Mag-log in
เสียงเบรกดังลั่นพร้อมกับเสียงกรีดร้องกึกก้องไปทั้งหุบเขา ภาพอันเลือนรางท่ามกลางสายฝน ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวใจในเพิ่มพูน
หัวใจที่เจ็บปวดยังคงแจ่มชัด หากแต่ความเจ็บปวดทางร่างกายชัดเจนกว่า เบื้องหน้าหลงเหลือไว้เพียงความสิ้นหวังที่วนเวียนมาทำร้ายหัวใจอันบอบช้ำ
ใครจะคาดคิดว่าดินเนอร์สุดโรแมนติค จะกลายมาเป็นฉากการเปิดโปงการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ ความทรงจำงดงามกลายเป็นเพียงภาพลวงตาและฝันตื่นหนึ่ง
ความจริงใจไม่อาจใช้หัวใจแลกมา เพราะสิ่งตอบแทนของความจริงใจครั้งนี้ กลับกลายมาเป็นความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูด
‘หากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่โง่งมอีกแล้ว’
เสียใจตอนนี้ก็สายไปแล้ว เพราะหญิงสาวรู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เหลือเกิน ทั้งที่คบกับเขามามากกว่าหกปี แต่ตัวเธอกลับไม่รู้และไม่ระแคะระคาย กระทั่งถึงวันนี้ตกลงวางแผนจะแต่งงานกัน ทว่าทุกอย่างกลับพังทลายลง
เขามีคนอื่น...ที่สำคัญผู้หญิงอีกคนก็กำลังตั้งครรภ์
ดินเนอร์ท่ามกลางแสงจันทร์เหนือจุดชมวิวอันงดงาม กลายมาเป็นฉากสิ้นสุดของชีวิต เพราะเธอเองแท้ๆ ที่ไม่รักตัวเอง หากเธอรักตัวเองให้มาก ตั้งสติ และไม่ขับรถออกมาทั้งอย่างนั้น อุบัติเหตุคงไม่เกิดขึ้น
ตอนนี้กว่าจะคิดได้ รถยนต์ที่ขับมาในขณะที่ฝนตกก็พุ่งเข้าชนขอบกั้นถนน
โลกนี้เธอเหลือตัวคนเดียว ยังโชคดีที่คงไม่มีใครเศร้าใจและร้องไห้ให้เธอมากนัก ‘ซูซี่เธอนี่มันโชคร้ายจริงๆ’
ประโยคนั้นเธอกำลังก่นด่าตัวเองในใจ ตอนที่รถกำลังพุ่งลงไปยังหุบเหวข้างถนน จุดชมวิวนี้อยู่เหนือสุดของยอดเขา ฝนตกหนักขนาดนี้ ถนนลื่นแต่เธอยังขับรถออกมาทั้งที่ไม่มีสติ แบบนี้ยังจะก่นด่าใครนอกจากตัวเอง
แรงกระแทกทำให้ร่างเล็กถูกเหวี่ยง เข็มขัดนิรภัยรัดร่างเล็กกับเบาะแน่น ความเจ็บปวดจากการกระแทกมีมากมายเกินกว่าจะทานรับ
เสียงกระแทกระหว่างโลหะกับหินขนาดใหญ่ดังลั่นแสบแก้วหู ผสานกับเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของเธอ
ตัวรถกระแทกกับต้นไม้กระเด็นกระดอน ทำให้กิ่งไม้ขนาดใหญ่แทงทะลุเข้ามาจากกระจก ความเจ็บร้าวทิ่มแทงเข้ามา ก่อนที่เข็มขัดนิรภัยจะขาดผึง ร่างเล็กกลิ้งลงไปกับตัวรถก่อนจะทะลุออกไปทางกระจกหน้าซึ่งแตกละเอียด
เมื่อไม่มีอะไรขวางกั้นร่างของเธอจึงลอยละลิ่วลงมาโดยไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยว มองดูตัวรถที่ยังคงติดอยู่กับกิ่งไม้ ในขณะที่ร่างของตัวเธอเองกำลังตกลงมาจากที่สูง เสี้ยววินาทีนั้นได้แต่ถามตัวเองในใจ
‘จบสิ้นแล้วสินะ ฉันกำลังจะตาย’
เมืองหนานเฉิง แคว้นฉิน
ด้านหน้าจวนตระกูลจูอันมั่งคั่งร่ำรวย บ่าวไพร่กำลังช่วยกันขนของขึ้นไปวางด้านในรถม้าสองคัน คันหนึ่งสำหรับโดยสาร และอีกคันสำหรับขนสัมภาระ ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมพร้อมออกเดินทางไกล
เหล่าผู้คุ้มกันทั้งสิบที่ตระกูลจูว่าจ้างมานั้นล้วนเป็นมือหนึ่ง ผู้ที่ก้าวออกมาคือบุรุษต่างวัยสองคน คนหนึ่งคือจูเซี่ย นายท่านตระกูลจูวัยห้าสิบห้า ส่วนอีกคือชายหนุ่มผู้มีท่าทีสุขุมวัยยี่สิบเก้า นามของเขาก็คือเฉินเซวีย
ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมเข้ม และบุคลิกที่นับว่าเป็นสุภาพชนของชายหนุ่ม ทำให้จูเซี่ยลอบถอนหายใจด้วยความเสียดาย
ลึกๆ แล้วเขาเคยคาดหวังให้เฉินเซวียแต่งบุตรสาวของเขาเป็นฮูหยิน ทว่าเขาไหนเลยจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มรุ่นลูกผู้นี้ มองพวกนางดังน้องสาวมาโดยตลอด
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เฉินเซวียเองก็เคยแต่งฮูหยิน แม้นับจากหลบเร้นออกมาจากเมืองหลวงจะไร้เงาของอีกฝ่าย หากแต่ตลอดหลายปีมานี้ สองแม่ลูกกลับไม่เคยเอ่ยถึงสะใภ้ผู้นั้นเลยสักครั้ง แม้จะเคยถามเป็นนัย หากแต่คำตอบที่ได้รับกลับมีเพียงรอยยิ้มซึ่งไปไม่ถึงดวงตา
“ช่างน่าเสียดายที่เจ้าจะจากไป” จูเซี่ยถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย หลายปีที่ได้อยู่ร่วมกันเขาเองก็ทำใจว่าต้องมีวันนี้หากแต่ยังคงไม่อาจทำใจได้
“มีพบย่อมมีพลัดพราก มีวาสนาย่อมได้พานพบอีกครั้ง ท่านลุงข้าขอลา”
“เอาเถิด จะอย่างไรก็ส่งข่าวมาบ้าง หากไปถึงเมืองเสียนหยางมีสิ่งใดขาดเหลือ เจ้าจงอย่ารอช้ารีบส่งคนมาบอกข้า จากกันครั้งนี้ไม่รู้เมื่อไรจะได้พานพบ ข้าให้ทุกอย่างราบรื่นและลุล่วงไปด้วยดี”
เฉินเซวียค้อมกายคำนับจูเซี่ยอย่างนอบน้อม เมื่อขึ้นรถม้าออกมาจากเมืองหนานเฉิง ความทรงจำในวันวานก็ทำให้เขาต้องถอนหายใจ
ในปีนั้นเขาอายุได้ยี่สิบสี่ ทั้งยังได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์จากบิดามาจนสิ้น หลังจากนักเล่นแร่แปรธาตุสองคนหลอกลวงฉินฉื่อหวางตี้[1]ว่าจะแสวงหายาอายุวัฒนะมาถวาย หมอที่มีชื่อเสียงทั่วทั้งแคว้นฉินต่างถูกนำตัวเข้าวังหลวง
ครานั้นบางคนหายสาบสูญ บางคนกลับออกมาอย่างไร้ลมหายใจ ซึ่งหนึ่งในคนที่กลับออกมาอย่างไร้ลมหายใจก็คือบิดาของเขาเอง
“นายท่าน เรากำลังจะผ่านประตูเมืองหนานเฉิงแล้วขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อส่งเสียงบอกเขาเบาๆ
“อืม” เฉินเซวียยื่นมือไปเปิดม่านรถม้าขึ้น ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองป้ายเหนือกำแพงเมือง จากนั้นก็หลับตาลงช้าๆ “เสี่ยวลู่จื่อ”
“ขอรับนายท่าน”
“ดีใจหรือไม่จะได้ไปเที่ยวเมืองหลวงแล้ว”
“ไปเที่ยวหรือขอรับ” เสี่ยวลู่จื่อมีท่าทีประหลาดใจ
“นายท่านมิใช่จะกลับบ้านเกิดหรอกหรือ หรือท่านเพียงไปที่นั่นชั่วคราว เราจะกลับมาที่หนานเฉิงใช่หรือไม่ขอรับ”
นายท่านของเขามิใคร่จะบอกจุดประสงค์ของตนบ่อยนัก อีกทั้งเขาเองก็ไม่อยากถาม ขอเพียงเขาได้ติดตามไปด้วย เรื่องอื่นเขาล้วนไม่แยแสและไม่คิดจะไถ่ถาม เพราะรู้ดีว่านายท่านของเขาปราดเปรื่องยิ่ง
“เจ้ามิใช่บอกว่าอยากไปเสียนหยางหรอกหรือ ที่นั่นเป็นเมืองหลวงของแคว้นฉิน มิใช่ว่ามีข้าวของและเรื่องสนุกมากมายที่เจ้าอยากรู้อยากเห็นหรือไร”
“แต่...ที่ไหนก็ไม่เหมือนบ้านนี่ขอรับ”
พูดจบก็เงียบเสียงลงเพราะนึกขึ้นได้ว่าบ้านเกิดของผู้เป็นนายนั้นหาใช่หนานเฉิงไม่
เฉินเซวียไม่โกรธกลับยิ้มออกมาที่มุมปาก เขาปล่อยม่านลงจากนั้นก็หลับตาพิงเบาะนุ่ม “นั่นสินะเจ้าพูดถูก ไม่ว่าที่ใดล้วนไม่เหมือนบ้าน”
[1] จิ๋นซีฮ่องเต้
หญิงสาวยืดตัวขึ้นและอุทานออกมาเสียงดังอย่างลืมตัว แต่พอทำอย่างนั้นก็ต้องนิ่วหน้าเพราะความเจ็บ กระทั่งต้องขดตัวลงไปนั่งพิงพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าลึก“ระวังหน่อย เจ้าบอบช้ำมากขยับสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้”“จิ๋นซีฮ่องเต้ ช่วงใดหรือ”คิดถึงประวัติศาสตร์ในช่วงที่จิ๋นซีฮ่องเต้ปกครอง แม้เรื่องดีๆ มีมากมาย แต่เรื่องที่โดดเด่นกลับเป็นเรื่องของความโหดเหี้ยม ไม่ว่าจะเป็นการลงโทษต่างๆ วิธีการประหาร การสั่งเผาตำราและฆ่าบัณฑิตด้วยการฝังทั้งเป็นและที่สะท้อนความโหดเหี้ยมของจิ๋นซีฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดีที่สุด เห็นจะเป็นกำแพงเมืองจีนที่ตั้งตระหง่าน กระทั่งคนรุ่นหลังเองก็ได้ประจักษ์แก่สายตาต้องเสียเลือดเนื้อและแรงกายของผู้คนมากมายเพียงใด จึงสามารถสร้างกำแพงเมืองจีนที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นขึ้นมาได้...“อันที่จริงแล้ว”เฉินเซวียไม่ใคร่จะเข้าใจในท่าทีของหญิงสาว เขาเห็นนางนั่งเหม่อลอยครุ่นคิด เพียงแค่ได้รู้ว่าฉินฉื่อหวางตี้คือจักรพรรดิจึงได้แต่อ้ำอึ้ง“ตอนนี้กำลังผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน จักรพรรดิเพิ่งจะทรงสิ้นพระชนม์”หญิงสาวกะพริบตามองเขา จำได้ว่าช่วงที่วุ่นวายที่สุดก็คือตอนนี้ “ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ราชสำนักวุ่นวาย ทำไมเล
ได้ยินดังนั้นหญิงสาวก็พลันนึกขึ้นได้...ดินเนอร์หรูในร้านอาหารเหนือจุดชมวิววันนั้นมีผู้หญิงท้องมาประกาศตัวว่าเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของแฟนที่คบกันมานาน เพราะเสียใจมากดังนั้นจึงขับรถออกมาจนเกิดอุบัติเหตุตอนที่ครุ่นคิดสายตาหรือก็มองเห็นสองมือของตัวเองที่กำสาบเสื้อของชายหนุ่มเอาไว้แน่น ดวงตาคู่งามกะพริบมองเขา ความเก้อกระดากวาบผ่านดวงตา ก่อนที่จะรีบหลบสายตาคมกริบที่คล้ายอ่านใจผู้คนได้ของเขา“เจ้าหมดสติไปหลายวันแล้ว นั่งพิงหลังนิ่งๆ สักครู่อาจรู้สึกดีขึ้น” เขาพูดเป็นเชิงถาม และรอกระทั่งหญิงสาวพยักหน้ารับขยับนิดเดียวหญิงสาวยังต้องสูดลมหายใจ พร้อมกับหลับตาลงเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวด นับประสาอะไรกับการที่เขาพยุงนางเพื่อให้นั่งพิงหมอนแทนพิงร่างสูงของตนเล่าแม้เฉินเซวียจะเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่ถึงอย่างนั้นหญิงสาวที่อ่อนแอจนถึงที่สุดก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดีเมื่อเห็นแล้วว่าคนตรงหน้านั่งได้อย่างมั่นคง เฉินเซวียเอนตัวไปคว้าถาดไม้ซึ่งวางอยู่ไม่ไกลมาวางยังขอบเตียง ข้าวของซึ่งติดตัวหญิงสาวมายังคงอยู่ครบ แม้ว่าเสื้อผ้าของนางจะถูกเขาตัดออกเพราะช่วยชีวิตสำคัญกว่าหญิงสาวมองข้าวของเหล่านั้นด้วย
เสี่ยวลู่จื่ออ้าปากค้างมองภาพตรงหน้า หลังจากย้ายเข้ามายังบ้านเช่าซึ่งนายท่านโจวจัดหาเอาไว้ให้ เขาก็ออกไปส่งเหล่าผู้คุ้มกัน กระทั่งกลับมาพบว่าผู้เป็นนายยังคงง่วนอยู่กับหญิงสาวแปลกหน้าที่บาดเจ็บไม่ได้สติภาพที่เห็นคือนายท่านของเขากำลังป้อนยาหญิงสาวอย่างใจเย็นนายท่านบอกผู้อื่นว่าแม่นางที่พามาด้วยคือคู่หมาย ทั้งนี้ยังอ้างว่าต้องเลื่อนงานแต่งงานออกไป เพราะแคว้นฉินกำลังไว้ทุกข์ทั่วหล้า เขาได้แต่เออออและไม่กล้าเอ่ยถาม เพียงทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดมองดูหญิงสาวร้องไห้ทั้งที่ไม่ได้สติ สองมือรวบกำสาบเสื้อของผู้เป็นนายเอาไว้แน่น เขายังไม่ตกตะลึงเท่าความอ่อนโยนที่อีกฝ่ายกอดประคองหญิงสาวแปลกหน้าเอาไว้ ทั้งยังคอยกระซิบปลอบโยนให้นางสงบลงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้เห็นผู้เป็นนายมีท่าทีอ่อนโยนเช่นนี้...“เรียบร้อยดีหรือไม่” เฉินเซวียเอ่ยถามโดยไม่ได้หันไปมองคนของตนเสี่ยวลู่จื่อสะดุ้งเล็กน้อยจากนั้นจึงหันสายตาไปอีกด้าน พยายามไม่มองผู้เป็นนายกำลังแกะมือของหญิงสาวออกจากสาบเสื้อ“ผู้คุ้มกันทั้งหมดจากไปแล้วขอรับ ข้าเพิ่งสำรวจข้าวของและจัดวางของจำเป็นของท่านเอาไว้ยังห้องอีกฟาก”“ท่านป้าหวังมาแล้วหรือยัง” ท
นับจากพามารดาหลบหนีออกมาจากเสียนหยางครานั้น ตัวเขานับว่าห่างหายเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษและสตรีมานาน แม้ว่าพานพบอิสตรีมามากหน้าหลายตา อีกทั้งทุกนางล้วนงดงามอรชรอ้อนแอ้น หากแต่เขากลับไม่ได้มีความรู้สึกอยากแตะต้อง ดังเช่นที่มีให้หญิงสาวแปลกหน้าผู้นี้...นานแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกต้องตาสตรีสักคนทันทีที่พานพบ“นายท่าน” เสียงของเสี่ยวลู่จื่อทำให้เฉินเซวียตื่นจากภวังค์“เสร็จแล้วข้าจะออกไปเอง ยาที่ข้าสั่งให้เคี่ยวได้ที่แล้วหรือยัง”“ยังขอรับ ข้านำผ้าพันแผลมาเพิ่มให้เผื่อท่านต้องใช้เพิ่ม”“ไม่ต้องแล้ว นำเสื้อผ้าของข้ามาอีกสักชุดเถิด”สิ่งที่ไม่ควรเห็นก็เห็นจนสิ้น ทั้งยังก้าวข้ามช่องว่างระหว่างบุรุษและสตรีไปแล้ว เรื่องที่ไม่ควรทำเขาล้วนลงมือด้วยตัวเอง เพราะไม่อาจปล่อยให้นางเสียเลือดมากไปกว่านี้อะไรที่ไม่ควรแตะต้องเขาก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะบาดแผลของนางมีอยู่ทั่วตัว ทั้งหมดนั้นเขาทำในฐานะหมอคนหนึ่งที่รักษาคนเจ็บ แม้หลายครั้งไขว้เขว แต่ก็นับว่ายังคงรั้งตัวเองกลับมาได้ ดังนั้นตอนนี้ความภูมิใจในตัวเองจึงยังคงหลงเหลืออยู่เมื่อรับเสื้อผ้าชุดใหม่ของตนมาจากเสี่ยวลู่จื่อ เฉินเซวียจึงใช้ผ้าผูกตาตั
เฉินเซวียทำเช่นนั้นทั้งที่รู้ฐานะของคนเจ็บ เพียงเพื่อรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสมเท่านั้น ในยามนี้ราชสำนักแคว้นฉินจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดยังคงไม่กระจ่าง ดังนั้นจึงยังไม่อาจวางใจที่จะสร้างบุญคุณและความแค้นอย่างเปิดเผย ไม่ว่าจะเป็นองค์ชายพระองค์ใดก็ตามเมื่อนึกได้ว่าวันพรุ่งนี้ก็จะเข้าประตูเมืองเสียนหยาง เฉินเซวียได้แต่หลับตาลง พร้อมกับก้าวลงไปในน้ำที่ลึกกว่าเดิมเขาอยากปล่อยให้หัวใจที่เคร่งเครียดกลับมาเยือกเย็น ปล่อยให้สายน้ำดับความสับสน และความวุ่นวายในใจ หลังจากที่เขาได้ตัดสินใจช่วยชีวิตคนผู้หนึ่ง คนที่อาจเปลี่ยนชะตาชีวิตของเขาไป โดยที่เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้และคาดเดาเลยว่ามันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดความรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว ทำให้จำต้องแหงนหน้าขึ้นมองที่สูง เหนือศีรษะที่ว่างเปล่าบัดนี้กลับมีแสงสว่างหมุนวนเป็นวงกลมเฉินเซวียเลิกคิ้วมองด้วยความตกตะลึง กลางแสงสว่างนั้นมีบางอย่างกำลังร่วงลงมา ทั้งยังร่วงลงมาในระยะประชิด ยังไม่ทันได้ส่งเสียงหรือขยับ ‘ของ’ สิ่งนั้นก็ตกลงไปบนผืนน้ำตรงหน้าเขา กระทั่งแรงกระแทกทำให้น้ำสาดเข้ามายังใบหน้าของเขาที่ยังคงตื่นตะลึง“นะ นี่มันอะไรกัน...”อาร
“ที่บอกว่าใช่ก็เพราะสาเหตุที่พิษกำเริบมาจากสิ่งที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับ ส่วนที่บอกว่าไม่ใช่ก็เพราะหากมิใช่ว่าในร่างกายมีพิษอีกอย่าง พิษที่เคลือบอยู่บนอาวุธลับก็จะไม่แสดงผล”มองดูใบหน้าสงสัยของหลายคน เฉินเซวียเพียงยิ้มบางและอธิบายออกมาอย่างใจเย็น“พิษชนิดนี้เรียกว่าพิรุณหนึ่งราตรี เป็นพิษสองชนิดที่ใช้เวลาในการสั่งสมในร่างกาย ชนิดแรกคือพิษจากดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าดอกปู้กุ้ยฮวย พิษชนิดนี้ไม่ร้ายแรงแต่จะมีผลต่อหัวใจ ที่เห็นชัดคือจะทำให้ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ตาพร่า หัวใจเต้นอ่อน แต่หากได้รับในปริมาณเท่ากัน นานวันเข้าหัวใจก็จะรับไม่ไหวจนหยุดเต้นในที่สุด แต่หากได้รับเพียงระยะหนึ่งทั้งยังปริมาณไม่มากย่อมไม่แสดงผล ในทางกลับกันหากทันทีที่พิษชนิดนี้ผสมเข้ากับยางซึ่งได้มาจากต้นระฆังแดง มันก็จะกลายเป็นพิรุณหนึ่งราตรีที่ค่อยๆ กลืนกินชีวิตในสิบสองชั่วยาม”“สิบสองชั่วยามหรือ” น้ำเสียงนั้นสั่นขึ้นมาโดยไม่อาจห้าม“ดูจากบาดแผลแล้วคงผ่านมาหลายชั่วยามกระมัง ข้าฝังเข็มและให้ยาระงับพิษไปแล้ว ยืดเวลาให้ท่านได้อีกหกชั่วยาม ...เสี่ยวลู่จื่อ”“ขอรับนายท่าน”“ไปขอหมึกกับกระดาษจากเสี่ยวเอ้อมาเถิด”“ข้







