LOGINกลับเป็นพี่น้องสกุลเสิ่นต่างหากที่ได้รับความกดดันมากกว่าใครเพราะเป็นการเข้าร่วมการประลองในปีแรกของพวกเขา
“ไม่ต้องกดดันข้าเชื่อว่าพวกท่านทำได้อย่างแน่นอน”
เสิ่นเยว่ที่นั่งอยู่ที่จุดพักที่จัดเอาไว้ให้สำนักมังกรผงาดนอกจากอวิ๋นชิงเฟิงแล้วพี่ชายทั้งห้าของนางต่างต้องเข้าร่วมประลองในรอบแรก
เสิ่นเยว่จึงต้องนั่งรอพวกเขาอยู่ที่นี่กับอวิ่นชิงเฟิง เพราะนางไม่สามารถปลีกตัวไปดูการประลองของพี่ชายคนใดคนหนึ่งได้ ไม่เช่นนั้นพวกเขาคงได้ตีกันเองก่อนเริ่มการประลองแน่
เสิ่นเยว่นั่งเหม่อลอยนึกถึงเรื่องที่เขาพูดกับนางก่อนจะหายตัวไปทำให้นางไม่รู้ตัวว่ามีคนที่กำลังจ้องจะทำร้ายนาง แรงกระชากที่มาจากทางด้านหลังทำให้เสิ่นเยว่เกือบจะหล่นจากเก้าอี้
“หญิงแพศยาเจ้าเป็นใครถึงได้กล้าบังอาจมานั่งกับท่านพี่ชิงเฟิงของข้า”
เสิ่นเยว่ตกใจเป็นอย่างมากที่นางถูกกระชากอย่างไม่ทันตั้งตัว อวิ๋นชิงเฟิงที่นั่งอยู่ด้านข้างของเสิ่นเยว่มองการประลองของเวทีที่อยู่ไม่ไกลทำให้เขาไม่ทันได้รู้สึกตัวจนกระทั่งได้ยินเสียงแหลมของจ้าวหว่านหนิง
“หยุดนะคุณหนูจ้าวเจ้ากำลังทำอันใด”
จ้าวหว่านหนิงที่เห็นอวิ่นชิงเฟิงปกป้องเสิ่นเยว่ยิ่งทำให้นางโมโหมากกว่าเดิม
“ท่านพี่ชิงเฟิง ท่านปกป้องนางหรือก็ดีดูซิว่าข้าจะทำอะไรกับสตรีที่กล้ามาแย่งบุรุษของผู้อื่น”
จ้าวหว่านหนิงมือข้างหนึ่งจับต้นแขนของเสิ่นเยว่เอาไว้อยู่ส่วนมืออีกข้างก็ยกขึ้นทำท่าจะตบนาง เสิ่นเยว่เห็นว่าตนเองกำลังจะถูกทำร้ายมีหรือนางจะยอม
เสิ่นเยว่ยกมือขึ้นมาจับข้อมือของจ้าวหว่านหนิงเอาไว้ แล้วใช้มืออีกข้างกระแทกหน้าอกของนาง เสิ่นเยว่ใส่ลมปราณลงไปเล็กน้อยทำให้แรงกระแทกซัดจ้าวหว่านหนิงลอยไปไกล
เพราะเสียงที่ดังอยู่ทางด้านหลังทำให้ผู้คนที่กำลังให้ความสนใจการต่อสู้บนเวทีหันมามองการต่อสู้ของสตรีที่อยู่ด้านล่างทันที พวกเขาต่างตกตะลึงเพราะสตรีทั้งสองต่างมีใบหน้าที่งดงามเป็นอย่างมาก อีกทั้งสตรีที่กำลังนอนคลุกฝุ่นอยู่คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจ้าสำนักเลี่ยงหวงแห่งหุบเขาม่านหมอก พวกเขาไม่เคยเห็นเสิ่นเยว่แต่พวกเขารู้จักจ้าวหว่านหนิงเป็นอย่างดีเพราะวีรกรรมของนางที่ตามราวีสตรีทุกคนที่เข้าใกล้อวิ๋นชิงเฟิง
เหล้าผู้ชุมนุมต่างคิดว่าเสิ่นเยว่ต้องแย่แน่ๆ เพราะคนที่นางหาเรื่องเป็นถึงคุณหนูของหุบเขาม่านหมอก
เสิ่นเยว่ไม่สนใจเสียงวิจารณ์ของผู้คนที่พูดถึงนางกับจ้าวหว่าน หนิงในเมื่อกล้าทำร้ายนางสตรีผู้นี้ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมา เสิ่นเยว่เดินย่างสามขุมไปที่จ้าวหว่านหนิงที่ยังนั่งอยู่บนพื้น นางมีท่าทีลนลานเมื่อเห็นเสิ่นเยว่เดินมาหาตน
“หญิงเเพศยาเจ้ากล้าทำร้ายข้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”
จ้าวหว่านหนิงข่มขู่เสิ่นเยว่
“ข้าไม่สนว่าเจ้าเป็นใคร แต่ข้าจะไม่มีวันปล่อยคนที่คิดทำร้ายข้าไปอย่างเด็ดขาด”
พูดจบเสิ่นเยว่ก็กระชากจ้าวหว่านหนิงขึ้นกำลังจะอัดนางให้รู้สำนึกว่านางกำลังหาเรื่องผิดคน แต่กลับมีบุรุษอีกคนที่ดึงจ้างหว่านหนิงออกไปก่อนทั้งยังใช้ลมปราณซัดที่แขนของเสิ่นเยว่แต่มีใครบางคนใช้ฝ่ามือรับเอาไว้
“คิดทำร้ายคนของข้าเจ้าคงคิดว่าตนเองมีชีวิตอยู่นานเกินไปสินะ”
หลี่เซวียนที่อยู่ในชุดดำใส่หน้ากากปิดบังครึ่งหน้า ซัดคนที่ตั้งใจทำร้ายเสิ่นเยว่กระเด็นไปพร้อมกับจ้าวหว่านหนิง เสิ่นเยว่มองแผ่นหลังของบุรุษร่างสูงใหญ่ที่กำลังยืนขวางนางเอาไว้หลี่เซวียนหันมามองนาง
“เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่
เสิ่นเยว่สะบัดหน้าหนี
“นี่ไม่ใช่เรื่องของท่าน”
หลี่เซวียนเลิกคิ้วมองเจ้าตัวเล็กที่กำลังพองขนขู่ฟ่อเป็นลูกแมวป่าอยู่ตรงหน้า
“ก็จริง”
เสิ่นเยว่ไม่คิดว่าเขาจะตอบนางเช่นนี้
“ท่าน!!!นี่คงจะเป็นนิสัยที่แท้จริงของท่านสินะ คนเลว”
เสิ่นเยว่ทำท่าจะเดินหนีแต่มีองครักษ์หลายคนของสำนักเลี่ยงหวงมาขวางนางเอาไว้
“พวกเจ้าก็อยากโดนเหมือนนางอย่างนั้นหรือ”
เสิ่นเยว่ที่กำลังหงุดหงิดเพราะหลี่เซวียนตวาดแหวออกไปเหล่าองครักษ์ที่มาใหม่ถึงกับสะดุ้ง แม่นางผู้นี้แม้จะงดงามเเต่ดุร้ายไม่ต่างจากคุณหนูของพวกเขาเลย หลี่เซวียนและอวิ๋นชิงเฟิงรีบมายืนบังเสิ่นเยว่เอาไว้ด้านหลัง
“เรื่องนี้ไม่ใช่พวกเราที่ผิดเป็นคุณหนูจ้าวที่มาหาเรื่องเราก่อน”
อวิ่นชิงเฟิงเป็นคนพูดส่วนหลี่เซวียนที่ยืนมองอยู่เงียบๆ แต่รัศมีความน่าเกรงขามของเขากลับน่ากลัวยิ่งกว่าอวิ๋นชิงเฟิงเสียอีก พวกเขาได้เห็นการต่อสู้ของนายน้อยกับบุรุษผู้นี้แล้วน่ากลัวยิ่งนัก แต่เพราะหน้าที่องครักษ์ของพวกเขาจึงจำใจต้องทำตามหน้าที่
“หยุดนะพวกเจ้ากำลังทำอะไรกัน”
เสียงดังมาจากทางด้านเวทีประลอง ผู้คนต่างหันไปมองที่มาของเสียง ชายวัยกลางคนอายุสี่สิบกว่าท่าทางดูน่าเกรงขามเดินผ่านฝูงชนที่แหวกทางให้กับเขา
บุรุษวัยกลางคนเดินมาพร้อมกับผู้ติดตามเดินตรงมาที่พวกเขา “นายน้อยอวิ๋น”
เขาเอ่ยทักอวิ๋นชิงเฟิงขึ้นมาก่อน
“คารวะท่านเจ้าสำนักเลี่ยงหวง”
อวิ๋นชิงเฟิงยกมือประสานคารวะให้กับเขา เจ้าสำนักเลี่ยงหวงพยักหน้าให้อวิ๋นชิงเฟิงแล้วมองเลยมาที่หลี่เซวียน เขาได้ดูการต่อสู้ของชายหนุ่มหน้ากากดำผู้นี้แล้วบอกได้เลยว่าเขาเป็นยอดฝีมือที่อายุน้อยที่หาได้ยาก ถ้าเดาไม่ผิดกระบวนท่าที่เขาใช้ต้องเป็นของท่านปรมาจารย์ ต้วนเอี้ยอย่างแน่นอน เคยได้ยินว่าศิษย์คนสุดท้ายที่ท่านปรามาจารย์ต้วนรับเอาไว้เมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์
จ้าวหว่านหนิงเมื่อเห็นบิดาและเหล่าผู้อาวุโสของสำนักตนมาแล้ว นางก็สะบัดชายหนุ่มที่มาช่วยนางทิ้งแล้ววิ่งเข้ามาฟ้องทันที
“ท่านพ่อท่านก็ดีแล้วพวกเขารวมหัวกันทำร้ายข้า ท่านดูสิข้าบาดเจ็บไปหมดทั้งตัว ท่านต้องแก้แค้นคนพวกนี้ให้ข้านะเจ้าคะ”
จ้าวหว่านหนิงบีบน้ำตาร้องไห้ให้บิดาสงสารแต่ครั้งนี้กลับไม่ เหมือนครั้งก่อนๆ เพราะคนที่นางล่วงเกินเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนายน้อยของหุบเขาแสงจันทร์และศิษย์ของท่านปรมาจารย์ต้วน เรื่องนี้เขาไม่สามารถให้ท้ายนางเหมือนครั้งที่ผ่านมาได้
“ยังจะมาฟ้องร้องอีกหรือเจ้าทำสิ่งใดลงไปรู้หรือไม่ ทำผิดแล้วยังไม่รู้สำนึก”
จ้าวหว่านหนิงตกตะลึงที่บิดาต่อว่านางทั้งที่เขาไม่เคยทำเช่นนี้ นั่นยิ่งเพิ่มแรงโทสะของนางที่มีต่อเสิ่นเยว่มากขึ้นไปอีก
“ท่านหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าข้าทำผิด เป็นนางต่างหากที่แย่งบุรุษของผู้อื่น เป็นนางที่ผิดทำไมท่านจึงมาต่อว่าข้า”
เสิ่นเยว่รำคาญเสียงแหลมของจ้าวหว่านหนิงนางจึงเดินอ้อมหลี่เซวียนมายืนอยู่ด้านหน้า
“เจ้าบอกว่าข้ากำลังแย่งบุรุษของเจ้าอยู่อย่างนั้นหรือ”
เสิ่นเยว่หันไปถลึงตาใส่หลี่เซวียนนางผลักเขาไปตรงหน้าจ้าวหว่านหนิง
“ข้าหย่ากับเขาแล้วเจ้าอยากได้ก็เอาไปสิ”
ทุกคนที่อยู่ในงานชุมนุมต่างตกใจที่จอมยุทธน้อยผู้นั้นแต่งงานแล้ว นี่คงเป็นสาเหตุที่เขาออกจากยุทธภพไป เพราะเขาไปแต่งงานนั่นเอง ฮูหยินของเขาก็งงดงามราวกับนางเซียนเช่นนี้หากเป็นพวกตนต่อให้ไม่ต้องกลับเข้าสู่ยุทธภพที่วุ่นวายนี้ตลอดชีวิตพวกเขาก็ยอม
จ้าวหว่านหนิงมองเสิ่นเยว่และมองหลี่เซวียนที่ใส่หน้ากากสลับกันไปมาด้วยความงุนงง
“เจ้ากำลังล้อเล่นอะไร เขาเป็นใครข้าไม่รู้จัก”
เสิ่นเยว่ก็ทำหน้างุนงงไม่ต่างกัน
“เจ้าเอาแต่ป่าวประกาศว่าข้าแย่งบุรุษของเจ้ามิใช่หรือ เขานี่ไงอดีตสามีของข้าเจ้าอยากได้ก็เอาไปสิ ถ้าหากไม่ใช่เขาแล้วเจ้าหมายถึงผู้ใดกัน”
เสิ่นเยว่ยังคงยืนยันคำเดิม จ้าวหว่านหนิงชี้ไปที่อวิ๋นชิงเฟิง
“เขา”
“เอ๋!!!!”
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
“ข้าจ้าวเหมิ่งอี้นายน้อยของหุบเขาม่านหมอกกำลังตามหาคนที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ว่าอย่างไรเจ้าคนขี้ขลาดกล้าขึ้นมาต่อสู้กับข้าบนเวทีซึ่งหน้าหรือไม่”บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งบนทำให้มองไม่ออกว่าเขาเป็นใครเดินเฉียดผ่านเสิ่นเยว่ไป เสิ่นเยว่มองตามด้านหลังของเขา นั่นทำให้นางรู้ส
ดังนั้นจ้าวหว่านหนิงจึงได้ลั่นปณิธานเอาไว้ว่านางจะต้องเอาชนะใจอวิ๋นชิงเฟิงให้ได้และเขาจะต้องเป็นสามีของนางเพียงคนเดียวหลังจากที่ทั้งเจ็ดคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน เสิ่นเยว่กลับมาที่ห้องของนางไม่เห็นเจ้าลู่ลู่ นางจึงเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้เพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเจ้านกน้
เสิ่นเยว่และเหล่าพี่ชายของนางเดินทางออกจากหุบเขาแสงจันทร์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกคนหยุดรถม้าที่เมืองเหยาสุ่ย ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาม่านหมอกอีกห้าวันถึงจะมีการประลองพวกเขายังมีเวลาเที่ยวเล่นที่นี่อีกหลายวัน“ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่ข้าจำได้มากเลย สิบปีก่อนพวกเราเคยมาที่นี่กับท่านตาพวกเจ้าจำได้หร
พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ตอนนี้ได้เดินทางมาที่หุบเขาแสงจันทร์เช่นกันหลังจากที่พวกเขาได้ทราบเรื่องทั้งหมดจากมารดา พี่ชายทั้งห้าของนางก็เอาแต่ก่นด่าหลี่เซวียนไม่หยุด จากนั้นจึงพากันออกเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหุบเขาแสงจันทร์ เสิ่นเยว่เมื่อทราบว่าพี่ชายของนางมาที่นี่นางก็รีบวิ่งออกไปพบพวกเขาทันที“พี่ใ







