مشاركة

บทที่ 5

last update تاريخ النشر: 2025-04-01 18:49:55

เยว่อวิ๋นฟังแล้วอดนึกขันไม่ได้ คงต้องบอกว่าคนจำพวกเดียวกันมักจะมองกันออกจริงๆ สินะ ขนาดอีกฝ่ายไม่อยู่ในขบวนรับตัวเจ้าสาวแท้ๆ กลับบรรยายการกระทำของแม่เฒ่าเยว่ได้ชัดเจนชนิดตาเห็นเลยทีเดียว ดูท่าแล้วหญิงชราผู้นี้คงเป็นแม่สามีราคาถูกของนางกระมั้ง

“ท่านแม่ พวกข้าไม่ได้เสียเปรียบให้นางเลยขอรับ” เซี่ยจินกล่าวตอบมารดา ก่อนจะกระซิบเล่าเรื่องการพุ่งชนเสาของเจ้าสาวน้องชายให้นางฟังอย่างละเอียด

อันที่จริงขบวนรับตัวเจ้าสาวของเขาไปถึงหมู่บ้านไป๋นานแล้ว เพียงแต่มีคนบอกเซี่ยจินว่าเจ้าสาวไม่ยินยอมแต่งงานจึงพุ่งศีรษะชนเสาเพื่อฆ่าตัวตาย พอได้ยินดังนั้นเขาจึงหยุดรั้งขบวนรอที่หน้าทางเข้าหมู่บ้าน ก่อนจะส่งคนไปดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร

ที่เซี่ยจินทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะมีใจเป็นห่วงหน้าตาคนสกุลเซี่ย เพียงแต่เขาเกรงว่าหากตนไปถึงไว แล้วเยว่อวิ๋นผู้นี้จะถูกยายของนางส่งตัวออกมาในสภาพปางตาย ถึงตอนนั้นพวกเขาคงได้รับเอาตัวภาระเข้ามาเพิ่มอีกเป็นแน่

ไปถึงช้าสักหน่อย หากว่าที่เจ้าสาวเกิดตายไปก่อน ก็มีข้ออ้างเปลี่ยนตัวคนแล้ว ระหว่างหลานสาวที่เกลียดชังกับลูกสาวแสนรัก สินเดิมที่ติดตัวมาย่อมแตกต่างกันมากโข คิดถึงตรงนี้แล้วเซี่ยจินก็ภาวนาให้เยว่อวิ๋นรีบๆ ตายไปเสียที

ทว่าน่าเสียดายที่เขาต้องผิดหวัง หลังจากถ่วงเวลารอคอยอยู่เนิ่นนานเยว่อวิ๋นกลับไม่ตาย แถมตอนไปรับตัวคน ยายเฒ่าเยว่ยังจ้องจะตามติดเขาเหมือนผีหิวโหย

มองสัมภาระเจ้าสาวที่มีเพียงถุงผ้าเก่าสีมอซอติดตัวมาถุงเดียว เซี่ยจินก็ได้แต่ถ่มน้ำลายด่าในใจว่าช่างสมกับเป็นตัวอัปมงคลเสียจริงๆ

แม่เฒ่าเซี่ยไม่ชื่นชอบเยว่อวิ๋นอยู่เป็นทุนเดิม พอมารู้ว่านางถึงกับยอมฆ่าตัวตายแต่ไม่ยินยอมแต่งเป็นภรรยาลูกชายตน ในใจหญิงชราก็ยิ่งทวีความไม่พอใจ

“นางมีสิทธิ์อะไรมารังเกียจเจ้ารอง หากไม่เพราะเจ้ารองเป็นแบบนี้ บ้านเซี่ยเรามีหรือจะยอมรับตัวโชคร้ายนาง!”

หลังจากหลิวซื่อตั้งครรภ์เยว่อวิ๋นได้ไม่นาน ผู้เฒ่าเยว่ก็เสียชีวิต จากนั้นก็เป็นเยว่หลินบิดาอีกฝ่าย บ้านเยว่ยามนี้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ ต่อให้เป็นตัวของเยว่เจินเจินเอง แม่เฒ่าเซี่ยก็ยังมองว่านางไม่คู่ควรกับบุตรชายคนเล็กซึ่งเป็นว่าที่ซิ่วไฉของตน

น่าเสียดายที่ตอนผู้เฒ่าเซี่ยมีชีวิตอยู่ เป็นตายก็ไม่ยินยอมให้นางบิดพลิ้วสัญญา ไม่อย่างนั้นยามที่เมียเจ้ารองจากไป นางคงนำการหมั้นหมายนี้มาสู่ขอเยว่เจินเจินให้เขาแล้ว

ดีเลยตอนนี้เลยหมดสิทธิ์จะต่อรองอะไร เนื่องจากบุตรชายคนรองบาดเจ็บร้ายแรง แม้นางจะเจรจาจนสามารถเปลี่ยนคนแต่งได้ แต่อีกฝ่ายก็เขี้ยวลากดินพอตัวไม่น้อย เอ่ยปากเรียกร้องต้องการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวเช่นกัน

แม่เฒ่าเซี่ยจำต้องทำใจยอมรับเงื่อนไขของบ้านเยว่ รับเอาเยว่อวิ๋นที่ด้อยกว่าเยว่เจินเจินทุกอย่างมาแทน คราแรกนางยังพอโน้มน้าวใจตัวเองไว้ได้บ้าง ทว่าพอฟังคำพูดบุตรชายและเห็นสินเดิมที่แสนอัตคัดของอีกฝ่าย นางก็ยิ่งดูแคลนลูกสะใภ้คนนี้มากขึ้นไปอีก

เยว่อวิ๋นสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ สายตาเย็นชาของคนบ้านเซี่ยแม้ไม่มองนางก็รู้สึกได้ หญิงสาวอดทนยืนนิ่งไม่ขยับ จนกระทั่งได้ยินเสียงแค่นฮึในลำคอจากคนเป็นแม่สามี ก่อนเจ้าตัวจะกล่าวเรียกคนให้พยุงนางตามไป

แม่เฒ่าเซี่ยพาเยว่อวิ๋นเดินเข้าไปในบ้าน จากนั้นนางก็ได้ยินเสียงขานร้องให้คำนับฟ้าดิน ก่อนจะถูกมือของใครบางคนกดศีรษะลงเต็มแรง

เสร็จสิ้นพิธีการ เยว่อวิ๋นก็ถูกพาตัวเข้าไปในห้องด้านในสุดของบ้าน ร่างผอมบางที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของนางถูกประคองลงบนเตียง ยังไม่ทันกล่าววาจาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าห่างออกไป จากนั้นก็มีเสียงประตูปิดเบาๆ

“…”

ไปแล้ว…

เช่นนี้น่ะหรือ…

เยว่อวิ๋นขยับตัวลุกขึ้นนั่ง นางถอดผ้าคลุมศีรษะออกมองไปทางประตูอย่างมึนงง ช่างเป็นการแต่งงานที่ลวกๆ ขอไปทีเสียเหลือเกิน ไม่มีแม่สื่อทาบทาม ไม่มีสามหนังสือและหกพิธีการ [1] ไม่มีแม้กระทั่งเกี้ยวแปดคนหาม…

ทว่าพอคิดตรองดูแล้ว นางก็เผยรอยยิ้มบางเบาออกมาทันที ลืมไปได้อย่างไรกัน นางในยามนี้มิใช่เยว่อวิ๋นที่เป็นคนของราชวงศ์อีกแล้วนี่นา

ที่นี่ไม่มีท่านหญิงผู้สูงศักดิ์หรือแม่ทัพผู้เป็นวีรสตรีอะไรนั่นทั้งนั้น จะมีก็แต่เพียงหญิงสาวชนบทนามเยว่อวิ๋น ที่ถูกครอบครัวเดิมส่งออกมาเพื่อสินสอดเท่านั้น

เยว่อวิ๋นถอนสายตาจากบานประตูที่ปิดสนิท มองรอบด้านผ่านความมืดสลัวแล้วถอนใจอีกรอบ ในห้องแห่งนี้นอกจากโต๊ะไม้ที่วางชิดข้างผนังริมหน้าต่าง ก็มีแค่เตียงนอนที่นางกำลังนั่งอยู่เท่านั้น

บนโต๊ะไม้เพียงหนึ่งเดียวในห้องว่างเปล่า เยว่อวิ๋นคิดถึงตอนตนไปร่วมงานแต่งของลูกน้องในกองทัพแล้วนึกหดหู่ ดีชั่วเจ้าพวกนั้นก็ยังมีอาหารรับรองให้แขกอิ่มท้องบ้าง ทว่างานแต่งของตัวเองเจ้าสาวอย่างนางกลับต้องมานั่งฟังเสียงท้องร้อง

ความหิวโหยทำให้ทรมาน เยว่อวิ๋นอยากออกไปสำรวจหาของกิน ทว่าจนใจที่ไร้เรี่ยวแรงจะลุกเดิน อีกทั้งแผลที่ศีรษะก็เริ่มปวดร้าวขึ้นมากเรื่อยๆ นางถอนหายใจเบาๆ แล้วเลือกที่จะหงายหลังทิ้งตัวลงนอนเสียเลย

ทั้งหิวทั้งเหนื่อย ในเมื่อลุกไม่ไหวก็พักผ่อนเอาแรงดีกว่า คิดอย่างนี้สายตาก็สะดุดกับแผ่นกระเบื้องที่แตกร้าวเป็นรูโหว่ ไม่รู้ว่ายามใดแล้ว แต่มองเห็นพระจันทร์ขึ้นสูงเช่นนี้คงเลยยามซวี [2] แล้วเป็นแน่

พอได้ทิ้งตัวลงนอนสักพักอาการวิงเวียนศีรษะก็ดูเหมือนจะดีขึ้น เยว่อวิ๋นรู้สึกถึงลมหายใจอ่อนจางสายหนึ่งจากด้านข้าง หญิงสาวมองฝ่าความมืดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

ที่จริงตอนเข้ามาในห้องเยว่อวิ๋นก็สัมผัสได้ถึงการคงอยู่ของคนผู้นี้แล้ว เพียงแต่ตอนนั้นนางกำลังสู้รบกับอาการปวดศีรษะ จึงไม่ได้ให้ความสนใจกับอีกฝ่าย ดูท่าแล้วบุรุษตัวสูงกว่าแปดฉื่อ [3] ผู้นี้คงเป็นสามีที่นางเพิ่งแต่งงานด้วยกระมัง

ดวงตากลมหรี่มองด้านข้างของร่างที่แทบจับลมหายใจไม่ได้อย่างพินิจ ครั้นเห็นอีกฝ่ายนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิก อีกทั้งลมหายใจก็ยังสม่ำเสมอ จึงค่อยบรรเทาความหวาดระแวงภายในใจลง

“คนในบ้านเจ้าก็ช่างไร้มนุษย์ธรรมเสียจริง ไม่ให้อาหารกับข้ายังไม่เท่าไร ทว่าแม้แต่ยาของเจ้าก็ไม่มีให้ด้วยงั้นหรือ” ลูกคนรองของบ้านมักมีชะตากรรมถูกละเลยหรือไรนะ บิดาของร่างเดิมก็ใช่ คนตรงหน้านางก็ใช่

“ดีชั่ว ข้าก็แต่งให้บุตรชายนาง เป็นสะใภ้วันแรกโจ๊กสักชามก็ไม่มีให้ดื่ม โหดเหี้ยมเสียจริง” เยว่อวิ๋นอดบ่นงึมงำไม่ได้ ดูๆ ไปแล้วการแต่งงานครั้งนี้สำหรับร่างเดิม เป็นแค่การย้ายจากหลุมหนึ่งมาตกอีกหลุมหนึ่งเท่านั้นเอง

“เฮ้อ เอาเถอะวันนี้เหนื่อยมามากพอแล้ว นอนพักสักหน่อยจะดีกว่า” นอนหลับเสียร่างกายจะได้ไม่ต้องรู้สึกหิวรู้สึกเจ็บปวด

“เซี่ยฉงอวิ๋นเอ๋ยเซี่ยฉงอวิ๋น คอยดูเถอะ อนาคตหากเจ้ากล้าคิดไม่ซื่อกับข้าเยว่อวิ๋นผู้นี้ละก็…” นางจะทำให้เขาทรมานชนิดอยู่ก็ไม่ได้ตายก็ไม่ดีเลยทีเดียว

หากไม่ใช่เพราะนามของอีกฝ่าย นางมีหรือยินยอมแต่งให้คนป่วยพิการที่ใกล้ตายผู้หนึ่ง

เซี่ยฉงอวิ๋นกับเยว่อวิ๋น แม้เพียงแค่ตัวอักษรในนามของชื่อ นางก็อยากให้มันเป็นความจริง...

เยว่อวิ๋นพึมพำอยู่พักหนึ่งก็ผลอยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย นางไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าสามีที่ตนเอ่ยถึงอยู่นั้น แท้จริงแล้วหาได้กำลังนอนหลับอย่างที่คิดไม่

พอได้ยินเสียงลมหายใจทอดยาวเป็นจังหวะจากคนที่เมื่อครู่ยังบ่นงึมงัม ดวงตาเรียวก็ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้า ในแววตาขุ่นมัวไร้ประกาย ทว่าทั่วร่างกลับแผ่กลิ่นอายความเฉียบคมที่ไม่ควรมีในตัวชาวบ้านธรรมดาออกมา หากเยว่อวิ๋นยังไม่หลับได้เห็นจะต้องนึกประหลาดใจเป็นแน่

เซี่ยฉงอวิ๋นที่อยู่บนเตียงไม่สามารถขยับร่างกายส่วนล่างได้ ทำได้เพียงนอนนิ่งไม่กระดุกกระดิก พลางคิดถึงประโยคพึมพำของภรรยาหมาดๆ เมื่อครู่

นี่คือสตรีที่มารดาของร่างนี้หามารับเคราะห์แทนตัวเอง?

นางบอกว่าตัวเองชื่อเยว่อวิ๋นสินะ มือยาวเรียวเห็นข้อชัดเลื่อนออกจากใต้หมอนช้าๆ

ช่างเถอะ ตอนนี้อีกฝ่ายยังไม่ได้ทำอะไรที่เป็นการล้ำเส้น ดังนั้นเพื่อเห็นแก่นามนี้ของนาง เขาจะปล่อยให้นางมีชีวิตรอดต่อไปก่อนก็แล้วกัน

เซี่ยฉงอวิ๋นกับเยว่อวิ๋นงั้นหรือ

ไม่เลว แม้จะเป็นเพียงแค่ในนามก็ตาม

เสมือนบุปผางดงามในคันฉ่อง ประดุจจันทราส่องสว่างบนวารี [4]

อย่างน้อยก็พอให้หลอกตัวเองต่อไปได้บ้าง…

[1] สามหนังสือหกพิธีการ โดยสามหนังสือที่กล่าวถึงนั้น ได้แก่ หนังสือหมั้นหมาย หนังสือแสดงสินสอด และหนังสือรับตัวเจ้าสาว ส่วน หกพิธีการเป็นขั้นตอนการปฏิบัติที่เริ่มตั้งแต่การหมั้นกระทั่งถึงพิธีแต่งงาน ได้แก่ 1. สู่ขอ – ผู้ใหญ่ฝ่ายชายและแม่สื่อเดินทางไปสู่ขอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง พร้อมมอบของขวัญที่มีความหมายมงคลให้แก่บ้านผู้หญิง ส่วนครอบครัวฝ่ายหญิงเองจะถือโอกาสนี้สอบถามแม่สื่อเกี่ยวกับครอบครัวฝ่ายชาย 2. ขอวันเดือนปีเกิด – หลังจากสู่ขอสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อแม่ฝ่ายหญิงจะมอบวันเดือนปีเกิดของลูกสาวให้แก่บ้านฝ่ายชายเพื่อนำไปเสี่ยงทาย 3. เสี่ยงทาย – หลังจากรับแผ่นกระดาษบันทึกวันเดือนปีเกิดฝ่ายหญิงมาแล้ว พ่อแม่ฝ่ายชายจะนำแผ่นวันเดือนปีเกิดไปวางไว้หน้ารูปปั้นเทพเจ้าหรือบนโต๊ะบูชาบรรพบุรุษ เพื่อให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือบรรพบุรุษชี้แนะว่าการแต่งงานครั้งนี้จะนำโชคดีหรือร้ายมาสู่ครอบครัว ว่าที่คู่บ่าวสาวดวงชงกันหรือไม่ หากไม่มีสัญญาณบ่งชี้ถึงความไม่เป็นมงคลเกิดขึ้น การเตรียมงานแต่งก็เริ่มขึ้น ณ บัดนี้ 4. มอบสินสอด– ฝ่ายชายส่งหนังสือหมายหมั้น และหนังสือแสดงสินสอดมายังบ้านฝ่ายหญิง โดยก่อนวันสมรส 1 เดือน-2 สัปดาห์ ครอบครัวฝ่ายชายจะเชิญญาติที่เป็นหญิง 2 หรือ 4 คน (ต้องเป็นหญิงที่มีความสุขพร้อม) พร้อมทั้งแม่สื่อ นำสินสอดทองหมั้นไปให้ฝ่ายหญิง และครอบครัวฝ่ายหญิงก็จะมอบของขวัญตอบ 5. ขอฤกษ์ – ครอบครัวฝ่ายชายรับหน้าที่หาฤกษ์งามยามดีจัดงาน และนำวันที่ได้ไปขอความเห็นจากฝ่ายหญิง 6. รับเจ้าสาว – ในวันมงคลสมรส เจ้าบ่าวในชุดพิธีการ พร้อมด้วยแม่สื่อ ญาติสนิท มิตรสหาย เดินทางไปรับเจ้าสาวที่บ้าน เมื่อถึงบ้านเจ้าสาวแล้ว เจ้าบ่าวต้องไปเคารพศาลบรรพชนของฝ่ายหญิง หลังจากนั้นก็รับเจ้าสาวขึ้นเกี้ยวมาทำพิธีกราบไหว้ฟ้าดินที่บ้านฝ่ายชาย (ขณะออกเดินทางครอบครัวฝ่ายหญิงบางครอบครัวจะนำน้ำสะอาดสาดตามหลังเกี้ยว หมายถึง ลูกสาวแต่งงานไปแล้ว ก็ถือว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวฝ่ายชาย เหมือนน้ำที่สาดออกไป) เมื่อเสร็จพิธีไหว้ฟ้าดินแล้วก็ถือว่าบ่าวสาวทั้งสองเป็นสามีภรรยากันโดยถูกต้อง จากนั้นก็ส่งตัวทั้งคู่เข้าสู่ห้องหอ

[2] ยามซวี คือช่วงเวลา 19.00-21.00

[3] ฉื่อ หน่วยวัดของจีน สิบฉื่อเท่ากับหนึ่งจั้ง ความยาวจะแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย เช่น ในสมัยราชวงศ์ฮั่น 1 ฉื่อเท่ากับราว 23.1 เซนติเมตร ในสมัยราชวงศ์เว่ยและจิ้น 1 ฉื่อเท่ากับราว 24.2 เซนติเมตร ในสมัยราชวงศ์ถัง 1 ฉื่อเท่ากับราว 30.6 เซนติเมตร ในสมัยราชวงศ์ซ่ง 1 ฉื่อเท่ากับราว 31.4

[4] อุปมาถึงภาพมายา ไม่เป็นความจริง

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 392

    “ที่แม่พูดไปฟังเข้าใจไหม” เยว่อวิ๋นถามซ้ำเมื่อเห็นสีหน้าเหลอหลาของบุตรสาว“ขะ... เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” เสียงเล็กตอบรับ“เยว่ซื่อ นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร มิน่าบุตรสาวเจ้าถึงติดนิสัยชอบโกหก นั่นเป็นเพราะเจ้าเอาแต่ให้ท้ายนางอย่างไรเล่า” จั๋วเหมียวกล่าวพลางตบโต๊ะข้างมือเสียงดังปัง“เจ้าลองพูดอีกคำสิ” เยว

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 391

    “เมื่อมีการฟ้องร้อง ขุนนางท่านนั้นจึงเปิดศาลไต่สวนทั้งคู่ เถ้าแก่กล่าวหาว่าหญิงชราขโมยของของตน ครั้นหญิงชราก็ปฏิเสธว่านางมิได้กระทำ ต่างฝ่ายต่างใช้คำพูดของตนมาหักล้างเป็นหลักฐานยืนยันการกระทำของตัวเอง แล้วอาจารย์ทั้งสองเล่าคิดเห็นอย่างไร”คิดเห็นอย่างไร?คำถามถูกเอ่ย ซูจี๋กับจั๋วเหมียวต่างมีสีหน้าเค

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 390

    “ในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีวีรสตรีมากมายที่ฝากนามจารึกสู่ชนรุ่นหลัง ยกตัวอย่างที่ทุกคนรู้จัก ก็ไทเฮาเต๋อหนิงที่ขึ้นว่าราชการหลังม่านช่วยเหลือฮ่องเต้ไท่ผิงหลังสิ้นฮ่องเต้หย่งชางนั่นอย่างไรเล่า”ปกติบรรดาบรรดาบัณฑิตไม่ว่าสมัยไหนก็มักกีดกันสตรี ทว่ากับไทเฮาเต๋อหนิงผู้นี้กลับแตกต่างออกไ

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 389

    “เสี่ยวอวี้อย่าร้องนะลูก แม่อยู่ที่นี่แล้วลูกไม่ต้องกลัว”น้ำเสียงปลอบประโลมรวมถึงฝ่ามือที่ตบลงมาบนหลังอย่างอ่อนโยนกลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย เจ้าซาลาเปาน้อยที่ถูกห้อมล้อมด้วยความไม่เป็นธรรมและการกดดันมานาน พลันร้องร่ำไห้ออกมาโฮใหญ่ทันที ชั่วขณะนั้นห้องเรียนมีเพียงเสียงร้องไห้ที่ราวกับจะขาดใจดังก้องไปทั

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 388

    ซูจี๋ขมวดคิ้วเป็นร่องลึกกว่าเดิม ประโยคเมื่อครู่ของจั๋วเหมียวฟังผิวเผินคล้ายว่าเป็นเพียงคำพูดทั่วไปไม่มีอะไร ทว่าแท้จริงแล้วพุ่งเป้ามาที่เขากับเซี่ยจื่ออวี้อย่างเห็นได้ชัดแค่ประโยคเดียวที่อีกฝ่ายกล่าวมา ก็สรุปรวบรัดไปได้แล้วสองความหมายกลายๆ นั่นคือ หนึ่งเซี่ยจื่ออวี้เป็นฝ่ายพูดโกหก สองเพราะเขาเห็นแ

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 387

    เสี่ยวอวี้ตัวน้อยถูกการกระทำของอาจารย์ทำให้หมดความมั่นใจ คิดถึงว่าขนาดอาจารย์ที่เป็นคนอื่นยังเชื่อคำพูดของเยว่เสี่ยวซู เจ้าตัวเล็กก็ไม่กล้าบอกกล่าวเรื่องที่เกิดขึ้นกับตนให้เยว่อวิ๋นฟังเยว่เสี่ยวซูบอกว่าเขาคือหลานชายแท้ๆ ของท่านแม่ ส่วนนางนั้นเป็นเพียงลูกเลี้ยงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางสายเลือด หากพู

  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 257

    เห็นว่าคนใต้ร่างมีท่าทีเหม่อลอย เซี่ยฉงอวิ๋นจึงเริ่มยื่นอุ้งมือมารออกไปอีกครั้ง “ไม่จำเป็นหรอก อาอวิ๋นไม่จำเป็นต้องฝืนใจทำอะไรแบบนั้นเพื่อข้า” เขาพอแยกแยะสายตาคนออก คนแซ่กู้นั่นชื่นชมภรรยาเขาก็จริงแต่ไร้เจตนาไม่ดี และการร่วมมือกับอีกฝ่ายก็ทำให้ภรรยาเขาไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปด้วย“อีกอย่าง หากเจ้

    last updateآخر تحديث : 2026-03-29
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 248

    สองสามีภรรยายืนสนทนาหวานชื่นอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งความวุ่นวายเสียงเอะอะเริ่มซาลง พวกเขาจึงค่อยพากันไปดูอาการของซุนไฉอย่างไม่รีบร้อน“ไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็แค่มีความร้อนสะสมในร่างกายเยอะเกินไปเท่านั้น อีกเดี๋ยวข้าจะเขียนใบสั่งยาให้” จางถิงที่ถูกเยว่อวิ๋นเรียกมาตรวจคนเอ่ยเรียบๆ ทว่ามือที่กดบนจุดเหรินจงนั

    last updateآخر تحديث : 2026-03-29
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 254

    น่าเสียดายที่ซุนไฉมารู้ตัวเอาเมื่อสายไปเสียแล้ว เขาตกหลุมที่เซี่ยฉงอวิ๋นขุดหลุมทิ้งไว้ไปเต็มตัว ไม่อาจจะแก้ไขหรือเรียกร้องอะไรให้ตนเองได้อีกแล้วเมื่อซุนไฉถูกไล่ออกพ้นสภาพอาจารย์ของสถานศึกษา ก็เท่ากับว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับเซี่ยฉงอวิ๋นแล้ว เยว่อวิ๋นจึงไม่ใคร่จะสนใจแสดงความเอาใจใส่ปลอมๆ ต่อเขาอีกเ

    last updateآخر تحديث : 2026-03-29
  • ซาลาเปาบ้านข้านั้นทั้งขาวทั้งนุ่ม   บทที่ 244

    มีคำกล่าวเอาไว้ว่าผู้มาเยือนล้วนเป็นแขก ดังนั้นต่อให้คนจากสถานศึกษาจะเบิกตาถลึงโตใส่ตนแค่ไหน เยว่อวิ๋นก็ต้องรับรองพวกเขาอยู่ดี นางบอกให้เซี่ยฉงอวิ๋นพาทุกคนไปนั่งที่โต๊ะก่อน จากนั้นจึงเดินไปจัดการเรื่องอาหารและสุรากลุ่มอาจารย์กับนักเรียนพากันเดินตามเซี่ยฉงอวิ๋นไปนั่งโต๊ะอย่างสำรวม ทว่าในแววตาแต่ละคน

    last updateآخر تحديث : 2026-03-29
فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status