LOGINใบหน้าของคนทั้งสี่แข็งค้างไปทันที ดูเหมือนหลี่เซวียนจะเดาเรื่องทั้งหมดได้ถูกต้อง เสิ่นเยว่ที่ไม่เข้าใจหันมองคนนั้นทีคนนี้ที
“รู้เรื่องอะไรหรือ”
นางหันไปถามหลี่เซวียน หลี่เซวียนลูบผมที่นุ่มสลวยของนางอย่างรักใคร่
“ความลับถ้าเจ้าอยากรู้คืนนี้ข้าจะเล่าให้ฟังบนเตียง”
หลี่เซวียนกระซิบข้างหูของเสิ่นเยว่เบาๆ ทำเอานางหน้าแดงด้วยความเขินอาย
“พูดอะไรของเจ้าหน้าไม่อายจริงๆ”
ท่าทางการแสดงความรักของทั้งสองคนล้วนอยู่ในสายตาของคนทั้งสี่ พวกเขาถอนหายใจอย่างโล่งอกในที่สุดเจ้าเด็กพวกนี้ก็เข้าใจกันสักที กว่าจะมาถึงจุดนี้เล่นเอาพวกเขาลุ้นจนตัวโก่งว่าเมื่อไหร่จะยอมลงเอยกันเสียที
แต่เหล่าพี่ชายที่ยืนมองอยู่ห่างๆ นั้นพร้อมใจส่งสายตาพิฆาตมาที่หลี่เซวียนด้วยความหมั่นไส้เจ้าน้องเขยตัวแสบ
ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงเก็บตัวเงียบหลังจากที่กลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับสตรีผู้นั้น อวิ๋นชิงเฟิงคิดว่าทั้งหมดเป็นแผนของจ้าวหว่านหนิง เขารู้สึกโกรธมากแต่อวิ๋นชิงเฟิงเป็นสุภาพบุรษพอ เมื่อเขาทำลงไปแล้วเขาก็ต้องยอมรับเรื่องทั้งหมด แต่อย่าหวังว่าเขาจะสนใจนาง เมื่อนางต้องการแต่งงานมาเป็นสะใภ้ของสำนักมังกรผงานเช่นนั้นก็ให้นางเป็นไป แต่เขากับนางก็จะใช้ชีวิตต่างคนต่างอยู่ อวิ๋นชิงเฟิงอยากรู้ว่านางจะทนได้นานแค่ไหน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบาๆ อวิ๋นชิงเฟิงรู้สึกหงุดหงิดเป็นอย่างมาก เขาเดินไปที่ประตูด้วยท่าทางที่เกรี้ยวกราด เขาได้สั่งองครักษ์เอาไว้แล้วว่าเขาไม่ต้องการพบใครทั้งนั้น สงสัยคงจะมีคนต้องการท้าทายอารมณ์ของเขา อวิ๋นชิงเฟิงเปิดประตูออกอย่างแรง
“พี่ชิงเฟิง”
เสิ่เยว่เรียกเขาเสียงอ่อยเมื่อเห็นท่าทางกราดเกรี้ยวของลูกพี่ลูกน้อง
“ถ้าหากว่าท่านยังไม่ต้องการที่จะคุยตอนนี้ข้าออกไปก่อนก็ได้”
เสิ่นเยว่เห็นว่าเขาเอาแต่เงียบนางจึงไม่กล้ารบกวน คนที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่คนขี้โมโหแต่เป็นคนที่ยิ้มแย้มสุภาพอยู่ตลอดเวลา เมื่อเขาโมโหขึ้นมาช่างน่ากลัวนักนางไม่เคยเห็นอวิ๋นชิงเฟิงเป็นเช่นนี้มาก่อน
“ไม่เป็นไรเจ้าถามข้ามาเถอะ มีเรื่องอะไรต้องการคุยกับข้าหรือ”
เสิ่นเยว่พยักหน้าแล้วเดินตามเขาไปที่ห้องโถงของเรือน หลังจากที่นางนั่งลงตรงข้างอวิ๋นชิงเฟิงเสิ่นเยว่ก็เปิดประเด้นทันที
“พี่ชิงเฟิงท่านไม่ชอบคุณหนูจ้าวผู้นั้นหรือ”
อวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆ เขารู้ว่าเสิ่นเยว่กำลังคิดอะไร ที่นางมาที่นี่คงจะเป็นเพราะท่านพ่อและเหล่าผู้อาวุโสให้นางมาดูท่าทีของเขา อวิ๋นชิงเฟิงอายุยังน้อยแต่เขากลับเป็นที่น่าเกรงขามของเหล่าศิษย์ในสำนักเพราะการวางตัวและฝีมือด้านวรยุทธของเขา และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงท่าทีเช่นนี้ออกไป
“ท่านลุงใหญ่เป็นห่วงท่านมากนะ ทำไมท่านเอาแต่เก็บตัวอยู่ในเรือนเช่นนี้”
อวิ๋นชิงเฟิงมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ข้ารับปากเรื่องแต่งงานแล้วอย่างไรท่านพ่อยังต้องการสิ่งใดอีก”
เสิ่นเยว่มีท่าทางอึดอัด
“ข้ารู้ว่าเรื่องนี้มันยากสำหรับท่านก่อนที่ข้าจะแต่งงานข้าก็ไม่ต่างจากท่านเท่าใดนัก ข้าและหลี่เซวียนไม่เคยพบหน้ากันด้วยซ้ำท่านดูสิตอนนี้ข้าทั้งสองคนเป็นอย่างไร”
อวิ๋นชิงเฟิงหันมามองเสิ่นเยว่อย่างเต็มตาอีกครั้ง
“ข้าไม่มีวันรักนางอย่างแน่นอน”
เสิ่นเยว่รู้สึกจนใจในความดื้อรั้นของอวิ๋นชิงเฟิง
“แต่ท่านก็รู้ใช่หรือไม่ว่าถึงอย่างไรท่านก็ต้องแต่งงานกับนางอยู่ดี มิสู้ท่านหาวิธีอยู่ร่วมกับนางอย่างสันติไม่ดีกว่าหรือ ท่าทางของท่านที่เป็นเช่นนี้ใครต่างก็มองออกว่าในอนาคตหลังแต่งงานจะต้องไม่ราบรื่นอย่างน่นนอน”
“เจ้าคิดว่าข้าต้องการเป็นเช่นนี้หรือ แค่ข้าคิดว่าตนเองจะต้องแต่งงานกับนางข้าก็รู้สึกรังเกียจแล้ว สตรีที่เอาแต่ไล่ตามบุรุษไม่รู้จักชั่วดี ทำร้ายคนอื่นเพื่อความพอใจของตน เยว่เอ๋อต่อให้นางแต่งเข้ามาที่หุบเขาแสงจันทร์ข้าก็ไม่มีวันรักนาง
เสิ่นเยว่เดินออกมาจากเรือนของอวิ๋นชิงเฟิงด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน ทุกคนที่ยืนรออยู่เมื่อเห็นท่าของนางเป็นเช่นนั้นก็รู้แล้วว่าอวิ๋นชิงเฟิงยังคงไม่ยอมรับเรื่องการแต่งงาน พวกเขาได้แต่ถอนหายใจออกมาพร้อมกันด้วยความจนใจ จากนั้นจึงหันไปมองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ข้างกัน
“พวกท่านมองข้าด้วยเหตุใด ข้าหาใช่ตัวปัญหา ตอนนี้พวกท่านควรหาวิธีทำให้พี่ชิงเฟิงยอมรับการแต่งงานนี้ด้วยใจเถอะ”
เสิ่นเยว่สะบัดหน้าแล้วดึงแขนหลี่เซวียนออกไปจากตรงนั้น ฮึพวกคนแก่จอมบงการ เรื่องของนางก็ทีหนึ่งแล้วยังคิดจับคู่ให้พี่ชิงเฟิงอีก ผูกเองก็แก้กันเอาเองเถอะ เสิ่นเยว่ไม่สนใจใบหน้าที่แข็งค้างของเหล่าผู้อาวุโสที่อึ้งกับคำตอบของนาง ให้นางมาเสียเวลาเรื่องของผู้อื่นมิสู้นางเอาเวลามาออดอ้อนหลี่เซวียนไม่ดีกว่าหรือ
ผ่านไปหนึ่งเดือนงานแต่งที่ยิ่งใหญ่ได้ถูกจัดขึ้นที่หุบเขาแสงจันทร์ ตอนนี้ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวได้เดินมาถึงแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นเยว่เข้าร่วมงานแต่งงานของผู้อื่น หลี่เซวียนมองท่าทางตื่นเต้นของนางแล้วได้แต่ส่ายหัว
หลังจากการกราบไหว้ฟ้าดินผ่านไปก็ได้ส่งตัวเจ้าสาวไปที่ห้องหอทางด้านอว๋นชิงเฟิงก็ยังคงทำหน้าตึงอยู่เช่นนั้นจนจบงาน ก่อนที่เขาจะไปหาเจ้าสาวเหล่าผู้อาวุโสยังคงดันหลังให้เสิ่นเยว่เข้าไปคุยกับอวิ๋นชิงเฟิงอีกครั้ง เสิ่นเยว่เยว่ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจคนพวกนี้ชอบให้นางเป็นหนังหน้าไฟอยู่เรื่อย เอาเถอะนี่เป็นเรื่องสำคัญของสำนักมังกรผงาดกับสำนักเลี่ยงหวงนางจะยอมช่วยพวกเขาอีกสักครั้ง เสิ่นเยว่เดินไปหยุดตรงหน้าอวิ๋นชิงเฟิงนางสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ
“พี่ชิงเฟิงท่านคุยกับข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้าไม่รบกวนเวลาท่านนานหรอก”
อวิ๋นชิงเฟิงมองเสิ่นเยว่เล็กน้อยจากนั้นจึงพยักหน้าให้นาง ตอนนี้มีเพียงเสิ่นเยว่คนเดียวในสำนักเท่านั้นที่อวิ๋นชิงเฟิงไม่ทำหน้าตึงใส่
“พี่ชิงเฟิงเรื่องที่ข้าอยากคุยกับท่านเป็นเรื่องของทั้งสองสำนักท่านพอจะเข้าใจใช่หรือไม่ ถ้าหากท่านทำไม่ดีกับนางความสัมพันธ์ของทั้งสองสำนักก็อาจทำให้ทั่วทั้งยุทธภพปั่นป่วน และตอนนี้ท่านเองก็อายุยี่สิบหกส่วนท่านลุงก็อายุมากแล้วสกุลอวิ๋นของเรามีเพียงท่านเป็นผู้สืบทอดท่านลุงจึงเป็นห่วงเรื่องการมีทายาท ถ้าหากท่านทำให้เรื่องในวันนี้ผ่านไปได้ด้วยดีในภายภาคหน้าพวกเขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องห่วง ถึงตัวข้าจะแซ่เสิ่นแต่สำหรับข้าสกุลอวิ๋นก็เปรียบเสมือนบ้านอีกหลัง ข้าเข้าใจความลำบากของท่านแต่เรื่องผู้สืบทอดก็เป็นเรื่องที่สำคัญ”
เสิ่นเยว่หยุดพูดเพียงเท่านั้นเพื่อรอดูท่าทีของเขา อวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เยว่เอ๋อเรื่องนี้ท่านพ่อบอกให้เจ้ามาพูดกับข้าหรือ”
เสิ่นเยว่อึกอักเล็กน้อย
“เจ้าไปบอกพวกเขาเถอะ ข้าจะทำตามที่พวกเขาต้องการ”
พูดจบอวิ๋นชิงเฟิงก็เดินจากไป เสิ่นเยว่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้แต่มองตามแผ่นหลังที่ตั้งตรงแต่กลับดูโดดเดี่ยว เสิ่เยว่เข้าใจในความรู้สึกของลูกพี่ลูกน้องของนางดี เพราะตอนนี้ทั้งสำนักต่างก็คาดหวังให้เขาเป็นอย่างที่ต้องการ แต่ไม่มีใครสนใจความต้องการของเขาเลยสักคนเดียว นางเองก็เป็นเพียงแค่สตรีคนหนึ่งไม่รู้ว่าจะสามารถช่วยเขาได้อย่างไร
“เป็นอย่างไรบ้าง”
เสียงดังมาจากทางด้านหลังของนางหลังจากที่อวิ๋นชิงเฟิงเดินออกไป หลี่เซวียนเป็นคนแรกที่เข้ามาถึงตัวเสิ่นเยว่ก่อนจากนั้นเหล่าผู้อาวุโสสกุลอวิ๋นและพวกพ่อแม่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนก็ตามมา
“ข้าทำเท่าที่ข้าสามารถทำได้แล้วพวกท่านก็เลิกกังวลเถอะพี่ชิงเฟิงมิใช่เด็กที่ต้องคอยให้พวกท่านจ้ำจี้จ้ำไช ถ้าหากเขาโมโหแล้วหนีไปเป็นพวกท่านเองที่จะเดือดร้อน”
เสิ่นเยว่พูดจบก็ดึงแขนหลี่เซวียนออกไป นางก็ตื่นเต้นอยากรู้เรื่องของผลลัพธ์ในวันพรุ่งนี้เช่นนกัน
ภายในห้องหอที่ควรครึกครื้นกลับไม่มีใครสักคนที่กล้ามาก่อกวนเจ้าบ่าวเจ้าสาว เพราะพวกเขาต่างรู้เรื่องที่อวิ๋นชิงเฟิงไม่เต็มใจที่จะแต่งงานในครั้งนี้ ถ้าหากทำให้เขาเกิดโมโหแล้วเรื่องกลับตาลปัตร ไม่มีใครสามารถรับผิดชอบเรื่องนี้ได้แน่
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
นายท่านเจียงตวาดเสิ่นเยว่อีกครั้ง หลี่เซวียนก้าวมาขวางหน้านางเอาไว้“นางเป็นฮูหยินของข้า ไม่ว่านางจะกระทำการในเรื่องใด ข้าหลี่ เซวียนจะเป็นผู้ที่รับผิดชอบเอง”เสิ่นเยว่มองหลี่เซวียนด้วยสายตาทราบซึ้ง ทำไมวันนี้นางมองแล้วเขาดูหล่อเหล่ายิ่งกว่าเดิมนะ ทั้งที่ปกติคนผู้นี้ก็หน้าตาดีจนหาคนเทียบไม่ได้แล้ว
หลี่เซวียนพูดออกมาเรียบๆ เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองนางเหมือนกลัวว่าภาพของนางจะทำให้สายตาของเขาแปดเปื้อน เจียงหลีเจ็บปวดกับท่าทางของเขายิ่งนัก“ที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริงทั้งหมด หรือพวกท่านจะปฏิเสธว่าวันนั้นที่ทะเลสาบว่านเหลียวพวกท่านไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกับข้า”สายตาหลายคู่หันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนทั
หลี่เซวียนมองหน้าของสตรีที่นั่งอยู่ด้านข้างเขาด้วยสายตาหยาดเยิ้ม ใบหน้าของเขาแดงเรื่อลามไปถึงใบหู เจ้าคนโง่นี่โดนควันของกำยานปลุกกำหนัดที่จุดเอาไว้ในห้องแล้วสินะ ทำไมนางถึงได้เชื่อใจนะว่าเขาจะต้องจัดการเรื่องนี้เองได้ ถ้าหากว่านางไม่มาที่นี่วันพรุ่งนี้เจียงหลีก็คงได้ถูกส่งตัวไปที่ตระกูลหลี่ในฐานะฮู
เสิ่นเยว่และหลี่เซวียนกลับมาที่จวนโดยไม่ได้แวะไปที่อื่นอีก ทิ้งเรื่องราวของเจียงหลีและหลินซูเมิ่งเอาไว้เบื้องหลัง เมื่อทั้งสองกลับมาถึงเรือนของตนเอง เสิ่นเยว่เรียกให้ลี่ลี่มาหานางส่วนหลี่เซวียนก็ไปที่ห้องหนังสือจัดการงานบางอย่างของเขา“ลี่ลี่ไปสืบมาว่าเหตุใดหลินซูเมิ่งถึงรู้ว่าข้าไปที่ทะเลสาบว่านเห







