Masuk“รีบมาผิงไฟซะ ตอนนี้ข้ากำลังถูกไล่ล่าจะมัวโอ้เอ้ไม่ได้ เจ้าตัวอุ่นขึ้นเมื่อไหร่ข้าจะเดินทางต่อทันที”
“อืม”
“ไม่ต้องลุก ข้าจะอุ้มเจ้าเอง” หลี่เซวียนหลงทำหน้าขึงขัง หาข้ออ้างอุ้มเด็กหญิงให้ขยับเข้าไปใกล้กองไฟ เขาเองก็จัดแจงปลดเสื้อเกราะออก ถอดเสื้อมาวางผึ่งบนโขดหินแล้วจึงทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้าม สายตาคอยกวาดมองระวังรอบตัว ระหว่างที่เขาใช้มีดสั้นของเฉินเถาฮวาถลกหนังกระต่าย ดวงตากลมโตของนางก็จ้องดูวิธีใช้มีด จดจำเรียนรู้ทุกอย่างด้วยความสนใจ
“ถ้าคราวหน้าเจ้าหลงป่าอีก จำไว้ว่าแค่มีดเล่มเดียวเจ้าเอาตัวรอดสบายๆ ได้แล้ว พี่ชายเจ้าไม่ได้สอนหรอกหรือ”
เด็กหญิงตัวน้อยส่ายหน้า
“ใครต้องการฆ่าเจ้า แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน”
เฉินเถาฮวาตวัดสายตามองหน้าคนถาม คนที่เขาอยากรู้คนนั้นลงไปนอนในหลุมนานแล้ว เอี้ยนอ๋องกำลังหาทางลิดรอนอำนาจของขุนนางสกุลจ้าวอยู่พอดี ดังนั้นจึงใช้ข้ออ้างเรื่องเฉินเถาฮวาและความผิดต่างๆ จัดการเพิ่มบทลงโทษทีละนิดทีละน้อย จนในที่สุดก็...
“ชี่สื้อ[1]”
“อะไรนะ”
“ชี่สื้อ... คนที่ทำร้ายข้ากับท่านแม่ ข้าย่อมสนองคืนพันเท่า”
น้ำเสียงของเฉินเถาฮวาเย็นเฉียบเมื่อพูดถึงลุงแท้ๆ ของตนเอง จ้าวหยางเห็นนางเป็นภัยร้ายแรงจึงคิดกำจัด แต่แล้วเมื่อเฉินเถาฮวารอดกลับมาและได้รับความทุกข์ยาก กระตุ้นให้ทหารสังกัดแม่ทัพเฉินไท่เหวินที่ประจำอยู่ชายแดนพากันเดือดดาล ดังนั้นจ้าวหยางจะคิดทำอะไรต้องคิดให้ดี
“ข้าทูลขอให้ยัดคนผู้นั้นใส่กรง... กรงเหล็กที่ถูกเผาไฟร้อน เหมือนอย่างที่ข้ากับท่านแม่ถูกสั่งให้คุกเข่าตากแดดทุกวันจนท่านแม่ของข้าทนไม่ไหว ป่วยตายอย่างทรมาน แต่เสด็จพ่อนอกจากจะไม่ยอมแล้วยังปกป้องมัน”
หลี่เซวียนหลงฟังแล้วยังตะลึงงัน นึกไม่ถึงว่าเด็กปากแดงจิ้มลิ้มผู้นี้จะแข็งกร้าวนัก น่าเสียดายที่ความปรารถนาโหดเหี้ยมของเฉินเถาฮวาไม่ได้รับอนุญาต เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นขุนนางผู้ใหญ่ เคยทำผลงานมีความชอบไม่น้อย ฤดูใบไม้ร่วงในปีนั้นเอี้ยนอ๋องจึงสั่งประหารจ้าวหยางในข้อหาฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เหตุผลแท้จริงว่าเขาตายเพราะล่วงเกินทายาทของแม่ทัพเฉินไท่เหวินต่างหาก ส่วนลูกๆ ของท่านลุง จ้าวฉานจื่อกับจ้าวเหยาฉิน พวกเขาหายสาบสูญ มีข่าวลือว่าพวกเขาหนีภัยการเมืองไปหลบอยู่ที่แคว้นเหลียน เฉินเถาฮวาไม่ได้สนใจติดตาม
“ปากยังเก่งเหมือนเดิม แต่หน้าซีดแบบนี้...เริ่มปวดขาแล้วสินะ”
เฉินเถาฮวาอุตส่าห์ไม่พูด ไม่แสดงอาการเจ็บให้เห็นแต่เขาก็ยังรู้ หลี่เซวียนหลงล้วงหยิบของในกระเป๋าสัมภาระเล็กๆ บนหลังม้า หยิบยาแก้ปวดออกมาโยนให้
“กินเข้าไปซะ ขมหน่อยแต่สรรพคุณดี”
“ขอบคุณ”
เฉินเถาฮวาทำปากขมุบขมิบขณะรับยาจากมือของเขา หลี่เซวียนหลงจึงฉวยโอกาสจ้องมองเด็กน้อยให้ชัดๆ เต็มตาเป็นครั้งแรก นางดูแกร่งกร้าวไม่สมวัย แววตาคมนิ่งแต่สะท้อนความเจ็บปวดซึ่งไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ เขาไม่ชอบให้นางทำหน้าเศร้า บาดแผลภายนอกรักษาไม่นานก็หาย แต่บาดแผลในใจมันจะฝังแน่นไม่มีวันจางหาย องค์หญิงหย่งอานไม่เป็นที่ต้องการ ชะตากรรมย่อมหนีไม่พ้นความตายหรือไม่ก็ถูกส่งไปเป็นเครื่องบรรณาการสงคราม
“พี่ชายสามคนของเจ้าเอ็นดูเจ้าดีหรือไม่”
“ก็ดี แต่พวกเขางานยุ่ง”
“แล้วท่านพ่อของเจ้าล่ะ” เขาถามถึงเอี้ยนอ๋อง แต่เฉินเถาฮวานึกถึงเฉินไท่เหวิน
“ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยเจอหน้าท่านพ่อ”
เฉินเถาฮวาเคยชินเสียแล้วและไม่คิดว่าการกำพร้าพ่อจะเป็นปมด้อยแต่อย่างไร น้ำเสียงจึงเรียบเรื่อยเหมือนกำลังพูดเรื่องทั่วๆ ไป แต่กลับทำให้คนฟังคิดว่าเอี้ยนอ๋องจะไม่ค่อยโปรดนางสักเท่าไหร่ ชายหนุ่มทิ้งศีรษะห้อยตกลงก่อนจะตัดสินใจเอ่ย
“ถ้าหากเจ้าไม่สามารถอยู่ที่แคว้นเอี้ยนได้ ก็ให้ไปหาข้า... ไปที่จวนหลงอ๋อง เข้าใจหรือไม่”
เฉินเถาฮวากำลังยื่นมือเย็นเฉียบมาผิงไฟ ใบหน้ามอมแมมเต็มไปด้วยความงุนงงและเอาแต่จ้องมองเขา ใบหน้าคมเข้มฉาบแสงเพลิงจึงแดงก่ำขึ้นก่อนจะพูดช้าๆ ชัดๆ “ข้าบอกว่าหากเอี้ยนอ๋องคิดจะฆ่าเจ้า ให้เจ้าหนีมาอยู่กับข้า”
เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ “ทำไมข้าต้องไปอยู่กับท่านด้วยเล่า”
“ก็แค่บอกให้รับรู้ไว้ว่าเจ้าไปหาข้าได้... ข้าคิดว่าข้าถูกชะตากับเจ้านะ ถ้าได้เจ้ามาเป็นน้องชายก็คงดีไม่น้อย แต่ในเมื่อเจ้าเป็นผู้หญิง ข้าจะให้เจ้าเป็นน้องสาวก็ได้”
หลี่เซวียนหลงโทษความสงบเงียบของริมฝั่งน้ำ โทษเปลวไฟลุกเลียแปลบปลาบที่ฉายแสงอบอุ่น และโทษดวงตะวันที่กำลังคล้อยลงต่ำ ทำให้เขากล้าพูด
“เจ้าโดนลอบสังหารมานับครั้งไม่ถ้วนใช่มั้ยล่ะ ขนาดพี่ชายสามคนของเจ้ายังไว้ใจไม่ได้ ท่านพ่อของเจ้าก็ไม่สนใจไยดี... เจ้าตัวเล็กๆ แค่นี้ข้าดูแลไหวอยู่แล้ว”
เขาคิดเองเออเอง แววตาเด็ดเดี่ยวขณะทุบกำปั้นบนแผงอกกำยำของตนเองดังปึ๊กๆ คนบ้าสองคนมาเจอกันก็ยิ่งทำให้งง เฉินเถาฮวายังไม่ทันเอ่ยอะไร เสียงม้านับสิบกระทืบฝีเท้าก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น ไวเท่าความคิด ร่างสูงสง่าคว้าฝักกระบี่คาดเอวและอุ้มตัวเด็กหญิง กระโดดขึ้นหลังเฟยหลงอย่างรวดเร็ว
อึดใจต่อมาทหารม้าแคว้นเอี้ยนที่แกะรอยเร่งไล่ล่าก็โผนทะยาน ย่ำผ่านกองไฟเล็กๆ นั่นจนดับมอด ผู้ที่ขี่ม้านำหน้าขบวนคือเอี้ยนซ่านฉี สองมือกอดอกโดยไม่ต้องจับสายบังเหียนก็บังคับม้าได้อย่างดีเยี่ยม สายตาแหลมคมของเขาจับจ้องแผ่นหลังขององค์ชายหลี่เซวียนหลงอย่างเดือดดาล ไอ้หนูคนนี้ช่างปราดเปรียวนัก ไล่กวดอย่างไรไม่เคยทัน
[1] ตัดศีรษะกลางตลาด
“นี่เป็นม้าฝีเท้าดีของข้าเอง มีสัมภาระพร้อม แล้วก็ตราคำสั่งของข้า” จู้จื่อเตรียมม้าให้ซูเจี้ยนอย่างเร่งรีบ ก่อนจะถอดชุดและหมวกเกราะสวมให้นาง “สวมเอาไว้ อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าเป็นผู้หญิงจะดีที่สุด” “แต่กลิ่นมัน...” “ใส่ซะ”“ทำไมหลี่อ๋องต้องการชีวิตขององค์หญิงด้วย องค์หญิงไปทำอะไรให้ ทำไมองค์หญิงถึงรักกับองค์ชายไม่ได้”“ข้าก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือหากเจ้ายังชักช้า องค์หญิงของเจ้าจะยิ่งลำบาก”“ข้า... ข้าเข้าใจแล้ว” ซูเจี้ยนยังไม่คลายสะอื้น แต่ก็พยายามเช็ดน้ำตาอย่างเข้มแข็ง ชุดเกราะของรองแม่ทัพจู้จื่อแม้ว่าจะทั้งเก่าทั้งสกปรก แต่นางก็กอดมันไว้เงียบๆ เบื้องหลังของจู้จื่อคือกองทหารม้าเกราะดำนับสิบคนพร้อมอาวุธกำลังรอคอยคำสั่ง “รีบไปให้ถึงสถานีเปลี่ยนม้าก่อนตะวันตกดิน ที่นั่นจ
บัดซบ!เลือดในกายบุรุษหนุ่มเดือดพล่านทันที หลี่เซวียนหลงไม่อาจรักษาความสงบไว้ได้อีกต่อไป ใบหน้าคมเข้มขบกรามแน่น โกรธเกรี้ยวและรู้สึกวูบโหวงเหมือนหายใจไม่ออก ถ้อยคำแต่ละคำในราชโองการนั่นเต็มไปด้วยคำหยามหมิ่นเกลียดชังรุนแรง ทำไมพี่ชายต้องจงใจพรากนางไปจากเขา ทำไมถึงจงใจทำร้ายนางให้ตกต่ำกลายเป็นคณิกาด้วย!! บรรดาขันทีพากันตัวสั่นขึ้นมาทันที แค่เจอดวงตาคมกริบดุดัน เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ต่างก็เห็นภาพตัวเองถูกดาบขององค์ชายสับเป็นท่อนๆ“องค์ชาย ท่านจะทำอะไรขอให้คิดดีๆ หากท่านทำร้ายตัวแทนพระองค์ เรื่องย่อมไม่จบง่ายๆ ด้านนอกมีทหารของฝ่าบาทอยู่สามพันนาย ล้อมจวนแห่งนี้ไว้หมดแล้ว กระหม่อมมิอยากกระทำรุนแรง โปรดเห็นใจด้วย” “ให้พวกมันไสหัวเข้ามา!”เฉินเถาฮวามายืนอยู่ข้างหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ร่างบอบบางแต่งกายชุดกระโปรงสีเขียวอ่อน มีเสื้อกั๊กตัวหนาอบอุ่นส
“อืม... ฮวาเอ๋อร์ของข้าเก่งมาก อา... ขยับอีกสักหน่อย เร่งอีกนิด อา... นั่นแหละจ้ะ ไฟแรงกำลังได้ที่แล้วนะ”ท่ามกลางเปลวไฟร้อนระอุในเตาถ่าน ร่างสูงใหญ่แข็งแกร่งหาเรื่องทรมานตนเองด้วยการสวมกอดนางไว้ ลูบคลำเส้นผมเงางาม จมูกได้กลิ่นหอมหวานจากกายสาวจึงยิ่งอยากจะจับนางมาฟัดพุง เฉินเถาฮวาเพิ่งจะเรียงถาดปลาลงไปในหม้อนึ่งเสร็จ โรยขิงซอย ต้นหอมและเครื่องปรุงรส ถึงแม้ว่าจะงุ่มง่ามกะส่วนผสมไม่คล่องจนต้องให้เขาบอกซ้ำๆ แต่สุดท้ายแล้วก็ทำได้สวยงาม สีหน้าของนางจึงดูพึงพอใจมาก เรียกว่าแทบจะลืมคนตัวใหญ่ที่เอาแต่เกาะติดอยู่ข้างหลังด้วยซ้ำ“ปลาตัวใหญ่ ต้องเผื่อเวลานึ่งนานกว่าปกติสักนิด นับว่าเจ้าหัวไว เรียนรู้เร็วมาก”หลี่เซวียนหลงแสร้งทำเป็นลูบคาง อาหมวยน้อยเป็นคนเข้าครัวทำกับข้าวให้เขากินด้วยตัวเอง จะไม่ให้ยิ้มหน้าบานก็เกินไป กลิ่นปลานึ่งหอมกรุ่นลอยฟุ้งมากับไอน้ำเดือดพวยพุ่ง แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่าต้องโอชะ เฉินเถาฮวาก็ยิ่งดีใจ หลังจากล้างไม้ล้างมือเสร็จเรียบร้อย นางยังไม่ทันจะเอ่ยอะไรก็รู้สึกถึงลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอ ส่วนล่างของเขาบดเบียดเชื่องช้า แต
ช่วงที่หิมะตกหนักที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว ท้องฟ้าสว่างโล่งไร้ก้อนเมฆตัดสีสันกับกิ่งเหมยสีแดงสด ร่างสูงสง่าสวมชุดปักลายมังกรตวัดขาลงมาจากหลังม้า แล้วส่งสายบังเหียนให้อาเป่ารับไปดูแล “หากมีเรื่องผิดปกติ ให้ไปรายงานข้าทันที ตามตัวจู้จื่อมาจัดการเรื่องเวรยามภายในจวนด้วย ข้าต้องการเพิ่มจำนวนคนเป็นสามเท่า” “พ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนหลงเดิมดุ่มเข้าจวนโดยไม่พูดไม่จา เขาเพิ่งจะทะเลาะกับพี่ชาย สีหน้าคมกร้าวจึงเต็มไปด้วยแรงเดือดดาล หลี่อ๋องไม่พระราชทานสมรสให้เขาไม่ว่า แต่มีอย่างที่ไหนถึงกล้าสั่งให้เขารับเฉินเถาฮวาเข้าจวนในฐานะสาวใช้!เขาไม่อยากจะนำความทุกข์ร้อนใดๆ ติดตัวไปยามพบหน้าเจ้าฮวาเอ๋อร์ หลี่เซวียนหลงจึงยืนเท้าแขนกับเสาระเบียงทางเดินนิ่งๆ เพื่อระงับความหงุดหงิด ชีพจรเต้นตุบที่ลำคอ โทสะที่สะสมมายืดเยื้ออยู่ในสมองของเขาเนิ่นนาน จำได้แม่นว่าตอนที่เขา
“งั้นรอเดี๋ยวนะ” เขาพลิกหน้าตำรารวดเร็วจนเจอภาพวาดที่ต้องการ “ข้าอยากได้แบบนี้”เฉินเถาฮวาก้มดูตามที่เขาชี้ด้วยแววตาระยิบระยับ เนื้อตัวก็แดงวาบไปทั้งตัวเพราะเป็นภาพคู่รักกำลังพลอดรักอย่างร้อนแรง ท้องฟ้าตรงหน้าต่างในภาพแบ่งเส้นกลางวันกลางคืน หมายถึงร่วมสวาททั้งวันทั้งคืน คนผู้นี้แผนสูงนัก! จงใจขนตำราพวกนี้มาอ่านใกล้ๆ ขนาดลิงยังรู้เลยว่ามีเจตนาไม่บริสุทธิ์ เฉินเถาฮวาจึงก้มหน้างุดหนักขึ้น ไม่ยอมตอบ ไม่ยอมสบตา ร่างสูงใหญ่ก็มิได้คาดคั้น แต่โอบร่างบอบบางให้นอนเอนหลังอ่านหนังสือไปด้วยกัน“ข้อแรกกับข้อสองจะเกี่ยวพันกันแน่นแฟ้น หากต้องการทายาทที่สุขภาพดี ผู้ชายต้องหลั่งในช่วงที่ผู้หญิงมียินชี่มากที่สุด หน้าที่ของข้าคือต้องหน่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด”เอ่ยจบก็โน้มริมฝีปากอุ่นร้อนลงไปหาขณะที่นางกำลังเบิกตากว้าง เรียวปากของเจ้าฮวาเอ๋อร์ตัวน้อยช่างนุ่มละมุนและมีรสชาติหวานล้ำ หลี่เซวียนหลงตั้งอกตั้งใจดูดดื่มและตวัดลิ้นไล้ แม้ว่าอากาศด้านนอกจะหนาวจับใจแต่เขากลับรู้สึกว่าตนเองกำลังลุกเป็นไฟครั้นเมื่อลิ้นหวานนุ่มพัวพันกันนัวเนีย เขาก็รู้ส
บทที่ 18 หมดเวลาสายลมพัดมาหนาวจับขั้วกระดูก หิมะตกโปรยปราย ร้านรวงพากันปิดเงียบตั้งแต่ตะวันยังไม่ทันตกดิน บรรยากาศเมืองหยางโจวจึงเงียบสงัด มีเพียงเสียงทหารเวรยามที่ร้องเตือน ‘ระวังฟืนไฟ ระวังฟืนไฟ’ ภายในจวนหลงอ๋องเองก็สงบเงียบ คืนนี้เฉินเถาฮวานั่งอ่านบันทึกสงครามที่หลี่เซวียนหลงจดไว้ส่วนตัว นางค้นเจอโดยบังเอิญที่ชั้นหนังสือจึงหยิบมาอ่านเพลินๆ ตั้งแต่ค่ำ รู้ตัวอีกทีก็ดึกมากแล้ว พอเงยหน้าขึ้นและเหยียดกายไล่ความเมื่อยขบ นางก็หัวเราะเมื่อเห็นเขาหอบหนังสือกองโตมานั่งอ่านเป็นเพื่อนด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้“มีไม่กี่คนหรอกนะที่อ่านลายมือข้าออก” หลี่เซวียนหลงเงยหน้าจากหนังสือขึ้นมามองนางด้วยสายตาพร่างพราย ไม่ว่ากี่ครั้งกี่ครา รอยยิ้มอ่อนหวานของเขาก็ยังทำให้นางใจเต้นทุกครั้งที่ได้เจอ“อาเป่าบอกข้าว่าเจ้าตัดผ้าม่านของข้าจนเกลี้ยงจวน”“ข้าขอโทษที่ไม่ได้ขอท่านก่อน ข้า...” เฉินเถาฮวาอาศัยอยู่ที่จวนในฐานะอะไรก็ยังไม่แน่ชัด ดังนั้นพอจะเอ่ยปากว่าจะช
ดวงตาคมกริบเหลือบมองเด็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตากลับไปมองตรงข้างหน้า มือร้อนๆ กดศีรษะเล็กๆ ไว้ให้แนบแผงอก “ไม่น่ารักเอาซะเลยนะเรา อนาคตต้องได้เป็นนักรบที่เหลือรอด[1]แน่นอน”“นายกองหลี่พูดถูกต้องแล้ว” เฉินเถาฮวาฟังแล้วยิ้มอย่างถูกใจทันที“อย่ามัวแต่พูดมาก เกาะม้าไว้ให้ดีๆ เร็วเข้า”มือหยาบกระด้างกดศีร
“ใช้เลือดเนื้อฟันผ่า? ท่านนายกองโง่งมพูดเสียสวยหรู เท่าที่ข้าเห็น ท่านเดินหน้าหาความตายไม่พอ ยังพาลูกน้องไปตายอีกต่างหาก วาจาเยี่ยงนี้ยังหลอกเด็กอย่างข้าไม่ได้เลย”เด็กหญิงกล้าต่อกรโดยไม่สะทกสะท้าน“ถ้าข้าจะสู้ ข้าจะสู้ด้วยสติปัญญา คนทำศึกหากไม่รู้ดินฟ้าอากาศ ไม่รู้จักกลยุทธ์ ไม่รู้จักใช้คน ไม่รู้จ
“เด็กเอ๋ยเด็ก การทำศึกไม่ได้วัดผลแพ้ชนะกันที่จำนวนทหารเสียหน่อย”เรียวปากของชายหนุ่มวัยสิบห้าเหยียดยิ้ม ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากเด็กรัวๆ คนอย่างเขาชอบการต่อสู้เพราะฉะนั้นจึงไม่เกี่ยงหรอกว่าอีกฝ่ายจะเป็นแค่เด็กเจ็ดขวบ“ข้าอาจจะพลาดที่ไม่คิดว่าพี่ชายเจ้าจะซุ่มทัพไว้นอกเหนือจากที่คำนวณไว้ เรื่องจะง่ายขึ้นมา
บทที่ 1 รับตัวเข้าจวน องค์หญิงหย่งอาน พระธิดาของเอี้ยนอ๋อง ประวัติความเป็นมาขององค์หญิงผู้นี้ไม่แน่ชัด แทบไม่มีใครล่วงรู้ตัวตนขององค์หญิงผู้นี้เลยด้วยซ้ำ หากพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาอาจจะฟันธงไม่ได้ แต่ถ้าดูจากกิริยาท่าทาง นางมีสง่าราศีแฝงอยู่ก็จริง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าเชื้อพระวงศ์







