Masukช่วงเย็น หลังจากที่จักรวาลออกไปงานเลี้ยงฉลองปิดกล้องละครแล้ว เฌอปรางค์ก็แต่งตัวออกจากบ้านบ้าง ทั้งที่จักรวาลสั่งห้ามนักหนาว่าไม่ให้ออกไปไหน แต่หญิงสาวก็ยังดื้อรั้นออกไปจนได้ และจุดหมายปลายทางแห่งเดียวของเธอก็คือ ร้าน Sweet Cup Coffee ของส้มแป้นนั่นเอง
“พี่มะปรางมาคนเดียวเหรอคะ” แตงโมวิ่งแจ้นเข้าไปถาม พลางเหลียวซ้าย แลขวา หวังว่าจะได้เห็นจักรวาลเดินตามมา
“ไม่ต้องมองหาหรอก วันนี้คุณซุปเปอร์สตาร์เขามีงาน ไม่ได้มาด้วยหรอกจ้ะ” เฌอปรางค์ตอบอย่างรู้ทัน
“ว้า...แล้วเมื่อไหร่โมจะได้เจอพี่จักรสักทีละคะ” แตงโมบ่นหน้าม่อย แล้วเดินคอตกกลับไปทำงานตามเดิม
เฌอปรางค์มองภาคินที่วิ่งวุ่นเสิร์ฟกาแฟให้กับลูกค้าด้วยความสงสัย ว่าทำไมเขาจึงยังอยู่ที่นี่ทั้งที่บอกว่าจะกลับเชียงใหม่ตั้งแต่วันก่อน หญิงสาวยกมือขึ้นโบกทักทายพี่ชาย ก่อนที่จะส่งสัญญาณมือบอกว่าเธอจะไปนั่งคอยที่โต๊ะว่าง ในมุมหนึ่งของร้าน
“ทำไมมาค่ำนักล่ะ” ภาคินตามมานั่งคุยด้วย หลังจากบริการลูกค้าเสร็จแล้ว
“พี่เกลือทำไมยังอยู่ที่นี่อีกล่ะค่ะ” เฌอปรางค์ยิงคำถามใหม่ใส่พี่ชาย แทนที่จะตอบคำถามของเขา เพราะไม่อยากถูกบ่น หากเขารู้ว่าเธอขัดคำสั่งของจักรวาล
“พอดีส้มมีเรื่องน่ะ พี่เลยอยู่เป็นเพื่อนก่อน แต่คิดว่าอีกวันสองวันก็จะกลับแล้วล่ะ”
“มีเรื่องอะไรคะ ทำไมยายแป้นไม่เห็นเล่าให้มะปรางฟัง” เฌอปรางค์ตกใจ
“ก็เรื่องเดิมนั่นแหละ แต่ตอนนี้เคลียร์แล้ว” ภาคินเปรยเนือยๆ แล้วเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้น้องสาวฟัง
“ไอ้เต้นี่มันชั่วจริงๆ ดีแล้วที่ยายแป้นเลิกกับมันได้”
“จะพูดอะไรก็ระวังหน่อยสิ ยังไงไอ้หมอนั่นก็เป็นแฟนเพื่อนเรานะ” พี่ชายปราม
“แฟนเก่า พี่เกลือใช้คำให้ถูกด้วย” เฌอปรางค์ยังไม่หายเคือง
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จะพูดอะไรก็รักษาน้ำใจเพื่อนบ้าง” ภาคินกล่าวพลางเหลือบมองร่างบอบบางของส้มแป้น ที่ยืนคิดเงินให้ลูกค้าอยู่หน้าร้าน ด้วยแววตาเอื้ออาทรอย่างเปิดเผย
“อ๊ะๆ พี่เกลือ ทำไมมองยายแป้นด้วยสายตาแบบนั้นล่ะ คิดอะไรอยู่รึเปล่า” เฌอปรางค์ตั้งข้อสังเกต พลางส่งสายตาวิบวับล้อเลียนพี่ชาย
“คิดอะไร ไม่ได้คิ๊ด” ภาคินปฏิเสธเสียงสูง
“จริงอ่ะ”
“เออ...อย่ามาเซ้าซี้น่า” พี่ชายแสร้งตีหน้ายักษ์ ทำทีเป็นหงุดหงิดใส่น้องสาว
“ว้า...เสียดายจัง นึกว่าคิด จะได้ยุให้จีบซะเลย ยายแป้นมันเป็นคนดี น่ารัก ขยัน แล้วก็น่าสงสารมาก ถ้าได้คนดีๆ แบบพี่เกลือมาช่วยดูแล มะปรางจะได้หายห่วงสักที”
ภาคินไม่ปฏิเสธว่าส้มแป้นเป็นอย่างที่น้องสาวของเขาพูดทุกประการ เพราะตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา เขาก็ได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วว่าเธอคนนี้เป็นคนดีจริงๆ แต่มันคงจะเร็วเกินไป หากเขาจะด่วนสรุปว่า ความรู้สึกที่มีในใจตอนนี้คือความรัก เขายังไม่มั่นใจ และอยากให้เวลาตัวเองได้ทบทวนความรู้สึกให้ถ่องแท้เสียก่อน เพราะหากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเขา เป็นเพียงความสงสาร หรือความเห็นใจ คนที่จะเจ็บปวดจากความผิดพลาดครั้งนี้ ก็คงหนีไม่พ้นส้มแป้นนั่นเอง
“พี่เกลือ” เฌอปรางค์ร้องเรียกเสียงดัง เมื่อเห็นพี่ชายนั่งเหม่ออยู่เกือบนาที
“อยู่ใกล้กันแค่นี้ ทำไมต้องเรียกเสียงดังด้วย มีอะไรก็ว่ามา” พี่ชายแกล้งโมโหกลบเกลื่อนความคิดของตนเมื่อครู่
“คุณยายกลับเชียงใหม่ไปแล้วใช่มั้ยคะ แล้วคุณยายยังโกรธมะปรางอยู่หรือเปล่า” ผู้เป็นน้องสาวถามเสียงอ่อย แววตาเศร้าสร้อยแฝงความรู้สึกผิดเอาไว้มากมาย
ภาคินรายงานตามที่ได้รับทราบมาจากวิลาวัลย์ ว่ายายเสาวรสกลับถึงเชียงใหม่ตั้งแต่วันที่มาอาละวาดที่ร้านของส้มแป้นแล้ว และเมื่อกลับไปถึงบ้านก็ไม่พูดถึงเฌอปรางค์อีกเลย ส่วนชานนท์ก็แวะเวียนไปเซ้าซี้เรื่องแต่งงานอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อเห็นว่ายายเสาวรสไม่เห็นดีเห็นงามด้วยเหมือนเคย ก็หายหน้าไปพักใหญ่แล้ว
“สาธุ หวังว่านายชานนท์จะไปแล้วไปลับไม่กลับมานะคะ” เฌอปรางค์ยกมือท่วมหัว
“อย่าเพิ่งชะล่าใจ เพราะถ้ามันยังไม่มีเป้าหมายใหม่ มันก็คงไม่ปล่อยเราไปง่ายๆ ระวังตัวไว้บ้างก็ดี” ภาคินเตือน
“เรื่องนายชานนท์ มะปรางไม่ห่วงหรอกค่ะ มะปรางห่วงก็แต่คุณยายเท่านั้น ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงคุณยายถึงจะหายโกรธ พี่เกลือช่วยคิดหน่อยสิคะ”
“พี่ว่าปล่อยให้เวลาผ่านไปสักพัก แล้วทุกอย่างคงจะดีขึ้นเอง”
เฌอปรางค์พยามทำใจให้เชื่อตามที่ภาคินบอก แต่ก็ภาวนาขอให้ยายเสาวรสอย่าโกรธเธอนานนักเลย
ภายในผับแอนด์เรสเตอร์รองแห่งหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงปิดกล้องละคร เนืองแน่นไปด้วยเหล่านักแสดงผู้ร่วมแสดงละครเรื่องที่เพิ่งถ่ายทำเสร็จสิ้นไป นอกจากนี้ยังมีผู้กำกับ และทีมงาน รวมถึงนักข่าวสายบันเทิง ซึ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดีอีกจำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนก็กระจายตัวกันอยู่ตามมุมต่างๆ เพื่อหาความสำราญ หลังจากตรากตรำทำงานหนักตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา
จักรวาลนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับปิ่นปัทม์ โดยมีเรืองฤทธิ์ตามประกบอยู่ไม่ห่าง เพื่อป้องกันไม่ให้มีภาพข่าวที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันตามลำพังหลุดออกไป เรืองฤทธิ์ถือคติว่ากันไว้ดีกว่าแก้ ถ้าแย่แล้วจะแก้ยากและสิ้นเปลืองยาราพาราฯ โดยใช่เหตุ
“พี่ริชชี่ไม่ออกไปสนุกกับพวกนั้นเหรอคะ” ปิ่นปัทม์ถามพลางพยักพเยิดไปยังกลุ่มคนที่กำลังร้องเพลง และเต้นกันอย่างสนุกสนานอยู่บริเวณหน้าเวที
“ไม่ล่ะ” เรืองฤทธิ์จิกสายตาตอบ รู้ทันว่านางเอกสาวต้องการเขี่ยตนให้พ้นไปจากตรงนี้
“มางานสังสรรค์ทั้งที ก็น่าจะออกไปสนุกให้เต็มที่นะคะ”
“แล้วเธอทำไมไม่ไปล่ะ มานั่งเฝ้าจักรอยู่ทำไมไม่ทราบ เธอก็รู้ว่าจักรแต่งงานแล้ว ไปหาเอาใหม่ข้างหน้าเถอะย่ะ อย่ามาสร้างความร้าวฉานให้ครอบครัวคนอื่นเลย” เรืองฤทธิ์จีบปากจีบคอต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ เพราะต่างก็เห็นไส้เห็นพุงกันดีอยู่แล้ว
“อุ๊ย...พี่ริชชี่พูดอะไรอย่างนั้นคะ เรื่องแบบนั้นปิ่นไม่ทำหรอกค่ะ มันบาปค่ะ” ปิ่นปัทม์ค้อนประหลับประเหลือก
“คนอย่างหล่อนรู้จักด้วยเหรอ บาปกรรมน่ะ” เรืองฤทธิ์ค้อนกลับ เขารู้ดีว่าคนอย่างปิ่นปัทม์ถ้าอยากได้ขึ้นมาแล้วล่ะก็ ต่อให้มีลูกมีเมียเป็นโขยง เธอก็ไม่แคร์
ปิ่นปัทม์คร้านจะต่อความยาวสาวความยืดกับเรืองฤทธิ์ จึงหันไปชวนจักรวาลคุย “ทำไมวันนี้จักรไม่พาภรรยามาด้วยล่ะค่ะ” ไม่พูดแต่ปาก หากแต่มือเรียวสวยยังตะปบลงไปบนต้นแขนของจักรวาลอีกด้วย
“มะปรางไม่ค่อยสบายครับ อีกเดี๋ยวผมก็คงต้องกลับไปดูแล้วล่ะ ทิ้งไว้ที่บ้านคนเดียว เป็นห่วงน่ะ” ซุปเปอร์สตาร์หนุ่มกุเรื่องเฌอปรางค์ป่วยมาเป็นข้ออ้าง เพื่อหาเรื่องกลับเร็วเท่านั้น
“แหม...เป็นห่วงกันจังเลยนะคะ”
“ไม่ให้จักรห่วงภรรยา แล้วจะให้ห่วงหล่อนรึไงยะ” เรืองฤทธิ์แขวะด้วยความหมั่นไส้อีกครั้ง
“ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็ดีสิคะพี่ริชชี่” ปิ่นปัทม์ส่งสายตาสื่อความหมายทำนองว่า ‘พูดเล่นแต่เอาจริงนะ’ จนเรืองฤทธิ์ต้องสะบัดหน้าพรืดด้วยความขัดใจ เพราะไม่ว่าจะพูดอย่างไรนางเอกสาวผู้นี้ก็ไม่สะทกสะท้าน
จักรวาลนั่งมองปิ่นปัทม์และเรืองฤทธิ์เถียงกันแบบเซ็งๆ แต่ก็ทำใจได้ เพราะเป็นเรื่องปกติของสองคนนี้อยู่แล้ว ที่เวลาพบกันจะต้องหาเรื่องจิกกัดกันเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นกระษัย
“นี่ยายปิ่น เจ้ติ๋มโบกมือเรียกหล่อนแล้วโน่นแน่ะ รีบไปสิยะ” เรืองฤทธิ์รีบฉวยโอกาสไล่ เมื่อเห็นผู้จัดการส่วนตัวของนางเอกสาวโบกไม้โบกมือเรียกให้เข้าไปหา
“เดี๋ยวปิ่นมานะคะ” ปิ่นปัทม์ขยับกายเข้าไปเบียดชิดต้นแขนของจักรวาล แล้วโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบบอกข้างหนูของชายหนุ่มว่า เสร็จแล้วจึงรีบวิ่งแจ้นออกจากโต๊ะไปหาผู้จัดการส่วนตัวของตน ซึ่งยืนคุยอยู่กับผู้จัดละคร และนั่นก็หมายความว่าคงจะมีงานใหม่ให้เธออีกแน่ ดังนั้นเธอจึงต้องยอมปล่อยมือจากจักรวาลเอาไว้ชั่วคราวก่อน
“เฮ้อ...ไปได้ซะทีนะยายชะนีแปดหลอด” เรืองฤทธิ์บ่นตามหลัง
“ผมว่าปิ่นดูแปลกไปนะพี่ฤทธิ์” จักรวาลพูด เมื่อปิ่นปัทม์เดินห่างออกไปไกลแล้ว
“พี่ก็ว่าอย่างนั้น ดูมันนัวเนียจ้องจะคลุกวงในจักรผิดปกติ พิลึกคนจริงๆ ตอนที่จักรยังโสดก็ทำเป็นไม่ค่อยจะสนใจ แต่พอแต่งงานแล้วดันมาทำเป็นอยากได้”
ปิ่นปัทม์คุยกับเจ้ติ๋มเสร็จแล้ว ก็รีบปลีกตัวกลับไปหาจักรวาล แต่ยังไม่ทันจะเดินไปถึงโต๊ะ ก็ถูกชยตร์ฉุดแขนหายเข้าไปในมุมลับตาคนเสียก่อน
“ชยตร์ แกก็มางานนี้ด้วยเหรอ แล้วนี่ลากฉันมาตรงนี้ทำไม เดี๋ยวนักข่าวเห็นเข้า ก็เป็นเรื่องให้ต้องตามแก้ข่าวกันวุ่นวายอีกหรอก”
“แล้วทีแกไปนัวเนียกับไอ้จักรล่ะ ไม่กลัวเป็นข่าวบ้างรึไง” ชยตร์ดักคอ
“ฉันเต็มใจจะเป็นข่าวกับจักรมากกว่าแก” ปิ่นปัทม์เชิดหน้า ไม่แคร์ “ถ้าแกลากฉันมาเพื่อที่จะพูดแค่นี้ ฉันไปล่ะ” พูดจบนางเอกสาวก็สะบัดแขนออกแล้วเดินหนี
“เดี๋ยวก่อน” ชยตร์รั้งแขนนางเอกสาวเอาไว้ “ฉันว่าแกอย่าไปยุ่งกับไอ้จักรมันเลย แกก็รู้ว่ามันมีเมียแล้ว”
“บอกตัวเองดีกว่ามั้ย ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่” ปิ่นปัทม์จ้องตาท้าทายชยตร์
“แกรู้อะไร” ดาราหนุ่มเริ่มระแวง
“ฉันรู้ว่าแกคิดอะไรกับจักร” ปิ่นปัทม์และชยตร์เป็นเพื่อกันมานาน ตั้งแต่ก่อนเข้าวงการ อีกทั้งยังอยู่โมเดลลิ่งของเจ้ติ๋มด้วยกันมาตลอด ดังนั้นทั้งคู่จึงรู้ทันกันแบบ ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่
“รู้แล้วก็อย่าปากสว่างก็แล้วกัน” ชยตร์กัดฟันบอกด้วยความเจ็บใจ ที่แพ้ทางเพื่อนสาว
“ความลับของแกจะยังคงเป็นความลับต่อไป ตราบเท่าที่แกไม่มายุ่งกับเรื่องของฉัน” ปิ่นปัทม์พูดจบก็สะบัดหน้าเดินจากไป
ในจังหวะที่ชยตร์กำลังจะเดินออกจากมุมนั้น สายตาของเขาก็เหลือบเห็นวันชัยทำตัวลับๆ ล่อๆ อยู่บริเวณที่เขายืนอยู่ ชายหนุ่มมั่นใจว่านักข่าวผู้นั้นต้องมาแอบฟังการสนทนาระหว่างเขากับปิ่นปัทม์แน่นอน ตอนแรกเขาคิดจะตามไปเคลียร์ แต่เมื่อคิดดูอีกที บทสนทนาของเขานั้นไม่ได้บ่งชี้อะไรชัดเจนมากนัก ดังนั้นเขาจึงปล่อยเลยตามเลย
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







