"ความจำเสื่อม"
เสียงของถางถางและอาซาดังขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย น้ำเสียงตื่นตระหนกตกใจลอยก้องอยู่ในโรงน้ำชา ก่อนที่ผิงอันจะรีบยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้สาวใช้ทั้งสองลดเสียงลงด้วยความระมัดระวัง
ยามนี้ภายในโรงน้ำชาหลิวหยุนเงียบสงัด มีเพียงเสียงพายุลมหนาวที่พัดผ่านรอยแย้มหน้าต่างเบาๆ ทั้งสามคนลงมานั่งล้อมวงปรึกษากันที่โต๊ะไม้เบื้องล่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ผิงอันถอนหายใจยาวพลางยกถ้วยชาขึ้นมาจิบช้าๆ เพื่อดับความสับสนในอก "หากเรารู้ตัวตนแท้จริงของเขา มันก็คงง่ายที่จะส่งเขากลับจวนหรือช่วยเขาหาทางหนี... แต่ยามนี้เขากลับความจำเสื่อม แม้แต่นามของตนเองยังจำไม่ได้เช่นนี้ การจะสืบหาที่มาที่ไปของเขายิ่งยากเย็นดั่งควานหาเข็มในมหาสมุทร"
ถางถางเอียงคอขมวดคิ้ว นัยน์ตาฉายแววสงสัยก่อนจะเอ่ยเสริมขึ้นมา
"คุณหนูเจ้าคะ... เป็นไปได้หรือไม่เจ้าคะว่าเขาจะ แกล้งความจำเสื่อม เพื่อหลอกลวงพวกเรา ชายแปลกหน้าผู้นี้อาจจะเป็นพวกเล่ห์เหลี่ยมจัด หรือเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์อย่างที่พวกทหารประกาศจริงๆ ก็ได้นะเจ้าคะ"
ผิงอันส่ายหน้าเบาๆ ไม่เห็นด้วยกับข้อสันนิษฐานนั้น
"ข้าว่าไม่น่าใช่... ยามที่ข้าพบเขาบนกองหิมะ บาดแผลของเขาหนักหนาสาหัสจนเกือบสิ้นใจ ร่างกายถูกคมดาบฟันลึก เสียเลือดไปมากถึงเพียงนั้น หากอาซาไม่ช่วยเย็บแผลและถอนพิษให้ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นศพเฝ้าขุนเขาไปแล้ว คนที่เฉียดความตายมาขนาดนั้น จะมีความจำเป็นอันใดต้องมาเล่นละครแกล้งความจำเสื่อมหลอกสตรีเช่นพวกเราอีก"
อาซาพยักหน้าเห็นพ้องกับผิงอันทันที "จริงของคุณหนูสามเจ้าค่ะ... ข้าตรวจดูร่างกายของเขาอย่างถี่ถ้วนยามทำแผล ผิวพรรณของเขาสะอาดสะอ้านนุ่มนวลอย่างคนชั้นสูง ไม่ใช่พวกโจรป่าหรือนักโทษชั้นต่ำแน่นอน ซ้ำร้ายตรงฝ่ามือและปลายนิ้วของเขายังมีรอยด้านหนา... รอยแผลเป็นเฉพาะตัวเช่นนั้นคือรอยจากการจับจับดาบและกุมสายบังเหียนม้ามาเนิ่นนาน ราวกับมือของแม่ทัพหรือองค์ชายผู้ผ่านศึกสงคราม ดูไม่เหมือนคนหยาบช้าอย่างที่ทางการตระเวนติดป้ายประกาศจับเลยสักนิด"
"จริงด้วยสิ..."
ถางถางพยักหน้าคล้อยตาม นัยน์ตาเริ่มฉายแววเห็นใจ
"หากเขาเป็นคนสูงศักดิ์ที่ถูกพวกคนชั่วลอบทำร้ายจนบาดเจ็บหนักถึงขั้นความจำเสื่อมจริงๆ เขาก็น่าสงสารยิ่งนักเจ้าค่ะ"
ผิงอันหลุบสายตาลงมองน้ำชาในถ้วย นึกถึงใบหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยความสับสนและไร้ที่พึ่งของเฉินจื่อหลาน ก่อนจะเอ่ยสรุปด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ในเมื่อเรื่องราวเป็นเช่นนี้ พวกเราคงต้องซ่อนตัวเขาไว้ที่โรงน้ำชาต่อไป ช่วยรักษาบาดแผลของเขาให้หายดีก่อน... รอจนกระทั่งเขาร่างกายแข็งแรงขึ้น และสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องการค้นหาขององค์ชายสามเบาบางลง เมื่อนั้นพวกเราค่อยช่วยกันสืบหาญาติมิตรและพาเขากลับคืนสู่สถานที่ที่เขาจากมา"
"เจ้าค่ะคุณหนูสาม!"
อาซาและถางถางรับคำอย่างพร้อมเพรียง นัดแนะแผนการกันเสร็จสิ้นเพื่อปกป้องชายหนุ่มความจำเสื่อมผู้นี้ให้อยู่รอดปลอดภัยภายใต้เงามืดของโรงน้ำชาหลิวหยุน ต่อไป
เมื่อตกลงแผนการกันเรียบร้อยแล้ว เชี่ย ผิงอัน จึงหันไปสั่งการสาวใช้คนสนิทด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ถางถาง เจ้าเดินทางไปสวดมนต์ทำบุญที่วัดป๋ออ้ายแทนข้าทีนะ หากมีใครในจวนตระกูลเชี่ยแอบตามไปสืบดู จะได้ยืนยันได้ว่าพวกเราไปทำบุญจริงๆ ตามที่บอกท่านย่าไว้"
"เจ้าค่ะคุณหนูสาม ถางถางจะรีบไปรีบกลับเจ้าค่ะ"
ถางถางรับคำอย่างแข็งขัน คล้องตะกร้าคัมภีร์ก้าวออกจากโรงน้ำชาเพื่อมุ่งหน้าสู่วัดป๋ออ้ายทันที
ส่วนผิงอันเลือกที่จะอยู่ที่โรงน้ำชาหลิวหยุนต่อเพื่อช่วยอาซาต้มยาและดูแลบุรุษบาดเจ็บ เมื่อยกถ้วยยาสมุนไพรที่ต้มจนได้ที่ขึ้นมายังห้องพักชั้นสอง ร่างบางค่อยๆ ผลักประตูไม้เข้าไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าภาพเบื้องหน้ากลับทำให้จังหวะการก้าวเท้าของนางชะงักลงเล็กน้อย
เฉินจื่อหลาน กำลังนั่งอยู่บนเตียงโดยปลดสาบอกเสื้อคลุมท่อนบนลงมาไว้ที่เอว เผยให้เห็นแผ่นหลังกว้างหนาบึกบึนที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการศึก เขาพยายามยื่นมือไปทายาสมุนไพรตรงบาดแผลฉกรรจ์บริเวณแผ่นหลังด้วยตนเอง ทว่าความเจ็บปวดและกล้ามเนื้อที่ยึดรั้งทำให้ท่วงท่าของเขาเป็นไปด้วยความยากลำบากและติดขัด
ผิงอันเป็นสตรีที่จิตใจหนักแน่น ไม่ถือตัวในเรื่องไร้สาระ และมองว่าเขาคือผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา นางจึงก้าวเข้าไปในห้องอย่างสงบเรียบร้อย วางถ้วยยาลงบนโต๊ะข้างเตียงเบาๆ
"อย่าเพิ่งขยับเลยเจ้าค่ะ..."
น้ำเสียงนุ่มนวลของผิงอันดังขึ้นจากเบื้องหลัง
"บาดแผลตรงแผ่นหลังลึกนัก ท่านทายาเองไม่ถนัดหรอก ให้ข้าช่วยดีกว่า"
จื่อหลานชะงักมือเล็กน้อย หันขวับมามองนางด้วยสายตาตื่นตระหนกแฝงความประหลาดใจ
"คุณหนู... เช่นนี้คงไม่เหมาะสมกระมัง ข้าเป็นบุรุษ ส่วนท่านเป็นสตรีในตระกูลขุนนางสูงศักดิ์..."
"ยามนี้ท่านเป็นผู้ป่วย และข้าก็เป็นคนช่วยชีวิตท่านมา เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้อย่าได้คิดมากเลย"
ผิงอันเอ่ยขัดพลางยิ้มบางๆ หยิบตลับยาสมุนไพรขึ้นมา ละเลียดตัวยาลงบนนิ้วมือเรียวสวย แล้วขยับเข้าไปนั่งลงบนขอบเตียงเบื้องหลังเขา
นางค่อยๆ แตะตัวยาลงบนบาดแผลแผ่นหลังของเขาอย่างเบามือและพิถีพิถัน ระหว่างที่บรรจงทายา ดวงตาซุกซรก็อดไม่ได้ที่จะสังเกตร่างกายของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างที่อาซาเคยว่าไว้...
แผ่นหลังหนาเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อไร้ไขมันส่วนเกิน รอยแผลเป็นเก่าใหม่ที่ผ่านสงครามอย่างโชกโชน ผิวพรรณแม้นวลเนียนแต่กลับแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้า กลิ่นอายความสูงศักดิ์และความสง่างามแผ่ออกมาจากท่วงท่าการนั่งอันตั้งตรง แม้ยามบาดเจ็บสาหัสก็ไม่อาจซ่อนรังสีของผู้บังคับบัญชาได้เลย
การจดจ้องและสำรวจเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของบุรุษเพศในระยะประชิดนานเกินไป ทำให้อณูความร้อนสายหนึ่งค่อยๆ แล่นผ่านโหนกแก้มของผิงอัน ความรู้สึกเขินอายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนขุมหนึ่งแล่นปราดเข้ามากุมหัวใจ จนพวงแก้วใสของนางเริ่มขึ้นสีระเรื่ออย่างช่วยไม่ได้
ผิงอันรีบสูดหายใจเข้าลึกๆ ตั้งสติ หลุบสายตาลงต่ำก้มหน้าก้มตาทายาต่อไป โชคดี ยิ่งนักที่เขาหันหลังให้นางอยู่ จึงไม่อาจสังเกตเห็นความประหม่าและใบหน้าแดงระเรื่อของคุณหนูสามในยามนี้ได้เลย
"อาจจะเจ็บสักเล็กน้อยนะเจ้าค่ะ..."
ผิงอันเอ่ยกลบเกลื่อนความประหม่า กดเน้นตัวยาลงบนบาดแผลเบาๆ
จื่อหลานที่นั่งนิ่งเกร็งแผ่นหลังรับสัมผัสอันนุ่มนวลจากนิ้วมือเรียวเล็ก นัยน์ตาคมฉายแววไหววูบในความมืดมน... สัมผัสเบามือและกลิ่นหอมอ่อนๆ ดั่งดอกเหมยจากกายสตรีเบื้องหลัง ทำให้หัวใจที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งขององค์ชายใหญ่ผู้ผ่านศึกสงคราม พลันกระตุกวูบและเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้เช่นกัน
ระหว่างที่ผิงอันค่อยๆ บรรจงทายาลงบนแผ่นหลังกว้าง เฉินจื่อหลานสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและความเอาใจใส่ของหญิงสาว เขาจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแผ่วเบา
"คุณหนู... ต่อไปนี้ท่านไม่ต้องใช้คำพูดสุภาพนอบน้อมกับข้าถึงเพียงนั้นหรอกขอรับ บางที... ตัวข้าก่อนความจำเสื่อมอาจเป็นเพียงคนไม่ดี หรือเป็นโจรป่าถ่อยกักขฬะอย่างที่พวกทหารกล่าวขวัญกันก็เป็นได้"
องค์ชายใหญ่หยุดชั่วครู่ ก่อนจะเอี้ยวใบหน้าคมคายกลับมามองนางเล็กน้อย "อีกทั้งท่านยังเป็นผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าไว้ หากจะมีใครที่ต้องสำนึกในบุญคุณ... คนผู้นั้นควรจะเป็นข้าเสียมากกว่า"
พูดจบ องค์ชายใหญ่ก็ไม่ลืมที่จะยกมือขึ้นแตะขมับตนเอง แสร้งทำสีหน้าเจ็บปวดและสับสนขึ้นมาอีกครั้ง รังสีความซื่อสัจสลับความหลงลืมฉายผ่านดวงตาอย่างแนบเนียน
ผิงอันซึ่งเป็นคนจิตใจดีและขี้สงสารเป็นทุนเดิม เมื่อเห็นท่าทางไร้ที่พึ่งของบุรุษตรงหน้า ความกังวลและความระแวงในใจก็คลายลงไปมาก นางยิ้มบางๆ อย่างเห็นอกเห็นใจ
"เอาเถิด ในเมื่อท่านกล่าวเช่นนี้ ข้าก็จะมิเกรงใจแล้ว... ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตไปหรอกนะ ข้ารับปากว่าจะช่วยดูแลรักษาท่านอยู่ที่นี่จนกว่าบาดแผลจะหายดี"
ได้ยินดังนั้น จื่อหลานจึงรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงเว้าวอนและจริงใจ
"ขอบพระคุณยิ่งนัก... หากไม่เป็นการรบกวนคุณหนูเกินไป ข้าขอพักอาศัยอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งนี้ จนกว่าความทรงจำของข้าจะกลับคืนมาได้หรือไม่"
ผิงอันชะงักไปเล็กน้อย เกิดความลังเลขึ้นในจิตใจ... การให้บุรุษแปลกหน้าซ่อนตัวอยู่นานเช่นนี้ย่อมมีความเสี่ยงสูงยิ่ง
ทว่า ยังไม่ทันที่ผิงอันจะได้เอ่ยปากตอบรับหรือปฏิเสธ เสียงอันทรงอำนาจและคุ้นเคยก็ดังตวาดก้องมาจากชั้นล่างของโรงน้ำชา
"ผิงอัน! เจ้าอยู่ข้างบนหรือไม่"
เสียงของ มู่หลิงเชียว ดังขึ้นทำลายความเงียบสงบ
ผิงอันหน้าซีดลงเล็กน้อยด้วยความตื่นตระหนก หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางรีบผุบลุกขึ้นยืนทันที ดวงตากลมจ้องมองจื่อหลานด้วยความวิตกกังวลขั้นสุด ก่อนจะรีบเอ่ยกำชับด้วยน้ำเสียงกระซิบอย่างเร่งรีบ
"ท่านซ่อนตัวอยู่ในห้องนี้ ห้ามก้าวเท้าออกไปข้างนอกเด็ดขาดนะ"
ผิงอันกดเสียงต่ำเน้นย้ำ
"ยามนี้เรายังไม่อาจระบุสถานะแท้จริงของท่านได้ และทางการกำลังพลิกแผ่นดินตามล่าบุรุษแปลกหน้าอย่างหนัก หากท่านเผยตัวออกไปตอนนี้ อาจจะโดนฝนโดนฟ้า ลากแพะรับบาปไปด้วย... จำไว้ ห้ามส่งเสียงเด็ดขาด"
จื่อหลานพยักหน้ารับคำอย่างสงบนิ่ง "ข้าเข้าใจแล้ว..."
ผิงอันจัดแจงเครื่องแต่งกายและผ้าพันแผลบนหน้าผากของตนเองให้เรียบร้อย สูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ แล้วรีบก้าวเท้าลงบันไดไปรับหน้าองค์ชายสามเบื้องล่างในทันที โดยมีสายตาคมลึกล้ำขององค์ชายใหญ่มองตามหลังไปอย่างเงียบเชียบ
ผิงอันค่อยๆ ก้าวลงบันไดมาเบื้องล่าง ใบหน้าหวานพยายามแต่งแต้มรอยยิ้มต้อนรับอย่างเป็นธรรมชาติ แม้ในอกจะแฝงไว้ด้วยความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับบุรุษบาดเจ็บที่ซ่อนอยู่บนชั้นสอง ทว่าเมื่อสายตาสะดุดเข้ากับรอยยิ้มอบอุ่นและนุ่มนวลของ มู่หลิงเชียว ความตึงเครียดของนางก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง ผิงอันเอ่ยทักทายเขาด้วยความสนิทสนมคุ้นเคยเช่นเดียวกับยามเป็นสหายในวัยเด็ก
"หลิงเชียว... เหตุใดท่านจึงมาที่นี่ได้ในยามนี้เล่า"
องค์ชายสามคลี่ยิ้มบางๆ นัยน์ตาหงส์ที่เคยเย็นชาฉายแววอ่อนโยนและเอ็นดูอย่างปิดไม่มิด เขายื่นห่อขนมผูกเชือกฟางในมือส่งให้นาง กลิ่นหอมหวานอ่อนๆ ของขนมแป้งนวดอบ อบอวลออกมาจนผิงอันจำได้ทันที... มันคือขนมโปรดของนางตั้งแต่เยาว์วัย
ผิงอันยื่นมือไปรับห่อขนมมาถือไว้ด้วยความประหลาดใจ ดวงตากลมโตทอประกายสับสน เล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถาม "ลำบากท่านแล้ว ว่าแต่ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่โรงน้ำชาแห่งนี้ ข้านึกว่าท่านกำลังยุ่งอยู่กับงานของทางการเสียอีก"
องค์ชายสามหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่น
"ยามเช้าข้านำกองกำลังออกตรวจตราความเรียบร้อยรอบเมืองหลวง บังเอิญเห็นรถม้าของจวนตระกูลเชี่ยคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง ข้าเกรงว่าจะมีอันตรายจึงควบม้าเข้าไปสอบถาม... เลยได้พบกับถางถาง"
เขาทอดสายตามองผิงอันด้วยความห่วงใย ก่อนจะเล่าต่อ
"ถางถางบอกข้าว่า เจ้าสั่งให้นางเดินทางไปสวดมนต์ทำบุญที่วัดป๋ออ้ายแทน ส่วนตัวเจ้าแยกมาพักผ่อนที่โรงน้ำชาแห่งนี้... นางเล่าว่าลมหนาวเริ่มพัดแรงขึ้นทุกที ถางถางกลัวว่าเจ้าที่มีร่างกายบอบบางจะล้มป่วยไปเสียก่อน ทว่าในเมื่อเป็นคำสั่งของฮูหยินใหญ่ที่ต้องมีคนไปสวดมนต์ไถ่โทษ ถางถางจึงอาสาเดินทางไปวัดเพียงลำพัง เพื่อให้เจ้าไม่ต้องไปตากลมหนาวข้างนอก"
องค์ชายสามสืบเท้าเข้าไปใกล้ผิงอันอีกก้าวหนึ่ง ยื่นมือหมายจะแตะผ้าพันแผลบนหน้าผากของนางเบาๆ ด้วยความรักและสงสาร แต่ก็ชะงักไว้แล้วเปลี่ยนเป็นเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เมื่อข้าได้ยินว่าเจ้าอยู่ที่นี่ และหน้าผากยังเจ็บอยู่จากเหตุการณ์เมื่อวาน ข้าไหนเลยจะใจเย็นอยู่ได้ จึงรีบปลีกตัวแวะไปซื้อขนมร้านประจำที่เจ้าชอบ แล้วตรงมาหาเจ้าที่นี่ทันที... เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ผิงอัน บาดแผลยังเจ็บมากหรือไม่"
สายตาขององค์ชายสามที่ทอดมองมาแฝงไปด้วยความอาทรและเป็นห่วงจากใจจริง รอยยิ้มอบอุ่นที่ปรากฏบนใบหน้าคมคายของเขาทำให้บรรยากาศอันตึงเครียดผ่อนคลายลง ผิงอันคลี่ยิ้มบางๆ ตอบรับความหวังดี ก่อนจะเอ่ยเชื้อเชิญเขาอย่างมีมารยาท
"ข้างนอกลมหนาวแรงนัก หลิงเชียว ท่านเข้ามานั่งจิบชาอุ่นๆ ข้างในก่อนเถิด"
องค์ชายสามพยักหน้ารับแล้วเดินตามนางเข้ามานั่งตรงโต๊ะไม้ทรงแปดเหลี่ยมกลางร้าน ผิงอันรินชาพันธุ์ใหม่รสเลิศที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ๆ ควันลอยฉุย ส่งมอบให้เขาด้วยความนอบน้อม ชารสเข้มกลิ่นหอมกรุ่นถูกยกขึ้นจิบช้าๆ ท่ามกลางความเงียบสงบ
ผิงอันนั่งลงตรงข้ามพลางจดจ้ององค์ชายสามด้วย แววตาลังเลครุ่นคิด ใจหนึ่งก็หวาดหวั่น ทว่าอีกใจหนึ่งความอยากรู้กลับพุ่งสูงจนยากจะเก็บข่ม นางทนความกังขาในอกไม่ไหว จึงเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลราบเรียบ
"หลิงเชียว... ข้าขอถามอะไรท่านสักคำถามได้หรือไม่ คนที่ท่านและกองกำลังทหารกำลังพลิกแผ่นดินตามหาแท้จริงแล้ว... คือใครกันแน่"
องค์ชายสามชะงักมือที่กำลังถือแก้วชาไปเล็กน้อย นัยน์ตาหงส์ฉายแวววูบไหวเพียงชั่วครู่ ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะกลับมาเรียบเฉยสงบนิ่ง ราวกับเรื่องที่กำลังพูดถึงนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอันใด
"เขาเป็นเพียงกบฏที่เคยถูกส่งตัวไปอยู่ต่างเมือง"
มู่หลิงเชียววางแก้วชาลงบนโต๊ะเบาๆ พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
"ทว่ายามนี้ กบฏผู้นั้นกลับบังอาจเดินทางลักลอบกลับเข้าเมืองหลวงโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากราชสำนัก ข้าในฐานะผู้ดูแลความสงบเรียบร้อย จึงต้องเร่งจับกุมตัวเขามาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด"
องค์ชายสามไม่ได้เอ่ยความจริงทั้งหมดว่า บุรุษผู้นั้นคือองค์ชายใหญ่ผู้เป็นพี่ชายต่างมารดา และสาเหตุที่เขาต้องรีบสังหารอีกฝ่ายให้จบสิ้นโดยเร็วที่สุด ก็เพื่อกลบฝังความผิดเรื่องการสั่งลอบสังหาร และป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อรายงานตัว
ความอยากรู้อยากเห็นทำให้
แก้วตาใสกระจ่าง ของผิงอันเบิ่งกว้างขึ้นเล็กน้อย นางจึงเอ่ยถามต่อ
"แล้วคนผู้นั้นเป็นใครหรือ รูปร่างหน้าตาของเขาเป็นอย่างไร พอจะมีเบาะแสบ้างหรือไม่"
องค์ชายสามถอนหายใจยาวเบาๆ ส่ายหน้าช้าๆ
"ข้าเองก็ไม่ทราบแน่ชัด... ได้รับเพียงสายข่าวรายงานมาเท่านั้น แม้แต่หน้าตาของเขา ข้าก็ไม่เคยเห็นมาก่อน"
ผิงอันพยักหน้ารับฟังอย่างสงบ ทว่าภายในใจกลับเริ่มประติดประต่อเรื่องราวอย่างรวดเร็ว... กบฏที่ถูกส่งไปต่างเมืองงั้นหรือ
นางคิดในใจว่า ชายหนุ่มบาดเจ็บที่นอนอยู่บนชั้นสองผู้นั้น อาจจะเป็นคนที่องค์ชายสามกำลังตามหาจริงๆ ก็เป็นได้ และด้วยจิตใจอันงดงามของผิงอัน นางจึงคิดเข้าข้างเขาไปเองว่า เขาอาจจะเป็นเพียงชายผู้โชคร้ายที่คิดถึงบ้านเกิด จึงแอบเดินทางลักลอบกลับมาเยี่ยมครอบครัว แต่กลับถูกใส่ร้ายและไล่ล่าปองร้ายจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดเช่นนี้ ยิ่งคิด ผิงอันก็ยิ่งรู้สึกสงสารและเห็นใจชายหนุ่มความจำเสื่อมผู้นั้นจับใจ นางนึกในใจว่าการที่ตนเองตัดสินใจช่วยชีวิตและซ่อนตัวเขาไว้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว
ซ้ำร้าย การที่องค์ชายสามยืนยันเองว่าไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของกบฏผู้นั้น และคนในเมืองก็ไม่มีใครรู้จักตัวตนแท้จริงของเขา ก็ยิ่งทำให้ผิงอันรู้สึกเบาใจลงไปมาก... เช่นนี้แล้ว การซ่อนตัวเขาไว้ภายใต้คราบของ 'ชายหนุ่มความจำเสื่อม' ณ โรงน้ำชาหลิวหยุนแห่งนี้ ก็ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายและปลอดภัยขึ้นกว่าเดิมหลายเท่านัก
ผิงอันขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมฝีปากขยับเตรียมจะเอ่ยถามต่อด้วยความกังขา "แล้ว..."
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยคำใดต่อ มู่หลิงเชียวก็ยกมือขึ้นขัดไว้เสียก่อน เขาวางแก้วชาลง แล้วทอดสายตามองผ้าพันแผลบนหน้าผากของนางด้วยแววตาตำหนิแฝงความห่วงใย
"พอแล้ว ผิงอัน..."
องค์ชายสามเอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเด็ดขาด
"อย่ามัวแต่สนใจเรื่องกบฏผู้นั้นเลย ยามนี้เรื่องสำคัญที่สุดคืออาการบาดเจ็บของเจ้าต่างหาก บาดแผลบนหน้าผากยังไม่ทันหายดี เจ้าก็ต้องมานั่งตากลมหนาวที่นี่ หากล้มป่วยลงไปอีก ข้าจะทำอย่างไร"
ความอาทรที่แสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งและสนิทสนม ทำให้ผิงอันที่เติบโตมาด้วยกันตั้งแต่ยังเยาว์อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว นางถลึงตาใส่เขาเล็กน้อยก่อนจะบ่นอุบออกมาด้วยคำพูดเรียบง่ายโดยมิได้เกรงอกเกรงใจดั่งเช่นคนอื่นในราชสำนัก
"ยังจะมีหน้ามาพูดอีกหรือ ที่ข้าต้องโดนลงโทษจนต้องมาตากลมหนาว สวดมนต์สำนึกผิดถึงนอกเมืองเช่นนี้ มิใช่เพราะตัวต้นเหตุคือท่านหรอกหรือ"
องค์ชายสามเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ
"เกี่ยวกับข้าได้อย่างไรกัน"
"จะไม่เกี่ยวกับท่านได้อย่างไร"
ผิงอันจิ๊ปากเบาๆ ยื่นหน้าเข้าไปใกล้แล้วกระซิบเสียงเขียว
"เพราะข้าสนิทสนมกับท่านมากเกินไปนั่นอย่างไรเล่า พี่หญิงใหญ่ถึงได้ไม่พอใจข้าจนหาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ในราชสำนักและจวนขุนนางมีใครบ้างไม่รู้ว่าพี่หญิงใหญ่ชื่นชมในความหล่อเหลาและรูปงามของท่านมากเพียงใด พอเห็นท่านแวะเวียนมาหาข้าอยู่บ่อยครั้ง นางก็ยิ่งริษยาจนหาเรื่องลงโทษข้าไม่เว้นแต่ละวัน"
มู่หลิงเชียวฟังคำบ่นยืดยาวของคุณหนูสามจบ แทนที่จะกังวลหรือรู้สึกผิด เขากลับหลุดยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี นัยน์ตาหงส์ทอประกายขบขันพลางยกมือขึ้นเท้าคางมองใบหน้าหวานที่กำลังเง้าแง้งใส่เขา
สำหรับองค์ชายสามแล้ว คุณหนูใหญ่ตระกูลเชี่ยจะเป็นอย่างไรหรือชื่นชมเขามากแค่ไหน มันมิใช่เรื่องที่เขาต้องใส่ใจแม้แต่น้อย ในสายตาของเขา บุตรสาวคนโตผู้นั้นเป็นเพียงสตรีเย่อหยิ่งไร้แก่นสารคนหนึ่ง
ทว่าความสนใจทั้งหมดของเขาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลับผูกไว้ที่สตรีตรงหน้าผู้นี้แต่เพียงผู้เดียว
"โถ... ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหรือ"
องค์ชายสามหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เอ่ยเย้าแหย่นางด้วยน้ำเสียงขี้เล่นอย่างที่ไม่เคยแสดงให้ใครเห็นมาก่อน
"เช่นนั้นก็คงต้องโทษที่ข้าเกิดมาหน้าตาดีเกินไปสินะ จนทำให้เจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเช่นนี้"
"หลิงเชียว!"
ผิงอันค้อนขวับใส่เขาด้วยความหงุดหงิดที่เขาทำเป็นเรื่องเล่นๆ
"ท่านยังจะมีหน้ามาหัวเราะข้าอีกหรือ"