LOGINเยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉิน
หลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้
กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมือง
ดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกัน
ทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่น
ในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพักผ่อนในเรือนเล็กที่ทางพ่อบ้านสกุลลู่จัดเอาไว้ให้ หลี่ลี่อิงจึงไม่ได้ปิดบังใบหน้าของตน
“ข้าต้องขอขอบคุณท่านเจ้าเมืองสำหรับที่พักและอาหารในมื้อนี้” เฉินอี้เป็นตัวแทนของสำนักคุ้มกันสกุลหลี่กล่าวขอบคุณ
“มันเป็นสิ่งที่พวกท่านสมควรได้รับ เมื่อกำจัดเหอหลางได้ เมืองจี้เฉินก็คงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง”
“อันที่จริงข้าพักที่โรงเตี๊ยมได้ ไม่ต้องลำบากท่าน” เยี่ยหยวนซีกล่าวด้วยความเกรงใจ
“ข้าจะให้วีรบุรุษอย่างพวกท่านไปพักที่โรงเตี๊ยมได้อย่างไรกัน พักที่จวนนี้ถูกต้องแล้ว” ลู่จ้าวเหมินกล่าวด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
ในตอนนั้นลู่เยว่เอ๋อร์บุตรีของท่านเจ้าเมืองได้เดินผ่านมา ลู่จ้าวเหมินจึงได้เรียกนางเอาไว้
“เยว่เอ๋อร์ มานี่ก่อนสิ”
“ข้าไม่ทราบว่าท่านพ่อมีแขก” ฝ่ายบุตรีบอกแล้วปรายตามองไปยังเยี่ยหยวนซี หลี่ลี่อิงเห็นเช่นนั้นจากที่คิดว่าตัวเองจะตัดใจ แต่ในอกกลับลุกเป็นไฟเสียอย่างนั้น
“คุณชายเยี่ยหยวนซี คุณชายเยี่ยเทียนหมิงและหัวหน้าเฉินเป็นผู้ที่กำจัดเหอหลางได้”
“คารวะคุณชายเยี่ย คารวะท่านเฉิน” นางย่อกายอย่างงดงามแล้วช้อนตามองเยี่ยหยวนซีก่อนจะหลบสายตาไป
‘เคลิ้มเชียวนะ’ หลี่ลี่อิงมองเยี่ยหยวนซีที่อมยิ้มมองนางอยู่ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดใจ
“เยว่เอ๋อร์เป็นบุตรสาวคนเดียวของข้า” ลู่จ้าวเหมินกล่าวแล้วมองกิริยาของบุตรีของตนอย่างรู้ทัน
“นายท่าน ข้าได้เตรียมห้องพักรับรองเอาไว้ให้คุณชายเยี่ยทั้งสองและหัวหน้าเฉินแล้ว ส่วนสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาบาดแผลข้าก็เตรียมให้คนอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว” พ่อบ้านวัยห้าสิบเดินเข้ามารายงานเสียงนุ่ม แล้วยืนก้มหน้าอย่างสุภาพ
“เอาละ ข้ารบกวนเวลาของพวกท่านมามากแล้ว ต้องขอตัวก่อน” เจ้าเมืองจี้เฉินพูดแล้วเดินเข้าไปในจวนใหญ่พร้อมกับลู่เยว่เอ๋อร์ นางก้มลงเล็กน้อยตอนเดินผ่าน พวกเขาจึงก้มหน้าให้นางกลับไปบ้าง
เฉินอี้และเยี่ยหยวนซีเดินตามพ่อบ้านของจวนไปยังห้องพักโดยมีหลี่ลี่อิงเดินตามหลังไม่พูดจาเพราะเอาแต่ขุ่นเคืองใจกับท่าทีของคุณหนูสกุลลู่ที่ให้ท่าหยวนซีต้าเกอของตน
“ข้าได้เตรียมเสื้อผ้าเอาไว้แล้ว เชิญพวกท่านอาบน้ำให้สบายตัว” พ่อบ้านวัยห้าสิบกล่าวอย่างสุภาพเมื่อเดินไปถึงหน้าห้องพัก แล้วขอตัวเดินกลับไป
หลังจากที่พ่อบ้านกลับออกไปแล้วทั้งสามคนจึงแยกกันไปยังห้องรับรองที่ถูกจัดเอาไว้ให้
หลี่ลี่อิงคว้าเสื้อผ้าไปชำระล้างร่างกายที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลตลอดสามวันที่เดินทางมาจี้เฉิน นางนอนแช่ในอ่างไม้ปล่อยวางความรู้สึกที่คั่งค้างออกไป พยายามทำใจให้ผ่อนคลายแต่ก็ไม่สามารถสงบจิตใจลงได้เมื่อนึกถึงตอนที่เยี่ยหยวนซีอมยิ้มอย่างพอใจตอนที่เจอกับลูกสาวท่านเจ้าเมือง
นางลุกจากอ่างแล้วเปลี่ยนชุดที่พ่อบ้านเตรียมเอาไว้ให้ ตัดสินใจที่จะนอนหลับไปเพื่อให้ลืมเรื่องของบุรุษที่ตนอยากตัดเขาออกจากใจ
เมื่อหัวถึงหมอนและหลับตาลง นางก็ลืมเรื่องเยี่ยหยวนซีได้จริง แต่โชคร้ายที่นึกถึงภาพของเหอหลางที่คอขาดกระเด็นแทน
ดรุณีน้อยตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ ขยับไปด้านในสุดของเตียงแล้วหันหลังชนฝา นอนตัวงอพลางดึงผ้าห่มมาคลุมถึงคอด้วยความหวาดกลัว
ภาพของเหอหลางยังคงติดตา ศีรษะเขาที่ขาดมากองอยู่ตรงเท้าพร้อมสายตาที่จ้องมองมาทำให้หลี่ลี่อิงจำได้ว่าก่อนจะหมดสติไปนั้นเกิดอะไรขึ้น
อีกด้านหนึ่งเฉินอี้เข้ามาหารือเรื่องการเดินทางกลับในห้องของเยี่ยหยวนซี พอหารือจบก็เปลี่ยนเรื่องพูดถึงคุณหนูของตนด้วยความห่วงใย
“ให้คุณหนูอยู่คนเดียวจะดีหรือ นางเพิ่งเจอกับคนตายมา”
“แล้วท่านจะให้ข้าทำเช่นไรเล่า ในเมื่อข้าก็เป็นชายจะให้เข้าไปอยู่กับนางก็คงไม่เหมาะสม” เยี่ยหยวนซีกล่าวด้วยความกังวล
ถึงนางจะพยายามทำเหมือนว่าเข้มแข็ง แต่ตอนที่นางเห็นว่าเขาตัดหัวของเหอหลางและมันกระเด็นไปอยู่ต่อหน้าของนาง ก็ถึงกับหมดสติไปด้วยความตกใจกลัว
“แต่ก็จริงอย่างที่คุณหนูบอกถ้าท่านไม่พูด ข้าไม่พูด ใครเล่าจะรู้ ข้ารู้จักคุณหนูดีหากนางเจอเรื่องอะไรที่ร้ายแรงจะเก็บไปฝันร้ายอยู่เสมอ และอาจละเมอกรีดร้องจนคนในจวนต้องตื่น แล้วเรื่องที่นางเป็นหญิงก็คงจะถูกเปิดเผยแน่”
เยี่ยหยวนซีเมื่อได้เยินเช่นนั้นจึงต้องถอนหายใจ เขาไม่ได้กังวลที่จะต้องเข้าไปอยู่กับนางตามลำพังเท่านั้น แต่ที่เขากังวลก็คือเขาได้พูดจาทำร้ายจิตใจให้นางเกลียดไปแล้ว หากเข้าไปตอนนี้ไม่แน่ว่าอาจจะถูกนางไล่ตะเพิดออกมาก็เป็นได้
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปอยู่เป็นเพื่อนนาง แต่ข้าขอสัญญาด้วยเกียรติของข้าว่าจะไม่แตะต้องให้นางต้องมัวหมอง” เยี่ยหยวนซีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่น่าเชื่อถือ
“ถึงอย่างไรท่านก็ต้องรับผิดชอบคุณหนูอยู่แล้ว คิดเหรอว่านายท่านจะไม่รู้ว่าคุณหนูหนีออกมาพร้อมพวกเรา” เฉินอี้กล่าวเป็นนัยว่าถึงแม้เขาทำอะไรเกินเลยหรือไม่ผลก็ออกมาเหมือนเดิม
เยี่ยหยวนซีได้แต่ทำหน้าเป็นกังวล ดรุณีน้อยผู้นี้ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าถอดใจจากเขาแล้ว นางจะยอมแต่งงานกับเขาเช่นนั้นหรือ
**********************
บัดนี้หลี่ลี่อิงกำลังขดตัวนอนหลับอยู่บนเตียงในท่าที่ดูประหลาด คงเป็นเพราะนางกลัวจึงได้ใช้ผนังห้องเป็นเกราะกำบังทางด้านหลัง แล้วหันหน้ามาเผชิญกับสิ่งที่ตนเองหวาดกลัว ช่างเป็นภาพที่น่าเอ็นดูนัก
เยี่ยหยวนซีนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง จ้องมองนางหลับใหลด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
นางมีใจให้กับเขาไม่ต่างจากหานหลิงหลิง มิหนำซ้ำยังเสี่ยงชีวิตช่วยเขาให้รอดจากความตาย เพราะถ้าหากดรุณีน้อยผู้นี้ไม่ขว้างมีดสั้นจนเหอหลางเพลี่ยงพล้ำ มีหรือว่าเขาจะสามารถจัดการโจรป่าผู้นั้นได้ด้วยตัวคนเดียว
“เช่นนี้แล้วจะไม่ให้ข้าเลือกเจ้าเป็นภรรยาได้อย่างไรเล่าลี่อิง” บุรุษหนุ่มพูดพึมพำกับตัวเองเสียงเบา
สตรีที่กล้าหาญและเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ ทั้งยังเก่งงานบ้านงานเรือนจะหาได้ที่ไหนอีก
“ที่ข้าพูดทำร้ายจิตใจเจ้าก็เพราะหวังให้เจ้าล้มเลิกความคิดที่จะตามข้ามาแต่มันไม่ได้ผล ซ้ำร้ายเจ้ายังพานเกลียดข้าอีก” เขาพึมพำแล้วมองใบหน้าที่เริ่มขมวดคิ้วด้วยความกังวลนั้น
“เลือด เลือด ท่านแม่ ข้ากลัวเหลือเกิน” หลี่ลี่เอ็งละเมอออกมา คงกำลังฝันร้ายถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันอย่างที่เฉินอี้คาดเดาเอาไว้
เยี่ยหยวนซีจึงดึงมือนุ่มนิ่มมาจับเอาไว้ มือของหญิงสาวสั่นเทา ริมฝีปากซีดสั่นเหมือนคนกำลังหวาดกลัว แม้นางจะเก็บอาการต่อหน้าแสร้งว่าตนเองเข้มแข็ง แต่ยังคงมีความอ่อนแอของอิสตรีอยู่ดี
“ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย” เยี่ยหยวนซีกล่าวเสียงนุ่มแล้วช้อนตัวนางให้ขยับมานอนกลางเตียงเพื่อที่เขาจะได้จับมือนางได้ถนัด ห่มผ้าให้ปิดถึงอกแล้วกลับไปนั่งที่เก้าอี้เช่นเดิม แล้วกุมมือนางเอาไว้
ดรุณีน้อยบีบมือเขาแน่น ก่อนจะค่อยๆ คลายลงเมื่อรู้สึกว่ามีคนอยู่ด้วย
“ข้าอยู่นี่แล้ว อย่าได้กลัวไปเลย” เขาพูดเบาๆ อย่างนุ่มนวลมองดูหญิงที่ตนตัดสินใจเลือกเป็นคู่หมายด้วยสายตาที่รักใคร่
“กลับไปต้าถงครั้งนี้ คงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นแน่”
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







