홈 / รักโบราณ / ชายาเคียงบัลลังก์ / เสี่ยวเอ้อคนใหม่

공유

เสี่ยวเอ้อคนใหม่

작가: Selena
last update 게시일: 2026-10-01 13:04:32

เบื้องบนชั้นสองของโรงน้ำชาหลิวหยุน ตรงมุมมืดเหนือช่องบันไดไม้ เฉินจื่อหลาน ยืนนิ่งงันสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองลงไปยังเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาคู่ลึกจดจ้องไปยังบุรุษสูงศักดิ์ในชุดหรูหราผู้กำลังหัวเราะหยอกล้ออยู่กับเชี่ยผิงอัน

ยามที่เขาถูกส่งตัวไปเป็นตัวประกันยัง แคว้นฉี่ น้องชายผู้นี้ยังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยเพราะเกิดหลังเขาถึงห้าปี เวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานจนเค้าความเยาว์วัยพร่างพร่าหายไปหมดสิ้น ทว่าโครงหน้าอันคมคาย หล่อเหลา และดวงตาหงส์ที่ถอดแบบมาจาก ฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันอยู่หลายส่วน บวกกับนาม ‘หลิงเชียว ‘ที่ผิงอันเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนม ก็นำพาความจริงอันแจ่มแจ้งมาสู่ใจขององค์ชายใหญ่ทันที...

บุรุษที่กำลังนั่งจิบชาและส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้นางอยู่นั้น มิใช่ใครอื่น นอกจาก มู่หลิงเชียว ศัตรูทางการเมืองผู้สั่งส่งมือสังหารไปหมายเอาชีวิตเขานั่นเอง

รอยยิ้มเย็นเยียบพลันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินจื่อหลาน สายตาคมเปลี่ยนเป็นลึกล้ำยากแท้คาดเดา...

บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมเกรียม เย็นชา และมองมนุษย์ทุกคนเป็นเพียงหมากบนกระดาน ยามนี้กลับเผยจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่ที่สุดออกมาต่อหน้าเขาอย่างไม่รู้ตัว

มู่หลิงเชียวพ่ายแพ้ให้แก่สตรีตรงหน้าอย่างหมดหัวใจ...

ความคิดอันชาญฉลาดและเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาในสมองขององค์ชายใหญ่ในทันที

ในเมื่อน้องสามใช้กลอุบายล่าสังหารเขา การตอบโต้ที่เหนือชั้นกว่า ย่อมไม่ใช่เพียงการเอาชีวิตคืนด้วยคมดาบ แต่เป็นการแย่งชิงสิ่งที่มีค่าที่สุดไปจากอก หากเขาสามารถสวมคราบบุรุษผู้น่าสงสาร ไร้ที่พึ่ง และเอาชนะหัวใจอันบริสุทธิ์ของคุณหนูสามแห่งตระกูลเชี่ยมาครอบครองได้สำเร็จ...

การพังทลายองค์ชายสามและดึงเกราะคุ้มกันชิ้นสำคัญที่สุดของอีกฝ่ายลงมา ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป

องค์ชายสามนั่งพูดคุยและหยอกเย้าอยู่กับคุณหนูสามจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป เงาร่างของถางถางเดินกลับมาจากวัดป๋ออ้ายเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่คุณหนูสามจะต้องเดินทางกลับจวนตระกูลเชี่ยแล้ว

ด้วยความอาทรและเป็นห่วง มู่หลิงเชียวจึงขยับกายลุกขึ้นยืน นัยน์ตาหงส์ทอดมองผิงอันด้วยความนุ่มนวล

"ผิงอัน เวลาป่านนี้แล้ว ให้ข้าไปส่งเจ้าที่ประตูจวนเถิด อากาศเย็นขึ้นทุกที ข้าไม่อยากให้เจ้าเดินทางกลับตามลำพัง"

ผิงอันส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนก

"อย่าเชียวนะ"

นางเอ่ยขัดพลางทำหน้างอ

"หากพี่หญิงใหญ่เห็นท่านไปส่งข้าถึงหน้าประตูจวน มีหวังข้าคงโดนกลั่นแกล้งหนักกว่าเดิมเป็นแน่ ท่านคิดจะหาเรื่องให้ข้าเดือดร้อนอีกหรืออย่างไรกัน"

องค์ชายสามเห็นท่าทีเง้าแง้งและคำพูดตัดพ้อของคุณหนูสามก็หลุดยิ้มบางๆ อย่างหมดทางสู้ เขายกมือขึ้นสัมผัสศีรษะนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

"เอาล่ะๆ ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว เช่นนั้นก็เดินทางกลับอย่างระมัดระวังเล่า หากมีเรื่องอันใด ให้คนไปแจ้งข้าที่จวนได้ตลอดเวลา"

"ขอเพียงองค์ชายอยู่ห่างจากข้า ข้าก็ปลอดภัยไร้กังวลแล้ว"

เมื่อองค์ชายสามยอมถอยและก้าวออกจากโรงน้ำชาขึ้นม้าควบหายไปตามเส้นทาง ผิงอันก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นางรีบหันกลับมาหวังจะสั่งการอาซาให้ช่วยดูแลบุรุษบาดเจ็บบนชั้นสองให้ดี ทว่าเมื่อหันไป มอง ก็ต้องชะงักกึก...

ยามนี้ทั้งถางถางและอาซาต่างยืนกุมมือไว้ที่อก จ้องมองตามหลังทิศทางที่องค์ชายสามควบม้าจากไปด้วยแววตาหวานฉ่ำและรอยยิ้มเพ้อฝัน ราวกับถูกเสน่ห์ดึงดูดวิญญาณไปเสียแล้ว

"องค์ชายสามช่างงดงามหล่อเหลาราวกับเทพบุตรบนสรวงสวรรค์เลยนะเจ้าคะ..."

ถางถางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม "ทั้งยังแสนดีและอ่อนโยนกับคุณหนูถึงเพียงนี้ รอยยิ้มเมื่อครู่นี้ คนนอกจวนไม่มีวันได้เห็นเป็นแน่แท้"

อาซาพยักหน้าเห็นพ้องพลางเอื้อมมือมากุมมือของถางถาง

"นั่นสิเจ้าค่ะ... หากข้าเป็นคุณหนูสาม โดนบุรุษสูงศักดิ์และรูปงามเช่นนี้มาเอาอกเอาใจและเป็นห่วงเป็นใยทุกวัน ข้าคงหลงรักองค์ชายสามจนถอนตัวไม่ขึ้นไปนานแล้วเจ้าค่ะ"

ผิงอันฟังคำพูดไม่คิดอะไรของสาวใช้ทั้งสองแล้วก็หลุดหัวเราะขบขันออกมาเบาๆ นางเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากถางถางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู

"พวกเจ้าสองคนนี่นะ เลิกทำหน้าตาเพ้อฝันเช่นนั้นได้แล้ว"

ผิงอันรีบคว้ามือถางถาง และดึงให้เดินตามไปขึ้นรถม้า ก่อนจะหันมาสั่งการอาซาด้วยน้ำเสียงจริงจังและกำชับแผ่วเบา

"อาซา ข้าต้องกลับจวนก่อน ฝากเจ้าช่วยดูแลชายหนุ่มผู้นั้นบนชั้นสองให้ดีด้วยนะ รอยาและอาหารให้เรียบร้อย มีเรื่องอันใดคืบหน้าไว้พรุ่งนี้ข้าจะรีบมา"

"วางใจได้เลยเจ้าค่ะคุณหนูสาม ข้าจะดูแลเขาอย่างดีที่สุดเจ้าค่ะ"

อาซาย่อกายรับคำอย่างแข็งขัน

ผิงอันพยักหน้ารับ ร่างบางก้าวขึ้นรถม้าไม้ของจวนตระกูลเชี่ย ก่อนที่รถม้าจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตรอกโรงน้ำชา มุ่งหน้ากลับสู่จวนท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้นทุกที

เวลาผ่านพ้นไปราวสี่ถึงห้าวัน ภายใต้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดของอาซา บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายของ เฉินจื่อหลาน ก็ค่อยๆ ตกสะเก็ดและประสานกันจนหายดี ทำให้เขาสามารถลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวและเดินเหินได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น

เพื่อปกปิดตัวตน ปราบปรามความสงสัยของคนภายนอก และตบตาเล่นละครแกล้งความจำเสื่อมต่อไป องค์ชายใหญ่จึงอาสาแปลงกายเป็น 'เสี่ยวเอ้อ' ของโรงน้ำชาหลิวหยุน โดยใช้ชื่อสมมุติว่า ‘เสี่ยวถัง ‘เขาคอยช่วยอาซาต้อนรับลูกค้า ยกถ้วยชา ปัดกวาดเช็ดถูร้านอย่างขยันขันแข็งเพื่อตอบแทนบุญคุณ

ทว่า ถึงแม้เขาจะสวมใส่เพียงเสื้อคลุมผ้าปานหยาบกร้านสีตุ่นๆ อย่างเด็กรับใช้ในร้านชา แต่รัศมี ความสูงศักดิ์ กลิ่นอายความสง่างาม รวมถึงเรือนร่างสูงใหญ่บึกบึนและใบหน้าคมคายรูปงามราวกลับรูปสลัก ก็ไม่อาจถูกปกปิดไว้ได้เลย

ข่าวลือเกี่ยวกับ 'เสี่ยวเอ้อรูปงามแห่งโรงน้ำชาหลิวหยุน' แพร่สะพัดไปทั่วตรอกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภายในร้านที่เคยเงียบสงบ ยามนี้กลับมีสตรีและเหล่าคุณหนูจากตระกูลน้อยใหญ่พากันแวะเวียนเข้ามาจับจองโต๊ะจิบชาอย่างแน่นขนัดทุกวัน เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าและพูดคุยกับเขาสักคำ

"ชาเหมยฮวาอุ่นๆ ได้แล้วครับคุณหนู..."

เสี่ยวถัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ ขณะน้อมกายลงวางถ้วยชาเคลือบขาวลงบนโต๊ะไม้แปดเหลี่ยมอย่างคล่องแคล่ว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะยกถาดไม้กลับ สตรีสาวร่างบางในชุดกระโปรงสีชมพูหวานผู้เป็นลูกค้า ก็ยกพัดขนนกขึ้นปิดปากพลางส่งสายตาหวานเชื่อมเย้ายวนมาทางเขา

"อุ้ย... เสี่ยวถัง ขอบใจเจ้ามากนะ" หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางแสร้งทำเป็นยื่นมือไปรับถ้วยชา แต่กลับตั้งใจแตะลงบนเรียวนิ้วยาวขององค์ชายใหญ่เบาๆ

"มือของเจ้านี่ทั้งแข็งแรงและอุ่นดีแท้... โรงน้ำชาแห่งนี้ช่างตาแหลมยิ่งนักที่หาเสี่ยวเอ้อที่ทั้งขยันและหน้าตาหล่อเหลาหมดจดเช่นเจ้ามาได้"

หญิงสาวอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีแทะโลมอย่างโจ่งแจ้ง

"นั่นสิเจ้าคะพี่หญิง... เสี่ยวถังจ๊ะ หากทำงานหนักยกชาตากลมหนาวที่นี่มันเหน็ดเหนื่อยนัก เหตุใดไม่ลองไปรับใช้ที่เรือนของข้าดูเล่า ข้ายินดีจ่ายไม่อั้น และให้เจ้านั่งจิบชาสบายๆ ไม่ต้องมาคอยกวาดพื้นยกถาดชาให้เหนื่อยแรงเช่นนี้หรอกนะ “

องค์ชายใหญ่ซ่อนรอยยิ้มเย็นชาและแววตาคมกริบไว้ภายใต้ดวงตาที่แสร้งทำเป็นซื่อๆ เขาชักมือกลับอย่างนอบน้อมนุ่มนวล คารวะคุณหนูทั้งสองด้วยท่วงท่าสง่างามเกินกว่าเสี่ยวเอ้อทั่วไป

"ขอบพระคุณในความเมตตาของคุณหนูทั้งสองขอรับ..."

เสี่ยวถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมถ่อมตน

"แต่ตัวข้าความจำเสื่อม ไร้หัวนอนปลายเท้า อีกทั้งยังซุ่มซ่ามยิ่งนัก ได้แม่นางอาซาและคุณหนูสามช่วยชีวิตไว้ จึงตั้งใจจะอยู่ที่นี่เพื่อทำงานตอบแทนบุญคุณจนกว่าความทรงจำจะกลับคืนมาครัขอ... ขอคุณหนูโปรดดื่มชาให้อร่อย หากขาดเหลือสิ่งใด ร้องเรียกเสี่ยวถังได้ตลอดเวลาขอรับ"

เอ่ยจบ เสี่ยวถังก็โค้งกายถอยหลังออกมาอย่างมีมารยาท ปล่อยให้เหล่าสตรีบนโต๊ะมองตามแผ่นหลังกว้างและท่วงท่าอันสง่างามของเขาด้วยสายตาเพ้อฝันเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน

เบื้องหลังฉากกั้นไม้เหนือเคาน์เตอร์ เชี่ย ผิงอัน และ อาซา ยืนมองบรรยากาศอันคึกคักภายในโรงน้ำชาหลิวหยุน ภาพเหล่าคุณหนูและสตรีสูงศักดิ์ที่ต่างพากันจับจองโต๊ะจนแน่นขนัด รอยยิ้มพึงพอใจและมีความสุขผุดขึ้นบนใบหน้าหวานของคุณหนูสามอย่างปิดไม่มิด

ผิงอันยกพัดจิ๋วขึ้นพัดเบาๆ พลางเอ่ยชมตนเองด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

"เห็นหรือไม่เล่าอาซา... สายตาของข้านั้นแหลมคมเพียงใด การตัดสินใจช่วยชีวิต 'เสี่ยวถัง' ในวันนั้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งนัก ดูยามนี้สิ กิจการโรงน้ำชาของเราค้าขายดีเป็นน้ำซึมบ่อทราย ชาหมดไปไม่รู้กี่ไหแล้ว"

อาซามองตามเสี่ยวถังที่กำลังก้มโค้งนอบน้อมส่งรอยยิ้มละมุนให้ลูกค้าสตรี แม้ในใจจะดีใจกับรายได้อันมหาศาลของร้าน ทว่านัยน์ตากลับแฝงความหวาดหวั่นระแวงอยู่ไม่น้อย นางเขยิบเข้าไปใกล้ผิงอันแล้วกระซิบกระซาบด้วยความกังวล

"คุณหนูเจ้าคะ... ร้านเราขายดีก็น่ายินดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่ชื่อเสียงเรื่องความหล่อเหลาหมดจดของเสี่ยวถังแพร่สะพัดไปไกลทั่วเมืองหลวงรวดเร็วปานนี้ ข้าเกรงว่า... วันใดวันหนึ่งความจะไปเข้าหูพวกทหารในราชสำนักเข้า หากพวกนั้นสงสัยแล้วเข้ามาตรวจค้น จะไม่เป็นเรื่องใหญ่หรือเจ้าคะ"

ผิงอันฟังแล้วกลับไม่มีสีหน้าแยแสหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางคลี่ยิ้มบางๆ อย่างถือดีและเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาทอประกายฉลาดเฉลียว

"เรื่องนั้นเจ้ารางสังหรณ์ช้าไปเสียแล้วอาซา..."

ผิงอันเอ่ยอย่างอารมณ์ดี

"ก่อนหน้านี้ข้าได้จัดการอุดรอยรั่วไว้หมดสิ้นแล้ว ข้าไปขอร้องหลิงเชียวว่าอย่าได้ส่งกองกำลังทหารมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ โรงน้ำชาของข้าอีก ข้าบอกเขาไปว่าทหารหน้าตาถมึงทึงพวกนั้นทำให้เหล่าคุณหนูสตรีตื่นกลัวจนไม่กล้ามาอุดหนุนชา แล้วยังสำทับไปอีกว่า... หากขุนนางในสายข่าวแอบไปรายงานท่านพ่อว่าข้าแอบมาเปิดโรงน้ำชานอกจวน ท่านพ่อต้องลงโทษตีข้าจนตายแน่ๆ"

อาซาฟังถึงตรงนี้ก็ตาโตเท่าไข่นกกระทา

"แล้ว... องค์ชายสามว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ"

"หลิงเชียวผู้ว่านอนสอนง่ายมีหรือจะขัดใจข้า"

ผิงอันยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ด้วยท่าทีผู้ชนะ

"พอเขาฟังจบ ก็รีบออกคำสั่งเด็ดขาดแก่ทหารกองกำลังตรวจตราทันที ห้ามไม่ให้ทหารหน้าไหนเข้าใกล้แถบโรงน้ำชาหลิวหยุนแห่งนี้เป็นอันขาด

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังกำชับหน่วยข่าวกรองให้ระงับการรายงานข่าวสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงน้ำชาแห่งนี้ ถือเสียว่าในเมืองหลวงไม่มีโรงน้ำชาแห่งนี้อยู่นบนกระดานข่าวสารของทางการเลยทีเดียว"

ได้ยินดังนั้น อาซาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาพลางมองผิงอันด้วยสายตาชื่นชมสลับทึ่งในความเฉียบแหลม

"คุณหนูสาม... ท่านช่างเจ้าเล่ห์แสนกลยิ่งนักเจ้าค่ะ"

อาซากระซิบชื่นชมจากใจจริง

"ใช้ความรักความห่วงใยที่องค์ชายสามมีต่อท่าน มาเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีให้แก่กบฏตัวจริงที่ซ่อนอยู่ใต้จมูกทหารเช่นนี้ หากองค์ชายสามทรงทราบความจริงภายหลัง มีหวังได้อกแตกตายเป็นแน่แท้"

ผิงอันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววซุกซน

"ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กิจการก็รุ่งเรือง คนบาดเจ็บก็ปลอดภัย... แล้วเหตุใดข้าจะไม่ทำเล่า"

ขณะที่สองสาวกำลังหัวเราะกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น อาซาพลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางฉายแววตื่นตกใจเล็กน้อย ก่อนจะตีหน้าผากตัวเองเบาๆ

"จริงสิเจ้าคะคุณหนู ข้ามัวแต่ดีใจจนลืมไปเสียสนิทเลย วันนี้ข้าต้องส่งใบชาเหมยฮวาเกรดพิเศษไปให้ จวนใต้เท้าหลิว ที่อยู่ตรอกฝั่งตะวันออกตามที่เขาสั่งจองไว้ล่วงหน้า ชาตัวนี้หากส่งช้าจนเลยยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) รสชาติและกลิ่นจะคายความหอมลงไปมากเจ้าค่ะ"

อาซาไม่รอช้า รีบกวักมือเรียกเสี่ยวถังที่เพิ่งยกถาดชาว่างกลับเข้ามาเบื้องหลังฉากกั้น "เสี่ยวถัง! มาทางนี้หน่อยสิ"

เสี่ยวถัง (เฉินจื่อหลาน) เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง รอยยิ้มซื่อๆ แต่งแต้มบนใบหน้าคมคาย

"มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ"

"ฝากเจ้าช่วยยกห่อใบชาเหมยฮวานี้ไปส่งที่จวนใต้เท้าหลิวตรงตรอกฝั่งตะวันออกทีนะ เดินตัดผ่านเส้นทางตรอกสายเก่าไปไม่ไกลก็ถึงแล้ว"

อาซายื่นห่อชาผูกผ้าอย่างดีส่งให้เขา

"ได้ขอรับ ข้าจะรีบนำไปส่งให้เดี๋ยวนี้" เสี่ยวถังยิ้มรับคำอย่างว่าง่าย รับห่อชามาถือไว้ แล้วก้าวออกจากโรงน้ำชาอย่างรวดเร็ว

ทว่า ระหว่างที่เขากำลังเดินตัดผ่านซอยเปลี่ยวและรกร้างทางฝั่งตะวันออก สายลมหนาวพัดผ่านพาเอาสัญชาตญาณอันแหลมคมของบุรุษผู้ผ่านศึกสงครามกลับคืนมา จื่อหลานสัมผัสได้ถึงฝีเท้าอันเบากริบที่แอบก้าวตามหลังมาห่างๆ ...

มีคนกำลังสะกดรอยตามเขา

แววตาซื่อๆ ของเสี่ยวถังพลันแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเย็นและคมกริบดั่งคมดาบ เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัวและก้าวเดินไปตามปกติ ก่อนจะแกล้งเลี้ยวหายเข้าไปในซอกตรอกลึกอันแคบและอับสายตาผู้คน

จื่อหลานใช้ความคล่องแคล่วเหยียบซอกกำแพงอิฐ ดีดกายขึ้นบนหลังคาอย่างเงียบเชียบแล้วแอบเดินอ้อมไปดักรอทางด้านหลังของอีกฝ่าย ทันใดนั้น เขาก็เห็นเงาร่างของชายชุดดำปกปิดใบหน้ามิดชิดกำลังเดินแกะรอยเข้ามาในตรอกด้วยท่วงท่าระมัดระวัง

เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบข้างเงียบสงัดและไร้ผู้คน สัญชาตญาณขององค์ชายใหญ่สั่งการทันที... เขาคิดว่าชายผู้นี้คือพวกล่าสังหารที่มู่หลิงเชียวส่งมา

ฟึ่บ!

ร่างสูงใหญ่ของจื่อหลานกระโจนลงมาจากเบื้องบน พุ่งตัวเข้าหาชายชุดดำด้วยความเร็วสูง หมายจะหักคอสังหารอีกฝ่ายเพื่อปิดปากภายในท่าเดียว ชายชุดดำตื่นตกใจแต่ก็ปะทะรับฝ่ามือของจื่อหลานได้อย่างทุลักทุเล เสียงฝ่ามือปะทะกันดัง ผัวะ! แรงปะทะทำให้ทั้งสองฝ่ายถอยร่นไปข้างหลังหลายก้าว

จื่อหลานไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาหมุนตัวเข้าหาพร้อมสืบเท้าเตรียมลงมือสังหารขั้นเด็ดขาด ทว่าชายชุดดำที่ได้ยินเสียงลมหายใจและเห็นท่วงท่าการต่อสู้อันคุ้นเคยกลับดวงตาเบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบดึงผ้าปิดหน้าลง แล้วดึงกริชสั้นลงพื้น พร้อมกับก้มลงกราบถวายบังคมตรงหน้าจื่อหลานอย่างเร่งรีบ

"องค์ชายใหญ่! เป็นพระองค์จริงๆ หรือพะยะค่ะ!"

ชายชุดดำร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสั่นเทา

จื่อหลานชะงักมือที่กำลังจะซัดเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่าย สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าอันคุ้นเคยของชายตรงหน้า ชายผู้นี้คือ ‘ชูเจา ‘องครักษ์ประจำตัวผู้ซื่อสัตย์ของเขานั่นเอง!

"ชูเจา"

จื่อหลานขมวดคิ้วแน่น ลดมือลงทว่าแววตายังคงระมัดระวังรอบข้าง

"เจ้ายังไม่ตายหรือ"

ชูเจาเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นผู้เป็นนายยังคงมีชีวิตอยู่

"พะยะค่ะองค์ชาย! ในคืนที่เกิดการลอบสังหารกลางพายุหิมะ ข้าพระองค์ถูกพวกนักฆ่าไล่ต้อนไปอีกฝั่งของขุนเขา แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็รอดชีวิตมาได้ ยามเมื่อข้าพระองค์ย้อนกลับไปที่ลานหิมะ ก็พบเพียงกองศพและรอยเลือดของพระองค์ ข้าพระองค์จึงแอบสืบข่าวและออกตามหาพระองค์ไปทั่วทุกตรอกซอกซอยจนกระทั่งพบพระองค์เดินออกมาจากโรงน้ำชาเมื่อครู่นี้พะยะค่ะ"

จื่อหลานถอนหายใจยาวเบาๆ รังสีฆ่าฟันรอบกายค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบขรึมและลึกล้ำ

"นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะรอดมาได้..."

"กระหม่อมยินดี ยิ่งนักที่พระองค์ทรงปลอดภัย"

ชูเจาเอ่ยด้วยความเคารพรัก ก่อนจะรีบถามต่อด้วยความกังวล

"แล้วเหตุใดพระองค์จึงไปแต่งกายด้วยชุดเสี่ยวเอ้อเช่นนี้เล่าพะยะค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์กันแน่"

เฉินจื่อหลานทอดสายตามององครักษ์คนสนิท นัยน์ตาคู่ลึกทอประกายลึกล้ำยากแท้จะคาดเดา เขาลดมือลงพลางกวาดสายตาสำรวจความเรียบร้อยรอบตรอกร้างอย่างระมัดระวังรอบทิศ ก่อนจะยกมือขึ้นปรามชูเจาที่กำลังตื่นเต้นและเต็มไปด้วยคำถาม

"เรื่องมันยาว..."

องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและเฉียบขาด ชูเจาที่ได้ยินดังนั้นจึงรีบสำรวมท่าที ก้มหน้ารับฟังคำสั่งจากผู้เป็นนายอย่างสงบนิ่งทันที

이 작품을 무료로 읽으실 수 있습니다
QR 코드를 스캔하여 앱을 다운로드하세요

최신 챕터

  • ชายาเคียงบัลลังก์   คนที่ฉุดนาง…คือข้าเอง

    ยามตระเวนผ่านพ้นกลางดึกคืนหนึ่ง รถม้าของตระกูลเชี่ยที่พาผิงอันเดินทางกลับจวนกำลังวิ่งเอื่อยๆ ไปตามถนนสายเงียบสงบ คืนนี้มีลูกค้านักเดินทางต่างถิ่นแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนแน่นขนัด ส่งผลให้นางต้องอยู่จัดการร้านจนดึกดื่นกว่าทุกวันกระนั้น การกลับจวนยามวิกาลก็มิใช่เรื่องตื่นตระหนกอีกต่อไป ในเมื่อกิจการโรงน้ำชาได้รับอนุญาตอย่างผ่าเผย ทั้งคนในตระกูลเชี่ยตั้งแต่ใต้เท้าเชี่ยจนถึงพี่หญิงทั้งสองก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้ามาคอยจับผิดหรือหาเรื่องดุด่านางเหมือนแต่ก่อนทว่าความเงียบสงบของยามค่ำคืนพลันถูกทำลายลงเอี๊ยด!รถม้าหยุดกึกอย่างกะทันหันจนร่างของคุณหนูสามไถลไปข้างหน้า ก่อนที่เสียงร้องตื่นตระหนกของคนขับรถม้าจะดังแผดขึ้นเมื่อถูก 'ชูเจา' องครักษ์ประจำตัวองค์ชายใหญ่ ดึงกระชากตัวร่วงลงไปกองกับพื้นถนนผิงอันขมวดคิ้วแน่น หัวใจตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มด้วยความตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่นางหรือสาวใช้จะได้เอ่ยปากสอบถามสิ่งใด บานประตูรถม้าก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงร่างสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ โผล่แทรกตัวเข้ามา มือแกร่งยื่นเข้ามารวบร่างบอบบางของคุณหนูสามดึงเข้าไปไว้ในอ้อมกอดอันอบอุ่นแน่นหนาโดยไม่ทันให้ตั้งตัว นัยน์ตาคู่คมวูบไห

  • ชายาเคียงบัลลังก์   สงครามขนาดเล็กขององค์ชาย

    ตลอดหลายวันที่ผิงอันต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในจวน บาดแผลถูกโบยที่แผ่นหลังบอบบางค่อยๆ ทุเลาลงจนหายดี สิ่งที่แปลกไปคือบรรยากาศภายในจวนตระกูลเชี่ยที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ... ไม่ว่าจะเป็นใต้เท้าเชี่ย พี่หญิงใหญ่ หรือ พี่หญิงรอง ต่างก็ไม่มีใครกล้าเสนอหน้าเข้ามาเค้นคอถามความจริงหรือวุ่นวายกับนางอีกเลย ทุกคนในจวนปฏิบัติต่อนางด้วยความเกรงอกเกรงใจและระมัดระวังเป็นพิเศษ ซึ่งผิงอันเองก็รู้สึกยินดีและผ่อนคลายอย่างยิ่งที่ไม่ได้ยินเสียงจิกหัวด่าทอหรือเรื่องกวนใจเหล่านั้นยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้นางแปลกใจที่สุดคือ บิดายินยอมให้เปิดกิจการโรงน้ำชาหลิวหยุนต่อได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องคอยแอบปีนกำแพงหรือปิดบังซ่อนเร้นอีกต่อไป...ทว่านางกลับไม่เคยรู้เลยว่า เบื้องหลังความอารีและคำอนุญาตอันง่ายดายนี้ แท้จริงแล้วเป็นคำสั่งเด็ดขาดจากองค์ชายใหญ่ที่ข่มขู่ใต้เท้าเชี่ยไว้ และกำชับหนักหนาว่าห้ามแพร่งพรายให้ผิงอันรู้อย่างเด็ดขาดวันนี้ เมื่อร่างกายหายดีแล้ว ผิงอันจึงเดินทางกลับมาเปิดโรงน้ำชาอีกครั้งด้วยหัวใจที่ตั้งมั่น แต่... บรรยากาศของโรงน้ำชาที่เคยคึกคักและเต็มไปด้วยผู้คน กลับเงียบเหงาและเย็นเยือกจน

  • ชายาเคียงบัลลังก์   เขาก็แค่คนหลอกลวง

    เพียะ! เพียะ!เสียงไม้หวายเส้นหนากระแทกฟาดลงบนแผ่นหลังบอบบางของคุณหนูสามติดต่อกันอีกสองสามที ความเจ็บปวดแล่นปราดเข้าสู่ขั้วหัวใจจนผิงอันทนทานไม่ไหว ร่างบางฟุบล้มลงไปนอนกองกับพื้นหินอันเย็นเชียบ รอยเลือดสีแดงสดเริ่มซึมผ่านเนื้อผ้าสีอ่อน หยดลงบนพื้นหิมะสีขาวโพลนอย่างน่าเวทนาทว่า... ก่อนที่ไม้ฟาดที่สี่จะทันได้ตลบแหวกอากาศลงมากลางหลังโครม!บานประตูใหญ่หน้าจวนตระกูลเชี่ยพลันถูกถีบออกอย่างรุนแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเรือนกายสูงสง่าของ องค์ชายใหญ่ ในชุดผ้าไหมทรงสบายๆ ทว่าแฝงความหรูหราสูงศักดิ์ ก้าวฉับๆ ตรงเข้ามาภายในลานลงอาญาด้วยท่วงท่าทรงบารมี โดยมีองครักษ์คนสนิทอีกสองนายเดินตามหลังมาติดๆคนในจวนตระกูลเชี่ยต่างตกตะลึงจนตาค้าง ยังไม่ทันที่ใครจะได้ทันตั้งตัวหรือถวายบังคม ร่างสูงของเฉินจื่อหลานก็ตรงเข้ามาทรุดกายลง ประคองอุ้มร่างอันสั่นเทาของคุณหนูสามขึ้นมาไว้แนบกายในอ้อมแขนอันอบอุ่นแน่นดั่งทรัพย์สินอันประเมินค่าไม่ได้ผิงอันที่บอบช้ำและกำลังจะสูญเสียสติ ใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่พยายามเอียงใบหน้าซบลงกับอกแกร่ง พลางปรือตาเงยหน้ามองบุรุษที่กำลังโอบอุ้มนางไว้... นัยน์ตาหวานสั่นระริกด้

  • ชายาเคียงบัลลังก์   องค์ชายใหญ่เสด็จแล้ว

    กลางดึกของคืนเดียวกันนั้นเอง... ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างสมบูรณ์ เฉินจื่อหลานที่ล้ามาจากเหตุการณ์ในป่าไผ่ เคลิ้มหลับใหลลงบนเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องส่วนตัวอย่างผ่อนคลาย โดยไร้ความกังวลใจใดๆ ด้วยคิดว่าตนเองปลอดภัยดีแล้วภายใต้เงาคุ้มครองของคุณหนูสามทว่า ท่ามกลางความเงียบ นั้น... บานหน้าต่างไม้ถูกเปิดอย่างเบามือแท่งหลอดไม้เรียวยาวดุจเข็มพลันถูกสอดลอดผ่านช่องรอยต่อของประตูห้องเข้ามาอย่างเงียบเชียบและไร้เสียงฟู่...ควันละอองสีขาวเจือกลิ่นหอมบางเบาใถูกเป่าฟุ้งกระจายออกมาจากปลายหลอด กระจายตัวแทรกซึมไปในอากาศยามราตรี ละอองยานอนหลับชั้นเลิศลอยเข้าสู่โสตประสาทการรับรู้ขององค์ชายใหญ่ ส่งผลให้ร่างสูงใหญ่ที่หลับใหลอยู่แล้ว พลันดิ่งจมลงสู่ความหลับใหลที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ร่างกายอ่อนระทวย ไร้ซึ่งสติและการรับรู้โดยสิ้นเชิงเพียงครู่เดียว ประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ชายชุดดำสองนายเร้นกายเข้ามาในเงามืดดั่งภูตผี พวกเขาไม่รอช้า เข้าประคองอุ้มร่างขององค์ชายใหญ่ขึ้นจากเตียงนอนอย่างรวดเร็วและคล่องแคล่ว แล้วใช้วิชาตัวเบาทะยานออกทางหน้าต่าง ทะยานหายลับไปในความมืดมิดของยา

  • ชายาเคียงบัลลังก์   การแสดงที่สมจริง

    ยามค่ำคืนอันเงียบสงัด คืนหนึ่งหลังจากที่ผิงอันถูกกักบริเวณไว้ภายในจวนตระกูลเชี่ย อาซาที่ไม่รู้เรื่องราวตื้นลึกหนาบางอันใดเลย ก็ได้ใช้วานให้ เสี่ยวถังนำชาไปส่งยังจุดหมายปลายทางกลางป่าทางทิศตะวันตกตามที่มีลูกค้านัดหมายจองไว้ล่วงหน้าทว่า อาซากลับไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่า การส่งชาในป่าลึกยามวิกาลครั้งนี้ ไม่ใช่การค้าขายตามปกติ... หากแต่เป็น กับดักอันแยบยวน ที่มู่หลิงเชียว วางไว้เพื่อล่อเสี่ยวถังให้ออกมาจากเกราะคุ้มกันของโรงน้ำชาและสายตาของคุณหนูสามเมื่อก้าวเท้าลึกเข้ามาถึงใจกลางป่าไผ่อันมืดมิดและเงียบสงัด บรรยากาศรอบกายพลันเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด เสียงสายลมพัดใบไผ่สีกระทบกันดังหวีดหวิว และในวินาทีนั้นเอง... เงาร่างของชายฉกรรจ์ชุดดำนับสิบคนก็โผล่ออกมาจากเงามืด ชักดาบคู่กายออกมากระชับแน่น ปิดล้อมองค์ชายใหญ่ไว้ทุกทิศทางทว่า เฉินจื่อหลานกลับหยุดนิ่ง ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้แต่น้อยทันใดนั้น เสียงฝีเท้าซ้ายม้าศึกก็ดังขึ้นช้าๆ บุรุษผู้สง่างามในชุดสีดำสนิทควบม้าฝ่าเงามืดออกมา เขาไม่ได้ปิดบังใบหน้าหรือนัยน์ตาแม้แต่น้อย เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและดวงตาหงส์อันทรงอำนาจของ มู่หลิงเชียว อย่างเปิดเผยม

  • ชายาเคียงบัลลังก์   แค่หมากตัวหนึ่งจริงๆหรือ

    เฉินจื่อหลานถูกคนขององค์ชายสามพาส่งกลับมายังโรงน้ำชาหลิวหยุนอย่างปลอดภัย ไร้ร่องรอยการรังแกหรือคุมขัง ยามนี้เขานั่งอยู่ภายในห้องนอนส่วนตัวบนชั้นสอง ซึ่งมี ชูเจา องครักษ์คนสนิทลอบใช้วิชาตัวเบาเร้นกายเข้ามาอย่างเงียบเชียบในยามที่อาซาออกไปจัดการความเรียบร้อยด้านนอกดวงตาคมกริบขององค์ชายใหญ่ฉายแววพึงพอใจเมื่อนึกถึงท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมู่หลิงเชียว บุรุษผู้กุมอำนาจเกือบทั้งหมดในเมืองหลวง ทว่ากลับต้องยอมถอยทัพกลับไปอย่างชอกช้ำเพียงเพราะคำขู่เด็ดขาดของคุณหนูสามทว่า... เหนือสิ่งอื่นใดที่แล่นเข้ามาในหัวใจของจื่อหลาน ยามนี้กลับมิใช่ชัยชนะทางการเมือง แต่นึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับผิงอันภายในถ้ำหินเมื่อคืนนี้ สัมผัสอ่อนนุ่ม นัยน์ตาไหววูบสับสน และรสจูบอันแสนหวานที่นางยินยอมมอบให้แต่โดยดี...รอยยิ้มละมุนที่หาได้ยากยิ่ง ค่อยๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าคมคายทีละน้อยอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำชูเจาที่นั่งชันเข่าเฝ้าระวังอยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเหลือบไปเห็นรอยยิ้มอารมณ์ดีอันผ่อนคลายของผู้เป็นนาย ก็พลันเข้าใจไปเองทันทีว่า องค์ชายใหญ่กำลังปิติยินดีที่สามารถปั่นหัวและเอาคืนองค์ชายสามได้

더보기
좋은 소설을 무료로 찾아 읽어보세요
GoodNovel 앱에서 수많은 인기 소설을 무료로 즐기세요! 마음에 드는 작품을 다운로드하고, 언제 어디서나 편하게 읽을 수 있습니다
앱에서 작품을 무료로 읽어보세요
앱에서 읽으려면 QR 코드를 스캔하세요.
DMCA.com Protection Status