เข้าสู่ระบบกลับมาถึงบ้านเว่ยซินเหยียนไม่ได้ปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตน นางเล่าให้มารดากับแม่นมเตียวฟังทั้งหมด ยังมีซิ่วอิงช่วยยืนยันอีกเสียง สาวใช้ทั้งสองและจ้าวฟางหรูตกใจแล้วตกใจอีกกับความพิเศษในตัวเว่ยซินเหยียน ผู้เป็นมารดาเริ่มเป็นห่วงความปลอดภัยของบุตรสาวขึ้นมาทันควัน เรื่องนี้จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะในแคว้นฉินไม่เคยมีผู้ใดที่เลือดสามารถขับพิษได้
นางกล่าวออกเสียงอ่อนโยนว่า “เหยียนเอ๋อร์ เจ้าสัญญากับแม่ได้หรือไม่ ว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร” ถึงแม้บุตรสาวของนางจะไม่ค่อยได้พบปะผู้คนมากเท่าไร แต่เมื่อยามขึ้นเขาและยามเข้าตลาดเพื่อไปขายสมุนไพรและจับจ่ายใช้สอยก็มักพบผู้คนอยู่เสมอ นางเกรงว่าเว่ยซินเหยียนอาจจะพลาดพลั้งเอาได้
“เจ้าค่ะ ข้าจะไม่บอกใครเป็นอันขาด” นางรับปากเสียงหนักแน่น เรื่องนี้นางรู้ดีว่าถ้าบอกคนอื่น อาจจะนำภัยมาสู่นางกับครอบครัวได้
บุตรสาวรับปากเช่นนั้นจ้าวฟางหรูก็เบาใจไปเปลาะหนึ่ง แต่ลึก ๆ แล้วก็ยังรู้สึกเป็นกังวลอยู่ดี
นับจากวันนั้นเว่ยซินเหยียนก็ได้ทำการทดสอบพิษกับร่างกายตนเองเกือบทุกวัน ที่นางสรรหาพิษจากสัตว์หรือจากพืชมาได้ พิษจากสัตว์นางทดสอบโดยการนำสัตว์เหล่านั้นมากัดตนเอง อย่างเช่นสัตว์จำพวกเบญจพิษ หรือพิษทั้งห้า อันได้แก่ แมงป่อง ตะขาบ งู แมงมุม และคางคก รวมถึงสัตว์มีพิษอื่น ๆ ที่ไม่อาจกล่าวถึงได้ทั้งหมด แม้มารดาและสาวใช้จะห้ามปรามอย่างไรนางก็ไม่ยอมเชื่อฟัง
จ้าวฟางหรูรู้สึกปวดใจจนแทบสิ้นลมหายใจทุกครั้งเมื่อยามที่เห็นบุตรสาวกระอักเลือดออกมาเพื่อถอนพิษออกจากร่างกาย แต่เว่ยซินเหยียนกลับรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะยิ่งร่างกายนางได้รับพิษหลากหลายชนิดมากเท่าใด เลือดของนางก็ยิ่งขับพิษได้หลายชนิดมากขึ้นเท่านั้น สำคัญกว่านั้นคือนางรับรู้ได้ว่าพลังปราณของนางมีการเลื่อนระดับขั้นขึ้นเรื่อย ๆ
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปี ตอนนี้เว่ยซินเหยียนมีความชำนาญในการเก็บสมุนไพรเป็นอย่างยิ่ง นางสามารถขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรเพียงลำพังก็ยังได้ ซึ่งด้วยความสามารถในการต่อสู้และยิงธนู อีกทั้งเลือดของนางยังใช้ขับพิษได้ จ้าวฟางหรูจึงยอมให้นางขึ้นเขาเพียงลำพัง เพราะตอนนี้ร่างกายของเว่ยซินเหยียนมีความแข็งแรงและตัวสูงขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ก็สูงในระดับเดียวกันกับเด็กสิบขวบทั่วไป แต่กำลังวังชาของเว่ยซินเหยียนกลับเทียบเท่าบุรุษรูปร่างกำยำก็ไม่ปาน นางจึงมั่นใจในตัวบุตรสาวเป็นอย่างมาก
วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่เว่ยซินเหยียนขอขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรและล่าสัตว์เพียงลำพัง แม่นมเตียวและซิ่วอิงจะเข้าตลาดไปขายสมุนไพรและซื้อของกินของใช้ในตลาด ส่วนจ้าวฟางหรูรับหน้าที่ตากสมุนไพรอยู่ที่บ้าน
เว่ยซินเหยียนเดินเท้าเข้าป่าลึกด้วยความชำนาญทาง เพราะยิ่งเดินเข้าป่าลึกมากเท่าใด ก็ยิ่งพบสมุนไพรหายากมากขึ้นเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปไม่กล้าเดินเข้าไปในเขตป่าลึกเหตุผลเพราะมีสัตว์มีพิษและสัตว์ดุร้ายหลายชนิด แต่เว่ยซินเหยียนหาได้เกรงกลัวไม่ ความเร็วในการยิงธนูของนางไวกว่าการกะพริบตาเสียอีก อีกทั้งความแม่นยำยังพลาดเป้าแค่หนึ่งในการยิงธนูร้อยครั้ง
ขณะที่นางกำลังเก็บสมุนไพรอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังสวบสาบอยู่ด้านหลัง เว่ยซินเหยียนเงี่ยหูฟังอย่างเงียบเชียบพลางคิดว่าใครกันที่กล้าเข้ามาในป่าลึกเช่นนี้ ครู่หนึ่งก็มีเสียงร้อง ‘โอ๊ย’ ตามมา
เว่ยซินเหยียนค่อย ๆ ก้าวย่างเท้าเดินไปตามเสียงร้องให้เบาที่สุด นางได้ยินเหมือนเสียงครางเพราะความเจ็บปวดดังมาแผ่วเบา บวกกับเสียงคล้ายลากเท้าไปตามพื้นที่มีใบไม้ร่วงเกลื่อน
ดวงตากลมเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของคนผู้นั้นชัดขึ้น นางรีบสาวเท้าเข้าไปหาเขาทันที อี๋นั่วกำลังเคี้ยวสมุนไพรบางชนิดแล้วโปะลงบาดแผล
เว่ยซินเหยียนเดินมาถึง ดวงตาเหลือบมองน่องของเขาที่ถลกขากางเกงขึ้นแล้วก็ถามขึ้นทันที “ท่านลุงโดนอะไรกัดหรือเจ้าคะ” รอยกัดคล้ายเขี้ยวงูแต่เพื่อความมั่นใจนางจึงเอ่ยถามก่อน ถึงแม้ในระยะเวลาหนึ่งปีที่นางอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้นางจะเจอเขาแค่ครั้งเดียว แต่นางก็รู้สึกว่าคุ้นเคยกับท่านลุงคนนี้ เพราะอย่างไรนางก็นำอาหารเย็นไปให้เขาสัปดาห์ละสามวัน และยังนับว่าเขาคือผู้มีพระคุณของมารดา
ถึงจะรู้สึกประหลาดใจที่พบนางในป่าลึกแห่งนี้แต่อี๋นั่วก็ไม่ได้เอ่ยถาม เพราะตอนนี้ชีวิตของเขาสำคัญกว่า “ข้าโดนงูกะปะกัด”
ได้ยินเช่นนั้นเว่ยซินเหยียนรีบเอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าขอล่วงเกินท่านลุงแล้ว” พูดจบนางก็ฉีกแขนเสื้อของเขามารัดเหนือแผลทันที ทุกท่วงท่านางทำด้วยความคล่องแคล่วและช่ำชองยิ่ง จนอี๋นั่วนึกแปลกใจ ไฉนเด็กคนนี้ถึงได้รู้วิธีปฐมพยาบาลคนที่ถูกงูพิษกัด ดูท่าทางแล้วนางคงรู้จักสัตว์มีพิษเป็นอย่างดี
อี๋นั่วสังเกตการกระทำของนางทุกอย่างอย่างเงียบงัน เว่ยซินเหยียนถามเขาว่า “ท่านลุงมียาสมุนไพรขับพิษงูหรือไม่”
“ไม่มี” เขาเอ่ยเสียงเรียบ แววตายังนิ่งสงบ เขาเข้ามาในป่าแห่งนี้หลายปี แต่ไม่เคยโดนงูกัดเลยสักครั้ง เพราะคิดว่าตนสมารถหลีกเลี่ยงมันได้ เพียงเพราะเขามีสมุนไพรขับไล่งูพิษ แต่เขาคงคิดผิดอย่างมหันต์ เพราะสมุนไพรที่เขาพกมาไม่สามารถไล่งูพิษได้ทุกชนิด
“แล้วยานี่” นางดึงสายตาไปที่ยาสมุนไพรที่เขาพอกไว้บนปากแผล
“แค่บรรเทาอาการปวดเท่านั้น” แต่เขารู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไรเลยสักนิด มีแต่ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เช่นนั้นท่านจะทำอย่างไร”
“ไม่ทำ” เขาตอบอย่างไม่กลัวตาย
“เช่นนั้นท่านขี่หลังข้าดีหรือไม่ ข้าจะพาท่านไปหาหมอ”
สิ้นคำคนตัวเล็ก อี๋นั่วก็หัวเราะออกมาเสียงดังลั่นป่า ราวกับลืมความเจ็บปวดจากที่โดนงูกัดไปจนสิ้น พลางกล่าวว่า “เจ้าเห็นข้ากำลังจะตาย จึงได้พูดเรื่องตลกกับข้าใช่หรือไม่” นางสูงเท่าเอวเขาแค่นั้น จะแบกคนที่หนักเกือบหนึ่งร้อยสี่สิบจินลงเขาได้อย่างไร อีกทั้งระยะทางจากตรงนี้ถึงหมู่บ้านอู๋หยวนก็น่าจะราว ๆ เจ็ดลี้ได้
“ข้าไม่ได้พูดตลก ข้าพูดจริงนะเจ้าคะ หากท่านไม่เชื่อข้า ลองขึ้นขี่หลังข้าสิเจ้าคะ ข้าจะพาท่านลงไป”
ยิ่งนางพูดเท่าไร อี๋นั่วก็ยิ่งเห็นถึงความน่ารักของเด็กคนนี้มากขึ้นเท่านั้น ยิ่งดวงตาใสแป๋วที่มองมาก็ยิ่งทำให้คนรู้สึกเอ็นดู เว่ยซินเหยียนมีดวงหน้าคมคายไม่คล้ายกับมารดาที่หน้าเรียวมน นางคงได้ฝั่งบิดามากระมัง จมูกรั้นเล็กน้อย คิ้วเรียวเข้มเรียงกันสวย แพขนตาหนาช่วยขับดวงตาให้หวานฉ่ำ ปากบางสีระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ หากนางโตขึ้นมากกว่านี้ก็คงนับได้ว่างามล่มเมืองอย่างแท้จริง
“ท่านก็ช่วยข้าดูแลอยู่ทุกวันอยู่แล้วนี่เจ้าคะ” “แต่ข้าอยากดูแลมากกว่านั้น” “ท่านอยากดูส่วนไหนเพิ่มอีกหรือเจ้าคะ” “ไม่ใช่ ๆ” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลคนงานดีหรือไม่เจ้าคะ” “ไม่ใช่อย่างนั้น” “หรือว่าท่านอยากช่วยข้าดูแลเรื่อง…” “หัวใจของเจ้า” เขาผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งอกเมื่อพูดคำนี้ออกมาได้สักที “เจ้าคะ” จ้าวฟางหรูทำหน้าตาสงสัย “ข้าหมายถึง ข้าอยากดูแลหัวใจของเจ้า” จ้าวฟางหรูยืนนิ่งงันคล้ายกับไม่อยากเชื่อหู เพราะไม่คิดว่าเขาจะกล้าคุยเรื่องนี้กับนางเกาเต๋อเห็นนางยังยืนเงียบหัวใจก็พลันสลดวูบลง และคิดว่าจ้าวฟางหรูคงไม่เคยรู้สึกกับตนเกินกว่าคำว่าเพื่อนบ้าน เขาพูดออกคล้ายสำนึกผิดว่า “ข้าขอโทษ คิดเสียว่าข้าไม่เคยพูดคำนี้กับเจ้าก็แล้วกัน” ว่าจบก็หันหลังเตรียมเดินจากไป จ้าวฟางหรูจึงพูดขึ้นว่า “ท่านพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ เมื่อครูข้าฟังไม่ค่อยถนัด” เกาเต๋อหันกลับมาหานางช้า ๆ ถามนางว่า “เจ้าอยากฟังอีกครั้งจริง ๆ หรือ” จ้าวฟางหรูพยักหน้าน้อย ๆ เขาเดินเข้ามาใก
ยิ่งได้ฟังดังนั้นสุยฮุ่ยหมิงก็ยิ่งน้ำตาไหลไม่หยุด ตลอดระยะเวลาที่เขาถูกขังอยู่ในคุกหลวงจนครบหนึ่งเดือน สุยฮุ่ยหมิงได้ตกตะกอนทางความคิดแล้วว่าความลำบากเป็นเช่นไร การกินข้าวบูดมันช่างทรมานเหลือเกิน ที่ผ่านมาเขาช่างต่ำช้าเลวทราม ฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตน แถมยังคิดแย่งชิงบัลลังก์แม้กระทั่งคนที่เลี้ยงดูและให้ทุกอย่างแก่ตนมาตั้งแต่เล็กจนโต “กระหม่อมขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ หากเกิดชาติหน้า กระหม่อมอยากเกิดเป็นลูกเสด็จพ่อ และจะไม่ทำตัวเหลวไหลเช่นนี้อีก” กล่าวจบก็คุกเข่าโขกศีรษะอยู่อย่างนั้น “ลุกขึ้นเถิด เราดีใจที่เจ้าคิดได้เช่นนั้น ต่อจากนี้ระหว่างเราไม่มีอะไรติดค้างกันอีก” กล่าวจบฮ่องเต้ก็รีบหมุนกายเดินออกจากห้องขังทันที เพราะเกรงว่าเขาจะเห็นน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้นออกมาแล้ว ถึงแม้จะรู้สึกเจ็บปวดเพียงใด แต่ก็ต้องทำทุกอย่างให้ถูกต้อง หลังจากประหารคนตระกูลเซี่ยทั้งหมดกว่าสี่ร้อยสามสิบชีวิตแล้วต่อจากนั้นอีกสามวันก็ถึงวันเนรเทศอีกสี่ตระกูล อันได้แก่ตระกูลเว่ย ตระกูลลิ้ม ตระกูลตั้ง และตระกูลจิว เจ้าหน้าที่จัดการเรื่องสตรีและเด็กเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงเหล่าบุรุษที่มีอายุมากกว
ทางด้านของวังหลวง พอฮ่องเต้ทรงทราบว่า เว่ยซินเหยียนหลับไปและยังไม่ตื่นขึ้นมาตั้งแต่รักษามู่กุ้ยเฟย พระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเจิ้นเสิ่นอ๋องเป็นอย่างมาก โทษประหารและเนรเทศนักโทษกบฏจึงรั้งรอไว้ก่อนจนกว่าเว่ยซินเหยียนจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้งตอนนี้มู่กุ้ยเฟยอาการดีขึ้นมากแล้ว เดินเหินเองได้สะดวก อีกทั้งร่างกายยังแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่ทางด้านจิตใจกลับห่วงบุตรชายและลูกสะใภ้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เว่ยซินเหยียนหลับใหลไปได้สิบวัน นางจึงทูลขออนุญาตฮ่องเต้ไปบำเพ็ญภาวนาที่อารามชี เพื่อให้ลูกสะใภ้ฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน หากลูกสะใภ้นางเป็นอะไรไป นางจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขได้อย่างไรขณะที่นางกำลังนั่งหลับตา ปากภาวนา มือนับลูกประคำอยู่ในอาราม จางหมัวมัวก็เดินเข้ามาบอกว่า “มู่กุ้ยเฟย พระชายาเจิ้นเสิ่นอ๋องฟื้นแล้วเพคะ”มือของนางหยุดชะงัก ลืมตาแล้วหันหน้ามาหาจางหมัวมัว จางหมัวมัวยิ้มให้พร้อมกล่าวอีกว่า “อีกทั้งมู่กุ้ยเฟยยังใกล้จะได้เป็นเสด็จย่าด้วยนะเพคะ”มู่กุ้ยเฟยนิ่งงันไปชั่วขณะ คิดตามคำพูดของจางหมัวมัวอีกครั้งนางถึงกับน้ำตาไหลออกมา อ้าปากเอ่ออ่าจะพูดออกแต่ก็นึกคำพูดไม่ได้จางหมัวมัวจึงช่วยหาทางออกให้ “เรา
“ยาที่คนตายกินแล้วสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกครั้งเจ้าค่ะ”ดวงตาคมเข้มที่เคยมืดมนสว่างวาบขึ้นในตอนนั้น จ้าวฟางหรูได้ยินดังนั้นก็รีบถามออกว่า “เจ้าพูดจริงหรือ”“จริงเจ้าค่ะ พระชายาเคยหลอมยานี้แล้วเก็บไว้กับตัวหนึ่งเม็ดเจ้าค่ะ”“แล้วตอนนี้ยานั้นอยู่ที่ใด” เจิ้นเสิ่นอ๋องเอ่ยถามอย่างร้อนใจทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก“น่าจะอยู่ในกล่องไม้ที่พระชายามักใช้เก็บของสำคัญไว้เจ้าค่ะ”ได้ยินซิ่วอิงพูดเช่นนั้น เจิ้นเสิ่นอ๋องก็รีบเดินไปหากล่องไม้นั้นทันที เขาเปิดกล่องไม้นั้นออกดู และก็พบว่ามียาหลายชนิดอยู่ในนั้น แต่ยังมีกล่องไม้กล่องเล็กอีกใบเขาจึงหยิบมันขึ้นมาเจิ้นเสิ่นอ๋องเปิดกล่องไม้ขนาดเล็กออกดูก็พบยาเม็ดสีเขียวมรกตอยู่ในนั้น เกาเต๋อจึงเอ่ยออกว่า “ใช่ยาท้าพญายมจริง ๆ ด้วย” ยานี้เขาเคยห้ามไม่ให้นางหลอม แต่ไม่ได้บอกเหตุผลกับนางว่าทำไม ทำให้นางไม่รู้ผลเสียที่จะตามมา ตอนนี้ยาที่นางหลอมไว้คงมีคนนำไปใช้แล้วกระมังเจิ้นเสิ่นอ๋องรีบนำยาเม็ดนั้นไปให้นางกิน เกาเต๋อบอกเขาว่า “ยาเม็ดนี้จะทำให้นางมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียงครึ่งปีเท่านั้น“ถึงแม้ยานี้ทำให้นางอยู่ได้เพียงวันเดียวข้าก็ให้นางกินอยู่ดี” ว่าแล้ว
ย่างเข้าสู่วันที่สิบเจ็ดชีพจรของเว่ยซินเหยียนก็แทบสัมผัสไม่ได้แล้ว อีกทั้งมารดาของนางกับแม่นมเตียวก็เดินทางมาถึงเมืองหลวงแล้วเกาเต๋อส่งข่าวบอกจ้าวฟางหรูตั้งแต่เว่ยซินเหยียนสลบไปได้ห้าวัน พอเดินเข้ามาในห้องของบุตรสาวก็ปรี่เข้าไปหาร่างที่นอนหายใจแผ่วอยู่บนเตียงนอนทันที“เหยียนเอ๋อร์ลูกแม่” จ้าวฟางหรูร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ มองหน้าเกาเต๋อแล้วเอ่ยว่า “ท่านเป็นถึงหมอผู้เก่งกาจแต่ไม่สามารถช่วยนางได้เลยหรือเจ้าคะ” นางจับมือของบุตรสาวมากุมไว้ด้วยความรักและห่วงใยอย่างสุดซึ้งเกาเต๋อส่ายหน้าช้า ๆ “นางไม่ได้ป่วย แต่นางสูญเสียพลังชีพมากเกินไป”ขณะที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ จ้าวฟางหรูก็รู้สึกว่า มือของเว่ยซินเหยียนอ่อนระทวยคล้ายกับคนไร้เรี่ยวแรง นางจึงหันไปมองมือบุตรสาว พร้อมกับใช้หลังนิ้วมืออังบริเวณจมูกของนางนางตกใจจนแทบสิ้นสติ เอ่ยออกเสียงสั่นว่า “ท่านอ๋องเหยียนเอ๋อร์ไม่หายใจแล้วเจ้าค่ะ”เจิ้นเสิ่นอ๋องและเกาเต๋อสาวเท้าเข้ามาหานางอย่างรวดเร็ว จ้าวฟางหรูลุกขึ้นจากเตียงให้คนทั้งสองเข้ามาแทนที่เกาเต๋อรีบตรวจชีพจรให้เว่ยซินเหยียน ก็พบความจริงดั่งที่จ้าวฟางหรูบอก เกาเต๋อกล่าวออกเสียงเศร้าว่า
เจิ้นเสิ่นอ๋องตกใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเว่ยซินเหยียนกล่าวเช่นนั้น เขายืนนิ่งงันไปชั่วขณะ หลายอึดใจจึงเอ่ยออก “เจ้าจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม”“ข้าแข็งแรงออกปานนี้จะเป็นอะไรได้”“เช่นนั้นข้าสามารถช่วยเหลืออะไรเจ้าได้บ้าง”“ข้าต้องการผู้ช่วยที่เป็นหมอหลวงสักสี่คนเจ้าค่ะ”“ข้าขออาสาช่วยเจ้า” เกาเต๋อรีบพูดขึ้น“เช่นนั้นท่านช่วยหาหมอหลวงให้ข้าอีกสามคน”“ได้”กล่าวจบเจิ้นเสิ่นอ๋องก็ทำตามที่นางต้องการทันที เว่ยซินเหยียนเตรียมอุปกรณ์การผ่าตัดไว้อย่างพร้อมเพรียง พอทุกอย่างพร้อมแล้วนางก็เริ่มลงมือผ่าตัดทันที ยังดีที่นางมียาผงโรยห้ามเลือด เลือดของมู่กุ้ยเฟยจึงไม่ไหลออกมามากนัก ทว่าก็ยังทำให้บรรดาหมอหลวงทั้งสามถึงกับเหงื่อตกตัวซีดไปตาม ๆ กัน ตั้งแต่เป็นหมอหลวงมาพวกเขาไม่เคยผ่าตัดท้องคนเช่นนี้มาก่อน แค่เห็นนางเปิดแผลหน้าท้องหมองหลวงทั้งสามก็แทบเป็นลมไปตรงนั้นแล้ว แต่เว่ยซินเหยียนกลับทำด้วยความชำนาญและรวดเร็วแม่นยำ มีเพียงเกาเต๋อที่แอบมองนางด้วยความชื่นชมและศรัทธานางเป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาเองก็ไม่เคยผ่าตัดเช่นนี้มาก่อน อีกทั้งเขายังไม่เคยสอนนางด้วย แล้วนางไปร่ำเรียนเรื่องพวกนี้มาจากที่ใด เพราะเขาเองก็อย







