Share

บทที่ 5

last update Tanggal publikasi: 2025-07-11 01:21:30

หลังจากกินข้าวเสร็จ เสี่ยวหนานก็เตรียมตัวจะไปดูที่ขายของ แม่โจวเห็นว่าเสี่ยวหนานจะผ่านบ้านซูจึงจับปลาที่ขังอยู่ในกะละมังให้เสี่ยวหนานเอาไปฝากบ้านซูด้วย

"เสี่ยวหนาน เอาปลาพวกนี้ไปฝากพ่อแม่ที่บ้านด้วยนะลูก"

แม่โจวยิ้มละไมพลางหยิบปลาสดขึ้นมาใส่ถุงยื่นให้ลูกสะใภ้

"ขอบคุณค่ะแม่ งั้นหนูไปก่อนนะคะ"

"ไปเถอะลูก ถ้าสือซานกลับมาจากเรือ แม่จะบอกให้พี่เขารีบตามไป"

"ค่ะแม่ แล้วหน่วนหน่วนสนใจจะไปหาคุณยายกับแม่ไหม?"

เสี่ยวหนานหันไปถามหนูน้อยซินหน่วนที่กำลังนั่งมองเธออยู่เงียบ ๆ บ้านโจวมีคนน้อย แถมยังมีช่วงอายุที่ต่างกัน หน่วนหน่วนเลยไม่มีเพื่อนเล่นสักเท่าไหร่

"หน่วนหน่วนไปได้เหรอคะ จะไม่รบกวนแม่จ๋าใช่ไหม?"

"ไม่รบกวนแน่นอน เมื่อวานหน่วนหน่วนเห็นใช่ไหมว่าที่บ้านซูมีพี่อันเจ๋ออยู่ที่นั่น หนูอยากไปเล่นกับพี่เขาไหม?"

"ไปค่า"

หลังจากตกลงกันได้เสี่ยวหนานกับหน่วนหน่วนก็เดินไปที่บ้านซู พร้อมกับปลาสด ๆ ของฝากจากแม่โจว เดินไปไม่นานทั้งคู่ก็ถึงหน้าบ้านซู

"เสี่ยวหนาน หน่วนหน่วน เข้ามาก่อนลูก" แม่ซูที่นั่งชำแหละปลาตัวเล็ก ๆ ตากแดดอยู่หน้าบ้าน

"คุณยายสวัสดีค่ะ"

"พ่อกับพี่ใหญ่ไปทำงานแล้วเหรอแม่?" เสี่ยวหนานหันซ้ายหันขวาแต่ก็ไม่เห็นใครนอกจากอันเจ๋อจึงเอ่ยถาม

"ไปแล้วลูก วันนี้ไปรับจ้างเข็นปลาที่ท่าเรือเล็ก"

ท่าเรือเล็กคือท่าเรือประมงของชาวเมืองเยี่ยนเทียน แต่ไม่ใช่ท่าเรือใหญ่ที่บรรทุกสินค้าข้ามฝั่งไปที่ฮ่องกงและส่งออกไปต่างประเทศ

"อันเจ๋อมาเล่นเป็นเพื่อนน้องหน่อย อีกเดี๋ยวอาจะเข้าเมือง แล้วอาจะซื้อขนมมาฝากนะ"

"ครับอาเสี่ยวหนาน"

เสี่ยวหนานลูบหัวหลานชายวัย 7 ขวบ อันเจ๋อเป็นเด็กดีและเชื่อฟัง ถึงพี่สะใภ้จะพูดกับเธอไม่ดี แต่ก็เข้าใจได้ ทั้งหมดก็เพราะถูกเธอนำเงินที่มีในบ้าน ทั้งข้าวของ ทั้งอาหาร เธอก็ขนไปให้หานเจาจนหมด เฮ้อ! ไร้ความคิดจริง ๆ

"สือซานตามมาโน่นแล้ว อ้าว ทำไมเอาจักรยานมาด้วยล่ะ พวกลูกจะเข้าเมืองกันเหรอเสี่ยวหนาน"

แม่ซูเอ่ยถามลูกสาวเมื่อเห็นลูกเขยปั่นจักรยานลงเนินมาแต่ไกล

"หนูว่าจะเข้าไปดูที่ขายกับข้าวค่ะแม่ ดีกว่าอยู่เฉย ๆ"

"จะดีเหรอลูก พ่อแม่สามีจะไม่ว่าเหรอถ้าลูกออกไปทำงานแบบนั้น แล้วใครจะดูแลงานที่บ้าน?"

แม่ซูถามลูกสาวด้วยความเป็นห่วง แต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ การปรนนิบัติดูแลสามีและพ่อแม่สามีเป็นเรื่องที่ต้องทำ

"แม่ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้พ่อแม่สามีเห็นด้วยแล้ว งานในบ้านหนูจะดูแลไม่ให้บกพร่อง"

"เอาเถอะ ถ้าบอกพ่อแม่สามีแล้วแม่ก็เบาใจ พากันไปทำธุระเถอะลูก ส่วนหน่วนหน่วนให้เล่นอยู่กับอันเจ๋อที่นี่ก็ได้ เดี๋ยวแม่จะดูให้เอง"

"แม่สวัสดีครับ ผมมารับเสี่ยวหนานเข้าเมืองครับ" สือซานรับทักทายทันทีที่จอดจักรยานแล้ว

"ฝากดูน้องด้วยนะสือซาน ส่วนหน่วนหน่วนให้เล่นอยู่ที่นี่กับอันเจ๋อก็ได้"

"ครับแม่ งั้นเราไปกันเถอะหนานหนาน" สือซานหันไปพูดกับภรรยาที่ยืนอยู่กับเด็ก ๆ

"หน่วนหน่วน รอพ่อกับแม่อยู่ที่นี่กับคุณยายนะ เล่นกับพี่อันเจ๋อไปก่อน ไว้เสร็จธุระแม่จะซื้อขนมมาฝาก"

"ค่า พ่อจ๋ากับแม่จ๋าอย่าลืมขนมของหน่วนหน่วนนะ"

"แม่ไม่ลืมแน่นอนจ้ะ มีของฝากให้ทั้งสองคนแน่นอน"

เสี่ยวหนานพูดพร้อมลูบศีรษะลูกสาวเบา ๆ แล้วรีบหมุนตัวเดินออกจากบ้านไปทันที

เสียงล้อจักรยานที่บดไปบนทางลูกรังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายหัวใจสองดวงที่กำลังปรับจังหวะให้ตรงกัน

เสี่ยวหนานนั่งซ้อนท้ายอยู่บนเบาะแคบ ๆ มือเกาะเอวของสือซานไว้แน่น ร่างเอนเล็กน้อยเข้ากับแผ่นหลังแข็งแรงของสามี แต่อารมณ์ในใจกลับคล้ายมีพายุ

เธอไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ขี่จักรยานออกมาจากบ้าน…

แม้ลมจะเย็น แต่มือเธอกลับชื้นเหงื่อจนรู้สึกได้เอง

ใจหนึ่งก็อยากสารภาพทุกอย่าง อีกใจก็กลัว…

กลัวเขา...จะกลัวเธอ

"เมื่อเช้า พี่เห็น..."

เสียงพูดนั้นคล้ายห้วงเวลาได้หยุดลง เสี่ยวหนานใต้กระตุกวูบ รีบถามเสียงสูงกลับไปทันที

"พี่เห็นอะไร?"

"เห็นตอนน้องเอาข้าวสารออกมา..."

เสียงของสือซานราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความอึดอัด เขาไม่อาจทนกับความรู้สึกอึดอัดใจแบบนี้ได้จึงเป็นคนพูดเรื่องนี้เอง

"ละ...แล้วพี่กลัวฉันไหม?"

เสี่ยวหนานสูดลมหายใจลึกก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

"ไม่กลัว...พี่ถึงได้บอกไง ว่ามีอะไรให้พูดกับพี่ตรง ๆ" เขาตอบทันที แล้วเติมเสียงหัวเราะในลำคอ

"ได้ ฉันจะบอกความจริงกับพี่...แต่ก่อนอื่น พี่ต้องเตรียมใจหน่อยนะ อย่าคิดว่าฉันเป็นปีศาจไปซะก่อนล่ะ"

หญิงสาวชะงักเล็กน้อยแล้วพึมพำกับตัวเองเบา ๆ สือซานหัวเราะอีกครั้ง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแสนอบอุ่นเหมือนพระอาทิตย์กลางฤดูหนาว

"หึ พูดมาเถอะ พี่รับได้ทุกอย่าง"

"พี่จำคืนที่เราถูกวางยาได้ไหม"

"จำได้สิ..." เสียงตอบของสือซานชะงักเล็กน้อย คล้ายรู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

"เจ้าของร่างนี้จากไปในคืนนั้น ส่วนฉัน...มาจากอนาคต"

ลมที่พัดมากลับกลายเป็นลมหวิววูบในอกสือซาน เขาเบรกจักรยานเบา ๆ จนล้อหน้าหยุดริมพุ่มไม้ข้างทาง แล้วหันกลับไปมองหน้าเธอเต็ม ๆ เป็นครั้งแรกหลังจากออกจากบ้านมา

"อนาคตที่ว่า...ปีไหน?"

"ปี 2025 หรืออีก 42 ปีข้างหน้า"

เสี่ยวหนานตัดสินใจพูดแค่นั้น เธอไม่อาจพูดได้ว่าโลกใบนี้เป็นเพียงนิยายเรื่องหนึ่งเท่านั้น ถึงพูดไปใครจะเชื่อ ก็คนมีเนื้อมีหนัง มีความรู้สึกทั้งนั้นที่อยู่ตรงหน้า

"น้องพูดจริงเหรอ...นั่นหมายความว่าน้องรู้เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคตใช่ไหม?"

เขาถามเสียงเบา แต่ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะตกใจปนทึ่ง

"ใช่" เธอตอบเสียงเรียบ แต่ในใจเต้นแรงเหมือนกลองรัว

"..."

"แต่เป็นเรื่องราวในวงกว้าง อย่างพัฒนาการบ้านเมือง การเปลี่ยนแปลงในยุคสมัย ทิศทางของความเจริญ ฉันจำได้คร่าว ๆ และบางอย่าง...ก็ยังอยู่ในความรู้สึก"

สือซานขมวดคิ้วนิดหนึ่ง แต่เพียงชั่วครู่ ก่อนจะระบายยิ้มบางออกมา

"ว้าว...แสดงว่าพี่ตาถึงจนได้ของดีมาอยู่ในบ้านเลยสิเนี่ย"

เสี่ยวหนานหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ใบหน้าแดงระเรื่อ หัวใจที่เคยเต้นด้วยความหวาดหวั่น กลับอบอุ่นเหมือนกำลังซุกอยู่ในอ้อมแขนใครบางคน

"ข้าวสารที่พี่เห็นเมื่อเช้านั่นมาจากร้านในมิติของฉัน มันเป็นมิติที่เหมือนห้องเก็บของที่ไม่มีวันหมด มีวัตถุดิบ อุปกรณ์ทุกอย่างที่เคยใช้ในร้านอาหารของฉัน ในที่ที่ฉันจากมา"

เธอเริ่มเล่าอย่างออกรสออกชาติ ยิ่งรู้ว่าไม่ต้องปิดบังสามีเธอก็ยิ่งสบายใจมากขึ้น

"แสดงว่า...ก่อนหน้านี้ น้องเปิดร้านอาหารมาก่อน?"

"ใช่ ฉันทำร้านอาหารเล็ก ๆ ในเมือง เป็นร้านอาหารของเพื่อนบ้านทางใต้ที่มีความนิยมในยุคนั้น ขายดีมากจนต้องจองคิวล่วงหน้า"

"แสดงว่าตอนนี้พวกเราจะใช้ความรู้จากอนาคตสินะ"

"แน่นอน ฉันจะพาพี่ร่ำรวยไปด้วยกัน เสี่ยวหนานคนนี้ไม่ขออะไรมาก มีแค่เรื่องนอกกายนอกใจเท่านั้นที่ฉันรับไม่ได้"

สือซานมองหน้าเธอไปครู่ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจแตะกันแผ่วเบา

"พี่สาบานว่าจะมีน้องคนเดียว"

ลมทะเลที่พัดมาจากท่าเรือเหมือนกล่อมเสียงหัวใจให้เต้นช้าลง จักรยานพาพวกเขาเคลื่อนไปข้างหน้าอีกครั้ง...

ระหว่างทาง เสี่ยวหนานเล่าให้สือซานฟังถึงเมนูต่าง ๆ ที่เธอคิดจะทำ เธอเล่าออกมาจนหาที่สิ้นสุดไม่ได้ สือซานฟังไป ยิ้มไป ราวกับทุกถ้อยคำคือบทเพลงที่เธอแต่งขึ้นเพื่อเขา

บรรยากาศท่าเรือเซินเจิ้น ปี 1983

ท่าเรือเซินเจิ้นในปี 1983 ยังไม่ได้ยิ่งใหญ่เทียบท่าระดับโลกแบบในอนาคต แต่กลับคึกคักด้วยวิถีชีวิตอันเรียบง่ายและเต็มไปด้วยแรงงานขยันขันแข็ง อาคารต่าง ๆ ถูกปลูกเรียงรายอย่างประหยัดพื้นที่ สะท้อนยุคเปลี่ยนผ่านของประเทศจากเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์ไปสู่ตลาดเปิดที่เริ่มก่อตัว

บริเวณท่าเรือแบ่งออกเป็น 3 โซนหลัก

โซนท่าเทียบเรือ: อยู่ด้านหน้าสุด ติดชายฝั่ง เป็นพื้นที่สำหรับเทียบเรือบรรทุกสินค้าขนาดกลาง และเรือโดยสารในท้องถิ่น เสาไม้ผูกเชือกยังคงตั้งเรียงรายอยู่ ขณะที่กลิ่นทะเลเค็มโชยปะปนกับกลิ่นน้ำมันที่เผาผลาญจากเรือใหญ่

โซนโกดังสินค้า: ถัดเข้ามาด้านใน มีโกดังไม้กึ่งปูนที่แบ่งเป็นล็อก ๆ สำหรับเก็บสินค้าจากเรือ ตั้งอยู่ประมาณ 3-4 หลังหลังคาเรียบสีเทา มีชายผ้าพลาสติกขึงกันแดดฝนไว้อย่างเรียบง่าย

โซนร้านค้าและสำนักงานบริหาร: เป็นแนวยาวติดถนนด้านในสุด มีตึกชั้นเดียวปลูกติดกันเรียงเป็นห้อง ๆ ผนังปูนเปลือยสีหม่นตามกาลเวลา กระจกหน้าต่างบางห้องยังใช้บานไม้เปิดปิดแทนกระจกสมัยใหม่

หนึ่งในแถวนั้น มี ห้องกระจกที่ใช้เป็นสำนักงานท่าเรือ ตั้งอยู่หัวมุมฝั่งขวามือ เป็นห้องกระจกทรงเหลี่ยมที่มีโต๊ะทำงาน โต๊ะประชุม และแฟ้มเอกสารวางอยู่เต็มชั้น ม่านลูกไม้เก่า ๆ ถูกแหวกไว้ครึ่งหนึ่งเปิดทางให้แสงแดดส่องลอดเข้ามา

ถัดออกไปอีกไม่กี่เมตร คือ ร้านขายของชำของลุงกู้กับป้ากู้ ร้านเล็ก ๆ ที่มีตู้แช่น้ำอัดลมและชั้นวางขนมและสินค้าจำเป็นแบบเบ็ดเตล็ด คนงานมักมาอุดหนุนอยู่ตลอด ลุงกู้ชอบนั่งเช็ดเหงื่ออยู่หน้าเคาน์เตอร์ ส่วนป้ากู้ก็ขยันขันแข็งจัดของอยู่ไม่ขาดมือ

ติดกันมีห้องว่างอยู่ สองห้องโครงสร้างยังแน่นหนา ภายในห้องกว้างพอจะกางโต๊ะอาหารได้เกือบสิบตัว หากเปิดทะลุถึงกันจะยิ่งดูกว้างใหญ่เหมาะสำหรับการค้าขาย มีเก็บของ ห้องครัวด้านหลังขนาด 3x3 เมตร และ ห้องน้ำ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 95

    ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน หน่วนหน่วน หยวนเปา หยวนเป่ย ต่างก็วิ่งตรงไปยังห้องนอนของตัวเองอย่างกระตือรือร้น ไม่นานนัก พวกเขาก็ปรากฏตัวอีกครั้งพร้อมกับข้าวของพะรุงพะรัง ทั้งตุ๊กตาตัวโปรด ของเล่นชิ้นโปรด สมุดวาดรูป สมุดเขียน และดินสอสีสารพัดสีสัน แต่ละคนขนออกมาจากห้องของตัวเอง แล้วนำมากองรวมกันที่ห้อ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 94

    หน่วนหน่วน เห็นอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้อง ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ เธอจึงเดินเข้ามาใกล้ ๆ แล้วเตือนสองพ่อลูกด้วยความเป็นห่วง "คุณลุงคะ น้องอิงลั่ว ถ้าจะใช้กระทะไฟฟ้าหรือกาน้ำร้อน ห้ามใช้ช้อนที่ทำจากสเตนเลสหรือเหล็กลงไปสัมผัสโดยตรงเด็ดขาดนะคะ ให้ใช้กระบวยที่มีด้ามจับแบบนี้แทน ไม่อย่างนั้นไฟจะดูดเอาได้ ไฟดูดน

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 93

    เธอเริ่มแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นและเป็นกันเองเซ่าเวินเงยหน้าขึ้นมองเสี่ยวหนานด้วยความเกรงใจ เขาวางตะเกียบลงแล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่ยังคงสั่นเครือ "ผม...ผมชื่อเซ่าเวินครับ นี่ลูกสาวของผม เซ่าอิงลั่ว พวกเราเป็นคนกว่างโจวครับ" เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาให้เสี่ยวหนานฟังด้วยความเจ็บ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 92

    ในระหว่างนั้น เสี่ยวเปากับอันเจ๋อ ก็ช่วยกันยกถาดอาหารที่แม่ตักให้มาวางไว้ที่โต๊ะ อาหารร้อน ๆ กลิ่นหอมฟุ้งเต็มโต๊ะไปหมด ส่วน เสี่ยวเป่ย ก็รีบไปหยิบน้ำอัดลมที่เพิ่งซื้อมาพร้อมกับนมอีก 4 กล่อง รวมถึงขนมปังที่แม่เตรียมไว้ให้เป็นขนมของพวกเขา เสี่ยวเป่ยก็แบ่งส่วนหนึ่งมาวางไว้ให้ด้วยพอหน่วนหน่วนพาสองพ่อลู

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 91

    ห้าปีต่อมาห้าปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 1988 ซูจื่ออัน เรียนจบจากมหาวิทยาลัยชิงหัวมาได้สักพักใหญ่แล้ว ด้วยความรู้และความสามารถที่ร่ำเรียนมา เขาได้เข้ามาช่วยงานในโรงงานของพี่สาวอย่างเต็มตัว โรงงานแห่งใหม่ ของ ซูเสี่ยวหนาน กำลังเริ่มก่อสร้างบนที่ดินที่เธอซื้อสะสมไว้ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 90

    สายตาของพนักงานสาวมองผ่านเพียงแค่วูบเดียว ก็ทำให้กิริยาของพนักงานเปลี่ยนไปในทันใด เธอกะพริบตาถี่ รีบยกมือขึ้นประสานพร้อมโค้งตัวเล็กน้อย"เชิญคุณลูกค้าทางนี้เลยนะคะ ห้องพิเศษของเราพร้อมแล้วค่ะ!"พนักงานผายมืออย่างนอบน้อม แล้วเดินนำแขกกลุ่มใหญ่ผ่านโถงกลางร้านเข้าไปยังห้องส่วนตัวที่จัดไว้โดยเฉพาะสำหรับ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 86

    "หน่วนหน่วนยิ่งโตก็ยิ่งเก่ง ยิ่งน่ารัก.." เสี่ยวหนานกล่าว"แน่นอนสิ ก็น้องสอนมาเองกับมือ จะไม่ดีได้ยังไง" สือซานตอบกลับพร้อมกับรับขวดนมไปให้ลูก ๆสองปีต่อมาเวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันคือปี ค.ศ. 1985 ซูจื่ออัน กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยชิงหัว เขาแทบไม่มีเวลาได้กลับบ้านเลยใ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 83

    แสงจันทร์สีนวลสาดส่องเข้ามาในห้องนอนของเสี่ยวหนานและสือซาน ส่องกระทบผ้าม่านบางเบาที่พลิ้วไหวตามแรงลม เสี่ยวหนานนั่งอยู่ริมหน้าต่าง พลางเหม่อมองออกไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟากฟ้า ดวงตาของเธอฉายแววครุ่นคิด ความสำเร็จทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสุขใจได้อย่างเต็มที่ ในใจของเธอเต็มไปด้วยคำ

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 81

    ที่โรงพยาบาล ทันทีที่รถของสือซานจอดสนิทที่ทางเข้าห้องฉุกเฉิน บุรุษพยาบาลก็รีบเอารถเข็นมารับร่างของคนป่วย แล้วพาเสี่ยวหนานเข้าไปยังห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว ทีมแพทย์และพยาบาลเข้ามารับช่วงต่อทันที พวกเขาพยุงร่างของเสี่ยวหนานขึ้นนอนบนเตียงเข็น และพาเธอเข้าไปในห้องตรวจ หลังจากเก็บรถเสร็จสือซานก็รีบมายืน

  • ซูเสี่ยวหนานสะใภ้ไต้ก๋ง ยุค80   บทที่ 76

    หลายสัปดาห์ต่อมา การสอบเกาเข่าผ่านพ้นไปด้วยดี ซูจื่ออัน ได้คะแนนสอบมากถึง 748 คะแนน ถือว่าสูงสุดในเมืองเยี่ยนเทียนแถมยังได้ประกาศนียบัตรจากการแข่งขันระดับมณฑล จนได้รับหนังสือเชิญเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง วันนี้เป็นวันที่จื่ออันจะต้องเดินทาง เขาเลือกแล้วว่าจะเรียนที่ มหาวิทยาลัยชิงหัว ครั้งนี้

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status