Masukทันทีที่เสียงกีบเท้าม้าขององค์ชายสามและกองกำลังทหารคุมประตูดังห่างออกไปจนเงียบสงบ ถางถาง และ อาซา ที่แอบลุ้นระทึกอยู่มุมมืดบนชั้นสองก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบลงบันไดตรงมาหา เชี่ย ผิงอัน ด้วยความตื่นตระหนกและห่วงใยสุดขีด
"คุณหนู! คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ!" ถางถางประคองร่างของผิงอันไปนั่งที่เก้าอี้ด้วยมือสั่นเทา "หน้าผากแตกเลือดไหลไม่หยุดเลยเจ้าค่ะ!" อาซารีบนำผ้าสะอาดและสมุนไพรห้ามเลือดเข้ามาคุกเข่าลงเบื้องหน้า คอยเช็ดคราบเลือดและใส่ยาประคบบาดแผลให้อย่างเบามือ "ยามที่หัวหน้าทหารผลักคุณหนูจนหัวชนขอบประตู ข้าตกใจจนหัวใจแทบหยุดเต้น... โชคดีเหลือเกินที่องค์ชายสามเข้ามาช่วยได้ทันเวลาพอดี" "นั่นสิเจ้าคะคุณหนู" ถางถางเอ่ยตื่นเต้นขึ้นมาทันควัน นัยน์ตาเป็นประกาย "เมื่อครู่ข้าแอบมองอยู่หลังม่าน... องค์ชายสามส่อแววเหี้ยมเกรียมตบทหารเลวผู้นั้นจนลอยเค้งออกไปหน้าร้าน แต่พอกลับมามองคุณหนู สายตาขององค์ชายกลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนและนุ่มนวลราวกับคนละคน ทั้งงดงาม หล่อเหลา แถมยังทรงอำนาจถึงเพียงนั้น แต่กลับยอมก้มหัวประคบประหงมคุณหนูสามผู้เป็นเพียงบุตรอนุอย่างไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย" "ใช่แล้ว..." อาซาเอ่ยพยักหน้าเห็นพ้องพลางพันผ้าแผลให้ผิงอันอย่างพิถีพิถัน "ในเมืองหลวงใครๆ ต่างก็ลือกันว่าองค์ชายสามมู่หลิงเชียวผู้นี้เหี้ยมโหดและเย็นชาดุจน้ำแข็ง แต่สำหรับคุณหนูแล้ว องค์ชายกลับยกให้เป็นข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว... การที่เขารักและปกป้องคุณหนูจากหัวใจจริงเช่นนี้ นับเป็นโชคดีชิ้นใหญ่ของคุณหนูเลยนะเจ้าคะ หากวันข้างหน้าคุณหนูได้แต่งเข้าจวนใครหน้าไหนในจวนตระกูลเชี่ยก็คงไม่กล้ารังแกคุณหนูอีกต่อไปแล้ว" "ใช่เลยเจ้าค่ะคุณหนู หากองค์ชายออกปากปกป้องถึงขนาดนี้ ฮูหยินใหญ่กับคุณหนูใหญ่คงได้อกแตกตายแน่ๆ!" ถางถางเสริมด้วยรอยยิ้มปลื้มปิติ ผิงอันฟังคำชื่นชมและสายตาคาดหวังของสาวใช้ทั้งสองแล้ว เพียงแต่คลี่ยิ้มบางๆ อย่างสงบเรียบร้อย นัยน์กลมหลุบลงต่ำ ไม่ได้เอ่ยคำตอบรับหรือปฏิเสธใดๆ ออกมา สำหรับนางแล้ว... แม้มู่หลิงเชียวจะแสดงออกถึงความรักอันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ต่อนางอย่างชัดเจนมาตั้งแต่วัยเยาว์ แม้เขาจะคอยเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้ความช่วยเหลือในยามที่นางถูกคนในตระกูลข่มเหง แต่หัวใจของนางกลับไร้ซึ่งความรู้สึกรักใคร่แบบชายหญิง สายสัมพันธ์ระหว่างนางกับเขาถูกขีดเส้นไว้เพียงคำว่า 'สหายในวัยเด็ก' เท่านั้น อีกทั้งลางสังหรณ์บางอย่างกลับเตือนให้นางรู้ว่า ความรักอันหนักแน่นและเผ็ดร้อนของสหายผู้นี้... อาจนำพาความยุ่งยากและอันตรายที่ไม่อาจคาดคิดมาสู่นางในอนาคต ขณะที่เสียงพูดคุยอย่างโล่งอกของสามนางด้านล่างค่อยๆ เงียบลง บนชั้นสองของโรงน้ำชาหลิวหยุน ภายในห้องพักอันเงียบสงบ เฉินจื่อหลาน ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้เริ่มเคลื่อนไหวเล็กน้อย ไออุ่นจากยาสมุนไพรและการเย็บแผลอย่างประณีตของอาซาบวกกับความทรหดของร่างกาย ทำใหค่อยให้องค์ชายใหญ่ค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมาทีละน้อย แม้เปลือกตาจะยังหนักอึ้งและร่างกายแทบไร้เรี่ยวแรง ทว่าสติสัมปชัญญะและการรับรู้ของเขากลับแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ... เขาได้ยินเสียงเอะอะโวโวยและการทุบประตูอย่างอุกอาจของพวกทหารตั้งแต่ต้น ได้ยินเสียงโต้เถียงอันเด็ดเดี่ยวของคุณหนูสามผู้มีเมตตา ไปจนถึงเสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าและน้ำเสียงอันทรงอำนาจของบุรุษผู้สืบเท้าเข้ามาแก้สถานการณ์ ตัวเขาถูกส่งไปอยู่ชายแดนตั้งแต่ยังเยาว์วัย ใบหน้าและน้ำเสียงของเหล่าน้องชายต่างมารดาในเมืองหลวงจึงพร่ามัวเกินกว่าจะจดจำได้ แม้น้ำเสียงดุดันและเยือกเย็นของบุรุษผู้นั้นจะไม่คุ้นหู ทว่าประติประต่อเรื่องราวจากคำประกาศจับของทหาร คำสั่งปิดเมือง และบทสนทนาของสามนางด้านล่างแล้ว เขาก็เค้นความจริงอันน่าพรั่นพรึงออกมาได้ในทันที ‘องค์ชายสาม... มู่หลิงเชียว’ เหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อคืนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ใช่การซุ่มโจมตีของโจรป่า ทว่าเป็นการวางแผนลอบสังหารอย่างเปิดเผยและเหี้ยมโหดเพื่อเอาชีวิตเขา นึกไม่ถึงว่าน้องสามผู้ตระเตรียมแผนการชั่วร้ายนี้จะกุมอำนาจทหารในราชสำนักไว้อย่างล้นฟ้า ถึงขั้นสั่งปิดเมือง ตรวจค้นบ้านเรือน และอ้างเรื่องนักโทษหลบหนีเพื่อล่าสังหารเขาให้สิ้นซากเช่นนี้ ความเจ็บปวดจากบาดแผลฉกรรจ์แล่นปราดไปทั่วร่าง แต่อารมณ์เดือดดาลและสายตาอันลึกล้ำของเขากลับถูกบดบังไว้ใต้ความเงียบสงบ... โชคดียิ่งนักที่ เชี่ย ผิงอัน บังเอิญเดินทางผ่านมาพบและยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิตเขาไว้ท่ามกลางกองหิมะ มิหนำซ้ำยามนี้ นางยังกล้าเสี่ยงชีวิต ยอมให้ศีรษะตนเองต้องบาดเจ็บเลือดตกยางออกเพื่อยืนขวางพวกทหารไม่ให้บุกเข้ามาตรวจค้นด้านใน จากบทสนทนาด้านล่าง เฉินจื่อหลานรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างน้องสามและคุณหนูสามผู้นี้ไม่ธรรมดา องค์ชายสามผู้แสนเหี้ยมโหดและไม่เคยเห็นหัวผู้ใด กลับยอมก้มหัวประคบประหงมและยอมถอยทัพไปเพียงเพราะไม่อยากให้นางต้องขวัญเสีย แสดงให้เห็นว่าสายสัมพันธ์และความรู้สึกที่น้องสามมีต่อนางนั้นลึกซึ้งเพียงใด ทว่า แม้ผิงอันจะสนิทสนมกับหลิงเชียวมาตั้งแต่เยาว์วัย และหลิงเชียวจะแอบรักนางเพียงใด แต่ฟังจากบทสนทนา แล้วก็เชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจว่า... คุณหนูสามผู้นี้ เปรียบเสมือนดอกบัวขาวบริสุทธิ์ นางมิใช่คนชั่วร้าย เลวทราม หรือเป็นหุ่นเชิดในแผนการอันสกปรกขององค์ชายสามอย่างแน่นอน มือหนาของเฉินจื่อหลานที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มค่อยๆ ขยับกำแน่นขึ้น... ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเรียบลื่นและเย็นเยือกของวัตถุชิ้นหนึ่งในฝ่ามือ มันคือ ป้ายหยกประจำตัว ของผิงอันที่ติดมือเขามาโดยที่นางไม่รู้ตัว เขาใช้นิ้วโป้งลูบไล้รอยแกะสลักบนป้ายหยกนั้นเบาๆ ในใจตั้งปณิธานไว้ว่า ชะตาชีวิตและแผ่นดินที่กำลังจะลุกเป็นไฟนี้ เขาจะไม่เพียงแต่ต้องเอาคืนน้องชายทรยศเท่านั้น... แต่เขาจะต้องปกป้องหญิงสาวผู้เป็นเจ้าของป้ายหยกชิ้นนี้ ให้พ้นจากเงามืดอันอำมหิตให้จงได้ เมื่อเหตุการณ์ตึงเครียดด้านล่างคลี่คลายลง บรรยากาศภายในโรงน้ำชาหลิวหยุนก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง ทว่าดวงตะวันที่เริ่มคล้อยต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่า เชี่ย ผิงอัน ไม่อาจพำนักอยู่ที่นี่ได้นานกว่านี้ มิเช่นนั้นการหนีการไปสวดมนต์ที่วัดป๋ออ้ายและความล่าช้าในการกลับจวนตระกูลเชี่ย จะกลายเป็นช่องทางให้แม่ใหญ่และพี่หญิงทั้งสองใช้เล่นงานนางได้ ก่อนจะออกเดินทางกลับจวน ผิงอันก้าวขึ้นบันไดไม้อย่างเงียบเชียบขึ้นไปยังห้องพักชั้นสอง นัยน์ตาฉายแววห่วงใยขณะผลักประตูเข้าไปดูอาการของบุรุษแปลกหน้าเป็นครั้งสุดท้าย ยามนี้ เฉินจื่อหลาน ยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ทว่าใบหน้าที่เคยเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดเข้มและคราบฝุ่นผงกลับถูกอาซาเช็ดทำความสะอาดจนหมดสิ้น แสงแดดยามเย็นที่ลอดผ่านรอยแย้มหน้าต่างตกกระทบลงบนใบหน้าคมคาย เผยให้เห็นผิวพรรณเรียบเนียนสว่างใส โครงหน้าได้รูปและสันจมูกโด่งคมดั่งรูปสลัก แม้ยามหลับใหลไร้สตินัยน์ตาปิดสนิท แต่กลิ่นอายความสง่างามสูงศักดิ์กลับเด่นชัดจนสะกดสายตาผู้มอง ผิงอันจดจ้องใบหน้าหล่อเหลานั้นพลางถอนหายใจออกมาเบาๆ ... แม้เขาจะมีรูปโฉมงดงามชวนมองเพียงใด ทว่าการมีอยู่ของเขากลับสร้างความหนักใจและเป็นภาระชิ้นโตให้นางอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง นางรู้ดีมาตลอดว่า มู่หลิงเชียว สหายในวัยเด็กของนาง มิใช่บุรุษผู้ทรงคุณธรรมหรือจิตใจดีงามดั่งภาพลักษณ์ภายนอก การที่เขานำทหารออกตรวจค้นและล่าสังหารผู้คนอย่างอุกอาจเช่นนี้ ย่อมมีเรื่องการเมือง ราชบัลลังก์ และความขัดแย้งอันลึกล้ำเบื้องหลังอย่างแน่นอน ในใจลึกๆ ผิงอันได้แต่หวังและคิดเข้าข้างตนเองว่า บางทีบุรุษผู้นี้อาจเป็นเพียงผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญไปพัวพันกับความวุ่นวาย และคนที่องค์ชายสามกำลังพลิกแผ่นดินตามล่า... อาจไม่ใช่ชายหนุ่มตรงหน้านี้ก็เป็นได้ ทว่าตราบใดที่ความจริงยังไม่ปรากฏ นางก็ไม่อาจประมาทได้แม้แต่น้อย เพื่อความปลอดภัยของชีวิตเขา นางจึงต้องซ่อนตัวเขาไว้ในห้องลับที่โรงน้ำชาแห่งนี้ต่อไป ผิงอันยืนมองร่างสูงใหญ่ที่เริ่มมีสีเลือดฝาเสน่ห์บนใบหน้าอีกครู่หนึ่ง พลางยกมือขึ้นกุมหน้าผากที่มีผ้าพันแผลของตนเองไว้ ในใจได้แต่พนมมือภาวนา... ขอให้เขาฟื้นคืนสติโดยไว เพื่อที่นางจะได้ถามไถ่ถึงความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมด และหาทางพาเขาออกไปจากกรงเล็บอันอันตรายให้เร็วที่สุด ก่อนที่ความลับนี้จะย้อนกลับมาแผดเผาทุกคนให้มอดไหม้ ขณะที่ผิงอันกำลังยืนทอดสายตามองใบหน้ายามหลับใหลของเขาด้วยความคิดอันหนักอึ้ง เสียงก้าวขาเบาๆ พร้อมกลิ่นหอมกรุ่นของยาสมุนไพรต้มก็ดังมาจากทางประตู อาซา เดินถือถ้วยยาที่ยังมีควันลอยฉุยขึ้นมาด้านบน ทันทีที่เห็นสายตาของคุณหนูสามที่จดจ้องร่างสูงบนเตียงไม่วางตา รอยยิ้มซุกซนพลันปรากฏขึ้นที่มุมปากของหญิงสาว "คุณหนูเจ้าคะ..." อาซาเอ่ยเย้าเสียงเบา พลางก้าวเข้ามาวางถ้วยลงบนโต๊ะข้างเตียง "จ้องมองเขาตาไม่กระพริบเช่นนี้... อย่าบอกนะเจ้าคะว่าคุณหนูสามของเราหลงใหลในรูปโฉมของชายแปลกหน้าผู้นี้เสียแล้ว" ผิงอันสะดุ้งเล็กน้อยจากความคิด ก่อนจะหันมาส่งสายตาดุสหายเบาๆ "อาซา เจ้าพูดจาเลอะเทอะอันใดกัน ข้าเพียงแค่กำลังกังวลเรื่องอาการของเขาต่างหาก" "เลอะเทอะที่ไหนกันเจ้าคะ" อาซาหัวเราะร่า ค่อยๆ ย่อตัวลงมองดูใบหน้าคมคายของเฉินจื่อหลานใกล้ๆ "แต่จะว่าไป พอล้างคราบเลือดออกหมดแล้ว ชายผู้นี้กลับหล่อเหลางดงามจนน่าตกตะลึงจริงๆ นี่ยังไม่นับเรื่องความสูงศักดิ์ที่ฉายออกมาแม้กระทั่งยามนอนหลับนะเจ้าคะ... ดูท่าทางการวางมือ ท่วงท่าการนอนสิ ดูสง่าราศี อบอุ่นดั่งผืนแผ่นดินใหญ่ ให้ความรู้สึกปลอดภัยเหมือนบุรุษที่สามารถปกป้องพึ่งพาได้ต่างจากองค์ชายสามโดยสิ้นเชิงเลยเจ้าค่ะ" ผิงอันฟังคำเปรียบเทียบของอาซาแล้วพลันชะงักไป นัยน์ตากลมเบนกลับไปมองร่างสูงบนเตียงอีกครั้ง... ภาพของมู่หลิงเชียวลอยเข้ามาในความคิด องค์ชายสามนั้นหล่อเหลาไร้ที่ติ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเหี้ยมเกรียม อันตราย และความเยือกเย็นดั่งขุนเขาหิมะที่พร้อมจะทลายลงมากลบผู้คน แต่บุรุษตรงหน้านี้ แม้จะบาดเจ็บสาหัสและยามนี้ใบหน้าซีดเซียว แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่น สดใส และน่าไว้วางใจดั่งแสงแดดยามเช้าในฤดูหนาวจริงดั่งที่อาซาว่า หากแต่ ผิงอันไม่ได้เอ่ยคำใดตอบกลับสหาย นางเพียงแค่คิดตามอยู่ในใจนิ่งๆ ... ยามนี้จิตใจของนางมัวแต่กังวลเรื่องความปลอดภัยของเขาและสถานการณ์ตึงเครียดภายนอกมากกว่าจะมาคิดเรื่องรูปโฉมชายหนุ่ม "เจ้าอย่ามัวแต่หยอกข้าเลยอาซา" ผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นเล็กน้อย "รีบป้อนยาเขาเถิด ยามนี้ทหารขององค์ชายสามยังคงเดินตรวจตามตรอกซอกซอยข้างนอก หากเขาฟื้นขึ้นมาเร็วเท่าใด พวกเราก็จะยิ่งหาทางรับมือได้เร็วเท่านั้น" "เจ้าค่ะๆ คุณหนูสาม" อาซายิ้มรับอย่างร่าเริง ก่อนจะสืบเท้าเข้าไปประคองร่างของเฉินจื่อหลานเพื่อช่วยป้อนยา โดยมีผิงอันยืนมองอยู่ข้างๆ ด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความกังวลและความหวัง... ขอให้ชายหนุ่มผู้นี้รอดพ้นจากภัยมืดที่กำลังตามล่าเขาอยู่ในเร็ววัน ถางถางเดินขึ้นมาตามคุณหนูกลับจวนด้วยสีหน้าร้อนใจ "คุณหนูสามเจ้าค่ะ... ได้เวลาต้องกลับจวนตระกูลเชี่ยแล้วเจ้าค่ะ หากช้ากว่านี้ ล้อรถม้ากลับถึงประตูจวนหลังตะวันตกดิน ฮูหยิน กับคุณหนูใหญ่ต้องนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านผู้นำตระกูลอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ" เชี่ย ผิงอัน พยักหน้ารับคำสาวใช้เบาๆ นางรู้ดีว่าไม่อาจประวิงเวลาอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป ใบหน้าสวยหันไปมองใบหน้าคมคายที่กำลังหลับใหลของ เฉินจื่อหลาน บนเตียงอีกครั้งด้วยความกังวลที่ยังคงตกค้างอยู่ในอก ก่อนจะหันกลับไปหาอาซาที่กำลังเช็ดทำความสะอาดถ้วยยา แล้วเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและแฝงความห่วงใย "อาซา... ฝากเจ้าช่วยดูแลเขาอย่างพิถีพิถันด้วยนะ หากเขามีไข้สูงหรือแผลเปิดขึ้นมาอีก เจ้าใช้ยาสมุนไพรที่ดีที่สุดรักษาเขาได้เลย ไม่ต้องเกรงกลัวว่ายาสมุนไพรจะหมด" อาซายิ้มรับพลางพยักหน้าให้สหายสบายใจ "คุณหนูสามวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลเขาอย่างสุดความสามารถ และจะพาเขาลงไปซ่อนในห้องลับใต้ดินหลังตู้ชาทันทีที่เขาอาการดีขึ้นพอจะเคลื่อนย้ายได้" "อืม..." ผิงอันถอนหายใจยาว ความกังวลบนใบหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อย "อย่างไรเสีย ด้วยคำสั่งเด็ดขาดของหลิงเชียวในวันนี้ ทหารคงไม่กล้าบุกเข้ามาวุ่นวายที่โรงน้ำชาแห่งนี้อีกสักพัก ที่นี่น่าจะปลอดภัยไปได้อีกหลายวัน... “พรุ่งนี้เช้า ข้าจะหาโอกาสแอบออกจากจวนมารับฟังข่าวคราวและดูอาการของเขาอีกครั้ง" "คุณหนูระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ ยามกลับไปถึงจวนคงต้องรับมือศึกหนักกับฮูหยินอีกแน่" อาซาเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง ผิงอันยิ้มบางๆ ให้สหายอย่างเข้มแข็ง ก่อนจะหมุนตัวก้าวออกจากห้องพักชั้นสอง เดินลงบันไดไปพร้อมกับถางถาง ก้าวขึ้นรถม้าไม้คันเก่าที่จอดรออยู่ตรงประตูหลังโรงน้ำชา มุ่งหน้ากลับสู่จวนตระกูลเชี่ยท่ามกลางแสงตะวันยามเย็นที่ค่อยๆ ลิบหรี่ลง... ทิ้งให้บุรุษที่พามาพักฟื้นกายอยู่ภายใต้การดูแลอันปลอดภัย ณ โรงน้ำชาหลิวหยุนแห่งนี้ จวนองค์ชายสาม บรรยากาศภายในห้องหนังสือกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบอันน่าพรั่นพรึง มู่หลิงเชียว นั่งประทับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักอย่างที่เคย นิ้วเรียวยาวคีบแก้วชาดินเผาขึ้นจิบอย่างเนิบช้าและรอนิ่งฟังข่าวสารจากองครักษ์ประจำตัว ทว่าเมื่อ กวนเฟิง ก้าวเข้ามาในห้องและก้มศีรษะลงรายงาน ข่าวที่นำมากลับทำให้อากาศในห้องเย็นเยือกขึ้นทันควัน "รายงานองค์ชาย..." กวนเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียด "คนของเราค้นทั่วทุกโรงหมอ โรงเตี้ยม หอคณิกา และบ้านเรือนราษฎรในเขตนอกเมืองจนครบถ้วนแล้ว... ทว่ากลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงพ่ะย่ะค่ะ ไร้ร่องรอยของบุรุษต่างเมืองที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสแม้แต่คนเดียว" กวนเฟิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะรายงานต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "ยามนี้... มีเพียงสถานที่เดียวเท่านั้นที่คนของเรายังไม่ได้บุกเข้าไปตรวจค้นด้านในอย่างถี่ถ้วนพ่ะย่ะค่ะ... นั่นคือ โรงน้ำชาหลิวหยุน ของคุณหนูสาม" มู่หลิงเชียวชะงักแก้วชาในมือเล็กน้อย ก่อนจะเค้นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นัยน์ตาหงส์ฉายแววอ่อนลงครู่หนึ่งเมื่อนึกถึงใบหน้าหวานเปรอะคราบเลือดของคุณหนูสามแห่งตระกูลเชี่ย "โรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างนั้นหรือ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่ทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ "ข้าเพิ่งเดินทางมาจากที่นั่นด้วยตนเอง ผิงอันอยู่ที่นั่นพร้อมสาวใช้เพียงไม่กี่คน นางเป็นสตรีบอบบางและรักสงบ จะไปซุกซ่อนนักโทษอุกฉกรรจ์ที่โชกเลือดเช่นนั้นไว้ได้อย่างไร อีกอย่าง... ข้าเป็นคนสั่งให้ถอนกำลังออกมาเอง ห้ามใครหน้าไหนเข้าไปรบกวนนางอีกเด็ดขาด" "แต่ว่า..." กวนเฟิงพยายามจะทักท้วงด้วยความกังวล "ไม่มี 'แต่' ทั้งนั้น!" องค์ชายสามตัดบทอย่างไร้ความเมตตา "สถานที่ของผิงอัน ย่อมบริสุทธิ์และปลอดภัย ข้าเชื่อใจนาง อย่าได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเพื่อเบี่ยงเบนความไร้ความสามารถของพวกเจ้าอีก" กวนเฟิงก้มหน้ารับคำอย่างไม่กล้าขัดใจ ได้แต่นิ่งเงียบปล่อยให้องค์ชายวางแก้วชาลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง ก๊อก แล้วเอนกายพิงเก้าอี้ไม้ พลางหลุบสายตาลงต่ำ อดรู้สึกหนักอกกับสถานการณ์ยามนี้ไม่ได้... การลอบสังหารครั้งนี้ซับซ้อนยิ่งนัก เพราะเสด็จพี่ เฉินจื่อหลานถูกส่งตัวไปอยู่ชายแดนตั้งแต่ยังเยาว์วัย แม้แต่ตัวเขาเองก็แทบจำใบหน้าหรือสำเนียงของพี่ชายต่างมารดาผู้นี้ไม่ได้เลย การออกตามหาโดยไม่อาจระบุตัวตนที่ชัดเจนแก่ทหารชั้นผู้น้อย จึงกลายเป็นเรื่องยากลำบากและล่าช้าดั่งควานหาเข็มในมหาสมุทร ยิ่งเวลาล่วงเลยไปเท่าใด หากเขาได้รับการรักษาจนอาการบาดเจ็บหายดี แล้วแฝงตัวกลมกลืนไปกับชาวบ้านร้านตลาดในเมืองหลวง การจะลากตัวเขาออกมาสำเร็จโทษก็ยิ่งแทบเป็นไปไม่ได้ แก้วชาถูกยกขึ้นจิบอีกคำ นัยน์ตาคมคายทอดมองควันชาที่ลอยฉุยด้วยความเงียบสงบ ก่อนจะเอ่ยปากพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงรอยยิ้มหยันที่มุมปาก "เสด็จพี่ ของข้าผู้นี้... ช่างดวงแข็งเสียนี่กระไร" องค์ชายสามแค่นยิ้มเย็นเยียบ "โดนคมดาบฟันลึกถึงกระดูก ซ้ำยังตกอยู่ท่ามกลางพายุหิมะเย็นยะเยือกยามค่ำคืน สภาพเฉียดความตายขนาดนั้น... กลับยังหาร่างไม่พบ หาศพไม่เจอ ราวกับล่องหนหายตัวไปกับตา" พูดจบเขาละสายตาจากแก้วชา ตวัดนัยน์ตาหงส์อันทรงอำนาจและเหี้ยมเกรียมมองไปยังองครักษ์คนสนิท "กระจายสายสืบจับตาดูการเคลื่อนไหวของขุนนางฝ่ายองค์ชายใหญ่ในราชสำนักให้ดี" องค์ชายสามสั่งการด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "หากเฉินจื่อหลานยังมีชีวิตอยู่ เขาต้องหาทางติดต่อคนพวกนั้นแน่... ส่วนทหารกองปราบ ให้คงกำลังปิดเมืองตรวจค้นต่อไป อย่าปล่อยให้มดสักตัวเล็ดลอดออกไปได้"ยามตระเวนผ่านพ้นกลางดึกคืนหนึ่ง รถม้าของตระกูลเชี่ยที่พาผิงอันเดินทางกลับจวนกำลังวิ่งเอื่อยๆ ไปตามถนนสายเงียบสงบ คืนนี้มีลูกค้านักเดินทางต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัด ส่งผลให้นางต้องอยู่จัดการร้านจนดึกดื่นกว่าทุกวันกระนั้น การกลับจวนยามวิกาลก็มิใช่เรื่องตื่นตระหนกอีกต่อไป ในเมื่อกิจการโรงน้ำชาได้รับอนุญาตอย่างผ่าเผย ทั้งคนในตระกูลเชี่ยตั้งแต่ใต้เท้าเชี่ยจนถึงพี่หญิงทั้งสองก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามาคอยจับผิดหรือหาเรื่องดุด่านางเหมือนแต่ก่อนทว่าความเงียบสงบของยามค่ำคืนพลันถูกทำลายลงเอี๊ยด!รถม้าหยุดกึกอย่างกะทันหันจนร่างของคุณหนูสามไถลไปข้างหน้า ก่อนที่เสียงร้องตื่นตระหนกของคนขับรถม้าจะดังแผดขึ้นเมื่อถูก 'ชูเจา' องครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่ ดึงกระชากตัวร่วงลงไปกองกับพื้นถนนผิงอันขมวดคิ้วแน่น หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่นางหรือสาวใช้จะได้เอ่ยปากสอบถามสิ่งใด บานประตูรถม้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ โผล่แทรกตัวเข้ามา มือแกร่งยื่นเข้ามารวบร่างบอบบางของคุณหนูสามดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นแน่นหนาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว นัยน์ตาคู่คมวูบไห
ตลอดหลายวันที่ผิงอันต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในจวน บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ทุเลาลงจนหายดี สิ่งที่แปลกไปคือบรรยากาศภายในจวนตระกูลเชี่ยที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ... ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเชี่ย พี่หญิงใหญ่ หรือ พี่หญิงรอง ต่างก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามาเค้นคอถามความจริงหรือวุ่นวายกับนางอีกเลย ทุกคนในจวนปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งผิงอันเองก็รู้สึกยินดีและผ่อนคลายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ยินเสียงจิกหัวด่าทอหรือเรื่องกวนใจเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจที่สุดคือ บิดายินยอมให้เปิดกิจการโรงน้ำชาหลิวหยุนต่อได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องคอยแอบปีนกำแพงหรือปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป...ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังความอารีและคำอนุญาตอันง่ายดายนี้ แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากองค์ชายใหญ่ที่ข่มขู่ใต้เท้าเชี่ยไว้ และกำชับหนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายให้ผิงอันรู้อย่างเด็ดขาดวันนี้ เมื่อร่างกายหายดีแล้ว ผิงอันจึงเดินทางกลับมาเปิดโรงน้ำชาอีกครั้งด้วยหัวใจที่ตั้งมั่น แต่... บรรยากาศของโรงน้ำชาที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน กลับเงียบเหงาและเย็นเยือกจน
เพียะ! เพียะ!เสียงไม้หวายเส้นหนากระแทกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูสามติดต่อกันอีกสองสามที ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจจนผิงอันทนทานไม่ไหว ร่างบางฟุบล้มลงไปนอนกองกับพื้นหินอันเย็นเชียบ รอยเลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อน หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าเวทนาทว่า... ก่อนที่ไม้ฟาดที่สี่จะทันได้ตลบแหวกอากาศลงมากลางหลังโครม!บานประตูใหญ่หน้าจวนตระกูลเชี่ยพลันถูกถีบออกอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเรือนกายสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ ในชุดผ้าไหมทรงสบายๆ ทว่าแฝงความหรูหราสูงศักดิ์ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาภายในลานลงอาญาด้วยท่วงท่าทรงบารมี โดยมีองครักษ์คนสนิทอีกสองนายเดินตามหลังมาติดๆคนในจวนตระกูลเชี่ยต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัวหรือถวายบังคม ร่างสูงของเฉินจื่อหลานก็ตรงเข้ามาทรุดกายลง ประคองอุ้มร่างอันสั่นเทาของคุณหนูสามขึ้นมาไว้แนบกายในอ้อมแขนอันอบอุ่นแน่นดั่งทรัพย์สินอันประเมินค่าไม่ได้ผิงอันที่บอบช้ำและกำลังจะสูญเสียสติ ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามเอียงใบหน้าซบลงกับอกแกร่ง พลางปรือตาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้... นัยน์ตาหวานสั่นระริกด้
กลางดึกของคืนเดียวกันนั้นเอง... ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างสมบูรณ์ เฉินจื่อหลานที่ล้ามาจากเหตุการณ์ในป่าไผ่ เคลิ้มหลับใหลลงบนเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องส่วนตัวอย่างผ่อนคลาย โดยไร้ความกังวลใจใดๆ ด้วยคิดว่าตนเองปลอดภัยดีแล้วภายใต้เงาคุ้มครองของคุณหนูสามทว่า ท่ามกลางความเงียบ นั้น... บานหน้าต่างไม้ถูกเปิดอย่างเบามือแท่งหลอดไม้เรียวยาวดุจเข็มพลันถูกสอดลอดผ่านช่องรอยต่อของประตูห้องเข้ามาอย่างเงียบเชียบและไร้เสียงฟู่...ควันละอองสีขาวเจือกลิ่นหอมบางเบาใถูกเป่าฟุ้งกระจายออกมาจากปลายหลอด กระจายตัวแทรกซึมไปในอากาศยามราตรี ละอองยานอนหลับชั้นเลิศลอยเข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ขององค์ชายใหญ่ ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ที่หลับใหลอยู่แล้ว พลันดิ่งจมลงสู่ความหลับใหลที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ร่างกายอ่อนระทวย ไร้ซึ่งสติและการรับรู้โดยสิ้นเชิงเพียงครู่เดียว ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ชายชุดดำสองนายเร้นกายเข้ามาในเงามืดดั่งภูตผี พวกเขาไม่รอช้า เข้าประคองอุ้มร่างขององค์ชายใหญ่ขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานออกทางหน้าต่าง ทะยานหายลับไปในความมืดมิดของยา
ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนหนึ่งหลังจากที่ผิงอันถูกกักบริเวณไว้ภายในจวนตระกูลเชี่ย อาซาที่ไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอันใดเลย ก็ได้ใช้วานให้ เสี่ยวถังนำชาไปส่งยังจุดหมายปลายทางกลางป่าทางทิศตะวันตกตามที่มีลูกค้านัดหมายจองไว้ล่วงหน้าทว่า อาซากลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การส่งชาในป่าลึกยามวิกาลครั้งนี้ ไม่ใช่การค้าขายตามปกติ... หากแต่เป็น กับดักอันแยบยวน ที่มู่หลิงเชียว วางไว้เพื่อล่อเสี่ยวถังให้ออกมาจากเกราะคุ้มกันของโรงน้ำชาและสายตาของคุณหนูสามเมื่อก้าวเท้าลึกเข้ามาถึงใจกลางป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงัด บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงสายลมพัดใบไผ่สีกระทบกันดังหวีดหวิว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนก็โผล่ออกมาจากเงามืด ชักดาบคู่กายออกมากระชับแน่น ปิดล้อมองค์ชายใหญ่ไว้ทุกทิศทางทว่า เฉินจื่อหลานกลับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซ้ายม้าศึกก็ดังขึ้นช้าๆ บุรุษผู้สง่างามในชุดสีดำสนิทควบม้าฝ่าเงามืดออกมา เขาไม่ได้ปิดบังใบหน้าหรือนัยน์ตาแม้แต่น้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์อันทรงอำนาจของ มู่หลิงเชียว อย่างเปิดเผยม
เฉินจื่อหลานถูกคนขององค์ชายสามพาส่งกลับมายังโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างปลอดภัย ไร้ร่องรอยการรังแกหรือคุมขัง ยามนี้เขานั่งอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งมี ชูเจา องครักษ์คนสนิทลอบใช้วิชาตัวเบาเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบในยามที่อาซาออกไปจัดการความเรียบร้อยด้านนอกดวงตาคมกริบขององค์ชายใหญ่ฉายแววพึงพอใจเมื่อนึกถึงท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมู่หลิงเชียว บุรุษผู้กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในเมืองหลวง ทว่ากลับต้องยอมถอยทัพกลับไปอย่างชอกช้ำเพียงเพราะคำขู่เด็ดขาดของคุณหนูสามทว่า... เหนือสิ่งอื่นใดที่แล่นเข้ามาในหัวใจของจื่อหลาน ยามนี้กลับมิใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับผิงอันภายในถ้ำหินเมื่อคืนนี้ สัมผัสอ่อนนุ่ม นัยน์ตาไหววูบสับสน และรสจูบอันแสนหวานที่นางยินยอมมอบให้แต่โดยดี...รอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่ง ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายทีละน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำชูเจาที่นั่งชันเข่าเฝ้าระวังอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มอารมณ์ดีอันผ่อนคลายของผู้เป็นนาย ก็พลันเข้าใจไปเองทันทีว่า องค์ชายใหญ่กำลังปิติยินดีที่สามารถปั่นหัวและเอาคืนองค์ชายสามได้







