Beranda / รักโบราณ / ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน / บทที่ 6 จะให้นางสร้างทายาทกับผ้าห่มหรืออย่างไร

Share

บทที่ 6 จะให้นางสร้างทายาทกับผ้าห่มหรืออย่างไร

last update Terakhir Diperbarui: 2025-12-21 09:48:24

บทที่ 6

จะให้นางสร้างทายาทกับผ้าห่มหรืออย่างไร

ยามโหย่ว (17.00 – 18.59 น.) ล่วงเลยไป ค่ายทหารแสงจากตะเกียงน้ำมันที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นทีละดวง ท่ามกลางสายลมหนาวเยียบที่พัดผ่านต่างจากช่วงกลางวันสุดโต่ง

ภายในกระโจมแม่ทัพ เสียงสนทนาอันหนักแน่นที่เคยกึกก้องเมื่อครู่ค่อย ๆ ซาลง บรรดารองแม่ทัพและนายกองต่างทยอยล่าถอยออกจากกระโจมบัญชาการ ทิ้งไว้เพียงร่างสูงในชุดสีเข้มได้นั่งลงพักผ่อนเสียที

เซียวเหยียนหลงทอดกายพิงพนัก หยิบถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาคมคิ้มเข้มทอดมองแผนที่เมืองเบื้องหน้าโดยไร้อารมณ์ มุมปากเฉยเมยอย่างผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อผู้ใดในใต้หล้า

กระทั่งเสียงทหารยามหน้ากระโจมดังขึ้น

“นายทหารหวังมาขอเข้าพบขอรับ!”

คิ้วเข้มของเขาขมวดเล็กน้อยเพียงชั่ววูบ ก่อนเอ่ยเสียงทุ้มต่ำตอบรับ

“ให้เข้ามา”

หวังจื่อเฉินก้าวเข้ากระโจมมาด้วยท่วงท่าระมัดระวัง ค้อมกายให้ตามธรรมเนียม ไม่พูดอ้อมค้อมให้เสียเวลาเพราะตามจริงเขารออยู่นานตั้งแต่เลิกฝึกประจำวัน กว่าจะหักใจมาที่นี่ได้ใช้ความกล้าไปมาก

“ข้าน้อยมีเรื่องจำเป็นต้องเรียนท่านแม่ทัพขอรับ” เขากล่าวเสียงเข้ม “เมื่อช่วงกลางวันฮูหยินของท่านแม่ทัพ…นางถูกนายทะ-”

เซียวเหยียนหลงวางถ้วยชาแนบขอบโต๊ะเสียงดังก้อง สายตาเหลือบมองเพียงชั่วขณะ ไม่มีถ้อยคำตอบรับใดจากปากเขา มีเพียงแววตาที่เหมือนบอกให้หยุดพูดเท่านั้น

ความเงียบในกระโจมชวนให้ขนลุกอย่างน่าประหลาดใจ บัดนี้หวังจื่อเฉินไม่มีเสียงจะเอ่ยคำใดต่อแล้ว

“แจ้งทหารเวรยามหน้าทางเข้าค่าย หากนางมาอีก…ไม่ต้องอนุญาตให้เข้า”

เขาเอ่ยเพียงถ้อยเดียว สั้นกระชับแต่สื่อความหมายชัดเจน

หวังจื่อเฉินขบกรามแน่นเล็กน้อย นัยน์ตาเศร้าแต่สู้ชีวิตของสตรีเมื่อช่วงกลางวันชวนให้เขามีความกล้าเพิ่มมากอีกนิด “แต่ว่า...”

เหยียนหลงหันหน้ามองช้า ๆ สายตาของเขาแข็งกร้าวที่ทำให้คนทั่วไปไม่กล้าไม่ทำตามคำสั่ง

หวังจื่อเฉินก้มหน้ารับคำ สีหน้าซ่อนความผิดหวังเอาไว้ไม่มิดแล้วก็จำต้องเดินจากไป

หากในเขาผู้เป็นสามีที่เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ตัดสินใจทำเช่นนี้ ผู้ต่ำศักดิ์เช่นเขา…จะช่วยสิ่งใดได้อีก?

แสงอาทิตย์ยามเช้าทอดตัวผ่านม่านไม้ไผ่ในเรือน ลมยามเช้าพัดโชยบางเบาแต่ก็ไม่อาจกลบกลิ่นชื้นของหมอกในเช้าของวันได้

หลังจากคุกเข่าหน้าศาลบรรพชนจวนเซียวจนครบคืน ลู่ชิงหรูเพิ่งได้กลับมาสัมผัสเบาะนุ่มในเรือนนอนของตน ร่างกายที่อ่อนล้าอย่างถึงที่สุดไม่อาจต้านทานรงดึงดูดแห่งความเหนื่อยล้าได้อีก นางเพียงเอนตัวลงพักชั่วครู่ก็เข้าสู่นิทราได้แล้ว

พักไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม…ก็ต้องลุกขึ้นอีกครั้งเพราะร่างกายที่เคยชินกับการตื่นเช้าพาให้นางลืมตาตื่น

“ฮูหยินเจ้าคะ อย่างไรวันนี้พักตื่นสายอีกสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะ...เดี๋ยวบ่าวจะไปรายงานฮูหยินใหญ่ให้ว่าท่านเพิ่ง...”

เสียงของเสี่ยวเฉินฟังดูเป็นห่วงจากใจจริง แต่ลู่ชิงหรูเพียงส่ายหน้าช้า ๆ แล้วพยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มือหนึ่งยันขอบโต๊ะเพื่อทรงตัว

ใบหน้านางซีดขาวราวกระดาษ ดวงตาหม่นคล้ำจากการอดนอน ทว่า...เส้นผมกลับยังถูกรวบอย่างเรียบร้อย เสื้อคลุมบางสีอ่อนปักลายเมฆยังถูกสวมอย่างสมบูรณ์โดยเจ้าตัวเอง

“หากข้าไม่ไป...พวกเขายิ่งจะหาเรื่องว่าเอาน่ะสิ ตำแหน่งฮูหยินที่ทำให้เราอยู่ดีกินดีทุกวันนี้ไม่ใช่ได้มาโดยไม่ตอบแทนนะ เข้าใจไหมเสี่ยวเฉิน...”

เสียงนางเบาราวสายลม แต่มั่นคงดุจหินผา สมัยก่อนนางเข้ามาอยู่ในนิยายก็ใช่ว่าไม่เคยป่วยแต่ต้องฝืนร่างกายไปทำงานเสียหน่อย ชิงหรูตอนนี้แม้มีใจเลือกเส้นทางชีวิตใหม่แล้วแต่ตอนนี้นางยังอยู่ในบทบาทฮูหยินอยู่ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่ ไม่อาจละเลยให้คนครหาได้

เพราะในจวนเซียวไม่มีใครสนใจว่าชิงหรูเหนื่อยเพียงใด เจ็บเพียงใด หรือป่วยเพียงไหน สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจเกี่ยวกับนางคือ การรับผิดชอบในหน้าที่อย่างไม่ขาดตกในธรรมเนียม...

นางเดินฝ่าแดดอุ่นยามเช้าที่เริ่มร้อนขึ้นไปยังเรือนของเวินซื่อฟางหญิงวัยกลางคนแห่งตระกูลเซียวผู้ดูแลจวนด้วยความเคร่งครัด และหัวโบราณ

เพียงก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไป กลิ่นยาอ่อน ๆ ลอยฟุ้งเข้าจมูก

บ่าวในเรือนหันมามองโดยพลัน ก่อนจะทยอยพากันถอยออกมาอย่างรู้หน้าที่

“ฮูหยินใหญ่กำลังล้างหน้าเจ้าค่ะ” หนึ่งในนั้นกระซิบ

ลู่ชิงหรูก้มหน้ารับคำ แล้วเดินเข้าไปด้วยฝีเท้าไม่ดัง ชิงหรูส่งถ้วยน้ำชาแล้วคุกเข่ารอเรียบร้อย

เวินซื่อฟางยื่นมือรับชาไปอย่างไม่เอ่ยคำชมใด ดื่มหนึ่งจิบ แล้วมองสะใภ้ตรงหน้าที่คุกเข่าอย่างอ่อนแรงชัดเจน

“เมื่อคืนนี้บรรพบุรุษตระกูลเซียวคงสั่งสอนเจ้าเป็นอย่างดีสินะ...”

เสียงของนางนิ่งราบ ราวพอใจกับท่าทีนอบน้อมของชิงหรูยิ่งนัก นางไม่เอ่ยชมว่าชิงหรูคิดได้เองแต่กลับสรรเสริญวิญญาณบรรพบุรุษตนเองออกมา ซึ่งนั่นก็ไม่ต่างจากการเอ่ยชมการสั่งสอนของตนเองที่ได้ผล

ชิงหรูนิ่ง ไม่ปฏิเสธ ไม่กล่าวแก้ นางบัดนี้เหมือนชิงหรูที่ไร้จิตวิญญาณ นางมาเพื่อทำตามหน้าที่ ไม่ทำเกินอย่างหวังให้ใครเห็นและชื่นชมแบบเมื่อก่อน

...นางมีหน้าที่ต้องทำอะไรก็ทำแค่นั้น

“เจ้าจำไว้เล่าว่าในจวนของตระกูลใหญ่ สตรีใดไม่รู้เคารพในผู้อาวุโส...ย่อมไม่มีที่ยืน”

เวินซื่อฟางกล่าวต่อ พร้อมขยับปลายผ้าเช็ดมือขึ้นมาเช็ดริมฝีปากที่ชื้นน้ำ นางขยับกายเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนท่านั่งก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเนิบนาบหากแต่เปี่ยมด้วยความหมายที่บีบคั้น

“เจ้าเป็นสะใภ้ตระกูลเซียวมาก็ปาเข้าไปปีที่สองแล้ว เหตุใดเงียบเชียบนัก สมควรมีข่าวดีเรื่องทายาทสักที...”

ชิงหรูก้มหน้านิ่ง หัวใจสะท้อนวูบพยายามไม่แสดงสีหน้าหงุดหงิดออกมา อีกทั้งนางยังต้องฝืนยิ้มจาง ๆอีกหนึ่งที

“ลูกสะใภ้...จะพยายามเจ้าค่ะ”

ปากบอกเช่นนั้นแต่ในใจนางรู้ดี หากซื่อฟางอยากให้นางมีทายาทจริง ก็ควรไปบังคับบุตรชายของตนเองมากกว่า แม้แต่หน้าภรรยาแต่งยังไม่อยากจะมองเลย เอาอันใดมาผลิตทายาทกันเล่า

จะให้นางสร้างทายาทกับผ้าห่มในห้องหรืออย่างไร ?

เวินซื่อฟางเหลือบตามองลูกสะใภ้ที่นิ่งไม่ไหวติงเล็กน้อย สุดท้ายก็รู้สึกอยากพักผ่อนขึ้นมาจึงกล่าวให้นางออกไปได้แล้ว ส่วนตนเองก็เรียกให้ป้าม่อมาประคองออกไปข้างนอก

หลังกลับจากเรือนของแม่สามี ลู่ชิงหรูก็เดินกลับยังเรือนของตนในทันที เมื่อกลับถึงห้อง เสี่ยวเฉินก็ช่วยถอดปิ่นออกให้นาง ถอดเสื้อตัวนอกให้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

“ฮูหยินน้อย เอนตัวพักสักนิดดีไหมเจ้าคะ”

ชิงหรูเพียงพยักหน้าเบา ๆ ก่อนสั่งเสียงเรียบต่อมาซึ่งก็ไม่พ้นเรื่องงานในหน้าที่ของตนอีก

“ไปบอกพ่อบ้านฉี...ให้เอาบัญชีเรือนทั้งหมดมาวางไว้ในห้องนี้ ข้าจะตรวจเองในยามบ่าย”

เสี่ยวเฉินรับคำแล้วรีบออกไป ลู่ชิงหรูก้าวไปยังตั่งนอน เอนตัวลงโดยยังมิทันถอดรองเท้า แผ่นหลังแนบหมอนข้าง ทันทีที่ศีรษะแตะหมอน นางแทบหลับลงในชั่วอึดใจ

กระทั่งผ่านไปครึ่งวันชิงหรูรับยาต้มแก้ไข้ ลดอาการวิงเวียนศีรษะ เพื่อให้นางสามารถลุกขึ้นมาจัดการบัญชีตามที่ตั้งใจไว้ได้จนเสร็จ

พ่อบ้านฉีนั้นอยู่คอยช่วยกำกับดูแลจวนมาตลอดเห็นถึงความลำบากและตั้งใจของชิงหรูมากกว่าใคร

“ฮูหยินน้อย บ่าวมีเรื่องหนึ่งจะแจ้งขอรับ”

ชิงหรูเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ดวงตาคล้ายไร้ประกายความมีชีวิตชีวาเช่นเคย

“เรื่องอันใดหรือ?”

“ในอีกสามวันข้างหน้า ท่านแม่ทัพจะต้องไปร่วมงานเลี้ยงฉลองต้อนรับขุนนางตระกูลหลี่ และครานี้ฮูหยินน้อยจำเป็นต้องไปร่วมออกงานด้วยขอรับ”

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความดีใจ ในใจนึกว่านี่คงเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับภรรยาผู้ซึ่งแต่งเข้าจวนมาสองปี แต่ยังไม่เคยออกงานเคียงข้างสามีแม้แต่คราเดียว

ทว่าการตอบสนองที่เขาได้รับ…กลับคือความเงียบสงบ

ลู่ชิงหรูฟังแล้วก็เพียงพยักหน้าเบา ๆ ดวงตานิ่ง สีหน้าเรียบเรื่อยจนแทบไม่มีคลื่นอารมณ์ใดไหวสะท้อนอย่างที่ควร

“ข้าทราบแล้ว...”

พ่อบ้านฉีขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่กล้าเอ่ยถามเพื่อคลายความสงสัยของตน ได้แต่ก้มศีรษะรับคำ

“ของทั้งหมดจัดการเรียบร้อยแล้ว ก็ให้บ่าวมาเก็บออกไปเถิด”

เขาทำตามคำสั่ง พลางหันหลังกลับด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาดในใจไม่คลาย

เสี่ยวเฉินเข้ามาช่วยจัดโต๊ะทำงานต่อจากพ่อบ้านฉีที่กลับไปแล้ว ขณะเงยหน้ามองนายหญิงของตนที่นั่งนิ่งค้างท่าเดิมอยู่นาน สายตาทอดมองไปที่หน้าต่างราวครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

ในใจของลู่ชิงหรูตอนนี้ ไม่ได้คาดหวังเปลี่ยนความรู้สึกใคร นางมีเพียง หน้าที่ และ ความจำเป็น ที่ยังต้องทนอยู่ในตระกูลนี้…ต่อไปอีกหน่อยเท่านั้น

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi
Komen (1)
goodnovel comment avatar
mailชัชชญา สุ่มแสง
อ่านแล้วมัน..ฮึ่มมมมม...นางเอกไม่สู้คนนี่..ขัดใจแท้
LIHAT SEMUA KOMENTAR

Bab terbaru

  • ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน   บทที่ 14 มองข้า จนกว่าข้าจะหลับ

    บทที่ 14มองข้า จนกว่าข้าจะหลับเสียงตะโกนโห่ร้องของทหารดังกระหึ่มทั่วลานฝึกยามบ่าย ในขณะที่ทหารกำลังฝึกการยกน้ำหนักโดยใช้ถุงทรายเป็นน้ำหนักเสริม แววตาของเหยียนหลงก็เหลือบไปยังทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายณ ปลายสายตา มีเงาสามคนปรากฏเคลื่อนไหวไปยังทางลำธารที่ใช้ซักล้างผักเนื้อในครัวภาคสนาม นำหน้าโดยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ท่าทางคุ้นเคยนัก สวมชุดขุนนางสีน้ำหมึก ท่วงท่าสบายตามแบบคนไม่เคยลำบาก ริมฝีปากเขายกยิ้มขณะเอี้ยวตัวพูดกับสตรีผู้หนึ่งที่เดินข้างกันเขาจับจ้องภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ สายตาเจือความเคร่งขรึมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“นั่นใคร” เหยียนหลงเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาผู้ช่วยหานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองตามสายตานายพลแล้วตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“คุณชายหลิงขอรับ ดูเหมือนวันนี้เขาจะขอไปดูงานฝ่ายเสบียง เพราะบอกว่าอยากเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย”“ฝ่ายเสบียง” เหยียนหลงทวนถ้อยคำเบา ๆ ดวงตาเข้มข้นขึ้นอีกส่วนหนึ่งนาง…ก็อยู่ตรงนั้นเขาเห็นร่างในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำหมึกสบายตาของชิงหรูในหมู่พวกเขา สตรีผู้เป็นภรรยาที่เขาไม่ยอมรับ คนที่เขาเคยเมินเฉยตั้งแต่วันแรกที่นางเหยียบเท้าเข้าจวนเซียว

  • ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน   บทที่ 13 ญาติผู้น้องมาเยี่ยมเยียน

    บทที่ 13ญาติผู้น้องมาเยี่ยมเยียนรุ่งอรุณวันใหม่เริ่มต้นขึ้น กลิ่นข้าวหุงใหม่ลอยคลุ้งเคล้าไอร้อนโจ๊กในหม้อใหญ่ บรรยากาศในค่ายทหารวันนี้แม้ยังเย็นเยียบด้วยลมต้นฤดู แต่ภายในกระโจมกลับอบอวลด้วยกลิ่นอันชวนให้น้ำลายสอเหล่าทหารทยอยกันเข้ามาในแถวรับอาหารเช้าตามลำดับ เสียงพูดคุยแผ่วเบาสลับเสียงหัวเราะดังอยู่เป็นระยะชิงหรูกำลังเร่งมือใส่เครื่องปรุงทีละหยิบอย่างคล่องแคล่ว มืออีกข้างจัดชามไม้เตรียมตัก โจ๊กในหม้อกลายเป็นสีขาวข้นนวลน่ากิน ตัดกับผักซอยละเอียดที่โปรยหน้าอยู่บนน้ำซุป ท่ามกลางไอน้ำร้อนริน เสี่ยวเฉินหอบผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ มือถือทัพพีไม่มั่นนัก แต่อย่างน้อยก็รู้หน้าที่ดีขึ้นกว่าวันก่อน ๆทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นใกล้ทางเข้ากระโจมชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาในเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแต่ไม่หรูหรา ใบหน้าคมคาย ผิวขาวสะอาดสะอ้านผิดจากทหารทั่วไป ร่างสูงโปร่งปราดเปรียว ดวงตาเปล่งแสงแปลกประหลาดที่แตกต่างจากบุรุษในค่ายสายตาเขาไล่ไปจนถึงเบื้องหน้า... ยังลู่ชิงหรู ผู้ที่กำลังตักโจ๊กให้กับทหารในแถว ใบหน้าที่ขาวละมุน คิ้วเรียว ดวงตาลุ่มลึก และกิริยาที่เรียบสงบ จนแม้จะสวมชุด

  • ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน   บทที่ 12 แม่ครัวขวัญใจทหาร

    บทที่ 12แม่ครัวขวัญใจทหารแสงแดดยามบ่ายคล้อยลาลับหลังคากระโจมแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายนั้นเงียบสงบสมกับตำแหน่งสูงสุดของผู้ครองค่าย เมื่อแม่ทัพเซียวเหยียนหลงกลับมาถึงภายในกระโจม ร่างสูงสง่าเดินเข้าไปนั่งประจำที่โดยไม่เอ่ยวาจาใด ท่าทางสุขุมเย็นชาเช่นทุกวันบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตรงหน้า มีถาดอาหารเรียงรายอยู่ครบถ้วน มีกับข้าวสามจาน น้ำแกงหนึ่งถ้วย และข้าวสวยหุงร้อนกลิ่นหอมชัดเจน ความเรียบง่ายที่ดูสะอาดตา กลับแฝงกลิ่นหอมอบอุ่นบางอย่างที่ไม่เคยมีในแต่ก่อนแม่ทัพเซียวใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูเค็มผัดพริกลงช้า ๆ ลิ้มรสเงียบ ๆ โดยไม่แสดงสีหน้า ทว่าเพียงคำแรก กลับรู้สึกเหมือนรสชาติกลมกล่อมและลงตัวกว่าที่เคย กระดูกหมูตุ๋นฟักทองในถ้วยข้าง ๆ กลับหอมหวานจนแม้แต่ไอร้อนยังอบอวลจมูก “หานเจิ้งหลิว” เสียงทุ้มนิ่งเรียกขึ้นนายทหารคนสนิทที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของกระโจมรีบก้าวออกมาประสานมือคารวะ“ขอรับ”“อาหารเหล่านี้...จัดไว้เฉพาะข้าหรือว่า...ในค่ายทุกนายได้กินเช่นนี้”เซียวเหยียนหลงไม่ได้เงยหน้าขึ้น สีหน้ายังเรียบนิ่ง แต่แววตาใต้ขนตายาวนั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยเจือระแวดระวังหานเจิ้งหลิวชะ

  • ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน   บทที่ 11 นี่หรือ...สตรีของท่านแม่ทัพ?

    บทที่ 11นี่หรือ...สตรีของท่านแม่ทัพ?เสียงแตรเขาควายเรียกยามย่ำรุ่งก็ดังขึ้นทั่วค่าย ฝุ่นดินปลิวลอยบางเบาตามแรงลมที่โบกผ่านลานฝึกซ้อม เสียงรองเท้าทหารกระทบพื้นดินดังก้องเป็นจังหวะคล้ายเพลงของเหล่ากองทัพในมุมหนึ่งของกระโจมที่พักรวม ชิงหรูกับเสี่ยวเฉินลุกขึ้นเงียบ ๆ รอให้เหล่าทหารไปใช้ลำธารแระจำของค่ายล้างหน้าล้างตาเสร็จสิ้นก่อน พอฝูงคนซาลงพวกนางจึงค่อยเดินตามไปช้า ๆหลายวันที่ผ่านมา พวกนางได้รับหน้าที่ช่วยงานในกระโจมครัวของค่าย อาหารนับร้อยจานต้องเตรียมทั้งเช้าและเย็น วัตถุดิบส่วนใหญ่หยาบกระด้างผักใบแข็ง ข้าวสารป่นหยาบ และเนื้อหมูเค็มหนึ่งชิ้นบางทียังต้องแบ่งกันหลายสิบคนแรก ๆ เสี่ยวเฉินแทบล้มทั้งยืนเพราะไม่เคยจับมีดหั่นผักหั่นเนื้อสัตว์ด้วยตัวเองมาก่อน มือบางเต็มไปด้วยรอยแดงพองจากการถูกน้ำมันกระเด็น ทว่าชิงหรูนั้นกลับคล่องแคล่วราวกับสิ่งเหล่านี้นางทำมาแล้วร้อย ๆ รอบเช้านี้ทั้งสองคนมาที่ลำธารข้างค่าย เพื่อล้างผักสำหรับทำมื้อกลางวัน ชิงหรูก้มลงจัดเรียงผักก่อนจะยื่นมือไปช่วยเสี่ยวเฉินที่ยังล้างไม่สะอาด“อย่าขัดเพียงผิวนอก เจ้าต้องบี้โคลนออกจากรอยตัดเช่นนี้” นางว่า พลางสาธิตให้อย่างใจเ

  • ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน   บทที่ 10 นางพักกระโจมเดียวกับพวกนายทหารอื่น !

    บทที่ 10นางพักกระโจมเดียวกับพวกนายทหารอื่น !ชิงหรูในชุดผ้าสีทึม ใบหน้าซีดขาวไร้การแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมใด มือหนึ่งถือห่อผ้าขนาดเล็กที่ภายในบรรจุเพียงเสื้อผ้าใช้สอยที่จำเป็นสองสามชุด ล้วนเป็นผ้าธรรมดาสีเรียบ มิมีแม้แต่งานปักหรือลวดลายใดใดเสี่ยวเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถือห่อผ้าอีกห่อหนึ่ง แยกใส่ข้าวต้มแห้ง ขนมเปี๊ยะไม่ใส่ไส้ และของกินที่เก็บได้นาน ซึ่งล้วนเป็นของที่นางเตรียมไว้ให้นายหญิงและตนเองเผื่อจะหิวในยามค่ำเบื้องหน้าคือรถม้าคันเก่าคันหนึ่ง ไม่ใช่รถม้าประจำจวนของเจ้านาย แต่ก็ยังดีที่มิใช่รถขนฟืนขนของเสียออกไปทิ้งนอกจวนเช่นกันชิงหรูยืนนิ่งรอจนรถม้าจอดสนิท นางถึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าขึ้น ก็มีเสียงตะโกนห้วน ๆ ดังขัดขึ้น“หยุด!”นายทหารร่างสูงคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถม้าคันนี้เอง เขาเป็นคนของค่ายทหาร ดูจากสีเสื้อที่สวมและท่าทีแข็งกระด้างไร้การเคารพย่ำเกรงนางที่เป็นฮูหยินของจวนแล้วพอเดาได้ว่าเหยียนหลงส่งมาแน่“ส่งสัมภาระมาให้ตรวจก่อน”ชิงหรูลังเลชั่วครู่ก่อนจะยื่นห่อผ้าให้แต่โดยดี แต่เสี่ยวเฉินกลับยื้อของไว้ในมือเล็กน้อย ดวงตาแสดงแววไม่ยินยอมอย่างชัดเจน เพรา

  • ชะตานางร้าย ข้าขอบายแล้วกัน   บทที่ 9 นางได้คุยกับสามีจริง ๆ จัง ๆแล้ว

    บทที่ 9นางได้คุยกับสามีจริง ๆ จัง ๆแล้วรถม้าของจวนเซียวเคลื่อนเข้ามาหยุดที่ลานหน้าประตูใหญ่ สตรีสองนางก็ลงจากรถม้าเดินหายเข้าไปในจวนโดยไม่เอ่ยคำให้มากความเพราะต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยอยู่แล้วเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงศาลาพักอันเป็นจุดพักระหว่างสองทางเดินแยกภายในจวนก็ต้องหยุดชะงักทันใดที่โต๊ะไม้เล็กปรากฎเป็นเซียวเหยียนหลงนั่งนิ่งอย่างไม่รู้อารมณ์ใด เขาดื่มชาเงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะปรายตามามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเลยอีกฝั่งของโต๊ะคือเวินซื่อฟาง มารดาของเขา นั่งตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนไม่แม้แต่จะจิบชารื่นรมย์ได้อย่างบุตรชายของนางชิงหรูชะงักเท้าพร้อมกับยอบกายคารวะตามธรรมเนียม เช่นเดียวกับอี้หลันที่อยู่ข้าง ๆสายตาของเวินซื่อฟางเหลือบมองชิงหรูก่อนเสียงตะโกนเสียงดังลั่นอย่างที่เห็นได้ไม่มากทันใด“คุกเข่าลง สำนึกในความผิดเสีย!”ชิงหรูขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงถูกบอกให้สำนึกความผิด นางยืนอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้าสับสนปนความเหนื่อยล้า“ลูกสะใภ้ทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้อง...”ยังไม่ทันได้กล่าวต่อจนจบ บ่าวชายสองคนก็เข้ามาขนาบหลัง ก่อนจะกดบ่าให้นางทรุดลงบนพื้นทาง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status