Beranda / รักโบราณ / ชายาเคียงบัลลังก์ / การแสดงได้เริ่มต้นแล้ว

Share

การแสดงได้เริ่มต้นแล้ว

Penulis: Selena
last update Tanggal publikasi: 2026-10-01 13:02:58

เมื่อรถม้าไม้คันเก่าเคลื่อนตัวมาหยุดลงที่ตรอกข้างจวนตระกูลเชี่ย ท้องฟ้าเบื้องบนก็เปลี่ยนเป็นสีครามเข้มยามโพล้เพล้จนเกือบเกือบมืดมิด

เชี่ย ผิงอัน ค่อยๆ ก้าวลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง พลางส่งสัญญาณให้ถางถางเดินตามนางย่องผ่านประตูข้างเข้าสู่บริเวณจวนอย่างเงียบเชียบที่สุด โดยหวังว่าจะหลบเลี่ยงสายตาของฮูหยินใหญ่และพี่สาวทั้งสองไปได้

ทว่า ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ร่างบางก็ต้องชะงักนิ่ง...

เบื้องหน้าใต้ชายคาโคมไฟสีแดงที่ส่องสว่างโชติช่วง คือร่างของสตรีสูงวัยในชุดอาภรณ์หรูหราสง่างาม นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักพร้อมถาดชาในมือ โดยมีสาวใช้คอยพัดโบกอยู่ข้างกาย... ฮูหยินผู้เฒ่าเชี่ย ผู้เป็นย่าแท้ๆ ของนางนั่นเอง

แม้ผิงอันจะเป็นเพียงบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยา แต่ยามที่มารดาของนางประสบโรคร้ายสิ้นใจไปตั้งแต่นางยังจำความไม่ได้ ก็เป็นท่านย่าผู้นี้ที่คอยโอบอุ้ม เลี้ยงดู และให้ความรักความเมตตานางมาโดยตลอดภายในจวนหลังใหญ่แห่งนี้

"ผิงอัน..."

น้ำเสียงทรงอำนาจทว่าแฝงความเอ็นดูของฮูหยินผู้เฒ่าดังขึ้น

"เหตุใดจึงกลับเอาป่านนี้เล่า รู้อยู่ว่าฟ้าจะมืดแล้ว เหตุใดจึงไม่รู้จักเกรงกลัวอันตราย"

ผิงอันรีบย่อกายคารวะท่านย่าอย่างนอบน้อม ดวงตาหลุบลงต่ำขณะเรียบเรียงคำโกหกเพื่อปกปิดความจริงเรื่องโรงน้ำชา

"เรียนท่านย่า... วันนี้พายุหิมะตกหนัก เส้นทางขึ้นเขาไปยังวัดป๋ออ้ายลำบากและลื่นยิ่งนัก ทั้งยามไปและยามกลับรถม้าไม่อาจทำความเร็วได้ หลานจึงกลับมาถึงจวนล่าช้าเจ้าค่ะ"

ผิงอันเงยหน้าขึ้นนิดๆ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลเปี่ยมความตั้งใจ "แต่ท่านย่าวางใจเถิดเจ้าค่ะ หลานได้สวดมนต์และทำบุญตั้งจิตอธิษฐานขอพรให้ท่านย่ามีสุขภาพแข็งแรง และขอพรให้ฮูหยินใหญ่มีความสุขเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ... พรุ่งนี้หลานก็จะเดินทางไปสวดมนต์ที่วัดอีก จะไปให้ครบครึ่งเดือนตามกำหนด เพื่อสำนึกผิดและไถ่โทษที่แอบนำของขวัญของพี่หญิงทั้งสองไปทิ้งลงน้ำเจ้าค่ะ"

คำว่า 'ทิ้งลงน้ำ' ทำให้ถางถางที่ยืนอยู่เบื้องหลังได้แต่นึกสะท้อนในใจ... เพราะทุกคนในจวนต่างรู้ดีว่า นั่นคือแผนการใส่ร้ายป้ายสีของคุณหนูใหญ่และคุณหนูรองที่จงใจโยนความผิดให้ผิงอัน เพื่อหาเหตุลงโทษบีบบังคับให้นางต้องออกไปตากลมหนาวสวดมนต์ไกลถึงนอกเมือง

ฮูหยินผู้เฒ่าเชี่ยทอดสายตามองหลานสาวด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความสงสารและเห็นอกเห็นใจ นางอยู่อาศัยในจวนแห่งนี้มาเนิ่นนาน มีหรือจะไม่รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของฮูหยินใหญ่และเด็กๆ พวกนั้น

ทว่าในฐานะผู้นำตระกูล บางครั้งนางก็ไม่อาจออกหน้าปกป้องบุตรอนุได้อย่างเปิดเผยเพราะต้องรักษาระเบียบและอำนาจฝ่ายในของเรือนหลัง

ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจยาว ค่อยๆ ยื่นมืออันเหี่ยวย่นไปกุมมือเล็กที่เย็นชื้นของผิงอันไว้เบาๆ

"เด็กโง่..."

ท่านย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

"ข้ารู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าเป็นเด็กอย่างไร เรื่องทิ้งข้าวของอะไรนั่น... เจ้าไม่ได้ทำหรอกใช่หรือไม่"

ผิงอันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบางๆ อย่างสงบเสงี่ยม ไม่เอ่ยฟ้องร้องหรือใส่ร้ายกลับ

"เรื่องมันผ่านไปแล้วเจ้าค่ะท่านย่า ข้ายินดีไปสวดมนต์ขอพร เพื่อความสงบสุขของจวนเรา"

"เจ้าช่างเป็นเด็กกตัญญูและจิตใจดีงามยิ่งนัก"

ฮูหยินผู้เฒ่าลูบหลังมือหลานสาวด้วยความอดสูในอก

"ในจวนใหญ่โตเช่นนี้ บางครั้งความอดทนอดกลั้นก็คือเกราะคุ้มภัยที่ดีที่สุด เจ้าต้องรู้จักอดทนไว้ให้มาก รู้หรือไม่หากวันใดที่เจ้าเติบโตขึ้น ฟ้าย่อมมองเห็นความดีของเจ้า"

"ขอบคุณท่านย่าที่สั่งสอน ผิงอันจะจดจำไว้ในใจเจ้าค่ะ"

"เอาล่ะ... รีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด ลมหนาวข้างนอกมันแรงนัก"

ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยกำชับ ก่อนจะเบนสายตาไปเห็นผ้าพันแผลเล็กๆ บนหน้าผากของผิงอันแต่ก็ไม่ได้เอ่ยทักท้วงให้เรื่องยาวความ

"ให้สาวใช้ยกน้ำร้อนและยาบำรุงไปให้เจ้าที่เรือนด้วยนะ"

"เจ้าค่ะท่านย่า"

ผิงอันย่อกายคารวะอีกครั้งด้วยความซาบซึ้งในความรักของท่านย่า ก่อนจะพาถางถางเดินแยกออกไปทางเรือนนอนเล็กๆ ฝั่งตะวันตก... แม้ในจวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยขวากหนามและเล่ห์กลของฮูหยินใหญ่ แต่ความอบอุ่นจากท่านย่าก็เปรียบเสมือนน้ำเย็นฉ่ำที่คอยชโลมหัวใจของนางให้มีแรงสู้ต่อในวันพรุ่งนี้

ยามเช้าของวันถัดมา พายุหิมะพัดผ่านไปทิ้งไว้เพียงความหนาวเย็นยะเยือกและเกล็ดหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมทั่วจวนตระกูลเชี่ย เชี่ย ผิงอัน ในชุดเสื้อคลุมขนสัตว์ผืนบางปานกลาง รีบก้าวเท้าออกจากเรือนนอนตั้งแต่ตรู่พร้อมกับ ถางถาง สาวใช้คนสนิทที่ถือตะกร้าคัมภีร์และเสบียงทำบุญตามหลังมาติดๆ ในใจของคุณหนูสามมัวแต่กังวลถึงอาการบาดเจ็บของ เฉินจื่อหลาน ที่นอนพักฟื้นอยู่ในห้องลับของโรงน้ำชาหลิวหยุน จิตใจจึงจดจ่ออยู่กับการหาทางออกจากจวนให้เร็วที่สุด

ทว่า ยังไม่ทันที่เท้าคู่เล็กจะได้ก้าวพ้นประตูซุ้มหินทางออกฝั่งทิศตะวันตก เสียงหัวเราะแหลมสูงอันน่ารำคาญใจก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

"อุ้ย! นั่นไม่ใช่น้องสามผู้กตัญญูหรอกหรือ"

เชี่ย รั่วหลาน (คุณหนูใหญ่) เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน นางก้าวออกมาจากหลังซุ้มไม้พร้อมกับ เชี่ย ลี่เหลียน (คุณหนูรอง) ทั้งสองแต่งกายด้วยชุดเสื้อคลุมเนื้อผ้าหรูหราประดับขนจิ้งจอกอย่างงดงาม

เชี่ย ลี่เหลียน ย่อกายลงเล็กน้อยพลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปากหัวเราะเยาะเย้ยอย่างโจ่งแจ้ง

"นั่นสิพี่หญิงใหญ่... ดูท่าทางรีบร้อนปานนี้ คงกลัวว่าจะไปสวดมนต์ขอพรสำนึกผิดที่วัดป๋ออ้ายไม่ทันกระมัง คล้องตะกร้าคัมภีร์ตากลมหนาวขึ้นเขาเช่นนี้ ช่างน่าสงสารเสียจริงหนอ บุตรสาวอนุผู้ไร้ที่พึ่ง"

"ใช่แล้วน้องรอง..."

คุณหนูใหญ่เสริมพลางก้าวเข้ามาขวางทางผิงอัน นัยน์ตาฉายแววสะใจ

"หากเจ้าไม่ทำตัวอวดดี ทำตัวสนิทสนมกับองค์ชายสาม ข้ากับน้องรองคงไม่แอบนำของขวัญอันมีค่าของพวกข้าไปทิ้งลงน้ำ ท่านแม่ก็คงจะไม่ส่งเจ้าไปตกระกำลำบาก ลุยพายุหิมะอยู่เขตนอกเมืองเช่นนี้ นี่ถือเป็นบทเรียนให้เจ้าเจียมเนื้อเจียมตัวเสียบ้าง"

ถางถางที่ยืนอยู่เบื้องหลังได้แต่นำมือมากุมกันแน่น นึกโมโหแทนคุณหนูของตนที่ถูกสองพี่น้องใส่ร้ายป้ายสีจนต้องรับโทษ

ยามปกติแล้ว ผิงอันมิใช่สตรีที่ยินยอมให้ผู้อื่นกดหัวรังแกได้ง่ายๆ ทว่ายามนี้ความห่วงใยในชีวิตของชายหนุ่มบาดเจ็บที่โรงน้ำชามีมากกว่า นางจึงไม่อาจเสียเวลามาโต้เถียงเรื่องไร้สาระกับพี่หญิงทั้งสอง

ใบหน้าสวยเรียบเฉย ทอดมองสตรีตรงหน้าทั้งสองด้วยสายตาสงบนิ่ง ก่อนจะเค่นยิ้มบางๆ ที่มุมปาก

"ขอบคุณพี่หญิงใหญ่และพี่หญิงรองที่ห่วงใยเจ้าค่ะ..."

ผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล ทว่าสืบเท้าก้าวเข้าไปใกล้ทั้งสองเล็กน้อย

"แต่อย่างน้อย การที่ข้าต้องออกไปตกระกำลำบากสวดมนต์ขอพรในครั้งนี้ ก็ทำให้ท่านย่าได้เห็นถึงความอดทนและความกตัญญูของข้า... ผิดกับบางคนที่วันๆ เอาแต่คิดแค้นริษยา หวังใช้เล่ห์กลชั้นต่ำไร้ความยั้งคิดป้ายสีผู้อื่น ระวังเถิดเจ้าค่ะ... กุศลผลบุญที่ข้าสวดมนต์ให้อาจส่งผลไม่ถึง แล้วความชั่วช้าที่ซ่อนไว้จะย้อนกลับมาแผดเผาตัวเองเข้าในสักวัน"

"เจ้า...! เจ้ากล้าพูดจาเช่นนี้กับพวกข้าอย่างนั้นหรือ?!"

คุณหนูใหญ่เบิ่งตากว้าง เบ้ปากถลึงตาใส่ผิงอันด้วยความโทสะจนหน้าดำหน้าแดง

"น้องสาม! เจ้าเป็นแค่ลูกอนุ คิดว่ามีท่านย่าคอยปกป้องแล้วจะกล้ากำเริบเสิบซาบใส่พวกข้าหรือ!"

คุณหนูรองตวาดเสียงแหลม ชี้หน้าผิงอันด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง

ผิงอันไม่แม้แต่จะเสียเวลาหันกลับไปมองอาการของทั้งสอง นางเพียงแค่ย่อกายลงครึ่งหนึ่งตามมารยาทด้วยท่าทีสง่างาม

"ข้าต้องรีบไปสวดมนต์ทำบุญแล้ว ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ... พี่หญิงทั้งสอง"

เอ่ยจบ ผิงอันก็พาถางถางก้าวผ่านร่างของสองพี่น้องที่กำลังถลึงตาใส่ด้วยความแค้นเคืองออกไปทางประตูจวนทันที มุ่งหน้าขึ้นรถม้าไม้เพื่อตรงไปยังโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างเร่งด่วน โดยไม่ใส่ใจเสียงสบถด่าทอที่ดังไล่หลังมาแม้แต่น้อย

ใช้เวลาไม่นานนัก รถม้าไม้ของจวนตระกูลเชี่ยก็เคลื่อนตัวมาหยุดลง ณ ตรอกด้านหลังของโรงน้ำชาหลิวหยุน ความห่วงใยและกังวลใจที่สั่งสมมาตลอดทางทำให้ เชี่ย ผิงอัน ไม่รอช้า นางรีบยกชายกระโปรงก้าวลงจากรถม้าอย่างเร่งรีบ แล้วตรงขึ้นไปยังห้องพักชั้นสองในทันที

ทันทีที่แย้มประตูไม้เข้าไป หัวใจที่เคยหนักอึ้งของคุณหนูสามก็พลันผ่อนคลายลง...

ภาพเบื้องหน้าคือบุรุษร่างสูงใหญ่ที่ยามนี้เริ่มรู้สึกตัวและยันกายลุกขึ้นนั่งพิงกับหัวเตียงได้แล้ว แม้ใบหน้าจะยังคงซีดเซียวจากพิษบาดแผลและการเสียเลือดมาก แต่ดวงตาคมกริบฉายแววลึกล้ำและลมหายใจที่สม่ำเสมอขึ้น ก็ทำให้ผิงอันถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอก

ขณะเดียวกัน เฉินจื่อหลาน ที่ค่อยๆ หันใบหน้ามองตามเสียงเปิดประตู นัยน์ตาคมทอดมองสตรีผู้เปรียบเสมือนผู้มีพระคุณตรงหน้าอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก...

เมื่อวันก่อนท่ามกลางพายุหิมะและความพร่ามัวจากพิษบาดแผล เขาไม่อาจมองเห็นใบหน้าของนางได้ชัดเจนนัก ทว่ายามนี้ เมื่อแสงแดดยามเช้าส่องกระทบผ่านรอยแย้มหน้าต่าง ปรากฏร่างบางในชุดเสื้อคลุมสีนุ่มนวล ผิวพรรณของนางขาวละเอียดเนียนนุ่มดั่งหิมะบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตดั่งหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า คิ้วเรียวโก่งรับกับสันจมูกเล็กโด่งและริมฝีปากอวบอิ่มสีกลีบเหมย แม้จะมีผ้าพันแผลผืนเล็กประดับอยู่บนหน้าผาก ทว่ากลับไม่อาจกลบความงดงามอันหมดจดและเปี่ยมด้วยจิตใจอันอ่อนโยนของนางได้เลย

งดงาม บริสุทธิ์ และผุดผ่องดั่งดอกบัวขาว...

ชั่วขณะนั้น องค์ชายใหญ่พลันเข้าใจเหตุผลได้อย่างกระจ่างแจ้ง...

เหตุใด มู่หลิงเชียว น้องชายผู้เย็นชา เหี้ยมเกรียม และมองผู้คนเป็นเพียงหมากบนกระดาน ยามเมื่ออยู่ต่อหน้านาง กลับยอมก้มหัวอ่อนโยนและประคบประหงมปกป้องนางถึงเพียงนี้ สตรีเช่นนาง ย่อมเป็นที่ปรารถนาและครอบครองของบุรุษทุกผู้ในแผ่นดินโดยแท้

ผิงอันสืบเท้าเข้าไปใกล้เตียงด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม นัยน์ตาสุกใสมองสบสายตาคมของเขา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแผ่วเบา

"ท่านฟื้นแล้วหรือ... รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ"

จื่อหลานจดจ้องใบหน้าหวานนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง นัยน์ตาลึกล้ำฉายแววครุ่นคิด... ยามนี้เขารู้ดีว่าตนเองกำลังถูกองค์ชายสามปิดเมืองล่าสังหาร และสถานะองค์ชายใหญ่ผู้ถูกปองร้ายของเขาย่อมนำพาภัยพิบัติร้ายแรงมาสู่โรงน้ำชาแห่งนี้ หากนางและคนรอบข้างรู้ตัวตนแท้จริงของเขา นางอาจต้องตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต เพื่อความปลอดภัยของทั้งสองฝ่าย ทางเลือกที่ดีที่สุดยามนี้ คือการปกปิดตัวตนของตนเองเอาไว้ก่อน

องค์ชายใหญ่แสร้งขมวดคิ้วแน่น แสดงสีหน้าเจ็บปวดและสับสน ยกมือขึ้นกุมศีรษะพลางเค้นเสียงแหบพร่าออกมาอย่างยากลำบาก

"ข้า... ข้าอยู่ที่ใดกัน?"

จื่อหลานเอ่ยถาม นัยน์ตาคมฉายแววว่างเปล่าและสับสน

"แล้ว... เจ้าเป็นใคร?"

ผิงอันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามกลับด้วยความสงสัย

"ข้าเป็นคนช่วยท่านมาจากลานหิมะนอกเมืองเจ้าค่ะ... แล้วตัวท่านเล่า ท่านเป็นใคร เหตุใดจึงไปนอนบาดเจ็บโชกเลือดอยู่กลางดงศพเช่นนั้น"

จื่อหลานกุมศีรษะพลางส่ายหน้าช้าๆ ใบหน้าคมคายฉายรังสีความทรมานและหลงลืมได้อย่างสมจริงยิ่งนัก

"ข้า... ข้าจำไม่ได้... หัวของข้าปวดไปหมด ข้าจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าตัวเองเป็นใคร หรือมาจากที่ใด..."

ผิงอันจดจ้องดวงตาคมของเขาด้วยความประหลาดใจและตกอกตกใจในเวลาเดียวกัน แววตาของนางฉายแววสับสน...

ชายหนุ่มรูปงามผู้สูงศักดิ์ตรงหน้า เหตุใดจึงมาความจำเสื่อมและสูญเสียความทรงจำไปในยามนี้ได้เล่า

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ชายาเคียงบัลลังก์   คนที่ฉุดนาง…คือข้าเอง

    ยามตระเวนผ่านพ้นกลางดึกคืนหนึ่ง รถม้าของตระกูลเชี่ยที่พาผิงอันเดินทางกลับจวนกำลังวิ่งเอื่อยๆ ไปตามถนนสายเงียบสงบ คืนนี้มีลูกค้านักเดินทางต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัด ส่งผลให้นางต้องอยู่จัดการร้านจนดึกดื่นกว่าทุกวันกระนั้น การกลับจวนยามวิกาลก็มิใช่เรื่องตื่นตระหนกอีกต่อไป ในเมื่อกิจการโรงน้ำชาได้รับอนุญาตอย่างผ่าเผย ทั้งคนในตระกูลเชี่ยตั้งแต่ใต้เท้าเชี่ยจนถึงพี่หญิงทั้งสองก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามาคอยจับผิดหรือหาเรื่องดุด่านางเหมือนแต่ก่อนทว่าความเงียบสงบของยามค่ำคืนพลันถูกทำลายลงเอี๊ยด!รถม้าหยุดกึกอย่างกะทันหันจนร่างของคุณหนูสามไถลไปข้างหน้า ก่อนที่เสียงร้องตื่นตระหนกของคนขับรถม้าจะดังแผดขึ้นเมื่อถูก 'ชูเจา' องครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่ ดึงกระชากตัวร่วงลงไปกองกับพื้นถนนผิงอันขมวดคิ้วแน่น หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่นางหรือสาวใช้จะได้เอ่ยปากสอบถามสิ่งใด บานประตูรถม้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ โผล่แทรกตัวเข้ามา มือแกร่งยื่นเข้ามารวบร่างบอบบางของคุณหนูสามดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นแน่นหนาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว นัยน์ตาคู่คมวูบไห

  • ชายาเคียงบัลลังก์   สงครามขนาดเล็กขององค์ชาย

    ตลอดหลายวันที่ผิงอันต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในจวน บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ทุเลาลงจนหายดี สิ่งที่แปลกไปคือบรรยากาศภายในจวนตระกูลเชี่ยที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ... ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเชี่ย พี่หญิงใหญ่ หรือ พี่หญิงรอง ต่างก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามาเค้นคอถามความจริงหรือวุ่นวายกับนางอีกเลย ทุกคนในจวนปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งผิงอันเองก็รู้สึกยินดีและผ่อนคลายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ยินเสียงจิกหัวด่าทอหรือเรื่องกวนใจเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจที่สุดคือ บิดายินยอมให้เปิดกิจการโรงน้ำชาหลิวหยุนต่อได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องคอยแอบปีนกำแพงหรือปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป...ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังความอารีและคำอนุญาตอันง่ายดายนี้ แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากองค์ชายใหญ่ที่ข่มขู่ใต้เท้าเชี่ยไว้ และกำชับหนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายให้ผิงอันรู้อย่างเด็ดขาดวันนี้ เมื่อร่างกายหายดีแล้ว ผิงอันจึงเดินทางกลับมาเปิดโรงน้ำชาอีกครั้งด้วยหัวใจที่ตั้งมั่น แต่... บรรยากาศของโรงน้ำชาที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน กลับเงียบเหงาและเย็นเยือกจน

  • ชายาเคียงบัลลังก์   เขาก็แค่คนหลอกลวง

    เพียะ! เพียะ!เสียงไม้หวายเส้นหนากระแทกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูสามติดต่อกันอีกสองสามที ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจจนผิงอันทนทานไม่ไหว ร่างบางฟุบล้มลงไปนอนกองกับพื้นหินอันเย็นเชียบ รอยเลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อน หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าเวทนาทว่า... ก่อนที่ไม้ฟาดที่สี่จะทันได้ตลบแหวกอากาศลงมากลางหลังโครม!บานประตูใหญ่หน้าจวนตระกูลเชี่ยพลันถูกถีบออกอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเรือนกายสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ ในชุดผ้าไหมทรงสบายๆ ทว่าแฝงความหรูหราสูงศักดิ์ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาภายในลานลงอาญาด้วยท่วงท่าทรงบารมี โดยมีองครักษ์คนสนิทอีกสองนายเดินตามหลังมาติดๆคนในจวนตระกูลเชี่ยต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัวหรือถวายบังคม ร่างสูงของเฉินจื่อหลานก็ตรงเข้ามาทรุดกายลง ประคองอุ้มร่างอันสั่นเทาของคุณหนูสามขึ้นมาไว้แนบกายในอ้อมแขนอันอบอุ่นแน่นดั่งทรัพย์สินอันประเมินค่าไม่ได้ผิงอันที่บอบช้ำและกำลังจะสูญเสียสติ ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามเอียงใบหน้าซบลงกับอกแกร่ง พลางปรือตาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้... นัยน์ตาหวานสั่นระริกด้

  • ชายาเคียงบัลลังก์   องค์ชายใหญ่เสด็จแล้ว

    กลางดึกของคืนเดียวกันนั้นเอง... ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างสมบูรณ์ เฉินจื่อหลานที่ล้ามาจากเหตุการณ์ในป่าไผ่ เคลิ้มหลับใหลลงบนเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องส่วนตัวอย่างผ่อนคลาย โดยไร้ความกังวลใจใดๆ ด้วยคิดว่าตนเองปลอดภัยดีแล้วภายใต้เงาคุ้มครองของคุณหนูสามทว่า ท่ามกลางความเงียบ นั้น... บานหน้าต่างไม้ถูกเปิดอย่างเบามือแท่งหลอดไม้เรียวยาวดุจเข็มพลันถูกสอดลอดผ่านช่องรอยต่อของประตูห้องเข้ามาอย่างเงียบเชียบและไร้เสียงฟู่...ควันละอองสีขาวเจือกลิ่นหอมบางเบาใถูกเป่าฟุ้งกระจายออกมาจากปลายหลอด กระจายตัวแทรกซึมไปในอากาศยามราตรี ละอองยานอนหลับชั้นเลิศลอยเข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ขององค์ชายใหญ่ ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ที่หลับใหลอยู่แล้ว พลันดิ่งจมลงสู่ความหลับใหลที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ร่างกายอ่อนระทวย ไร้ซึ่งสติและการรับรู้โดยสิ้นเชิงเพียงครู่เดียว ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ชายชุดดำสองนายเร้นกายเข้ามาในเงามืดดั่งภูตผี พวกเขาไม่รอช้า เข้าประคองอุ้มร่างขององค์ชายใหญ่ขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานออกทางหน้าต่าง ทะยานหายลับไปในความมืดมิดของยา

  • ชายาเคียงบัลลังก์   การแสดงที่สมจริง

    ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนหนึ่งหลังจากที่ผิงอันถูกกักบริเวณไว้ภายในจวนตระกูลเชี่ย อาซาที่ไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอันใดเลย ก็ได้ใช้วานให้ เสี่ยวถังนำชาไปส่งยังจุดหมายปลายทางกลางป่าทางทิศตะวันตกตามที่มีลูกค้านัดหมายจองไว้ล่วงหน้าทว่า อาซากลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การส่งชาในป่าลึกยามวิกาลครั้งนี้ ไม่ใช่การค้าขายตามปกติ... หากแต่เป็น กับดักอันแยบยวน ที่มู่หลิงเชียว วางไว้เพื่อล่อเสี่ยวถังให้ออกมาจากเกราะคุ้มกันของโรงน้ำชาและสายตาของคุณหนูสามเมื่อก้าวเท้าลึกเข้ามาถึงใจกลางป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงัด บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงสายลมพัดใบไผ่สีกระทบกันดังหวีดหวิว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนก็โผล่ออกมาจากเงามืด ชักดาบคู่กายออกมากระชับแน่น ปิดล้อมองค์ชายใหญ่ไว้ทุกทิศทางทว่า เฉินจื่อหลานกลับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซ้ายม้าศึกก็ดังขึ้นช้าๆ บุรุษผู้สง่างามในชุดสีดำสนิทควบม้าฝ่าเงามืดออกมา เขาไม่ได้ปิดบังใบหน้าหรือนัยน์ตาแม้แต่น้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์อันทรงอำนาจของ มู่หลิงเชียว อย่างเปิดเผยม

  • ชายาเคียงบัลลังก์   แค่หมากตัวหนึ่งจริงๆหรือ

    เฉินจื่อหลานถูกคนขององค์ชายสามพาส่งกลับมายังโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างปลอดภัย ไร้ร่องรอยการรังแกหรือคุมขัง ยามนี้เขานั่งอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งมี ชูเจา องครักษ์คนสนิทลอบใช้วิชาตัวเบาเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบในยามที่อาซาออกไปจัดการความเรียบร้อยด้านนอกดวงตาคมกริบขององค์ชายใหญ่ฉายแววพึงพอใจเมื่อนึกถึงท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมู่หลิงเชียว บุรุษผู้กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในเมืองหลวง ทว่ากลับต้องยอมถอยทัพกลับไปอย่างชอกช้ำเพียงเพราะคำขู่เด็ดขาดของคุณหนูสามทว่า... เหนือสิ่งอื่นใดที่แล่นเข้ามาในหัวใจของจื่อหลาน ยามนี้กลับมิใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับผิงอันภายในถ้ำหินเมื่อคืนนี้ สัมผัสอ่อนนุ่ม นัยน์ตาไหววูบสับสน และรสจูบอันแสนหวานที่นางยินยอมมอบให้แต่โดยดี...รอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่ง ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายทีละน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำชูเจาที่นั่งชันเข่าเฝ้าระวังอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มอารมณ์ดีอันผ่อนคลายของผู้เป็นนาย ก็พลันเข้าใจไปเองทันทีว่า องค์ชายใหญ่กำลังปิติยินดีที่สามารถปั่นหัวและเอาคืนองค์ชายสามได้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status