เข้าสู่ระบบอธินพานวินดามาส่งที่บ้านในเวลาไม่ดึกมากนัก เขาเพียงจอดรถส่งหญิงสาวที่หน้าบ้านแล้วขับรถกลับไปในทันทีแม้ว่าหญิงสาวจะเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้านหากแต่ชายหนุ่มก็ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล นวินดายืนมองรถของอธินเคลื่อนไปตามถนนเล็กๆ ภายในบริเวณบ้านและขับผ่านความมืดจนหายลับไปกับประตูใหญ่หน้าบ้าน
“ไปออกเดตกับผู้ชายทั้งทีทำไมกลับมาทำหน้าม่อยอย่างนั้นล่ะคะคุณดา” แพรวพรรณเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยาะหยันทันทีที่ลูกเลี้ยงสาวก้าวเข้ามาในตัวบ้านราวกับว่าเธอเฝ้าคอยการกลับมาของหญิงสาวหน้าหวานผู้นี้อยู่ก่อนแล้ว
“ดาปกติดี” นวินดาพยายามปรับสีหน้าและน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดเพราะไม่อยากให้แม่เลี้ยงรับรู้ถึงความรู้สึกส่วนตัวของเธอ
“อย่าปิดฉันเลยค่ะ สีหน้าคุณดามันฟ้องชัดเลยเจนเลยว่าเดตวันนี้ต้องไม่โอเค” แม่เลี้ยงสาวกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ อย่างเย้ยหยัน
“คุณแพรวอย่ามาใส่ใจเรื่องของดาเลยนะคะ”
“ฉันก็แค่ห่วงคุณดาในฐานะ แม่...เลี้ยง” แพรวพรรณจงใจเว้นจังหวะการพูดเพราะรู้ว่านวินดาไม่ชอบใจที่เธอเข้ามาอยู่ในบ้านในฐานะภรรยาคนใหม่ของบิดาเธอ “ฉันเห็นว่าคุณพ่อของคุณดาอยากได้คุณอธินมาเป็นลูกเขยเสียเต็มประดา แต่ดูท่าทางว่าที่ลูกเขยจะไม่ค่อยสมยอมเท่าไหร่ ฉันก็เลยนึกสงสารคุณดาน่ะค่ะ เห็นว่าไม่ค่อยจะประสีประสาเรื่องผู้ชาย เกรงว่าจะจับเขาไว้ไม่อยู่ ถ้ามีอะไรที่ฉันพอช่วยได้ก็บอกนะคะ ฉันยินดีช่วยเต็มที่” แม่เลี้ยงสาวกล่าวพลางแค่นยิ้มอย่างน่าหมั่นไส้
“ขอบคุณที่อุตส่าห์เป็นห่วงดา แต่ดาคงไม่รบกวนคุณแพรวหรอก ดาว่าคุณแพรวเอาเวลาที่มาสนใจเรื่องของดาไปดูแลคุณพ่อจะดีกว่า” หญิงสาวกล่าวจบก็เดินผละไปทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายตอบโต้แต่ประการใด
‘นี่มันแค่เริ่มต้นเท่านั้นนะนังดา ต่อไปแกจะได้เห็นฤทธิ์ฉันมากกว่านี้อีก’ แพรวพรรณหมายมาดอย่างร้ายกาจ
อธินขับรถผ่านประตูอัลลอยด์สูงตระหง่านของบ้านตนเองเข้าไป จอดนิ่งสนิทอยู่ในโรงรถโดยมีรถของธันวาเกษมตามเข้ามาจอดอยู่อีกด้าน สองพี่น้องก้าวลงจากรถพร้อมกัน
“นี่มันดึกมากแล้วนะครับพี่ธันว์ ทำไมถึงเพิ่งกลับล่ะครับ” ผู้เป็นน้องร้องทักขึ้นมาก่อน
“งานมันติดพันน่ะ เลยอยากทำให้เสร็จก่อน” ผู้เป็นพี่ชายตอบด้วยสีหน้าอิดโรย
“มัวแต่ทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะหาพี่สะใภ้ให้ผมได้สักทีล่ะครับ” อธินกระเซ้าพี่ชาย
“ผู้หญิงที่ไหนจะมาชอบผู้ชายอย่างพี่” คำพูดนั้นแฝงความน้อยใจอะไรบางอย่าง
“พี่ชายผมออกจะเอาการเอางานและแสนดีขนาดนี้ ผู้หญิงคนไหนไม่ชอบก็ตาบอดแล้วครับ”
“ว่าแต่แกเถอะ วันนี้ไปดินเนอร์กับคุณดาเป็นไงบ้าง” ธันวาเกษมเอ่ยถามพลางซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ในแววตา
“ไม่รู้เหมือนกันพี่ คงต้องดูกันต่อไป” อธินตอบออกไปอย่างไม่รู้ว่าจะพูดอะไรได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว “ผมก็ไม่รู้ว่าคุณแม่กำลังคิดอะไรอยู่นะครับถึงได้พยายามจับคู่ผมกับดา นี่มัน พ.ศ. ไหนแล้ว เขาเลิกคลุมถุงชนกันหมดแล้ว มีแต่แม่เรานี่แหละที่ยังไม่ยอมเลิก” อธินส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“คุณแม่เขารักแกมากนะ เขาถึงได้พยายามเลือกผู้หญิงที่ดีที่สุดให้แก” ธันวาเกษมพูดด้วยน้ำเสียงเบาโหวง
“พี่ธันว์เป็นพี่ชายคนโต แล้วก็ยังโสดอยู่ด้วย แทนที่คุณแม่จะหาคู่ให้พี่ก่อนกลับมาวุ่นวายกับผมแทนซะนี่” ผู้เป็นน้องกล่าวอย่างไม่เข้าใจในการกระทำของมารดาจริงๆ
“เอาน่า สิ่งที่คุณแม่ทำคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแกแล้วล่ะ หรือแกจะปฏิเสธว่าคุณดาไม่ใช่ผู้หญิงที่ดี” ธันวาเกษมถามจริงจัง
“ข้อนั้นผมไม่ปฏิเสธหรอกครับ แต่บางทีผู้หญิงที่ดีกับผู้หญิงที่ใช่ ก็ไม่ใช่คนเดียวกันนะครับ”
“ผู้หญิงที่ใช่ของแกต้องอย่างคุณเมษิตาที่แกพาไปงานด้วยนั่นใช่มั้ย”
อธินยิ้มรับคำพูดของพี่ชายแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่าป่านนี้หญิงสาวเจ้าอารมณ์คนที่ถูกกล่าวถึงอยู่ขณะนี้คงจะกำลังแช่งชักหักกระดูกเขาอยู่เป็นแน่เพราะเขาดันลืมคืนสร้อยคอเส้นสำคัญให้กับเธอตามคำสัญญา
นันทลีเข้าออฟฟิศแต่เช้าซึ่งสร้างความแปลกใจให้แก่บรรดาพนักงานเป็นอย่างมากเพราะเป็นที่กล่าวขานกันว่าเจ้านายสาวผู้นี้อกหักจนกระทั่งคิดฆ่าตัวตาย จนต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลนานร่วมสัปดาห์ เหล่าพนักงานทั้งหลายจึงไม่คาดคิดว่าเจ้านายสาวจะเข้ามาทำงานตามปกติได้เร็วขนาดนี้
ร่างบอบบางในชุดสูทกึ่งลำลอง เดินยิ้มแย้มทักทายพนักงานไปตลอดทางที่เดินไปยังห้องทำงานของตนและคนที่เดินตามมาติดๆ คือวีณาเลขาสาวของเธอนั่นเอง
“คุณลีสบายดีแล้วเหรอคะ” วีณาถามเจ้านายอย่างห่วงใยพลางมองไปยังข้อมือของเธอที่ยังมีผ้าพันแผลพันอยู่
“สบายดีแล้ว ขอบใจมากนะ” นันทลีตอบด้วยรอยยิ้มขณะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง
“ท่านประธานให้คนมาบอกวีณาแล้วค่ะว่าวันนี้คุณลีจะเข้ามาประชุมเรื่องแผนงานการเปิดตัวเครื่องเพชรคอเลคชั่นใหม่พร้อมคุณเม วีณาเตรียมเอกสารการประชุมไว้ให้พร้อมแล้วที่ห้องประชุม อีกยี่สิบนาทีจะถึงเวลาประชุมและตอนนี้คนจากทางสตูดิโออัลตร้าที่เราจะให้มาถ่ายภาพนิ่งสำหรับใช้ทำโปสเตอร์และโบรชัวร์ก็มาถึงแล้ว วีณาให้เขาเข้าไปนั่งรอที่ห้องประชุมแล้วนะคะ” เลขาสาวกล่าวรายงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
“โอเคจ้ะ วีณาไปทำงานต่อเถอะ ถ้าได้เวลาแล้วก็ไปเจอกันที่ห้องประชุมเลย”
เมื่อวีณาเดินออกจากห้องไปแล้วนันทลีจึงยกโทรศัพท์ภายในขึ้นเพื่อกดไปหาเมษิตาที่ห้องทำงาน หญิงสาวรอสายอยู่พักใหญ่แต่ก็ไม่มีผู้รับสาย เธอจึงมั่นใจว่าเพื่อนสาวยังมาไม่ถึงออฟฟิศ คิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออกทันที
“เมวันนี้มีประชุมแต่เช้านะ ลืมหรือเปล่า” นันทลียิงคำถามทันทีที่ปลายสายกดรับสัญญาณ
“ไม่ลืม ตอนนี้กำลังเดินทางอยู่ ใจเย็นๆ นะลี ตอนนี้เมอยู่บนรถไฟฟ้า คนแน่นยิ่งกว่าปลากระป๋องอีก แน่นจนแทบจะขี่คอกันอยู่แล้ว” เมษิตาพูดเบาๆ เพราะเกรงใจผู้โดยสารคนอื่นที่ยืนตัวติดกับเธอยู่
“ทำไมไม่ขับรถมาล่ะ” นันทลีสงสัย
“ก็รถมันติดมาก เมกลัวว่าจะไปสายเลยจอดรถทิ้งไว้แล้วขึ้นรถไฟฟ้ามาแทน”
‘สถานีต่อไป สยาม...’
เสียงจากระบบของรถไฟฟ้าแจ้งเตือนให้ผู้โดยสารทราบเพื่อการเตรียมตัว “ลีแค่นี้ก่อนนะ เมจะลงรถไฟฟ้าแล้วล่ะ อีกไม่เกินยี่สิบนาทีเจอกันที่ออฟฟิศนะ” หญิงสาวพูดจบก็ตัดสายโทรศัพท์ทิ้งทันทีแล้วเบียดตัวเองออกมายืนอยู่หน้าประตูเพื่อที่จะได้ออกจากขบวนรถได้เร็วที่สุดเพราะถ้าหากมัวชักช้าจะไปไม่ทันการประชุมแน่นอน
ทันทีที่ประตูรถไฟฟ้าเปิดออกผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่ภายในก็กรูกันออกมาและสวนกับคนอีกกลุ่มใหญ่ที่ยืนอออยู่หน้าประตูเพื่อที่จะเข้าขบวนรถ ท่ามกลางความชุลมุนวุ่นวายและไร้ระเบียบวินัย มีชายร่างใหญ่คนหนึ่งเบียดเมษิตามาจากทางด้านหลังจนหญิงสาวเซแทบจะล้ม แล้วเขาก็รีบรุดจากไปโดยไม่กล่าวคำขอโทษ หญิงสาวมิได้ติดใจเอาความอะไรนอกจากจะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง เหตุการณ์คงจะจบลงเพียงแค่นั้นหากชายคนเดิมไม่เดินไปชนหญิงท้องแก่คนหนึ่งจนเกือบล้มคว่ำลงต่อหน้าเมษิตา แต่โชคดีที่หญิงสาวผู้ปราดเปรียวรีบกระโดดเข้าไปประคองหญิงท้องแก่คนนั้นไว้ก่อนที่เธอจะล้มลง เมื่อเห็นว่าผู้ที่เธอช่วยไว้สามารถประคองตัวได้เองแล้วหญิงสาวจึงปราดไปกระชากแขนชายผู้เป็นต้นเหตุให้หยุด
“นี่คุณ! จะรีบไปไหนนักหนาไม่ทราบ ไม่เห็นเหรอว่าชนผู้หญิงท้องคนนี้จนเกือบจะล้ม แล้วถ้าเธอล้มลงไปจนเกิดอันตรายอะไรขึ้นมาคุณจะรับผิดชอบไหวมั้ย” เมษิตาตวาดเสียงดังลั่นจนผู้คนที่เดินนสวนกันขวักไขว่บนสถานีรถไฟฟ้าต่างก็เหลียวมองเป็นตาเดียวกัน บ้างก็จับกลุ่มตีวงล้อมตามนิสัยไทยมุง
“คุณคะ ฉันไม่เป็นไรหรอกค่ะ” สาวท้องแก่กระตุกแขนเมษิตาด้วยเกรงว่าเธอจะถูกชายร่างกายกำยำตรงหน้าทำร้ายเอาได้
“คนโดนชนยังไม่ว่าอะไร แล้วเธอมายุ่งอะไรด้วย!” ชายผู้นั้นพูดพร้อมก้าวเข้ามาประชิดตัวเมษิตาอย่างเอาเรื่อง
“ฉันทนไม่ได้หรอกนะที่จะให้พวกไม่เป็นสุภาพบุรุษ ไร้มารยาทลอยนวลไปต่อหน้าต่อตา ชนคนท้องจนเกือบจะล้มหน้าคว่ำ แทนที่จะขอโทษเขาสักคำก็ไม่มี กลับเดินหนีหน้าตาเฉย แค่พูดว่าขอโทษน่ะทำไม่เป็นรึไง!” เมษิตาตอบโต้อย่างเดือดดาล
“ชักจะมากไปแล้วยัยผู้หญิงปากจัด อย่าคิดนะว่าเป็นผู้หญิงแล้วฉันจะไม่กล้าทำอะไรเธอน่ะ”
“คุณคะ พอเถอะค่ะ ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว อย่าไปยุ่งกับเขาเลยค่ะเดี๋ยวคุณจะเดือดร้อนเปล่าๆ ค่ะ ดูท่าทางเขาจะเอาเรื่องซะด้วย” สาวท้องแก่พยายามดึงเมษิตาให้ออกไปจากตรงนั้นแต่ก็ไม่เป็นผล
“คนนิสัยแย่ๆ แบบนี้ปล่อยไปง่ายๆ ไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงสาวหัวรั้นยังคงดื้อดึง
“พอเถอะค่ะ คนมองกันใหญ่แล้ว” สาวท้องแก่มองไปรอบตัวซึ่งพบว่าไทยมุงจำนวนมากกำลังจับตาดูเหตุการณ์อยู่
“ถ้าเขาไม่ขอโทษคุณ เขาก็จะไปจากตรงนี้ไม่ได้เด็ดขาด” เมษิตากล่าวเสียงแข็ง
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะ”
“ขอโทษผู้หญิงคนนี้เดี๋ยวนี้นะ” เมษิตาไม่สนใจคำทัดทานของสาวท้องแก่ เธอยังคงตั้งหน้าทวงถามคำขอโทษจากชายไร้มารยาทตรงหน้าอยู่นั่นเอง
ชายคนนั้นเดินจากไปอย่างอารมณ์เสียโดยไม่สนใจคำพูดของเมษิตาแม้แต่น้อย หญิงสาวผู้มุทะลุไม่ยอมปล่อยให้ผู้ร้ายในสายตาเธอลอยนวลไปได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเธอจึงกระโจนไปคว้าแขนชายผู้นั้นไว้และไวเท่าๆ กัน ชายผู้นั้นตวัดแขนให้หลุดพ้นจากการจับของเมษิตาจนหญิงสาวร่างเล็กหกล้มก้นจำเบ้าแต่เธอก็ยังไม่ยอมแพ้รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามไปกระชากเขาไว้ได้อีกครั้ง
“ถ้าไม่ยอมขอโทษผู้หญิงท้องคนนี้ก็อย่าหวังว่าจะไปจากที่นี่ได้ง่ายๆ นะ” หญิงสาวตะโกนเสียงดังลั่นไปทั่วบริเวณขณะที่มือเล็กนั้นยังกำข้อมือของชายคนนั้นไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
ชายร่างใหญ่ใช้มืออีกข้างบิดข้อมือของเมษิตาออกอย่างแรงจนหญิงสาวหน้าเบ้ด้วยความเจ็บแต่ก็กัดฟันทน
“พอเถอะค่ะ ฉันขอร้อง” หญิงท้องแก่ก้าวเข้ามาขวางเมื่อเห็นว่าเมษิตาเริ่มเพลี่ยงพล้ำ
“ผู้หญิงปากดีอย่างนี้มันต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกซะบ้าง คราวหน้าคราวหลังจะได้ไม่กล้าอวดเก่งอีก” พูดพลางเพิ่มแรงบีบมากขึ้นจนข้อมือเรียวเล็กแทบหักหากแต่เมษิตาก็ไม่ปริปากร้องสักแอะ
ชายคนหนึ่งซึ่งเฝ้ามองสถานการณ์อยู่ตั้งแต่แรกก้าวออกมาจากกลุ่มไทยมุงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวใจกล้าอย่างเมษิตาหมดหนทางสู้
“ปล่อยมือผู้หญิง!” เสียงห้าวทุ้มดังแทรกความชุลมุนวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น ส่งผลให้ทุกคนที่ยืนอยู่บริเวณนั้นหันมามองที่เขาเป็นตาเดียวกันไม่เว้นแม้กระทั่งเมษิตา
“คุณ!” เมษิตาร้องขึ้นอย่างคาดไม่ถึงทันทีที่ว่าเจ้าของเสียงนั้นคืออธิน
บทที่ 42เมษิตาและนันทลียืนอยู่บนระเบียงบังกะโลหลังเล็กกะทัดรัดริมชายหาดที่หัวหิน บ้านหลังนี้เป็นบ้านพักหลังเดียวกับที่ทั้งสองเคยมาพักเมื่อคราวก่อน จะต่างกันอยู่นิดหนึ่งก็ตรงคนที่มาพักใจให้หายเศร้าในครั้งนี้ไม่ใช่นันทลี หากแต่เป็นเมษิตา การกลับมาพักที่สถานที่เดิมและเป็นสถานที่ที่เมษิตาได้พบกับอธินครั้งแรกด้วยแล้วนั้น ราวกับจะเป็นการตอกย้ำความทรงจำเก่าๆ ของหญิงสาวให้แจ่มชัดขึ้นมาอีกครานานร่วมเดือน ที่เมษิตาและอธินไม่ได้พบหน้ากัน แม้ว่าหญิงสาวจะปากแข็งว่าไม่ได้รัก ไม่ได้คิดถึงเขา แต่อย่างไรก็ตามความรู้สึกเหล่านั้นมันก็เต้นเร่าๆ และเผยตัวเองออกมาทางแววตาจนเพื่อนสนิทอย่างนันทลีมองเห็นชัดเจน“บรรยากาศดีมากเลยนะเม” นันทลีเป็นผู้เอ่ยขึ้นก่อนเมื่อเห็นว่าเพื่อนสาวเอาแต่เหม่อมองทะเลแล้วนิ่งเงียบ“ใช่ ทะเลก็ยังสวยเหมือนเคย” เมษิตาตอบเบาๆ“ทะเลไม่เคยเปลี่ยน แต่ใจคนสิเปลี่ยนได้ทุกเวลา ครั้งก่อนที่เมพาลีมาที่นี่ ลีมาพร้อมกับเจ็บปวดและผิดหวังแต่วันนี้ลีไม่เหมือนเดิมแล้วนะ” นันทลีหันหน้าไปมองเพื่อนแล้วยิ้มอย่างสดใส เพราะบทเรียนความรักหลายครั้งที่ผ่านมาสอนให้เธอเข้มแข็งและเข้าใจมันมากขึ้น“เมดีใจนะที
บทที่ 41เสียงกริ่งหน้าประตูคอนโดมิเนียมหรูกลางกรุงของนันทลีดังขึ้นในเวลาสามทุ่มเศษ เจ้าของห้องที่กำลังสาละวนอยู่กับการพอกครีมมาร์กหน้ารีบวางมือแล้ววิ่งไปส่องดูว่าใครที่มาหาเธอในยามที่ไม่คิดว่าจะมีใครมาหาอีกแล้วเช่นนี้ ภาพของเมษิตาที่ยื่นหน้าตึงอยู่หน้าประตูก็ทำให้เจ้าของห้องต้องทำใจดีสู้เสือแล้วกลั้นใจเปิดประตูให้เพื่อนเข้ามาข้างใน“เมมีอะไรหรือเปล่า ถึงได้มาหาลีซะดึกเลย” นันทลีถามพลางใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เพราะพอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุการณ์วุ่นๆ ที่ร้านอาหารเมื่อตอนหัวคำแน่นนอน ที่ให้เพื่อนรักมายืนหน้าตึงอยู่ที่หน้าห้องของเธอขณะนี้“ลีทำแบบนั้นทำไม” เมษิตาเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ แล้วเดินเลยเจ้าของห้องไปนั่งแหมะลงที่โซฟาตัวใหญ่นุ่มนิ่ม“ทำอะไร?” เจ้าของห้องแกล้งตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่องแล้วเดินตามไปนั่งข้างเพื่อน“ไม่ต้องมาทำเป็นไม่รู้เรื่องเลยนะ เรื่องวันนี้เป็นแผนของลีใช่มั้ย ลีหลอกให้เมไปเจอกับคุณอธิน ลีทำแบบนั้นทำไม”“ก็ลีอยากให้เมกับคุณอธินได้ปรับความเข้าใจกันนี่นา ในเมื่อคนสองคนรักกันแล้วทำไมถึงต้องหลบหน้ากันอย่างนี้ด้วยล่ะ” นันทลีพูดเสียงอ่อยเมษิตาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่
บทที่ 40“ผมนึกว่าคุณจะลืมผมซะแล้ว” อธินตอบยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดีเหมือนเคย แล้วก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงกันข้ามกับเธอ“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” ถามออกไปแล้วเมษิตาก็นึกเอะใจ “หรือว่าคุณร่วมมือกับลีหลอกให้ฉันมาที่นี่”“เพื่อนคุณอยากให้เราได้คุยกัน ก็คุณเอาแต่หลบหน้าผม โทรไปก็ไม่รับสาย ส่งข้อความไปก็ไม่ตอบ” อธินพูดเบาๆ แล้วแกล้งทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ แต่ดูเหมือนมันจะไม่มีผลอะไรเลย“ฉันจะกลับ” เมษิตาลุกพรวดขึ้นทันทีและไวเท่าๆ กันมือหนาของอธินก็เอื้อมไปฉุดข้อมือบอบบางคนคนตรงหน้าเอาไว้“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้” คนถูกฉุดออกคำสั่งเสียงแข็ง“กว่าผมจะได้เจอคุณมันไม่ง่าย ผมไม่ปล่อยคุณไปง่ายๆ หรอก” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนแล้วประสานสายตาแน่วแน่ไปยังดวงตากลมโตของหญิงสาวเบื้องหน้าเมษิตายกมืออีกข้างที่เป็นอิสระอยู่ขึ้นมาแกะมือหนาที่กุมข้อมือของตนออก แต่ก็ถูกชายหนุ่มเอามืออีกข้างของเขามาล็อคข้อมืออีกข้างของเธอเอาไว้ได้อีก จากนั้นคนที่มีแรงมากกว่าจึงฉุดให้ร่างบางที่กำลังพยายามดิ้นรนออกจากการเกาะกุมของเขาให้นั่งลงที่เก้าอี้ดังเดิม“นั่งลงคุยกันดีๆ ก่อนไม่ได้เหรอ”“ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ ปล่อย
บทที่ 39ตั้งแต่เช้าจนกระทั่งคล้อยบ่าย ปราบดาได้ยินเสียงถอนหายใจของอธินเป็นร้อยเป็นพันครั้ง และคอยลอบชำเลืองดูหน้าเพื่อนร่วมห้องทำงานเป็นระยะๆ ด้วยความเป็นห่วง และทุกครั้งที่เงยหน้ามองเพื่อน ปราบดาก็เห็นอธินได้แต่ตีหน้าขรึมซ่อนอาการซึมเซาไว้ภายในอยู่ตลอดเวลา ปราบดารู้ดีว่าเพื่อนรักกำลังเครียดเรื่องอะไรอยู่ จึงเปรยขึ้นว่า“คิดเรื่องคุณเมอยู่ใช่มั้ย ถ้าคิดถึงก็โทร. ไปหาสิ หรือไม่ก็ไปหาถึงที่เลย”“โทร. แล้วแต่เธอไม่รับสาย เป็นแบบนี้กูก็ไม่กล้าไปหาหรอก” อธินตอบเบาๆ“เฮ้อ ความเอ๋ยความรัก ทำไมช่างเปลี่ยนแปลงคนได้ถึงขนาดนี้หนอ เมื่อก่อนกูไม่เห็นมึงจะกลัวอะไรเลย แล้วทำไมเดี๋ยวนี้กลายเป็นแบบนี้ไปได้วะเพื่อน”“เรื่องของกูช่างมันเถอะ ว่าแต่เรื่องของมึงกับคุณลีไปถึงไหนแล้ว เธอเห็นความดีในตัวมึงขึ้นมาบ้างหรือยัง” แม้ปัญหาของตัวเองก็หนักหน่วงอยู่แล้ว แต่อธินก็ยังอดที่จะเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้“ของกูนะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ โว้ย เย็นนี้กูก็มีนัดกินข้าวกับคุณลี” ปราบดาตอบหน้าบานแต่ไม่ยอมบอกความจริงกับเพื่อนว่า ที่นันทลียอมรับนัดเขานั้นเป็นเพราะเขาอ้างว่าจะขอปรึกษาเรื่องของอธินและเมษิตาตั้งแต่วันท
บทที่ 38“ธารมีอะไรจะพูดกับผมอีกอย่างนั้นหรือครับ” อรรถพลหันกลับมาถาม“คุณลืมอะไรไปหรือเปล่าคะ ลองคิดดูให้ดีสิคะ ว่าเรายังติดค้างอะไรกันอยู่” หญิงสาวกล่าวอย่างท้าทาย“เรามีอะไรติดค้างกันอยู่อย่างนั้นเหรอครับ” คนถูกถามแกล้งทำไก๋ ตีหน้าซื่อไม่รู้เรื่อง“เงินห้าล้านบาทที่คุณขอยืมธารไปลงทุนไงคะ จำได้หรือเปล่า” ธารวารินทร์เหยียดยิ้มแบบหยันๆ“อ่อ นี่...นี่ ธารกลัวว่าผมจะโกงเหรอ คนอย่างผมไม่เคยโกงใครอยู่แล้ว” อรรถพลพูดอึกๆ อักๆ เพราะถ้าจะให้เขาหาเงินห้าล้านบาทมาคืนให้ตอนนี้เขาก็ไม่มีปัญญามามาให้หรอก เพราะลำพังหนี้ในบ่อนเขาก็ต้องคอยหลบเจ้าหนี้จนหัวซุกหัวซุนอยู่จนทุกวันนี้“ก็ไหนๆ เราก็จะจบกันอยู่แล้ว ธารก็ไม่อยากให้มีอะไรติดค้างกัน เพราะธารเองก็ไม่อยากมาเจอกับคุณบ่อยๆ เดี๋ยวสาวๆ ของคุณจะมาฉีกอกธาร” ธารวารินทร์อดที่จะประชดออกมาไม่ได้เมื่อถูกขู่เรื่องเงินทำให้อรรถพลถึงกับทำหน้าเครียดและเปลี่ยนเป็นฉุนเฉียว ชายเจ้าสำอางร่างสูง ทว่าผอมบางก้าวเข้ามาประชิดตัวธารวารินทร์แล้วใช้สองมือใหญ่ของตนบีบต้นแขนสองข้างของธารวารินทร์นไว้แน่น และบีบแรงขึ้นๆ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวทำหน้าเหยเก“คุณอย่าบีบบังคับให้ผมต้
บทที่ 37ภายในผับหรูกลางกรุง ท่ามกลางเสียงดนตรีจังหวะสนุกสนานที่ดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ มองไปทางไหนก็มีแต่นักเที่ยวยามราตรีขยับแข้งขยับขาตามจังหวะนั้นอย่างรื่นรมย์ ผิดกับอธินที่นั่งจ่อมอยู่กับโต๊ะโดยมีแก้วบรรจุน้ำสีอำพันตั้งอยู่ตรงหน้า แต่ดูจากหยดน้ำที่เกาะพราวอยู่ข้างแก้วแล้วไหลย้อยลงไปกองรวมตัวกันอยู่บนพื้นโต๊ะล้อมรอบก้นแก้วก็พอจะเดาได้ว่าเจ้าของแก้วยังไม่ได้แตะน้ำนั้นเลยแม้แต่น้อย“เป็นอะไรไปวะไอ้ธิน ชวนกูออกมาเที่ยวแล้วทำไมตัวเองกลับมานั่งซึมกะทือ” ปราบดาตะโกนถามแข่งกับเสียงเพลงที่ดังกลบเสียงพูดอยู่ในขณะนี้“เซ็งว่ะ” อธินตอบพร้อมกับทำหน้าเซ็งเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเขาเซ็งจริงๆ“คงไม่พ้นเรื่องคุณเม” ปราบดาเอ่ยอย่างรู้ทันอธินพยักหน้ารับคำ แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเหนื่อยใจก่อนจะระบายความอัดอั้นตันใจออกมาว่า “ผู้หญิงอะไรไม่รู้ใจแข็งชะมัดเลย นี่ขนาดกูบอกรักไปแล้วนะ แต่เธอกลับตอบกูมาว่า รักกูไม่ได้ ‘รักไม่ได้’ กับ ‘ไม่ได้รัก’ มันไม่เหมือนกันนะ ยิ่งกูรู้ว่าเธอรักกูด้วยแบบนี้ มันยิ่งทำให้กูจะเป็นบ้า ทั้งๆ ที่เรารักกันแต่ทำไมมันต้องเป็นแบบนี้ด้วย กูไม่เข้าใจจริงๆ”“คุณเมเธอคงรักเพ







