เบื้องบนชั้นสองของโรงน้ำชาหลิวหยุน ตรงมุมมืดเหนือช่องบันไดไม้ เฉินจื่อหลาน ยืนนิ่งงันสายตาคมกริบดั่งพญาอินทรีย์ทอดมองลงไปยังเบื้องล่างอย่างเงียบเชียบ นัยน์ตาคู่ลึกจดจ้องไปยังบุรุษสูงศักดิ์ในชุดหรูหราผู้กำลังหัวเราะหยอกล้ออยู่กับเชี่ยผิงอัน
ยามที่เขาถูกส่งตัวไปเป็นตัวประกันยัง แคว้นฉี่ น้องชายผู้นี้ยังเป็นเพียงเด็กชายตัวน้อยเพราะเกิดหลังเขาถึงห้าปี เวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานจนเค้าความเยาว์วัยพร่างพร่าหายไปหมดสิ้น ทว่าโครงหน้าอันคมคาย หล่อเหลา และดวงตาหงส์ที่ถอดแบบมาจาก ฮ่องเต้ องค์ปัจจุบันอยู่หลายส่วน บวกกับนาม ‘หลิงเชียว ‘ที่ผิงอันเอ่ยเรียกอย่างสนิทสนม ก็นำพาความจริงอันแจ่มแจ้งมาสู่ใจขององค์ชายใหญ่ทันที...
บุรุษที่กำลังนั่งจิบชาและส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้นางอยู่นั้น มิใช่ใครอื่น นอกจาก มู่หลิงเชียว ศัตรูทางการเมืองผู้สั่งส่งมือสังหารไปหมายเอาชีวิตเขานั่นเอง
รอยยิ้มเย็นเยียบพลันปรากฏขึ้นที่มุมปากของเฉินจื่อหลาน สายตาคมเปลี่ยนเป็นลึกล้ำยากแท้คาดเดา...
บุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าเหี้ยมเกรียม เย็นชา และมองมนุษย์ทุกคนเป็นเพียงหมากบนกระดาน ยามนี้กลับเผยจุดอ่อนอันยิ่งใหญ่ที่สุดออกมาต่อหน้าเขาอย่างไม่รู้ตัว
มู่หลิงเชียวพ่ายแพ้ให้แก่สตรีตรงหน้าอย่างหมดหัวใจ...
ความคิดอันชาญฉลาดและเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นมาในสมองขององค์ชายใหญ่ในทันที
ในเมื่อน้องสามใช้กลอุบายล่าสังหารเขา การตอบโต้ที่เหนือชั้นกว่า ย่อมไม่ใช่เพียงการเอาชีวิตคืนด้วยคมดาบ แต่เป็นการแย่งชิงสิ่งที่มีค่าที่สุดไปจากอก หากเขาสามารถสวมคราบบุรุษผู้น่าสงสาร ไร้ที่พึ่ง และเอาชนะหัวใจอันบริสุทธิ์ของคุณหนูสามแห่งตระกูลเชี่ยมาครอบครองได้สำเร็จ...
การพังทลายองค์ชายสามและดึงเกราะคุ้มกันชิ้นสำคัญที่สุดของอีกฝ่ายลงมา ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไป
องค์ชายสามนั่งพูดคุยและหยอกเย้าอยู่กับคุณหนูสามจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไป เงาร่างของถางถางเดินกลับมาจากวัดป๋ออ้ายเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่คุณหนูสามจะต้องเดินทางกลับจวนตระกูลเชี่ยแล้ว
ด้วยความอาทรและเป็นห่วง มู่หลิงเชียวจึงขยับกายลุกขึ้นยืน นัยน์ตาหงส์ทอดมองผิงอันด้วยความนุ่มนวล
"ผิงอัน เวลาป่านนี้แล้ว ให้ข้าไปส่งเจ้าที่ประตูจวนเถิด อากาศเย็นขึ้นทุกที ข้าไม่อยากให้เจ้าเดินทางกลับตามลำพัง"
ผิงอันส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน ดวงตากลมโตฉายแววตื่นตระหนก
"อย่าเชียวนะ"
นางเอ่ยขัดพลางทำหน้างอ
"หากพี่หญิงใหญ่เห็นท่านไปส่งข้าถึงหน้าประตูจวน มีหวังข้าคงโดนกลั่นแกล้งหนักกว่าเดิมเป็นแน่ ท่านคิดจะหาเรื่องให้ข้าเดือดร้อนอีกหรืออย่างไรกัน"
องค์ชายสามเห็นท่าทีเง้าแง้งและคำพูดตัดพ้อของคุณหนูสามก็หลุดยิ้มบางๆ อย่างหมดทางสู้ เขายกมือขึ้นสัมผัสศีรษะนางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"เอาล่ะๆ ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว เช่นนั้นก็เดินทางกลับอย่างระมัดระวังเล่า หากมีเรื่องอันใด ให้คนไปแจ้งข้าที่จวนได้ตลอดเวลา"
"ขอเพียงองค์ชายอยู่ห่างจากข้า ข้าก็ปลอดภัยไร้กังวลแล้ว"
เมื่อองค์ชายสามยอมถอยและก้าวออกจากโรงน้ำชาขึ้นม้าควบหายไปตามเส้นทาง ผิงอันก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก นางรีบหันกลับมาหวังจะสั่งการอาซาให้ช่วยดูแลบุรุษบาดเจ็บบนชั้นสองให้ดี ทว่าเมื่อหันไป มอง ก็ต้องชะงักกึก...
ยามนี้ทั้งถางถางและอาซาต่างยืนกุมมือไว้ที่อก จ้องมองตามหลังทิศทางที่องค์ชายสามควบม้าจากไปด้วยแววตาหวานฉ่ำและรอยยิ้มเพ้อฝัน ราวกับถูกเสน่ห์ดึงดูดวิญญาณไปเสียแล้ว
"องค์ชายสามช่างงดงามหล่อเหลาราวกับเทพบุตรบนสรวงสวรรค์เลยนะเจ้าคะ..."
ถางถางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคลิบเคลิ้ม "ทั้งยังแสนดีและอ่อนโยนกับคุณหนูถึงเพียงนี้ รอยยิ้มเมื่อครู่นี้ คนนอกจวนไม่มีวันได้เห็นเป็นแน่แท้"
อาซาพยักหน้าเห็นพ้องพลางเอื้อมมือมากุมมือของถางถาง
"นั่นสิเจ้าค่ะ... หากข้าเป็นคุณหนูสาม โดนบุรุษสูงศักดิ์และรูปงามเช่นนี้มาเอาอกเอาใจและเป็นห่วงเป็นใยทุกวัน ข้าคงหลงรักองค์ชายสามจนถอนตัวไม่ขึ้นไปนานแล้วเจ้าค่ะ"
ผิงอันฟังคำพูดไม่คิดอะไรของสาวใช้ทั้งสองแล้วก็หลุดหัวเราะขบขันออกมาเบาๆ นางเอื้อมมือไปเคาะหน้าผากถางถางเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
"พวกเจ้าสองคนนี่นะ เลิกทำหน้าตาเพ้อฝันเช่นนั้นได้แล้ว"
ผิงอันรีบคว้ามือถางถาง และดึงให้เดินตามไปขึ้นรถม้า ก่อนจะหันมาสั่งการอาซาด้วยน้ำเสียงจริงจังและกำชับแผ่วเบา
"อาซา ข้าต้องกลับจวนก่อน ฝากเจ้าช่วยดูแลชายหนุ่มผู้นั้นบนชั้นสองให้ดีด้วยนะ รอยาและอาหารให้เรียบร้อย มีเรื่องอันใดคืบหน้าไว้พรุ่งนี้ข้าจะรีบมา"
"วางใจได้เลยเจ้าค่ะคุณหนูสาม ข้าจะดูแลเขาอย่างดีที่สุดเจ้าค่ะ"
อาซาย่อกายรับคำอย่างแข็งขัน
ผิงอันพยักหน้ารับ ร่างบางก้าวขึ้นรถม้าไม้ของจวนตระกูลเชี่ย ก่อนที่รถม้าจะค่อยๆ เคลื่อนตัวออกจากตรอกโรงน้ำชา มุ่งหน้ากลับสู่จวนท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้นทุกที
เวลาผ่านพ้นไปราวสี่ถึงห้าวัน ภายใต้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดของอาซา บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายของ เฉินจื่อหลาน ก็ค่อยๆ ตกสะเก็ดและประสานกันจนหายดี ทำให้เขาสามารถลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวและเดินเหินได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น
เพื่อปกปิดตัวตน ปราบปรามความสงสัยของคนภายนอก และตบตาเล่นละครแกล้งความจำเสื่อมต่อไป องค์ชายใหญ่จึงอาสาแปลงกายเป็น 'เสี่ยวเอ้อ' ของโรงน้ำชาหลิวหยุน โดยใช้ชื่อสมมุติว่า ‘เสี่ยวถัง ‘เขาคอยช่วยอาซาต้อนรับลูกค้า ยกถ้วยชา ปัดกวาดเช็ดถูร้านอย่างขยันขันแข็งเพื่อตอบแทนบุญคุณ
ทว่า ถึงแม้เขาจะสวมใส่เพียงเสื้อคลุมผ้าปานหยาบกร้านสีตุ่นๆ อย่างเด็กรับใช้ในร้านชา แต่รัศมี ความสูงศักดิ์ กลิ่นอายความสง่างาม รวมถึงเรือนร่างสูงใหญ่บึกบึนและใบหน้าคมคายรูปงามราวกลับรูปสลัก ก็ไม่อาจถูกปกปิดไว้ได้เลย
ข่าวลือเกี่ยวกับ 'เสี่ยวเอ้อรูปงามแห่งโรงน้ำชาหลิวหยุน' แพร่สะพัดไปทั่วตรอกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภายในร้านที่เคยเงียบสงบ ยามนี้กลับมีสตรีและเหล่าคุณหนูจากตระกูลน้อยใหญ่พากันแวะเวียนเข้ามาจับจองโต๊ะจิบชาอย่างแน่นขนัดทุกวัน เพียงเพื่อจะได้เห็นหน้าและพูดคุยกับเขาสักคำ
"ชาเหมยฮวาอุ่นๆ ได้แล้วครับคุณหนู..."
เสี่ยวถัง เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงเสน่ห์ ขณะน้อมกายลงวางถ้วยชาเคลือบขาวลงบนโต๊ะไม้แปดเหลี่ยมอย่างคล่องแคล่ว ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะยกถาดไม้กลับ สตรีสาวร่างบางในชุดกระโปรงสีชมพูหวานผู้เป็นลูกค้า ก็ยกพัดขนนกขึ้นปิดปากพลางส่งสายตาหวานเชื่อมเย้ายวนมาทางเขา
"อุ้ย... เสี่ยวถัง ขอบใจเจ้ามากนะ" หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานพลางแสร้งทำเป็นยื่นมือไปรับถ้วยชา แต่กลับตั้งใจแตะลงบนเรียวนิ้วยาวขององค์ชายใหญ่เบาๆ
"มือของเจ้านี่ทั้งแข็งแรงและอุ่นดีแท้... โรงน้ำชาแห่งนี้ช่างตาแหลมยิ่งนักที่หาเสี่ยวเอ้อที่ทั้งขยันและหน้าตาหล่อเหลาหมดจดเช่นเจ้ามาได้"
หญิงสาวอีกคนที่นั่งร่วมโต๊ะหัวเราะคิกคักพลางเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยท่าทีแทะโลมอย่างโจ่งแจ้ง
"นั่นสิเจ้าคะพี่หญิง... เสี่ยวถังจ๊ะ หากทำงานหนักยกชาตากลมหนาวที่นี่มันเหน็ดเหนื่อยนัก เหตุใดไม่ลองไปรับใช้ที่เรือนของข้าดูเล่า ข้ายินดีจ่ายไม่อั้น และให้เจ้านั่งจิบชาสบายๆ ไม่ต้องมาคอยกวาดพื้นยกถาดชาให้เหนื่อยแรงเช่นนี้หรอกนะ “
องค์ชายใหญ่ซ่อนรอยยิ้มเย็นชาและแววตาคมกริบไว้ภายใต้ดวงตาที่แสร้งทำเป็นซื่อๆ เขาชักมือกลับอย่างนอบน้อมนุ่มนวล คารวะคุณหนูทั้งสองด้วยท่วงท่าสง่างามเกินกว่าเสี่ยวเอ้อทั่วไป
"ขอบพระคุณในความเมตตาของคุณหนูทั้งสองขอรับ..."
เสี่ยวถังเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมถ่อมตน
"แต่ตัวข้าความจำเสื่อม ไร้หัวนอนปลายเท้า อีกทั้งยังซุ่มซ่ามยิ่งนัก ได้แม่นางอาซาและคุณหนูสามช่วยชีวิตไว้ จึงตั้งใจจะอยู่ที่นี่เพื่อทำงานตอบแทนบุญคุณจนกว่าความทรงจำจะกลับคืนมาครัขอ... ขอคุณหนูโปรดดื่มชาให้อร่อย หากขาดเหลือสิ่งใด ร้องเรียกเสี่ยวถังได้ตลอดเวลาขอรับ"
เอ่ยจบ เสี่ยวถังก็โค้งกายถอยหลังออกมาอย่างมีมารยาท ปล่อยให้เหล่าสตรีบนโต๊ะมองตามแผ่นหลังกว้างและท่วงท่าอันสง่างามของเขาด้วยสายตาเพ้อฝันเคลิบเคลิ้มไปตามๆ กัน
เบื้องหลังฉากกั้นไม้เหนือเคาน์เตอร์ เชี่ย ผิงอัน และ อาซา ยืนมองบรรยากาศอันคึกคักภายในโรงน้ำชาหลิวหยุน ภาพเหล่าคุณหนูและสตรีสูงศักดิ์ที่ต่างพากันจับจองโต๊ะจนแน่นขนัด รอยยิ้มพึงพอใจและมีความสุขผุดขึ้นบนใบหน้าหวานของคุณหนูสามอย่างปิดไม่มิด
ผิงอันยกพัดจิ๋วขึ้นพัดเบาๆ พลางเอ่ยชมตนเองด้วยน้ำเสียงภูมิใจ
"เห็นหรือไม่เล่าอาซา... สายตาของข้านั้นแหลมคมเพียงใด การตัดสินใจช่วยชีวิต 'เสี่ยวถัง' ในวันนั้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ายิ่งนัก ดูยามนี้สิ กิจการโรงน้ำชาของเราค้าขายดีเป็นน้ำซึมบ่อทราย ชาหมดไปไม่รู้กี่ไหแล้ว"
อาซามองตามเสี่ยวถังที่กำลังก้มโค้งนอบน้อมส่งรอยยิ้มละมุนให้ลูกค้าสตรี แม้ในใจจะดีใจกับรายได้อันมหาศาลของร้าน ทว่านัยน์ตากลับแฝงความหวาดหวั่นระแวงอยู่ไม่น้อย นางเขยิบเข้าไปใกล้ผิงอันแล้วกระซิบกระซาบด้วยความกังวล
"คุณหนูเจ้าคะ... ร้านเราขายดีก็น่ายินดีอยู่หรอกเจ้าค่ะ แต่ชื่อเสียงเรื่องความหล่อเหลาหมดจดของเสี่ยวถังแพร่สะพัดไปไกลทั่วเมืองหลวงรวดเร็วปานนี้ ข้าเกรงว่า... วันใดวันหนึ่งความจะไปเข้าหูพวกทหารในราชสำนักเข้า หากพวกนั้นสงสัยแล้วเข้ามาตรวจค้น จะไม่เป็นเรื่องใหญ่หรือเจ้าคะ"
ผิงอันฟังแล้วกลับไม่มีสีหน้าแยแสหรือตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางคลี่ยิ้มบางๆ อย่างถือดีและเจ้าเล่ห์ นัยน์ตาทอประกายฉลาดเฉลียว
"เรื่องนั้นเจ้ารางสังหรณ์ช้าไปเสียแล้วอาซา..."
ผิงอันเอ่ยอย่างอารมณ์ดี
"ก่อนหน้านี้ข้าได้จัดการอุดรอยรั่วไว้หมดสิ้นแล้ว ข้าไปขอร้องหลิงเชียวว่าอย่าได้ส่งกองกำลังทหารมาเดินป้วนเปี้ยนใกล้ๆ โรงน้ำชาของข้าอีก ข้าบอกเขาไปว่าทหารหน้าตาถมึงทึงพวกนั้นทำให้เหล่าคุณหนูสตรีตื่นกลัวจนไม่กล้ามาอุดหนุนชา แล้วยังสำทับไปอีกว่า... หากขุนนางในสายข่าวแอบไปรายงานท่านพ่อว่าข้าแอบมาเปิดโรงน้ำชานอกจวน ท่านพ่อต้องลงโทษตีข้าจนตายแน่ๆ"
อาซาฟังถึงตรงนี้ก็ตาโตเท่าไข่นกกระทา
"แล้ว... องค์ชายสามว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ"
"หลิงเชียวผู้ว่านอนสอนง่ายมีหรือจะขัดใจข้า"
ผิงอันยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ด้วยท่าทีผู้ชนะ
"พอเขาฟังจบ ก็รีบออกคำสั่งเด็ดขาดแก่ทหารกองกำลังตรวจตราทันที ห้ามไม่ให้ทหารหน้าไหนเข้าใกล้แถบโรงน้ำชาหลิวหยุนแห่งนี้เป็นอันขาด
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังกำชับหน่วยข่าวกรองให้ระงับการรายงานข่าวสารทุกอย่างที่เกี่ยวกับโรงน้ำชาแห่งนี้ ถือเสียว่าในเมืองหลวงไม่มีโรงน้ำชาแห่งนี้อยู่นบนกระดานข่าวสารของทางการเลยทีเดียว"
ได้ยินดังนั้น อาซาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาพลางมองผิงอันด้วยสายตาชื่นชมสลับทึ่งในความเฉียบแหลม
"คุณหนูสาม... ท่านช่างเจ้าเล่ห์แสนกลยิ่งนักเจ้าค่ะ"
อาซากระซิบชื่นชมจากใจจริง
"ใช้ความรักความห่วงใยที่องค์ชายสามมีต่อท่าน มาเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีให้แก่กบฏตัวจริงที่ซ่อนอยู่ใต้จมูกทหารเช่นนี้ หากองค์ชายสามทรงทราบความจริงภายหลัง มีหวังได้อกแตกตายเป็นแน่แท้"
ผิงอันหัวเราะเบาๆ ในลำคอ นัยน์ตาคู่สวยฉายแววซุกซน
"ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว กิจการก็รุ่งเรือง คนบาดเจ็บก็ปลอดภัย... แล้วเหตุใดข้าจะไม่ทำเล่า"
ขณะที่สองสาวกำลังหัวเราะกระซิบกระซาบกันอยู่นั้น อาซาพลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ ใบหน้าของนางฉายแววตื่นตกใจเล็กน้อย ก่อนจะตีหน้าผากตัวเองเบาๆ
"จริงสิเจ้าคะคุณหนู ข้ามัวแต่ดีใจจนลืมไปเสียสนิทเลย วันนี้ข้าต้องส่งใบชาเหมยฮวาเกรดพิเศษไปให้ จวนใต้เท้าหลิว ที่อยู่ตรอกฝั่งตะวันออกตามที่เขาสั่งจองไว้ล่วงหน้า ชาตัวนี้หากส่งช้าจนเลยยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) รสชาติและกลิ่นจะคายความหอมลงไปมากเจ้าค่ะ"
อาซาไม่รอช้า รีบกวักมือเรียกเสี่ยวถังที่เพิ่งยกถาดชาว่างกลับเข้ามาเบื้องหลังฉากกั้น "เสี่ยวถัง! มาทางนี้หน่อยสิ"
เสี่ยวถัง (เฉินจื่อหลาน) เดินเข้ามาด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง รอยยิ้มซื่อๆ แต่งแต้มบนใบหน้าคมคาย
"มีสิ่งใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ"
"ฝากเจ้าช่วยยกห่อใบชาเหมยฮวานี้ไปส่งที่จวนใต้เท้าหลิวตรงตรอกฝั่งตะวันออกทีนะ เดินตัดผ่านเส้นทางตรอกสายเก่าไปไม่ไกลก็ถึงแล้ว"
อาซายื่นห่อชาผูกผ้าอย่างดีส่งให้เขา
"ได้ขอรับ ข้าจะรีบนำไปส่งให้เดี๋ยวนี้" เสี่ยวถังยิ้มรับคำอย่างว่าง่าย รับห่อชามาถือไว้ แล้วก้าวออกจากโรงน้ำชาอย่างรวดเร็ว
ทว่า ระหว่างที่เขากำลังเดินตัดผ่านซอยเปลี่ยวและรกร้างทางฝั่งตะวันออก สายลมหนาวพัดผ่านพาเอาสัญชาตญาณอันแหลมคมของบุรุษผู้ผ่านศึกสงครามกลับคืนมา จื่อหลานสัมผัสได้ถึงฝีเท้าอันเบากริบที่แอบก้าวตามหลังมาห่างๆ ...
มีคนกำลังสะกดรอยตามเขา
แววตาซื่อๆ ของเสี่ยวถังพลันแปรเปลี่ยนเป็นเรียบเย็นและคมกริบดั่งคมดาบ เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ตัวและก้าวเดินไปตามปกติ ก่อนจะแกล้งเลี้ยวหายเข้าไปในซอกตรอกลึกอันแคบและอับสายตาผู้คน
จื่อหลานใช้ความคล่องแคล่วเหยียบซอกกำแพงอิฐ ดีดกายขึ้นบนหลังคาอย่างเงียบเชียบแล้วแอบเดินอ้อมไปดักรอทางด้านหลังของอีกฝ่าย ทันใดนั้น เขาก็เห็นเงาร่างของชายชุดดำปกปิดใบหน้ามิดชิดกำลังเดินแกะรอยเข้ามาในตรอกด้วยท่วงท่าระมัดระวัง
เมื่อเห็นว่าบริเวณรอบข้างเงียบสงัดและไร้ผู้คน สัญชาตญาณขององค์ชายใหญ่สั่งการทันที... เขาคิดว่าชายผู้นี้คือพวกล่าสังหารที่มู่หลิงเชียวส่งมา
ฟึ่บ!
ร่างสูงใหญ่ของจื่อหลานกระโจนลงมาจากเบื้องบน พุ่งตัวเข้าหาชายชุดดำด้วยความเร็วสูง หมายจะหักคอสังหารอีกฝ่ายเพื่อปิดปากภายในท่าเดียว ชายชุดดำตื่นตกใจแต่ก็ปะทะรับฝ่ามือของจื่อหลานได้อย่างทุลักทุเล เสียงฝ่ามือปะทะกันดัง ผัวะ! แรงปะทะทำให้ทั้งสองฝ่ายถอยร่นไปข้างหลังหลายก้าว
จื่อหลานไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เขาหมุนตัวเข้าหาพร้อมสืบเท้าเตรียมลงมือสังหารขั้นเด็ดขาด ทว่าชายชุดดำที่ได้ยินเสียงลมหายใจและเห็นท่วงท่าการต่อสู้อันคุ้นเคยกลับดวงตาเบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะรีบดึงผ้าปิดหน้าลง แล้วดึงกริชสั้นลงพื้น พร้อมกับก้มลงกราบถวายบังคมตรงหน้าจื่อหลานอย่างเร่งรีบ
"องค์ชายใหญ่! เป็นพระองค์จริงๆ หรือพะยะค่ะ!"
ชายชุดดำร้องขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสั่นเทา
จื่อหลานชะงักมือที่กำลังจะซัดเข้าใส่หน้าอกของอีกฝ่าย สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าอันคุ้นเคยของชายตรงหน้า ชายผู้นี้คือ ‘ชูเจา ‘องครักษ์ประจำตัวผู้ซื่อสัตย์ของเขานั่นเอง!
"ชูเจา"
จื่อหลานขมวดคิ้วแน่น ลดมือลงทว่าแววตายังคงระมัดระวังรอบข้าง
"เจ้ายังไม่ตายหรือ"
ชูเจาเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นผู้เป็นนายยังคงมีชีวิตอยู่
"พะยะค่ะองค์ชาย! ในคืนที่เกิดการลอบสังหารกลางพายุหิมะ ข้าพระองค์ถูกพวกนักฆ่าไล่ต้อนไปอีกฝั่งของขุนเขา แม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ก็รอดชีวิตมาได้ ยามเมื่อข้าพระองค์ย้อนกลับไปที่ลานหิมะ ก็พบเพียงกองศพและรอยเลือดของพระองค์ ข้าพระองค์จึงแอบสืบข่าวและออกตามหาพระองค์ไปทั่วทุกตรอกซอกซอยจนกระทั่งพบพระองค์เดินออกมาจากโรงน้ำชาเมื่อครู่นี้พะยะค่ะ"
จื่อหลานถอนหายใจยาวเบาๆ รังสีฆ่าฟันรอบกายค่อยๆ เลือนหายไป เหลือเพียงความเงียบขรึมและลึกล้ำ
"นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะรอดมาได้..."
"กระหม่อมยินดี ยิ่งนักที่พระองค์ทรงปลอดภัย"
ชูเจาเอ่ยด้วยความเคารพรัก ก่อนจะรีบถามต่อด้วยความกังวล
"แล้วเหตุใดพระองค์จึงไปแต่งกายด้วยชุดเสี่ยวเอ้อเช่นนี้เล่าพะยะค่ะ เกิดอะไรขึ้นกับพระองค์กันแน่"
เฉินจื่อหลานทอดสายตามององครักษ์คนสนิท นัยน์ตาคู่ลึกทอประกายลึกล้ำยากแท้จะคาดเดา เขาลดมือลงพลางกวาดสายตาสำรวจความเรียบร้อยรอบตรอกร้างอย่างระมัดระวังรอบทิศ ก่อนจะยกมือขึ้นปรามชูเจาที่กำลังตื่นเต้นและเต็มไปด้วยคำถาม
"เรื่องมันยาว..."
องค์ชายใหญ่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหนักแน่นและเฉียบขาด ชูเจาที่ได้ยินดังนั้นจึงรีบสำรวมท่าที ก้มหน้ารับฟังคำสั่งจากผู้เป็นนายอย่างสงบนิ่งทันที