Beranda / รักโบราณ / ซือซือฮองเฮาพันโฉม / บทที่ 1 ข้าจะไปเที่ยววังหลวง

Share

ซือซือฮองเฮาพันโฉม
ซือซือฮองเฮาพันโฉม
Penulis: เอสเต้/ซีฟางกั๋วเจีย

บทที่ 1 ข้าจะไปเที่ยววังหลวง

last update Tanggal publikasi: 2026-01-26 16:48:04

         สตรีใบหน้ากลมแป้นในอาภรณ์สีส้มที่นั่งจิบน้ำชาอยู่ตรงหน้า ฟังเรื่องที่พระชายาหานซูลี่[1]เล่าด้วยความสนใจ “เจ้าว่า คนในชุดดำผู้นั้นฝีมือร้ายกาจ ซ้ำยังมีรูปร่างบอบบางคล้ายสตรีเช่นนั้นหรือ ”

         “ใช่! ข้าคิดว่านั้นคือสตรีแน่นอน ทว่าพลังฝีมือของนางข้ากลับไม่สามารถต้านทานได้เกินแปดกระบวนท่า ข้าเองก็ไม่เคยเห็นวิทยายุทธ์ของนางมาก่อน”

พระชายาหานซูลี่นึกทบทวนถึงตอนที่ตนในชุดนินจาแฝงกายเข้าไปในวังท่านอ๋องสี่ในเมืองฉู่จิ้งเพื่อค้นหาตรามังกรคู่ให้กับท่านอ๋องเก้าพระสวามี ในจังหวะที่นางขโมยของสำคัญได้แล้วกลับเจอจอมยุทธ์ชุดดำที่ร้ายกาจผู้หนึ่ง

         หงซือซือใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง “เอาเถอะ ข้าจะลองสืบหาดู ยุทธภพนี้ต้องมีผู้  รู้จักวิทยายุทธ์ของนางแน่”

นางรู้ว่าฝีมือของสหายรักที่เป็นสตรีนินจาหนึ่งเดียวของแคว้นเว่ยผู้นี้แม้จะไม่ดีเลิศทว่าก็ยากจะหาผู้ต่อกร หากสหายเอ่ยปากเช่นนี้ นางก็เห็นว่าคนผู้นั้นควรค่าแก่การสืบหา

ใบหน้ากลมแป้นของหงซือซือหันไปมองนางกำนัลสองคนที่อุ้มเด็กน้อยฝาแฝดเข้ามา “ลูกๆ ของเจ้าตื่นแล้ว ข้าจะได้เล่นกับเด็กๆ เสียที อุตส่าห์แต่งตัวมารอตั้งนาน”

         “ซือซือ มาแล้ว!” เด็กหญิงยื่นมือกลมป้อมมาหา     หงซือซือจึงยื่นนิ้วไปให้เจ้าตัวเล็กจับไว้

         “ถิงเอ๋อร์ จำข้าได้ด้วย เจ้าน่ารักมาก” นางยิ้มกว้างให้เด็กน้อย ก่อนจะรับจากนางกำนัลมาอุ้ม

         ‘เจ้าเด็กคนนี้ ข้าอุตส่าห์แปลงโฉมเสียขี้ริ้วก็ยังจำได้อีก นับว่าร้ายกาจเสียจริง’

         ไท่เอ๋อร์เด็กชายตัวน้อยเห็นเช่นนั้นก็เบะปาก “ซือซือ ข้าด้วย!”

         หงซือซือหันมาทำตาโต “ไท่เอ๋อร์ก็จำข้าได้หรือนี่  คราวหน้าคงต้องหาของเล่นมาฝากพวกเจ้าเสียแล้ว”

         พระชายาอมยิ้ม “หากเจ้าต้องเสียเงินเพียงเพราะถูกทักทาย ต่อไปลูกข้าพูดเก่งแล้วคงปอกลอกเจ้าหมดตัวเป็นแน่”

         “เจ้าอย่าลืมสิว่ากิจการของข้ายามนี้เจริญรุ่งเรืองเพียงใด สำนักคุ้มภัยหงส์ไฟยามนี้มีสาขาในแคว้นเว่ย แคว้นหมิง และแคว้นผิง เหลือเพียงแคว้นจินกับแคว้นเหลียนที่ยังหาคนไว้ใจดูแลให้ไม่ได้ ของเล่นราคาไม่เท่าไหร่ ข้ามีปัญญาซื้อให้ลูกเจ้าได้เป็นร้อยชิ้นเทียว”

         “เอาเถอะๆ ข้ารู้ว่าคุณหนูหงเป็นคหบดีผู้หนึ่งแล้ว แต่ของเล่นที่ท่านอ๋องหามาก็มิใช่น้อย อย่าเอามามากนักจะดีกว่า ข้าอยากให้ลูกๆ รู้จักคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่”    

พระชายาหานซูลี่อดีตองค์หญิงแห่งแคว้นเว่ย เมื่อแคว้นของนางแพ้สงครามนางจึงได้เห็นความลำบากยากจน นางทำกิจการทั้งปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ที่หลังวังอินทรี แม้พระสวามีจะให้เงินนางจำนวนมากเพื่อให้นางหยุดทำงาน แต่นางก็ยังยืนยันว่าการหาเงินได้ด้วยตนเองจะทำให้นางกล้าส่งเงินเหล่านั้นกลับไปช่วยบ้านเมืองของตนเอง

         “อืม...เจ้ายังคงหลักการประหยัดและใช้เงินอย่างมีเหตุผลอยู่เช่นเดิม มิใช่ท่านอ๋องเก้ายกคลังสมบัติในวังนี้ให้เจ้าไปแล้วหรือ  เหตุใดจึงยังงกอยู่ ”

         พระชายาไม่สนใจสิ่งที่สหายยั่วเย้า “เจ้ามิเคยสิ้นแผ่นดิน เจ้าคงไม่เข้าใจ”

         “ลี่เอ๋อร์ แม้ครอบครัวข้าจะเดินทางไปได้ทุกดินแดน แต่เจ้าอย่าลืมสิว่า พวกเราล้วนไม่เคยเปิดเผยใบหน้าจริงได้สักครั้ง เอาเข้าจริงๆ ข้ายังไม่รู้การที่เจ้ากลายเป็นเจ้าหญิงของเมืองขึ้น กับข้าที่ไม่รู้จะยึดแผ่นดินใดเป็นบ้านเกิดดี ผู้ใดน่าสงสารกว่ากัน ”

         พระชายาหานได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า “บางที เราสองคนอาจจะมีความทุกข์ใจกันคนละอย่าง ว่าแต่ท่านพ่อของเจ้ามิเคยบอกบ้างหรือว่าบ้านเกิดที่แท้จริงของเจ้าอยู่เมืองใดกันแน่ ”

         “ครอบครัวข้าไม่มีแม้กระทั่งสุสานบรรพชน เจ้าว่าแปลกหรือไม่  ทว่าท่านพ่อกับท่านแม่เคยพาข้าไปไหว้ป้ายหลุมศพคนผู้หนึ่งซึ่งไม่จารึกนาม ท่านพ่อบอกแต่เพียงว่านี่คือท่านปู่ เมื่อข้าถามชื่อท่านพ่อก็ไม่ยอมบอก”

         เจ้าของวังได้ยินสหายเล่าเรื่องน่าสนใจเช่นนั้นก็รีบเรียกให้แม่นมกับนางกำนัลมารับบุตรและธิดาของตนไปอาบน้ำและรับประทานอาหาร แล้วดึงเจ้าของสำนักคุ้มภัยชื่อดังเข้าไปในห้องทรงอักษรของพระสวามี

“ข้าเคยได้ยินว่า ท่านพี่มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งที่เล่าถึงความลับในยุทธภพ เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าบางทีท่านพ่อของเจ้าอาจจะเป็นจอมยุทธ์ที่หายสาบสูญไป”

         พระชายาค้นหาอยู่ครู่หนึ่งหยิบหนังสือเล่มหนาออกมา “นี่ไง! ตำราที่ว่า เจ้ามาดูเร็ว!”

         “เรื่องลับในยุทธภพ”

         “ใช่! เรื่องเล่าในยุทธภพในยุคก่อนหน้านี้มีนักประพันธ์ที่โด่งดังคือ มารใหญ่มี่อี้ และเรื่องเล่าในยุคนี้ก็ต้องเป็นมารน้อยมี่มี่เป็นผู้เขียนไว้ เจ้ารีบเปิดหาเร็วเข้า” หง        ซือซือไล่นิ้วไปตามสารบัญ เมื่อเปิดไปหน้าที่บันทึกไว้ว่า “บทแปลงพันโฉม” นางก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง

         “ท่านอ๋องเก้าไปหาหนังสือนี้มาจากที่ใดกัน  บันทึกเรื่องของท่านพ่อกับอาจารย์ของท่านไว้ด้วย ขนาดข้าก็ยังไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน”

         “ตรอกคนโฉดไงเล่า  เจ้าไม่เคยไปหรือ  คราวนั้นข้ายังเห็นเจ้ามีผงเหม็นสาบของเจ้าผีไร้หลุมอยู่เลย มิได้ซื้อจากตรอกนั่นหรือไร”

         สายตาของหงซือซือยังไม่ละไปจากหนังสือเล่มนั้น “ข้าพบเจ้าผีไร้หลุมเพราะตกลงขนของให้มันต่างหากเล่า  จึงได้ซื้อยานั้นโดยบังเอิญ” นางเงยหน้าขึ้นดูสหาย “เจ้าผีไร้หลุม[2]คิดจะไปเปิดกิจการที่แคว้นจิน จึงมาจ้างข้าให้เริ่มขนส่งยาประหลาดของมันไปส่งลูกค้าน่ะสิ”

         “อ้อ!” พระชายาก้มมองดูหน้าที่หงซือซือเปิดค้างไว้ “หากในนี้เขียนไว้ว่าบิดาของเจ้าอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์ แล้วเกิดข้อสันนิษฐานนี้เป็นจริง เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าบิดาของเจ้าอาจจะเคยเผชิญเคราะห์กรรมบางอย่างจนต้องปกปิดตนเองเร่ร่อนอยู่เช่นนี้”

         นินจาสาวกับเจ้าของสำนักคุ้มภัยสบตากัน สัญชาตญาณของนักสืบในตัวพวกนางเริ่มคุกรุ่นอีกครั้ง “ซือซือ ข้าว่าเรื่องนี้ต้องน่าสนใจอย่างแน่นอน”

         “หากข้ากลับไปสอบถามท่านพ่อ เห็นทีท่านคงจะไม่เปิดปากเป็นแน่”

         “พี่อี้เทียนเล่า  พี่ชายของเจ้าฉลาดปานนั้น เป็นไปได้หรือที่เขาจะไม่นึกสงสัยความเป็นมาของครอบครัวตนเอง”

         “ข้าจะลองถามพี่อี้เทียนดู แต่หากไม่ได้เรื่อง เห็นทีข้าจะต้องไปเที่ยววังหลวงสักหน่อย น่าจะพอได้เบาะแสมาบ้าง”

         “เจ้าจะเข้าวังหลวงอีกแล้วหรือ”

         “จะตกใจทำไมกัน ทำยังกับข้าไม่เคยเข้าไป”

หงซือซือนึกถึงคราวที่เข้าไปพร้อมกับหานซูลี่ ครั้งนั้นที่คับขันเป็นเพราะนางทั้งสองต้องเข้าไปขโมยตรากระเรียนทองคำ ทว่าเกือบพลาดท่าเสียทีถูกฮ่องเต้ผู้มีสายตาคมกริบจับได้

นางนึกถึงมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตัวนั้น รูปลักษณ์ของเขางามสง่าสมกับเป็นผู้อยู่เหนือคนทั้งปวง ใบหน้าเขาแม้จะไม่  คมคายเท่าท่านอ๋องเก้า ทว่ากลับดูหล่อร้ายจนบาดใจสตรีเช่นกัน

         “เจ้าคงมิได้ติดใจสิ่งใดวังหลวงหรอกนะ” หานซูลี่เอ่ยเย้า

[1] พระชายาหานซู่ลี่ นางเอกจากเรื่อง “ท่านอ๋องกับชายาหมี” (ภาค 4)

[2] ผีไร้หลุม กล่าวถึงครั้งแรกในเรื่อง “ท่านอ๋องอย่าคิดหนี” (ภาค1)

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 246 หลงเชื่อท่าน (ตอนจบ)

    หงซือซือได้แต่โทษตนเองที่หลงเชื่อมังกรขาวเจ้าเล่ห์ตนนี้ นับตั้งแต่วันที่นางยอมเข้าห้องบรรทมใหม่กับเขาวันนั้น ทุกหัวค่ำนางก็ถูกเขาอุ้มเข้าไปใช้เตียงบรรทมก่อนจะออกมาในช่วงหนึ่งชั่วยามต่อจากนั้นเพื่อดูแลลูกๆ “เดี๋ยวๆ พี่สาม ระยะนี้ข้าไม่มีเวลาจะดูแลลูกๆ แล้ว” ฮ่องเต้หัวเราะหึๆ “ไม่ทันแล้ว ซือซือ เจ้าตกลงกับข้าแล้ว อย่าได้บิดพลิ้วเด็ดขาด” “แต่ลูกๆ ของเราจะเหงานะ” “เอาน่า! แค่หนึ่งชั่วยามเอง” “แต่นี่ ทุกวันเลยนะ” หมิงเฟยหลงยิ้มกริ่ม “ข้าว่าก็พอดีแล้วนะ หรือว่าเราจะเพิ่มเวลาอีกสักหน่อยดี” หงซือซือได้แต่ส่ายหน้า ไม่ถึงสามเดือน นางก็ตั้งท้องอีกครา “เห็นหรือไม่! เป็นเพราะท่านแท้เทียว ทำให้ข้าต้องลำบากอีกแล้ว”เมื่อฮ่องเต้ได้ยินหมอหลวงกราบทูลผลการตรวจร่างกายของฮองเฮาก็ทรงพระราชทานรางวัลก้อนใหญ่ให้“ฮ่าๆ ดีจริง! ข้าต้องชนะเจ้าชินอ๋องให้จงได้”“นี่ท่าน! ท่านอยากเอาชนะชินอ๋องถึงเพียงนั้นเชียวรึ!” หงซือซือพูดพลางใช้มือลูบท้องตนเอง บัดนี้ในท้องของนางมีชีพจรถึงสองชีวิต “คราวนี้มีมังกรน้อยอีกตั้งสอง ช่างน่าตื่นเต้นนัก ข้

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 245 มีลูกมากกว่าก็ชนะ

    ร่างเล็กๆ ทั้งสามที่นอนเรียงรายกันอยู่บนเบาะกำมือตะกุยบนอากาศอย่างไร้ทิศทาง ถัดไปเป็นร่างของหลิวเอ๋อร์พระธิดาองค์โตที่ขอมานอนเฝ้าพระอนุชาฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรพระโอรสใบหน้าจิ้มลิ้มริมฝีปากเป็นสีผลอิงเถาระเรื่อที่นอนเรียงรายกันด้วยความอิ่มเอมพระทัย นับตั้งแต่มังกรน้อยทั้งสามถูกหงซือซือเบ่งออกมา ไม่มีคืนใดที่พระองค์มิได้นอนเฝ้าพวกเขา องค์หญิงหมิงซีหลิวเองก็พลอยเห่อจนขอมานอนที่ตำหนักเป่าฉีอยู่บ่อยๆ ทำให้ฮ่องเต้ต้องทรงเปลี่ยนแปลงบางสิ่งให้เหมาะสมหงซือซือหันมามองสามีที่นอนตะแคงข้างอยู่ที่ฟากหนึ่งของเตียงขนาดยาวและกว้างที่ถูกสั่งทำขึ้นใหม่เพื่อหกคนพ่อแม่ลูกจะได้นอนด้วยกัน “เจ้าจะไปที่ใด” ฮ่องเต้ทรงเลิกพระขนงข้างหนึ่ง เอียงพระพักตร์มาทางผู้เป็นยอดดวงใจที่ทำท่าเหมือนจะออกไปจากห้องบรรทม “ข้าจะไปถ่ายเบาเจ้าค่ะ พี่สามเฝ้าลูกๆ ให้ดีเถอะ” ท่าทางละล้าละลังของหมิงเฟยหลงทำให้นางอดจะขำมิได้ “ท่านไม่ต้องห่วงข้ามากเช่นนั้นดอกเจ้าค่ะ” “ข้าอยากอุ้มเจ้าไปห้องส้วมเองเสียด้วยซ้ำ” ใบหน้าของนางแดงระเรื่อเมื่อสบตามีเลศนัยคู่นั้น ในยามจวนจะค

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 244 รักษาฮ่องเต้

    เป็นเพราะการรักษาต้องแข่งกับเวลา ในสองวันแรกเหล่าองครักษ์และทหารล่อเอานักฆ่าออกมาตายอยู่ในค่ายกลได้หลายร้อยคน ทว่าเมื่อฝ่ายนั้นรู้กลอุบายก็ไม่ยอมออกมาอีกจินวั่งซูที่ลอบยิงธนูคอยเก็บนักฆ่ามิให้กลับเข้าสำนักรู้สึกสะใจยิ่งนักในคราวแรก ทว่าวันต่อมากลับต้องสบถเสียหลายครั้งเมื่อนักฆ่าพวกนั้นก็นำเอาธนูมายิงโต้ตอบ เขาจึงต้องสั่งให้พลธนูเตรียมโล่กำบังมาด้วย พอถึงวันที่สามการยั่วยุก็ไม่เป็นผล จินวั่งซูจึงได้แผนเดิมก็ลอบเข้าทางลัดไปยิงธนูไฟเพื่อเผาเรือนในสำนักไหม้ไปอีกสองเรือน “ข้าเผาโรงครัวพวกมันแล้ว เจ้าก็คอยดูเถิดว่าพวกมันจะทำเยี่ยงไร ส้วมกับครัวไหม้ไปหมดแล้ว เช่นนี้จะดำรงชีวิตกันอย่างไร ความอดอยากนี่ล่ะจะทำให้พวกมันต้องดิ้นรนออกมาเอง” ชินอ๋องผงกศีรษะรับ จินวั่งซูช่างเป็นคนโฉดตัวจริง หากให้พระองค์ทรงคิดก็ไม่เคยคิดจะเผาส้วมและโรงครัวในค่ายทหารของแคว้นใดมาก่อน “เจ้าคิดได้ร้ายกาจนัก...” จินวั่งซูฟังแล้วก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคำชมเพราะสีพระพักตร์ของชินอ๋องดูคล้ายจะแสยะยิ้มแบบแหยงๆ อยู่สักหน่อย....แต่คุณชายจินก็รู้สึกภาคภูมิใจเพราะไม่ถึงสองวันเหล่านักฆ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 243 ชิงกระบี่

    เกล็ดหิมะโอบล้อมร่างทั้งสองเอาไว้จนแทบจะมองไม่เห็น หมิงเฟยหลงเกร็งพลังภายในขึ้นไปรวมยังแขนสองข้างอย่างเต็มที่เพราะกระบี่ดูดวิญญาณสั่นแรงขึ้นจนเขาแทบจะต้านทานพลังของมันไว้ไม่ได้ “อ๊าก!!!!” เสียงของเถียนลู่หลินร้องเสียงดังก้องทุกคนต่างยืนตะลึงมองพายุเกล็ดหิมะที่หมุนวนอยู่ตรงกลางทุ่งหญ้าด้วยใจลุ้นระทึก หมิงเฟยหลงตัดสินใจออกกระบวนท่าสุดท้ายของเพลงกระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับ เขาออกแรงดึงกระบี่ที่ดูดอยู่กับกระบี่สีดำสุดแรง ก่อนจะฟาดลงไปกลางกระหม่อมของประมุขเถียน ในขณะที่เถียนลู่หลินเองก็ย่อตัวลงยกกระบี่ขึ้นขวางรับไว้ เปรี้ยง! กระบี่ทั้งสองกระทบอีกครั้ง และครานี้ก็มีเสียงกัมปนาทราวกับดินปืนระเบิดลังใหญ่ ร่างของคนทั้งสองอยู่ในพายุหิมะเมื่อครู่กระเด็นหวือออกมาคนละทิศคนละทางร่างของฮ่องเต้หนุ่มแผ่หงายลงบนทุ่งหญ้าในพระหัตถ์ยังคงมีกระบี่สีขาว ส่วนร่างของประมุขสำนักมืออสูรลอยคว้างหมุนกลิ้งไปบนทุ่งหญ้านับสิบตลบ กระบี่สีดำในมือกระเด็นกระดอนออกจากมือไป พลั่ก! ปึ๊ก! แรงกระแทกทำเอาฮ่องเต้ทรงมึนไปครู่ใหญ่ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 242 ประลองสองกระบี่

    หลวนฮองเฮาประทับอยู่ลึกเข้าไปด้านในเพราะเกรงจะเป็นเป้าหมายของเหล่านักฆ่า คนของทั้งสองฝ่ายล้วนเตรียมพร้อม ไม่ว่าผลการประลองจะเป็นอย่างใด วันนี้ต้องมีการนองเลือดอย่างแน่นอน “ในฐานะที่เขาเป็นญาติผู้น้องของเถียนฮองเฮา ข้าถือว่าให้เกียรติเขาในการแก้แค้นอย่างหมดจด” “ความจริงท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้” “ข้าเองก็เป็นจอมยุทธ์ผู้หนึ่ง หากมีผู้กล้าท้าซ้ำยังมีความแค้นอันใหญ่หลวงต่อกัน เหตุใดจึงจะไม่ยอมทำเล่า เขาแค้นที่ข้าล้างตระกูลเขา ข้าก็แค้นที่พวกเขาอยากจะฆ่าข้า เราสองคนสมควรจะดวลกันให้รู้ดีรู้ชั่ว” หมิงเฟยหลงนึกถึงการบาดเจ็บล้มตายของเหล่าทหารและองครักษ์รอบข้างที่เกิดจากฝีมือของเถียนลู่หลินผู้นี้ ความหวาดระแวงนับสิบปีกับความอาฆาตมาดร้ายหมายชีวิตของศัตรูสมควรจะจบลงเสียที ฮ่องเต้ทรงอาภรณ์ขาวปักลายมังกรงดงามในพระหัตถ์คือกระบี่ดูดวิญญาณที่สูญหายไปในยุทธภพหลายสิบปีเถียนลู่หลินในคราแรกมิได้สนใจมองกระบี่ที่ฮ่องเต้จะใช้ ทว่าเมื่ออีกฝ่ายก้าวเท้าเข้ามาในทุ่งหญ้าในระยะที่สังเกตรายละเอียดของกระบี่ได้ชัดขึ้นก็ตกใจ “เจ้าได้กระบี่นั่นมาจากที่ใด”เดิมทีเ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 241 กระบี่ดูดวิญญาณ

    “กระบี่ทั้งสองจะสะท้อนพลังของกันและกันเพคะ หากฝ่าบาทถือกระบี่ดูดวิญญาณก็สะท้อนอาการหลอนนั้นไปยังประมุขเถียน ส่วนฝ่าบาทเองก็จะกลายเป็นผู้ที่รู้สึกว่าวิทยายุทธ์ตนเองลดลงจนกลายเป็นหวาดกลัวประมุขเถียน” เมื่อได้ยินฮองเฮาทรงอธิบายเช่นนั้น ทุกคนก็ยิ่งประหลาดใจ “ฮองเฮา เช่นนั้นแล้วฝ่าบาทจะทรงได้เปรียบประมุขเถียนได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”ชินอ๋องได้ฟังก็ยิ่งสับสน หากพระเชษฐาต้องรับผลสะท้อนจากกระบี่จะมิกลายเป็นกลัวจนต้องยอมแพ้หรอกหรือ “สิ่งที่คนในยุทธภพยังไม่รู้เกี่ยวกับกระบี่ดูดวิญญาณก็คือ มันกระบี่ที่ถูกหลอมขึ้นมาในภายหลังจึงมีพลังเหนือกว่ากระบี่กระชากวิญญาณ หากใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับจะทำให้สามารถดูดพลังของกระบี่กระชากวิญญาณเข้ามารวมอยู่ในกระบี่ดูดวิญญาณได้” หลวนฮองเฮาแสยะยิ้มเมื่อเอ่ยจนจบ พลางหันไปมองพระสวามีและชินอ๋องที่ยืนตะลึงมองมายังนางเป็นจุดเดียว “นี่มัน.....” “เป็นความลับของยุทธภพที่มีเพียงคนในครอบครัวของข้าล่วงรู้” นางหันไปยิ้มให้กับหมิงเฟยหลง “คืนนี้หม่อมฉันจะสอนวิธีการใช้วิชากระบี่กระชากวิญญาณแบบย้อนกลับให้ฝ่าบาทเอง”

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 6 เจ้าเป็นน้องชายข้าแล้ว

    พลันมือใหญ่นั้นคว้าข้อมือน้อยเอาไว้ “เจ้าจะทิ้งข้าไปแบบนี้เลยหรือ จอมยุทธ์หงกว่าข้าจะได้ออกจากเรือนอันยุ่งเหยิงมาหาที่เมาแสนสงบได้ช่างยากเย็น ซ้ำยังคุยกับผู้รู้ใจ ช่างหากได้ยากยิ่งนัก” หงซือซือทำหน้าเลิ่กลั่ก นางกลายเป็นผู้รู้ใจเจ้ามังกรขาวตัวนี้ไปเมื่อใดกัน มีแต่เขาที่พูดๆ ส่วนนา

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 5 จับผิดผู้แปลงโฉม

    “พวกเขาเป็นชู้รักตัดแขนเสื้อที่รักใคร่กันอย่างยิ่ง ท่ามกลางไอน้ำบดบังนั้นเจ้าเมืองฉางเฉิงอุ้มร่างทาสชายที่กำยำไปยังเตียงนอนและเริ่มต้นบทรักอีกครา ทำเอาฮูหยินใจสลายจนสาวใช้ต้องช่วยกันหามร่างของนางกลับเรือนไป”กลองเริ่มรัวถี่กว่าเดิม เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้ผู้ฟังทั้งหลายต่างส่งเสียงฮือ

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 4 ฮ่องเต้มาทำไมกัน

    ครั้นทุกคนอิ่มหนำสำราญกันแล้ว หงซือซือก็ชวนทุกคนไปนั่งดื่มที่ระเบียงกว้างที่ยื่นลงไปในน้ำ“อีกไม่นานหมอกคงจะสลายแล้ว ยามนี้คงไม่มีใครคิดจะเข้ามาอีกหรอกเพราะค่ายกลจะน่ากลัวยิ่งกว่าค่ายกลหมอกแล้ว” ตงชางขอตัวไปส่งเสื้อผ้าให้เสี่ยวเอ้อเอาไปซักให้ใหม่ โรงเตี๊ยมแห่งนี้มักมีผู้พลาดพลั้งต

  • ซือซือฮองเฮาพันโฉม    บทที่ 3 โรงเตี๊ยมยุทธภพ

    ทะเลสาบเซินหลันเซ่อกว้างใหญ่เดินทางจากเมืองหลวงหนึ่งวันเต็มๆ ก็ไปถึง รถม้าสองคันแล่นตามกันมาจอดที่ท่าเรือเล็ก โรงเตี๊ยมริมท่าเรือมีลูกค้ามาเยือนไม่ขาดสาย เถ้าแก่เดินออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส “พวกท่านต้องการห้องพักพี่ห้องขอรับ!” “เราต้องการเรือสามลำ” “ไ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status