LOGINบทที่ 14มองข้า จนกว่าข้าจะหลับเสียงตะโกนโห่ร้องของทหารดังกระหึ่มทั่วลานฝึกยามบ่าย ในขณะที่ทหารกำลังฝึกการยกน้ำหนักโดยใช้ถุงทรายเป็นน้ำหนักเสริม แววตาของเหยียนหลงก็เหลือบไปยังทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายณ ปลายสายตา มีเงาสามคนปรากฏเคลื่อนไหวไปยังทางลำธารที่ใช้ซักล้างผักเนื้อในครัวภาคสนาม นำหน้าโดยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง ท่าทางคุ้นเคยนัก สวมชุดขุนนางสีน้ำหมึก ท่วงท่าสบายตามแบบคนไม่เคยลำบาก ริมฝีปากเขายกยิ้มขณะเอี้ยวตัวพูดกับสตรีผู้หนึ่งที่เดินข้างกันเขาจับจ้องภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ สายตาเจือความเคร่งขรึมขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“นั่นใคร” เหยียนหลงเอ่ยถามโดยไม่ละสายตาผู้ช่วยหานที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองตามสายตานายพลแล้วตอบกลับด้วยเสียงเรียบ“คุณชายหลิงขอรับ ดูเหมือนวันนี้เขาจะขอไปดูงานฝ่ายเสบียง เพราะบอกว่าอยากเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน ข้าคิดว่าเป็นเรื่องดีไม่น้อย”“ฝ่ายเสบียง” เหยียนหลงทวนถ้อยคำเบา ๆ ดวงตาเข้มข้นขึ้นอีกส่วนหนึ่งนาง…ก็อยู่ตรงนั้นเขาเห็นร่างในชุดผ้าฝ้ายสีน้ำหมึกสบายตาของชิงหรูในหมู่พวกเขา สตรีผู้เป็นภรรยาที่เขาไม่ยอมรับ คนที่เขาเคยเมินเฉยตั้งแต่วันแรกที่นางเหยียบเท้าเข้าจวนเซียว
บทที่ 13ญาติผู้น้องมาเยี่ยมเยียนรุ่งอรุณวันใหม่เริ่มต้นขึ้น กลิ่นข้าวหุงใหม่ลอยคลุ้งเคล้าไอร้อนโจ๊กในหม้อใหญ่ บรรยากาศในค่ายทหารวันนี้แม้ยังเย็นเยียบด้วยลมต้นฤดู แต่ภายในกระโจมกลับอบอวลด้วยกลิ่นอันชวนให้น้ำลายสอเหล่าทหารทยอยกันเข้ามาในแถวรับอาหารเช้าตามลำดับ เสียงพูดคุยแผ่วเบาสลับเสียงหัวเราะดังอยู่เป็นระยะชิงหรูกำลังเร่งมือใส่เครื่องปรุงทีละหยิบอย่างคล่องแคล่ว มืออีกข้างจัดชามไม้เตรียมตัก โจ๊กในหม้อกลายเป็นสีขาวข้นนวลน่ากิน ตัดกับผักซอยละเอียดที่โปรยหน้าอยู่บนน้ำซุป ท่ามกลางไอน้ำร้อนริน เสี่ยวเฉินหอบผ้ากันเปื้อนเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ มือถือทัพพีไม่มั่นนัก แต่อย่างน้อยก็รู้หน้าที่ดีขึ้นกว่าวันก่อน ๆทันใดนั้น เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นใกล้ทางเข้ากระโจมชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาในเครื่องแต่งกายเรียบร้อยแต่ไม่หรูหรา ใบหน้าคมคาย ผิวขาวสะอาดสะอ้านผิดจากทหารทั่วไป ร่างสูงโปร่งปราดเปรียว ดวงตาเปล่งแสงแปลกประหลาดที่แตกต่างจากบุรุษในค่ายสายตาเขาไล่ไปจนถึงเบื้องหน้า... ยังลู่ชิงหรู ผู้ที่กำลังตักโจ๊กให้กับทหารในแถว ใบหน้าที่ขาวละมุน คิ้วเรียว ดวงตาลุ่มลึก และกิริยาที่เรียบสงบ จนแม้จะสวมชุด
บทที่ 12แม่ครัวขวัญใจทหารแสงแดดยามบ่ายคล้อยลาลับหลังคากระโจมแม่ทัพซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายนั้นเงียบสงบสมกับตำแหน่งสูงสุดของผู้ครองค่าย เมื่อแม่ทัพเซียวเหยียนหลงกลับมาถึงภายในกระโจม ร่างสูงสง่าเดินเข้าไปนั่งประจำที่โดยไม่เอ่ยวาจาใด ท่าทางสุขุมเย็นชาเช่นทุกวันบนโต๊ะไม้เนื้อแข็งตรงหน้า มีถาดอาหารเรียงรายอยู่ครบถ้วน มีกับข้าวสามจาน น้ำแกงหนึ่งถ้วย และข้าวสวยหุงร้อนกลิ่นหอมชัดเจน ความเรียบง่ายที่ดูสะอาดตา กลับแฝงกลิ่นหอมอบอุ่นบางอย่างที่ไม่เคยมีในแต่ก่อนแม่ทัพเซียวใช้ตะเกียบคีบเนื้อหมูเค็มผัดพริกลงช้า ๆ ลิ้มรสเงียบ ๆ โดยไม่แสดงสีหน้า ทว่าเพียงคำแรก กลับรู้สึกเหมือนรสชาติกลมกล่อมและลงตัวกว่าที่เคย กระดูกหมูตุ๋นฟักทองในถ้วยข้าง ๆ กลับหอมหวานจนแม้แต่ไอร้อนยังอบอวลจมูก “หานเจิ้งหลิว” เสียงทุ้มนิ่งเรียกขึ้นนายทหารคนสนิทที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของกระโจมรีบก้าวออกมาประสานมือคารวะ“ขอรับ”“อาหารเหล่านี้...จัดไว้เฉพาะข้าหรือว่า...ในค่ายทุกนายได้กินเช่นนี้”เซียวเหยียนหลงไม่ได้เงยหน้าขึ้น สีหน้ายังเรียบนิ่ง แต่แววตาใต้ขนตายาวนั้นกลับเต็มไปด้วยความสงสัยเจือระแวดระวังหานเจิ้งหลิวชะ
บทที่ 11นี่หรือ...สตรีของท่านแม่ทัพ?เสียงแตรเขาควายเรียกยามย่ำรุ่งก็ดังขึ้นทั่วค่าย ฝุ่นดินปลิวลอยบางเบาตามแรงลมที่โบกผ่านลานฝึกซ้อม เสียงรองเท้าทหารกระทบพื้นดินดังก้องเป็นจังหวะคล้ายเพลงของเหล่ากองทัพในมุมหนึ่งของกระโจมที่พักรวม ชิงหรูกับเสี่ยวเฉินลุกขึ้นเงียบ ๆ รอให้เหล่าทหารไปใช้ลำธารแระจำของค่ายล้างหน้าล้างตาเสร็จสิ้นก่อน พอฝูงคนซาลงพวกนางจึงค่อยเดินตามไปช้า ๆหลายวันที่ผ่านมา พวกนางได้รับหน้าที่ช่วยงานในกระโจมครัวของค่าย อาหารนับร้อยจานต้องเตรียมทั้งเช้าและเย็น วัตถุดิบส่วนใหญ่หยาบกระด้างผักใบแข็ง ข้าวสารป่นหยาบ และเนื้อหมูเค็มหนึ่งชิ้นบางทียังต้องแบ่งกันหลายสิบคนแรก ๆ เสี่ยวเฉินแทบล้มทั้งยืนเพราะไม่เคยจับมีดหั่นผักหั่นเนื้อสัตว์ด้วยตัวเองมาก่อน มือบางเต็มไปด้วยรอยแดงพองจากการถูกน้ำมันกระเด็น ทว่าชิงหรูนั้นกลับคล่องแคล่วราวกับสิ่งเหล่านี้นางทำมาแล้วร้อย ๆ รอบเช้านี้ทั้งสองคนมาที่ลำธารข้างค่าย เพื่อล้างผักสำหรับทำมื้อกลางวัน ชิงหรูก้มลงจัดเรียงผักก่อนจะยื่นมือไปช่วยเสี่ยวเฉินที่ยังล้างไม่สะอาด“อย่าขัดเพียงผิวนอก เจ้าต้องบี้โคลนออกจากรอยตัดเช่นนี้” นางว่า พลางสาธิตให้อย่างใจเ
บทที่ 10นางพักกระโจมเดียวกับพวกนายทหารอื่น !ชิงหรูในชุดผ้าสีทึม ใบหน้าซีดขาวไร้การแต่งแต้มเครื่องประทินโฉมใด มือหนึ่งถือห่อผ้าขนาดเล็กที่ภายในบรรจุเพียงเสื้อผ้าใช้สอยที่จำเป็นสองสามชุด ล้วนเป็นผ้าธรรมดาสีเรียบ มิมีแม้แต่งานปักหรือลวดลายใดใดเสี่ยวเฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถือห่อผ้าอีกห่อหนึ่ง แยกใส่ข้าวต้มแห้ง ขนมเปี๊ยะไม่ใส่ไส้ และของกินที่เก็บได้นาน ซึ่งล้วนเป็นของที่นางเตรียมไว้ให้นายหญิงและตนเองเผื่อจะหิวในยามค่ำเบื้องหน้าคือรถม้าคันเก่าคันหนึ่ง ไม่ใช่รถม้าประจำจวนของเจ้านาย แต่ก็ยังดีที่มิใช่รถขนฟืนขนของเสียออกไปทิ้งนอกจวนเช่นกันชิงหรูยืนนิ่งรอจนรถม้าจอดสนิท นางถึงก้าวไปข้างหน้าเพื่อขึ้นรถ แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้าขึ้น ก็มีเสียงตะโกนห้วน ๆ ดังขัดขึ้น“หยุด!”นายทหารร่างสูงคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถม้าคันนี้เอง เขาเป็นคนของค่ายทหาร ดูจากสีเสื้อที่สวมและท่าทีแข็งกระด้างไร้การเคารพย่ำเกรงนางที่เป็นฮูหยินของจวนแล้วพอเดาได้ว่าเหยียนหลงส่งมาแน่“ส่งสัมภาระมาให้ตรวจก่อน”ชิงหรูลังเลชั่วครู่ก่อนจะยื่นห่อผ้าให้แต่โดยดี แต่เสี่ยวเฉินกลับยื้อของไว้ในมือเล็กน้อย ดวงตาแสดงแววไม่ยินยอมอย่างชัดเจน เพรา
บทที่ 9นางได้คุยกับสามีจริง ๆ จัง ๆแล้วรถม้าของจวนเซียวเคลื่อนเข้ามาหยุดที่ลานหน้าประตูใหญ่ สตรีสองนางก็ลงจากรถม้าเดินหายเข้าไปในจวนโดยไม่เอ่ยคำให้มากความเพราะต่างฝ่ายต่างก็เหนื่อยอยู่แล้วเมื่อทั้งสองเดินเข้ามาถึงศาลาพักอันเป็นจุดพักระหว่างสองทางเดินแยกภายในจวนก็ต้องหยุดชะงักทันใดที่โต๊ะไม้เล็กปรากฎเป็นเซียวเหยียนหลงนั่งนิ่งอย่างไม่รู้อารมณ์ใด เขาดื่มชาเงียบ ๆ ไม่แม้แต่จะปรายตามามองคนที่เพิ่งเดินเข้ามาเลยอีกฝั่งของโต๊ะคือเวินซื่อฟาง มารดาของเขา นั่งตัวตรง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจจนไม่แม้แต่จะจิบชารื่นรมย์ได้อย่างบุตรชายของนางชิงหรูชะงักเท้าพร้อมกับยอบกายคารวะตามธรรมเนียม เช่นเดียวกับอี้หลันที่อยู่ข้าง ๆสายตาของเวินซื่อฟางเหลือบมองชิงหรูก่อนเสียงตะโกนเสียงดังลั่นอย่างที่เห็นได้ไม่มากทันใด“คุกเข่าลง สำนึกในความผิดเสีย!”ชิงหรูขมวดคิ้วมุ่น นางไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุใดถึงถูกบอกให้สำนึกความผิด นางยืนอยู่อย่างนั้นด้วยสีหน้าสับสนปนความเหนื่อยล้า“ลูกสะใภ้ทำอันใดผิดหรือเจ้าคะ? เหตุใดต้อง...”ยังไม่ทันได้กล่าวต่อจนจบ บ่าวชายสองคนก็เข้ามาขนาบหลัง ก่อนจะกดบ่าให้นางทรุดลงบนพื้นทาง







