เข้าสู่ระบบทุกเจ็ดวันเว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงจะนำสมุนไพรที่ตากแห้งดีแล้วเข้าไปขายที่โรงหมอในตลาด ซึ่งใช้เวลานั่งเกวียนเทียมวัวประมาณครึ่งชั่วยาม และทุกครั้งที่เข้าไปขายสมุนไพรทั้งสองจะต้องปิดบังใบหน้าด้วยผ้าสี่เหลี่ยมผืนบาง แต่รายได้ก็ไม่ถือว่าดีนัก เพราะขายสมุนไพรครั้งหนึ่งก็ได้ไม่เกินหนึ่งตำลึง
นางคำนวณดูแล้วว่าหนึ่งปีน่าจะมีรายรับไม่เกินห้าสิบตำลึง ซึ่งก็พออยู่ได้ แต่ก็ยังตึงมืออยู่ดี และในปีถัดไปอาจจะหาสมุนไพรมาขายได้น้อยลง หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ พวกนางคงหาเงินไม่ทันแน่ แต่เว่ยซินเหยียนก็ยังมีความคิดที่จะหลอมยาขายเช่นเดิม เพียงแต่ในตำราของท่านตาไม่มีหนังสือเล่มไหนที่ระบุเกี่ยวกับการหลอมยาไว้เลย นางสอบถามท่านแม่แล้วแต่นางก็ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย เพราะท่านตาเองก็ไม่เคยเล่าให้บุตรสาวฟังเช่นกัน แล้วนางจะหาผู้รู้จากที่ใดได้
สตรีทั้งสี่คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเรียบง่ายมาเป็นเวลาสองเดือนแล้ว และตั้งแต่วันที่จ้าวฟางหรูโดนตะขาบกัดพวกนางก็ยังไม่เคยเห็นหน้าอี๋นั่วอีกเลย แต่จ้าวฟางหรูก็ยังให้เว่ยซินเหยียนนำอาหารเย็นไปให้เขาเป็นประจำ โดยที่นางก็ไม่เคยเจอหน้าเขาเช่นกัน เพียงวางอาหารไว้ที่เดิมแล้วก็เดินกลับ และทุกครั้งอาหารก็ถูกกินจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้เว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงเริ่มมีความชำนาญด้านการเก็บสมุนไพรมากขึ้น เพราะส่วนมากก็มีแต่สมุนไพรชนิดเดิม โดยไม่จำเป็นต้องให้จ้าวฟางหรูขึ้นเขาไปด้วย ทั้งสองก็สามารถไปเก็บสมุนไพรเองได้ และหลังจากออกกำลังกายทุกวันอาการป่วยของจ้าวฟางหรูก็ดีขึ้นเล็กน้อย ทว่าอาการอ่อนเพลีย และมือเท้าเย็นยังคงเป็นอยู่ แต่ยังดีที่ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิอากาศจึงพออบอุ่นอยู่บ้าง ถึงตอนกลางคืนจะรู้สึกหนาวเย็นก็ตาม ร่างกายของจ้าวฟางหรูจึงได้รับความอบอุ่นอย่างเพียงพอ อีกทั้งในห้องนอนยังเป็นเตียงเตา พวกนางจึงไม่หนาวมากนัก
เช้าวันนี้หลังจากกินอาหารเสร็จ เว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงจึงเตรียมตัวขึ้นเขาเพื่อเก็บสมุนไพรอีกครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่ไปเก็บสมุนไพรก็มักเจอคนในหมู่บ้านไปเก็บสมุนไพรไปขายเช่นเดียวกัน เพราะที่หมู่บ้านแห่งนี้ผู้คนส่วนมากมีอาชีพทำนา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และหาของป่าไปขายกันทั้งนั้น สมุนไพรที่อยู่ตามชายป่าจึงเริ่มเหลือน้อย วันนี้เว่ยซินเหยียนกับซิ่วอิงจำเป็นต้องเข้าป่าไปลึกอีกสักหน่อย
ทั้งสองต่างคนต่างเดินเก็บสมุนไพรอย่างเพลิดเพลิน จนลืมเรื่องความปลอดภัยไปชั่วขณะ ขณะที่เว่ยซินเหยียนกำลังก้าวขาออกอย่างรวดเร็วเพื่อไปเก็บสมุนไพรจึงเหยียบเข้าที่ตัวสัตว์เลื้อยคลานอย่างจัง และมันก็ฉกเข้าที่ข้อเท้าของนางอย่างว่องไวเช่นเดียวกัน
“โอ๊ย!” นางร้องขึ้นเสียงดัง สายตาเหลือบมองบนพื้นดิน และถอยหลังไปสองก้าว เมื่อเห็นงูเห่ากำลังเลื้อยจากไปอย่างช้า ๆ ในใจพลันตระหนกเมื่อรู้ว่าตนโดนงูพิษกัดเข้าที่ข้อเท้าแล้ว
ซิ่วอิงได้ยินเสียงเจ้านายจึงเงยหน้าขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วรีบวิ่งไปตามเสียง ปากพลางเอ่ยถาม “คุณหนูเป็นอะไรหรือเจ้าคะ”
“ข้าโดนงูเห่ากัด” นางพยายามข่มอารมณ์ให้มั่นคง มือเล็ก ๆ รีบฉีกชายกระโปรงรัดไว้เหนือแผลทันที
ซิ่วอิงใจเต้นระส่ำ ถามด้วยความตกใจ “จริงหรือเจ้าคะคุณหนู คุณหนูล้อบ่าวเล่นหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะเอาความเป็นความตายมาล้อเจ้าเล่นได้อย่างไร” พูดจบร่างของเว่ยซินเหยียนก็เริ่มโอนเอน ซิ่วอิงวิ่งมาถึงจึงประคองร่างเจ้านายไปนั่งที่โคนต้นไม้
เว่ยซินเหยียนรู้สึกถึงลมปราณในร่างกายกำลังปั่นป่วนอย่างยิ่งยวด นางนั่งหลับตาและเริ่มเดินลมปราณทันที นางไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำเช่นนี้ แต่จิตใต้สำนึกบอกให้นางทำและพยายามควบคุมลมปราณให้สงบให้ได้
“คุณหนู ขึ้นขี่หลังบ่าวเถิดเจ้าค่ะ ข้าต้องพาคุณหนูไปหาหมอ” ซิ่วอิงรู้สึกกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่ง หากชักช้ากว่านี้ เว่ยซินเหยียนอาจจะตายอยู่ในป่าแห่งนี้ แม้ไม่รู้ว่าลงไปด้านล่างแล้วจะมีหมอหรือไม่ก็ตาม
เว่ยซินเหยียนกัดฟันพูดออกทั้งที่ยังหลับตา และกล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรง อีกทั้งยังเริ่มหายใจลำบาก “ข้าไม่เป็นไร” ร่างกายนางเริ่มหลั่งเหงื่อเย็นจนกายชุ่ม
“จะไม่เป็นไรได้อย่างไรเจ้าคะ ตอนนี้ร่างกายคุณหนูมีแต่เหงื่อผุดเต็มไปหมด”
สิ้นคำของซิ่วอิง เว่ยซินเหยียนลืมตาโพลงพร้อมทั้งพ่นเลือดสีดำออกมาจากปาก ซิ่วอิงตกใจจนหน้าไร้สีเลือด พูดออกเสียงสั่นเครือพลางร้องไห้ “คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ คุณหนูรีบขึ้นขี่หลังบ่าวเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะรีบพาคุณหนูไปหาหมอ ฮือ ๆ” หากคุณหนูเป็นอะไรไปนางจะมีหน้ากลับไปหานายหญิงได้อย่างไร
เว่ยซินเหยียนค่อย ๆ ยืดกายขึ้นนั่งตัวตรง แต่ดวงตายังมีแววฉงนอยู่เต็มเปี่ยม ทำไมนางถึงได้รู้สึกสบายตัวเช่นนี้ราวกับไม่เคยโดนงูกัดมาก่อน ตอนนี้ลมปราณในกายนางสงบลงแล้ว อีกทั้งพิษของงูเห่าก็ถูกขับออกจากร่างนางแล้วเช่นกัน นางกล่าวออกเสียงเรียบ “ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เจ้าก็หยุดร้องไห้เถิด”
สิ้นเสียงของคุณหนูซิ่วอิงปิดปากเงียบกริบ นั่งมองเว่ยซินเหยียนตาปริบ ๆ พูดออกเสียงแผ่วว่า “เป็นไปได้อย่างไรเจ้าคะ” น้ำตานางยังไม่เหือดแห้งด้วยซ้ำ
“เป็นไปแล้ว เรากลับบ้านกันเถิด” วันนี้เก็บสมุนไพรได้มากแล้ว และคำตอบที่นางอยากรู้ว่าทำไมวันแรกที่นางฟื้นขึ้นมาถึงได้กระอักเลือดและหายจากอาการเจ็บป่วย ก็เพราะเลือดของนางสามารถขับพิษได้นั่นเอง แสดงว่าเจ้าของร่างนี้มีพิษสะสมอยู่ในร่างกาย เว่ยซินเหยียนฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ หรืออาการป่วยของจ้าวฟางหรูจะเกี่ยวข้องกับพิษด้วย เช่นนั้นนางจะรักษาและตรวจสอบได้อย่างไร
ในตำราของท่านตาไม่มีหนังสือเล่มไหนอธิบายถึงการจับชีพจรเช่นกัน นางจึงแยกแยะไม่ออกว่าระหว่างการเจ็บป่วยธรรมดากับการโดนพิษชีพจรต่างกันอย่างไร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับนาง
เว่ยซินเหยียนก้าวเท้าเดินออกไปไกลแล้ว แต่ซิ่วอิงยังยืนมองผู้เป็นนายอย่างงงงัน กระทั่งเว่ยซินเหยียนเดินไปจนเกือบลับสายตา นางจึงได้สติและออกวิ่งตามไป ตลอดทางซิ่วอิงยังคงสับสนงุนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เว่ยซินเหยียนถูกงูเห่ากัด จากนั้นนางก็นั่งสมาธิ เวลาไม่ถึงหนึ่งถ้วยชานางกลับกระอักเลือดออกมา พอลืมตาขึ้นมากลับบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว นี่เจ้านายตัวน้อยของนางเป็นเทพเซียนหรืออย่างไร ถึงโดนงูพิษกัดแล้วไม่ตาย ไม่ตายไม่ว่าแต่นางกลับไม่รู้สึกระคายแม้แต่เส้นขน นี่มันประหลาดเกินไปแล้ว
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







