로그인เสิ่นเยว่หันไปมองตามนิ้วของจ้าวหว่านหนิง
พวกเขาต่างหันไปมองอวิ๋นชิงเฟิงเป็นตาเดียวอวิ๋นชิงเฟิงถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
“คุณหนู้จ้าวเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปบางอย่างเยว่เอ๋อนางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าและนางแต่งงานแล้ว กับ......”
อวิ๋นชิงเฟิงชี้ไปที่หลี่เซวียน คราวนี้สายตาทั้งหมดหันมารวมกันที่หลี่เซวียน จ้าวหว่านหนิงเมื่อรู้ว่าตนเองได้เข้าใจผิดใหญ่หลวงทั้งยังทำร้ายญาติของชายคนที่นางพึงใจอีก ตอนนี้นางไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว ความผิดสองกระทงนี้พี่ชิงเฟิงจะต้องไม่ยอมให้อภัยนางแน่
“คือ...ข้า”
จ้าวหว่านหนิงหันมาหาเสิ่นเยว่ เสิ่นเยว่ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกนางไม่รู้ว่าทำไม่นางถึงได้โล่งอก ตอนที่ได้ยินจ้าวหว่านหนิงบอกว่านางแย่งบุรุษของเขา เสิ่นเยว่นั้นโมโหจนอยากจะฆ่าหลี่เซวียน
“ในเมื่อเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็แล้วกันไปเถอะ”
เสิ่นเยว่พูดออกมาอย่างเนือยๆ หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ข้างนางใช้แขนตวัดร่างเล็กของเสิ่นเยว่แล้วพานางทะยานออกไปจากตรงนั้นทั้งยังทิ้งข้อความเอาไว้ให้อวิ๋นชิงเฟิงว่า
“พี่ภรรยาฝากท่านด้วย”
อวิ๋นชิงเฟิงรู้ได้ทันทีว่าเจ้าน้องเขยลึกลับนั่นจะต้องทิ้งปัญหาเรื่องห้าพี่น้องที่จะต้องมาโวยวายกับเขาเมื่อรู้ว่าเสิ่นเยว่หายตัวไปอย่างแน่นอน
หลี่เซวียนพาเสิ่นเยว่ออกจากการชุมนุมที่วุ่นวายมาได้สักพัก ตอนแรกเขาคิดว่านางจะต้องโวยอย่างแน่นอนแต่ผิดคาดที่นางเอาแต่เงียบมาตลอดทาง หลี่เซวียนพานางหยุดลงที่หน้ารถม้าตรงเชิงเขา เขาก้มลงมองร่างเล็กในอ้อมแขนที่เอาแต่เงียบมาตั้งแต่เมื่อกี๊แล้ว
“ยังโกรธข้าอยู่หรือ”
หลี่เซวียนถามเสิ่นเยว่เสียงทุ้ม นางถลึงตาใส่เขาด้วยความโมโห
“ท่านคิดว่าอย่างไรเล่าข้าควรโกรธท่านหรือไม่”
“เสิ่นเยว่ยืนหันหลังให้หลี่เซวียน
“ได้เจ้าโกรธข้าได้เท่าที่เจ้าต้องการ แต่ว่านะเยว่เอ๋ออย่าหนีหายไปอย่างนี้ได้หรือไม่ เจ้าโกรธข้าโมโหข้าเจ้าก็มาลงที่ข้าแต่เจ้าอย่าพูดว่าเจ้าจะหย่ากับข้าเพราะว่าข้า”
เสิ่นเยว่หันขวับไปมองเขา
“ทำไมข้าจะพูดไม่ได้”
หลี่เซวียนถอนหายใจ
“เพราะว่าข้าจะไม่มีวันทำตามที่เจ้าต้องการอย่างไรเล่า”
พูดจบหลี่เซวียนก็ดึงเสิ่นเยว่เข้ามาในอ้อมแขนเขาจับท้ายทอยของนางแหงนขึ้นรับจูบที่เขาส่งให้นางอย่างหนักหน่วง นี่เป็นครั้งแรกที่ หลี่เซวียนทำรุนแรงเช่นนี้กับนาง เขาอยากลงโทษเด็กดื้อที่เอาแต่ใจและแอบหนีเขามาที่นี่โดยไม่รอฟังคำอธิบายจากเขาก่อน
หลี่เซวียนบดจูบกลีบปากบางที่แสนอวบอิ่มของนางอยู่นานจนเขารู้สึกว่านางเริ่มดิ้นเพราะหายใจไม่ออก เขาจึงผละออกเล็กน้อยเพื่อให้นางได้หายใจแต่ยังคงคลอเคลียอยู่ที่ริมฝีปากนุ่มไม่ห่าง
ตอนนี้เขาไม่อยากรอแล้ว เขาจะต้องทำให้นางเป็นของเขาโดยสมบูรณ์ถึงแม้ว่านางจะไม่ยินยอมก็ตาม จากนี้ไปนางจะได้หนีจากเขาไม่ได้อีก
หลี่เซวียนพาเสิ่นเยว่ขึ้นรถม้าที่เขาให้จงหลางเตรียมเอาไว้ก่อนแล้ว พวกเขานั่งรถม้าออกมาสี่ชั่วยามและจอดลงที่หน้าเรือนหลังหนึ่ง ตอนนี้เสิ่นเยว่หลับไปแล้วเพราะเหนื่อยจากการที่ถูกหลี่เซวียนรังแกบนรถม้า นางคิดว่าถ้าตอนนี้นางและเขาอยู่ในห้องที่มิดชิดนางคงจะถูกหลี่เซวียนจับกินไปแล้ว
หลี่เซวียนอุ้มนางลงจากรถม้าตอนนั้นเองเสิ่นเยว่ก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาแต่นางยังคงแกล้งทำเป็นหลับอยู่อย่างนั้น หลี่เซวียนมองร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมแขนด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
เขาวางเสิ่นเยว่ลงบนเตียงอย่างทะนุถนอมแล้วผละออกจากห้องไป เสิ่นเยว่หรี่ตามองตามร่างสูงนางถอนหายใจออกมาด้วยความ โล่งอก อย่างน้องเขาก็ยังคงเป็นสุภาพบุรุษถึงแม้นิสัยเขาจะดูเปลี่ยนไปเล็กน้อยก็ตาม
กลางดึกในช่วงที่นางกำลังสะลึมสะลือร่างสูงของหลี่เซวียนก็เดินเข้ามาในห้องด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบา เขาค่อยๆ นั่งลงที่เตียงจ้องมองใบหน้าที่งดงามยามหลับของนาง หลี่เซวียนไม่รู้ว่าเมื่อใดที่เขารู้สึกลุ่มหลงในตัวของนางมากมายเช่นนี้ เขารู้เพียงว่าเมื่อรู้สึกตัวเขาก็ไม่สามารถห่างจากนางได้แม้ชั่วอึดใจ ยิ่งตอนที่เขารู้ว่านางหนีไปเพราะโกรธเคือง ในใจของหลี่เซวียนนั้นแทบจะระเบิดออกมา เขาอยากจะทำลายล้างทุกสิ่งอย่างไม่เว้นแม้แต่ตนเองเพื่อระบายมันออกมา ตอนนี้เขาได้พบกับนางแล้วสิ่งเดียวที่เขาจะทำคือกักขังนางเอาไว้ในดวงใจของเขาและจะไม่ยินยอมให้ใครมาพรากนางไปอีก
หลี่เซวียนยื่นมือไปที่สาบเสื้อของเสิ่นเยว่และแยกมันอย่างแผ่วเบาเขาถอดเสื้อผ้าของนางออกอย่างชำนาญ หลี่เซวียนไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้สักครั้งตั้งแต่เกิดมา เขาใช้เพียงสัญชาตญาณที่มีเป็นเครื่องนำทาง
ไม่นานร่างกายงดงามของเสิ่นเยว่ก็เปลือยล่อนจ้อนไม่เหลืออาภรณ์สักชิ้นติดกาย หลี่เซวียนหายใจแรงหอบถี่ในหัวของเขาขาวโพลนไปหมด หลังจากที่ถอดเสื้อผ้าของนางแล้วเขากลับไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปหลี่เซวียนชะงักค้างอยู่อย่างนั้นเป็นนาน
เสิ่นเยว่รู้สึกว่าร่างกายของนางหนาวเย็นอย่างพิกลนางใช้มือควานหาผ้าห่มทั้งที่ยังคงหลับตาอยู่ เสิ่นเยว่สัมผัสบางอย่างที่แข็งแต่เรียบลื่น นางคลำไปเรื่อยอย่างสะเปะสะปะเมื่อคลำถูกบางอย่างที่เป็นแทงที่แข็งเล็กน้อยและมันค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นตามเสียงครางที่ดังกระเส่าเหมือนกับว่ารู้สึกเจ็บปวดแต่กลับต้องการมัน เสิ่นเยว่ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่หลี่เซวียนนั้นแทบจะทนไม่ไหวแล้วเขาจับมือเสิ่เยว่หยุดเอาไว้ที่จุดผ่าวร้อนของตน
“เยว่เอ๋อเจ้ากำลังจะทำให้ข้าทนไม่ไหว”
หลี่เซวียนกระซิบข้างหูนางเบาๆ เสิ่นเยว่ตาสว่างขึ้นมาทันที
“ท่านเข้ามาอยู่ในห้องของข้าได้อย่างไร”
ตอนแรกเพราะห้องนั้นมืดมิดไร้แสงแต่เมื่อนางปรับสายตาในความมืดได้แล้วนางก็เห็นว่าหลี่เซวียนกำลังเปลือยท่อนบน และตัวนางที่กำลังเปลือยทั้งตัว
“ท่าน!!!”
“เจ้าเสียงดังเช่นนี้คงอยากให้คนในบ้านเข้ามาเห็นเราสองคนกำลังทำอะไรกันสินะ”
หลี่เซวียนยังคงกล่าวยั่วเย้านางถึงแม้ตอนนี้เขาแทบจะทนรอไม่ไหวแล้วก็ตาม
“ท่านพูดบ้าอะไรปล่อยมือข้านะ”
เสิ่นเยว่พยายามบิดข้อมือของนางออกจากการเกาะกุมของเขา
“ปล่อยหรือเป็นเจ้าที่เริ่มก่อนนะเยว่เอ่อ เจ้าลูบคล้ำข้าจนข้าเป็นเช่นนี้แล้วเจ้าไม่คิดจะรับผิดชอบหรือ”
หลี่เซวียนขยับมือนางมาคลึงตรงส่วนที่แข็งและร้อนผ่าวของเขา เสิ่นเยว่รู้สึกว่าเจ้าส่วนนั้นมันกำลังขยับสู้มือของนาง
“ขะ...ข้าเปล่านะท่านกำลังใส่ร้ายข้า”
นางพูดเสียงตะกุกตะกัก ถ้าหากห้องนี้สว่างอยู่หลี่เซวียนจะต้องเห็นว่าทั่วทั้งใบหน้าและร่างกายของเสิ่นเยว่นั้นแดงจนแทบจะเป็นกุ้งเผาแล้ว
“เช่นนั้น....เป็นข้าที่จับมือเจ้ามาวางตรงนี้หรือ”
หลี่เซวียนขยับมือของนางลูบวนไปมาที่หน้าท้องของเขา
“เยว่เอ๋อยอมรับมาเถอะว่าเจ้าก็ต้องการข้าเช่นกัน”
หลี่เซวียนก้มลงกดจูบที่ริมฝีปากของนางแผวเบาและคลอเคลียอยู่อย่างนั้นไม่ยอมห่าง เขาอยากรู้เช่นกันว่านางจะทนได้นานแค่ไหน มือทั้งสองของเขามิได้อยู่เฉยยังคนทำหน้าของมันได้ดี ทั้งมือทั้งปากของหลี่เซวียนช่วยปรนเปรอเสิ่นเยว่จนนางแทบจะสำลักความต้องการออกมา
ปรมาจารอวิ๋นทะยานมายืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นเยว่บังร่างของนางเอาไว้พร้อมกับเด็กทั้งสองคน“เจ้าคนแซ่อวิ๋นเจ้าพูดเช่นนี้ได้อย่างไร นางเป็นฮูหยินของศิษย์คนเล็กของข้าเช่นนั้นนางก็นับว่าเป็นศิษย์ของข้าเช่นกัน”แล้วทั้งสองก็เริ่มเถียงกันอีกครั้ง ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างปวดหัวไปตามๆ กันแต่ใครจะกล้าเข้าไปห้ามการต่อสู้ของปรมาจารย์ทั้งสอง พวกเขายังรักชีวิตตนเองอยู่นะ“ท่านตาทวด”มือเล็กๆ จับที่แขนเสื้อของปรมาจารย์อวิ๋นเขย่าเบาๆ“บินๆ”หลี่ซีฮันกับหลี่เล่อเล่อพูดออกมาพร้อมกัน ดึงความสนใจของชายชราทั้งสองมาที่พวกเขาทันที“โอ้ เจ้าคงเป็นบุตรชายบุตรสาวฝาแฝดของหลี่เซวียนสินะ ข้าคือท่านอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าทั้งสองคน ไหนเรียกอาจารย์ปู่ซิ”เด็กทั้งสองคนหันมามองเสิ่นเยว่กับหลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านหลัง เสิ่นเยว่พยักหน้าให้พวกเขา“ท่านอาจารย์ปู่”เสียงเล็กๆ สองเสียงดังขึ้นพร้อมกันปรมาจารย์ต้วนถึงกับน้ำตาซึม หลายปีแล้วที่เขาไม่ได้รู้สึกเช่นนี้ครั้งแรกที่พบหลี่เซวียนตอนห้าขวบที่แคว้นโจวเจ้าเด็กนั่นก็มองเขาด้วยสายตาอย่างนี้เหมือนกัน“เด็กดีๆ”ปรมาจารย์อวิ๋นส่งเสียงหึ!! ออกมาด้วยความหมั่นไส้ คนไม่มีครอบครัวก็เป็นเ
เสียงเล็กๆ ดังมาจากทางด้านหลังของหลี่ซีฮัน หลี่เล่อเล่อวิ่งเข้ามาหาเสิ่นเยว่ด้วยเช่นกันนางกอดขาของเสิ่นเยว่แล้วใช้ใบหน้าเล็กถูไถท่าทางออดอ้อน เด็กคนนี้ร่าเริงเหมือนนางชอบหัวเราะและชอบแอบหนีออกไปเล่นนอกจวน มารดาของเสิ่นเยว่ถึงกับบอกว่าถึงเวลาของนางต้องรับกรรมที่เคยทำกับเสิ่นฮูหยินเอาไว้แล้วเรือลำใหญ่จอดเทียบท่าครอบครัวสกุลหลี่และครอบครัวสกุลเสิ่นลงจากเรือพร้อมกัน พวกเขากลับมาที่หุบเขาแสงจันทร์อีกครั้งในรอบสองปี อีกไม่นานจะมีการจัดงานวันเกิดของท่านปรมาจารย์อวิ๋นจื่อเฉินจ้าวหุบเขาแสงจันทร์ท่านตาของเสิ่นเยว่และเป็นวันเกิดของเสิ่นเยว่เช่นกัน หลังจากที่เสิ่นเยว่แต่งงานกับหลี่เซวียนแล้วนางก็ยังไม่ได้พบท่านตาเลยสักครั้งทั้งๆ ที่ท่านจะไปหานางที่แคว้นโจวในวันเกิดทุกปี ดูเหมือนว่าเรื่องที่นางแต่งงานท่านตาจะยังไม่หายเคือง“ถึงแล้วๆ ยินดีต้อนรับทุกคน”เจ้าสำนักมังกรผงาดออกมาต้อนรับที่หน้าสำนักด้วยตนเอง พวกเขาเข้าไปทักทายพอเป็นพิธีแล้วเดินเข้าไปด้านในพร้อมกัน“พี่ใหญ่ท่านพ่อออกมาจากหุบเขาหรือยัง“เสิ่นฮูหยินถามเจ้าสำนักมังกรผงาดหลังจากเดินเข้ามาที่ห้องโถงกลางครบทุกคนแล้ว“ออกมาแล้วและก็ไปแล้ว”จ้า
หลี่เซวียนพึมพำเบาๆ แม่นมอุ้มเด็กทารกแรกเกิดสองคนมาที่ห้องอุ่นด้านข้างที่จัดเอาไว้สำหรับพักฟื้นของเสิ่นเยว่หลังจากนางตื่นขึ้นมา เหล่าญาติผู้ใหญ่ของเสิ่นเยว่และหลี่เซวียนต่างมายืนรอดูหลานน้อยที่พึ่งคลอดของพวกเขา ลุงของเสิ่นเยว่ที่หุบเขาแสงจันทร์ก็นั่งรอดูหน้าหลานด้วยความใจจดใจจ่อ อวิ๋นชิงเฟิงยืนมองพวกเขาที่รุมล้อมเด็กทารกชายหญิงทั้งสองคนด้วยความเหม่อลอย“เจ้าอยู่ที่ไหนจ้าวหว่านหนิง”อวิ๋นชิงเฟิงได้แต่ครุ่นคิดกับตนเองอย่างใจลอย หลายเดือนมานี้เขาออกตามหานางทุกที่แต่กลับไร้ร่องรอยของนางหลี่เซวียนเห่อลูกน้อยทั้งสองของเขาเป็นอย่างมาก ครั้งนี้เขาก็ยื่นหนังสือลาพักอีกครั้งฮ่องเต้ได้แต่ส่ายหัวให้กับเจ้าเด็กคนนี้“เจ้าเด็กบ้านั่น ดูที่บุตรชายของเจ้าทำกับข้าสิ”ฮ่องเต้หันไปถลึงตาใส่หลี่เหอที่เป็นทั้งแม่ทัพใหญ่คู่บัลลังก์และสหายร่วมสำนัก ส่วนหลี่เหอก็ทำได้แต่ยืนหน้าตายอยู่เช่นนั้นเพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี เมื่อก่อนที่หลี่เซวียนคลอดเขาก็เคยยื่นหนังสือลาพักไปหลายเดือน ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับเดือดปุดๆ ผ่านไปยี่สิบกว่าปีฮ่องเต้ยังขุดเอาเรื่องนี้มาต่อว่าเขาอยู่หลายครั้งหลี่เซวียนหลังจากออกมาจากว
เสิ่นเยว่บิดปากเล็กน้อย ให้กับท่าทางของกวนหวั่นอวี๋ทั้งยังถลึงตาใส่หลี่เซวียนอีกครั้ง“พวกเจ้าที่เป็นบุรุษล้วนแต่พลาดท่าให้กับแม่ดอกบัวขาวแบบพวกนาง ข้าแค่ดูการแสดงของนางแค่นี้ข้าก็รู้แล้วว่านางตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ถ้าหากพวกเขามองไม่ออกก็สมควรยุบสำนักทิ้งไปซะเพราะแค่งิ้วของสตรีนางหนึ่งก็ไม่สามารถมองออก ข้าจะฟ้องท่านตาให้ลงโทษพวกเขาให้หมด”เสิ่นเยว่รู้สึกหงุดหงิดกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เมื่อไหร่จะจบเรื่องสักที ทำไมพี่ชิงเฟิงถึงเอาแต่ถามนางเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ถึงเสิ่นเยว่จะไม่เข้าใจในจุดประสงค์ของอวิ๋นชิงเฟิงแต่หลี่เซวียนนั้นพอจะมองออก เขาหันไปเอามือโยกหัวเจ้าตัวเล็กที่นับวันยิ่งอารมณ์ร้ายขึ้นทุกวัน ไม่ว่าใครก็สามารถทำให้นางหงุดหงิดได้ด้วยเพราะเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ด้านอวิ๋นชิงเฟิงยังคงซักถามกวนหวั่นอวี๋ต่อไป“เจ้าบอกว่าเจ้าสำนักเลี่ยงหวงวางยานอนหลับข้าในงานเลี้ยงที่หุบเขาม่านหมอกแล้วจ้าวหว่านหนิงรู้เรื่องนี้หรือไม่”กวนหวั่นอวี๋กลอกตาไปมาเพื่อคิดหาคำตอบว่าจะตอบหลี่เซวียน อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ“นางย่อมต้องทราบแน่นอนเจ้าค่ะ เพราะนางเป็นคนของสำนักเลี่ยงหวง....”ยังไม่ทันที่กวนหวั่นอวี๋
เขาพึมพำเบาๆ กับตนเองอวิ๋นชิงเฟิงแกะจดหมายฉบับแรกที่ด้านหน้าซองเขียนชื่อของเขาเอาไว้ เมื่อเขาอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบ ใบหน้าของอวิ๋นชิงเฟิงก็ทะมึนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและเดินออกจากศาลาตรงไปที่เรือนของบิดา“เฟิงเอ๋อเจ้ามาหาพ่อแต่เช้ามีเรื่องด่วนอันใดหรือ”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยที่กำลังเดินหมากกับหลี่เหอบิดาของหลี่เซวียนหันไปถามอวิ๋นชิงเฟิงอย่างอารมณ์ดี อวินชิงเฟิงไม่พูดสิ่งใดเขายื่นจดหมายให้บิดาได้อ่านเอง หลังจากที่อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยอ่านจดหมายจบเขาก็สบถออกมาอย่างลืมตัว“เรื่องเหลวไหลทั้งเพ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับจ้าวหว่านหนิงสักนิดเหตุใดนางต้องเป็นผู้รับผิดต่อเรื่องนี้ด้วย”อวิ๋นชิงเฟิงจับสังเกตต่อคำพูดที่ผิดปกติของบิดาได้เขามองอวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยนิ่งๆ ท่าทางเช่นนั้นของบุตรชายทำให้เจ้าสำนักมังกรผงาดถึงกับปาดเหงื่อเพราะเขาได้หลุดปากพูดเรื่องสำคัญออกไปแล้ว“ข้าคิดว่าท่านพ่อคงต้องมีคำอธิบายให้แก่ข้า”อวิ๋นเจี้ยนเจวี๋ยเห็นว่าเรื่องทั้งหมดไม่สามารถปิดบังเอาไว้ได้แล้ว เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ“ถ้าอย่างนั้นก็ไปที่ห้องโถงกลางเถอะ”เจ้าสำนักอวิ๋นให้พ่อบ้านไปตามเหล่าผู้อาวุโสและคนสำคัญของสำนักมังก
ผ่านไปไม่นานภายในห้องแสงเทียนก็ถูกดับลงเหล่าผู้อาวุโสที่แอบเฝ้าดูต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเพราะเสียงที่ดังลอดออกมาจากภายในห้อง พวกเขาหาใช่เด็กเล็กที่ไม่เข้าใจว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น อย่างน้อยอวิ๋นชิงเฟิงก็ทำตามที่เขาได้รับปากเอาไว้ แต่อีกด้านของมุมมืดมีสายตาของใครคนหนึ่งที่หลบซ่อนอยู่จ้องมองไปที่หน้าห้องของทั้งสองคนด้วยสายตาเคียดแค้นเช้าวันต่อมาอวิ๋นชิงเฟิงยังคงทำทุกอย่างเหมือนเป็นปกติ จ้าวหว่านหนิงก็เช่นกันท่าทางของนางนั้นดูออกว่ามีความสุขกว่าใครๆ หลังจากคารวะน้ำชาผู้อาวุโสผ่านไป จ้าวหว่านหนิงก็กลับไปที่ห้องของนาง นางไม่คิดเลยว่าอวิ๋นชิงเฟิงผู้สุภาพเรียบร้อยจะดุดันเพียงนั้นเล่นเอานางแทบไม่ได้นอนทั้งคืนถึงจ้าวหว่านหนิงจะถูกสั่งสอนเรื่องในห้องหอมาก่อนหน้านี้แล้วแต่นางก็ยังรู้สึกเขินอายในการกระทำของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่ดี ในระหว่างที่จ้าวหว่านหนิงกำลังเพ้อถึงรสรักของอวิ๋นชิงเฟิงอยู่นั้น เสียงเปิดประตูห้องก็ดังขึ้นเบาๆ จ้าวหว่านหนิงคิดว่าเป็นอวิ๋นชิงเฟิงนางจึงรีบออกไปดู คนที่เขามาในห้องของนางไม่ใช่อวิ๋นชิงเฟิงแต่เป็นสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ซีดขาวเล็กน้อย จ้าวหว่านหนิงเพ่งมองนางอยู่ครู่หนึ
“ข้าจ้าวเหมิ่งอี้นายน้อยของหุบเขาม่านหมอกกำลังตามหาคนที่ลอบทำร้ายข้าลับหลัง ว่าอย่างไรเจ้าคนขี้ขลาดกล้าขึ้นมาต่อสู้กับข้าบนเวทีซึ่งหน้าหรือไม่”บุรุษชุดดำรูปร่างสูงใหญ่ใส่หน้ากากสีดำปิดบังใบหน้าครึ่งบนทำให้มองไม่ออกว่าเขาเป็นใครเดินเฉียดผ่านเสิ่นเยว่ไป เสิ่นเยว่มองตามด้านหลังของเขา นั่นทำให้นางรู้ส
ดังนั้นจ้าวหว่านหนิงจึงได้ลั่นปณิธานเอาไว้ว่านางจะต้องเอาชนะใจอวิ๋นชิงเฟิงให้ได้และเขาจะต้องเป็นสามีของนางเพียงคนเดียวหลังจากที่ทั้งเจ็ดคนกลับมาถึงโรงเตี๊ยมต่างแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตน เสิ่นเยว่กลับมาที่ห้องของนางไม่เห็นเจ้าลู่ลู่ นางจึงเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้เพราะคิดว่าอีกเดี๋ยวเจ้านกน้
เสิ่นเยว่และเหล่าพี่ชายของนางเดินทางออกจากหุบเขาแสงจันทร์มาได้ครึ่งเดือนแล้ว ตอนนี้ทุกคนหยุดรถม้าที่เมืองเหยาสุ่ย ที่ตั้งอยู่ใกล้กับหุบเขาม่านหมอกอีกห้าวันถึงจะมีการประลองพวกเขายังมีเวลาเที่ยวเล่นที่นี่อีกหลายวัน“ที่นี่เปลี่ยนไปจากที่ข้าจำได้มากเลย สิบปีก่อนพวกเราเคยมาที่นี่กับท่านตาพวกเจ้าจำได้หร
พี่ชายทั้งห้าของเสิ่นเยว่ตอนนี้ได้เดินทางมาที่หุบเขาแสงจันทร์เช่นกันหลังจากที่พวกเขาได้ทราบเรื่องทั้งหมดจากมารดา พี่ชายทั้งห้าของนางก็เอาแต่ก่นด่าหลี่เซวียนไม่หยุด จากนั้นจึงพากันออกเดินทางจากเมืองหลวงไปยังหุบเขาแสงจันทร์ เสิ่นเยว่เมื่อทราบว่าพี่ชายของนางมาที่นี่นางก็รีบวิ่งออกไปพบพวกเขาทันที“พี่ใ







