่องหนเซียวหลิงชวนยืนอยู่กลางทางเดิน ด้านหน้าคือบรรดาทหารที่เพิ่งไ







