เมื่อรถม้าเลี้ยวเข้าสู่ตรอกด้านหลังของ ‘โรงน้ำชาหลิวหยุน’ คนขับรถและถางถางก็ช่วยกันเร่งพยุงร่างอันหนักอึ้งของเฉินจื่อหลานลงจากรถม้าอย่างระมัดระวัง โรงน้ำชาแห่งนี้แม้ฉากหน้าจะดูเงียบสงบดั่งเป็นเพียงกิจการของสหายเก่าของมารดา ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นกิจการลับๆ ที่ เชี่ย ผิงอัน แอบเปิดขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง โดยมี อาซา หญิงสาวผู้เป็นทั้งสหายและคนสนิทที่เติบโตมาด้วยกันคอยดูแลจัดการให้ทั้งหมด
ทันทีที่ประตูหลังเปิดออก อาซาในชุดแต่งกายคล่องแคล่วเดินถือถาดชาออกมา พอสายตาปะทะเข้ากับร่างของบุรุษสูงใหญ่ในชุดอาภรณ์หรูหราที่ยามนี้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดๆ จนหิมะย้อมเป็นสีแดงฉาน ถาดไม้ในมือของนางก็แทบหลุดร่วง!
"คุณหนูสาม! นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ?!"
อาซาอุทานเสียงหลง ดวงตาเบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง รีบตรงเข้ามาช่วยพยุง
"คนผู้นี้เป็นใครกัน เหตุใดถึงมีสภาพรอดตายมาเช่นนี้?!"
"อาซา ช่วยข้าประคองเขาเข้าไปด้านในก่อน เรื่องอื่นค่อยคุยกัน!"
ผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
หลังจากช่วยกันพาเฉินจื่อหลานขึ้นไปนอนบนเตียงไม้ในห้องพักชั้นสองที่ลับตาคน อาซาก็รีบปิดประตูหน้าต่างมิดชิด ก่อนจะหันมาเค้นถามผิงอันด้วยสีหน้าเครียดขรึมและเป็นห่วง
"คุณหนู บอกข้ามาตามตรงนะเจ้าคะ บุรุษผู้นี้เป็นใคร? ไปพัวพันกับเรื่องนองเลือดอันใดมา?"
ผิงอันส่ายหน้าเบาๆ ความสับสนยังฉายชัดในดวงตา
"ข้า... ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันอาซา ข้าพบเขานอนหมดสติอยู่กลางลานหิมะนอกเมือง รอบๆ ตัวเขามีศพนับสิบนอนเกลื่อนกลาด"
"อะไรนะ?!"
อาซาร้องขึ้นมาทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
"ไม่รู้ที่มาที่ไป แล้วยังพาร่างที่เฉียดความตายมาพร้อมกับดงศพขนาดนี้มาที่นี่หรือเจ้าคะ?! คุณหนู... โรงน้ำชาแห่งนี้พวกเราตั้งใจเปิดขึ้นอย่างยากลำบาก หากคนของตระกูลเชี่ย หรือพวกนักฆ่าที่ล่าตัวเขาตามมาพบเข้า ไม่เพียงแต่โรงน้ำชาจะถูกปิด แต่ชีวิตของคุณหนูเองก็จะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงนะเจ้าคะ! ข้ายอมให้เขาอยู่ที่นี่ไม่ได้เด็ดขาด!"
"อาซา ฟังข้าก่อน..."
ผิงอันจับมือสหายไว้แน่น น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น
"ข้ารู้ว่ามันเสี่ยง และข้าก็รู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้ามากเพียงใด แต่ยามที่ข้าพบเขา เขายังมีลมหายใจอยู่ หากข้าเมินเฉยปล่อยเขาไว้กลางพายุหิมะ เขาก็คงกลายเป็นอีกหนึ่งศพไปแล้ว ในเมื่อข้าช่วยเขามาถึงที่นี่แล้ว จะให้ข้าโยนเขากลับไปเผชิญความตายข้างนอกได้อย่างไร?"
อาซามองสบตากับผิงอัน เห็นแววตาเด็ดเดี่ยวไร้ความลังเลของคุณหนูสามก็นึกอ่อนใจ นางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้ดีว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนจิตใจอันอ่อนโยนทว่าดื้อรั้นของคุณหนูผู้นี้ได้เลย
"โธ่เอ๋ย... คุณหนูนึกว่าข้าใจดำนักหรือเจ้าคะ"
อาซาบ่นอุบพลางสะบัดหน้าไปทางเตียง
"แต่เอาเถิดเจ้าค่ะ ในเมื่อคุณหนูพาเขามาถึงขนาดนี้แล้ว ข้าจะกล้าไล่เขาไปตายได้อย่างไร!"
อาซาเดินตรงไปที่เตียง พลิกร่างและสำรวจบาดแผลของเฉินจื่อหลานด้วยความคล่องแคล่ว แม้ฉากหน้าจะเป็นผู้ดูแลโรงน้ำชา ทว่านางได้เรียนรู้วิชาแพทย์มาจากหมอพื้นบ้านผู้เป็นบิดาจนชำนาญ การตรวจชีพจรและตรวจดูบาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและลำตัวทำให้อาซาต้องขมวดคิ้วแน่น
"อาการหนักหนาสาหัสยิ่งนัก..."
อาซาเอ่ยเสียงเครียด
"คมดาบฟันลึกเกือบถึงกระดูก เลือดเสียออกไปมาก ซ้ำยังต้องพิษไข้จากความหนาวเย็น หากเป็นคนธรรมดาคงสิ้นใจไปแล้ว ชายผู้นี้ช่างดวงแข็งและทรหดนัก"
"แล้ว... เจ้าพอจะช่วยเขาได้หรือไม่?" ผิงอันเอ่ยถามด้วยความกังวล
"พอช่วยประคองชีวิตไว้ได้เจ้าค่ะ"
อาซาตอบพลางหันไปสั่งถางถาง
"ถางถาง! รีบไปยกน้ำร้อน สมุนไพรห้ามเลือด และผ้าสะอาดมาให้ข้าด่วน! ข้าต้องรีบเย็บแผลและลงยาสดับพิษไข้ให้เขาก่อนที่พิษบาดแผลจะเล่นงานจนกู้ไม่กลับ!"
ผิงอันมองดูอาซาที่เริ่มลงมือรักษาเฉินจื่อหลานอย่างคล่องแคล่ว นางถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ทว่ายามทอดสายตามองใบหน้าซีดเผือดแต่ยังคงแฝงความสง่างามของบุรุษปริศนาผู้นี้ หัวใจของนางกลับยิ่งเต็มไปด้วยคำถาม... ว่าตัวตนแท้จริงของชายที่นางยื่นมือช่วยไว้นั้น คือใครกันแน่
ขณะเดียวกัน ณ จวนอันใหญ่โตหรูหราของมู่อ๋อง บรรยากาศภายในห้องหนังสือกลับอบอวลไปด้วยความเงียบสงบอันน่าพรั่นพรึง มู่หลิงเชียว นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้แกะสลักอย่างพิถีพิถัน มือเรียวยาวสวมแหวนหยกกำลังหมุนแก้วชาเล่นอย่างสบายอารมณ์ ทว่าใบหน้าอันคมคายหล่อเหลาที่เคยประดับรอยยิ้มกลับค่อยๆ เครียดขรึมลง นัยน์ตาหงส์ทรงเสน่ห์ทว่าแฝงความเหี้ยมเกรียมทอดมองออกไปนอกหน้าต่างที่พายุหิมะเริ่มซาลง
พายุหิมะกำลังจะสงบ... และเมื่อหิมะหยุดตก แสงแดดยามกลางวันย่อมเปิดเผยทุกสิ่ง
'หากมีผู้ใดไปพบศพของเฉินจื่อหลานในชุดอ๋องเข้ากลางลานหิมะนอกเมือง เรื่องนี้ย่อมแพร่สะพัดไปถึงหูเสด็จพ่อและขุนนางในราชสำนักแน่ การกำจัดเสี้ยนหนามอย่างลับๆ จะกลายเป็นจุดชนวนระเบิดที่ย้อนกลับมาแผดเผาตัวเขาเอง'
คิดได้ดังนั้น มู่หลิงเชียวจึงวางแก้วชาลงบนโต๊ะเสียงดัง ก๊อก นัยน์ตาทอดฉายรังสีฆ่าฟันอันคมกริบ
"กวนเฟิง!"
มู่อ๋องเอ่ยเรียกเสียงเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจ
สิ้นเสียงเรียก กวนเฟิง องครักษ์คนสนิทผู้เปรียบเสมือนมือขวาและเงาตามตัวของมู่อ๋อง ก็ก้าวออกจากเงามืดพร้อมก้มศีรษะลงคารวะ
"กระหม่อมอยู่นี่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านอ๋อง"
"เรื่องเมื่อเช้า... เจ้าจัดการได้สะอาดสะอ้านดีหรือไม่?"
มู่หลิงเชียวเค้นเสียงถาม นัยน์ตาหงส์จ้องมองมือขวาของตนอย่างจับผิด
"เรียนท่านอ๋อง คนของเราแน่ใจว่าอ๋องใหญ่ถูกฟันเข้าจุดสำคัญหลายแห่งและล้มลงกลางกองหิมะแล้วพ่ะย่ะค่ะ บาดแผลฉกรรจ์ขนาดนั้น ซ้ำยังเผชิญกับความหนาวเย็นยะเยือก ไม่มีทางที่เขาจะรอดชีวิตไปได้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ" กวนเฟิงรายงานด้วยความมั่นใจ
"โง่เขลา!"
มู่อ๋องแค่นหัวเราะในลำคอด้วยความขัดใจ
"รอดหรือตายไม่สำคัญ แต่การปล่อยให้ร่างของเสด็จพี่กองอยู่กลางลานหิมะสายนอกเมืองในเวลากลางวันแสกๆ เช่นนี้ มันคือร่องรอยชิ้นโต! หากมีคนของเสด็จพ่อหรือพวกขุนนางไปเจอเข้า ข้อหากบฏที่ข้าเพียรสร้างขึ้นมาจะกลายเป็นหอกย้อนกลับมารีดเลือดพวกเรา!"
กวนเฟิงหน้าซีดลงเล็กน้อย รีบก้มหัวรับผิด
"กระหม่อมบกพร่องเองพ่ะย่ะค่ะ!"
"นำคนของเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้!"
มู่หลิงเชียวสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดเหี้ยมเกรียม
"ไปนำศพของเฉินจื่อหลานกลับมา ทำลายร่องรอยคราบเลือดและความวุ่นวายตรงนั้นให้หมดสิ้น อย่าให้เหลือแม้แต่เศษผ้า!"
"กระหม่อมรับพระบัชชา"
กวนเฟิงคว้าดาบคู่กายแล้วรีบทะยานร่างออกจากจวนมู่อ๋อง นำกำลังยอดฝีมือมุ่งตรงไปยังลานหิมะเชิงเขานอกเมืองทันที
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม กวนเฟิงก็เดินทางกลับมาถึงจวนมู่อ๋อง ทว่าก้าวขาเข้ามาภายในห้องด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนและใบหน้าที่ซีดเผือดยิ่งกว่าหิมะด้านนอก เขาคุกเข่าลงต่อหน้ามู่อ๋องที่กำลังยืนรอฟังข่าวอย่างกะทันหัน
"รายงานท่านอ๋อง... เกิด... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
มู่หลิงเชียวขมวดคิ้วแน่น ลางสังหรณ์ไม่ดีแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ
"ว่าอย่างไร ศพของเสด็จพี่อยู่ที่ใด"
กวนเฟิงก้มหน้าชิดพื้น สารภาพด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"กระหม่อมนำกำลังไปตรวจค้นพื้นที่โดยรอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว... พบเพียงศพของเหล่านักฆ่าและองครักษ์ของอ๋องใหญ่ที่ถูกหิมะปกคลุม แต่... แต่กลับไร้ร่องรอยศพของอ๋องใหญ่พ่ะย่ะค่ะ!"
"ว่าอย่างไรนะ?!" มู่อ๋องตบโต๊ะดัง ปัง! จนแก้วชาสั่นสะเทือน เขาตวัดสายตามององครักษ์คนสนิทราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"ไร้ร่องรอยศพอย่างนั้นหรือ?! บาดแผลขนาดนั้น เขาจะลุกขึ้นเดินหนีไปเองได้อย่างไร!"
"กระหม่อมตรวจสอบพื้นหิมะอย่างละเอียด พบรอยล้อรถม้าไม้ขนาดเล็กและรอยเท้าของคนสองสามคนที่ตรงเข้ามายังจุดที่อ๋องใหญ่ล้มลงพ่ะย่ะค่ะ..."
กวนเฟิงรายงานปากคอสั่น
"คาดว่า... คาดว่าน่าจะมีใครบางคนผ่านมาพบเข้า และพาตัวอ๋องใหญ่ขึ้นรถม้าหลบหนีไปแล้วพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง!"
"บัดซบ!"
มู่หลิงเชียวแค่นเสียงลอดฟัน นัยน์ตาฉายประกายอำมหิตและตระหนกสุดขีด หากเฉินจื่อหลานยังไม่ตาย หรือหากศพของเขาตกไปอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม แผนการครองราชบัลลังก์ของเขาต้องสั่นคลอนแน่!
"เจ้าพวกไร้ประโยชน์!"
มู่อ๋องสบถอย่างหัวเสีย ก่อนจะพยายามตั้งสติและเค้นยิ้มเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก "รถม้าไม้คันเล็กในยามหิมะตกเช่นนี้... มันคงไปไหนไม่ได้ไกลนักหรอก! กวนเฟิง! ส่งคนของพวกเราปลอมตัวออกสืบข่าวโรงหมอ โรงพักแรม และโรงน้ำชาทุกแห่งทั้งในและนอกเมืองหลวง! หากพบเบาะแสคนที่ช่วยชีวิตเฉินจื่อหลาน... ให้ส่งพวกมันทั้งหมดไปลงนรกซะอย่าให้เหลือ!"