LOGIN“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง
“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”
“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน
“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”
“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป
“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”
คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้
“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บรรเลงกู่เจิง” ดรุณีน้อยหรือเยี่ยเทียนหมิงในตอนนี้ ยิ้มให้กับอีกฝ่าย นึกหาทางกลับเรือนพักของตนด้วยความกังวล
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอบรรเลงให้ท่านฟังตอนนี้ ดีหรือไม่” บุตรีเจ้าเมืองจี้เฉินเชิญชวนแล้วก้มหน้ายิ้มด้วยความเอียงอาย
‘นี่นางหมายจะเอาใจข้า หวังให้ช่วยส่งเสริมให้นางใกล้ชิดกับพี่หยวนซีสินะ’
“ข้า..”
“หรือคุณชายรังเกียจข้า”
“หาใช่เช่นนั้นไม่ ข้าเพียงแต่ไม่อยากรบกวนคุณหนูลู่”
“ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะ เชิญคุณชายเยี่ยทางด้านนี้” นางรีบบอกแล้วยิ้มด้วยความดีใจ ก่อนจะโค้งเชิญแขกของตนไปยังศาลาในสวนนั้น
“เราน่าจะอายุใกล้เคียงกัน เจ้าไม่ต้องมากพิธี” หลี่ลี่อิงหรือเยี่ยเทียนหมิงในตอนนี้กล่าวด้วยความสุภาพแล้วเดินเคียงคู่กับนางไปยังศาลาแห่งนั้น โดยมีคนรับใช้ของนางสองคนคอยเดินตามมาห่างๆ
“ข้ากำลังนำกู่เจิงออกมาฝึกซ้อมเพื่องานฉลองวันพรุ่งนี้ รบกวนคุณชายช่วยฟังและแนะนำข้าด้วย” นางกล่าวเสียงหวานแล้วเริ่มบรรเลงกู่เจิงด้วยฝีมือที่อยู่ในระดับที่ดีเลยทีเดียว
หลี่ลี่อิงนั่งฟังนางบรรเลงกู่เจิงจบไปหนึ่งบทเพลง แล้วชื่นชมนางออกมาจากใจจริง “เสียงกู่เจิงของเจ้าช่างไพเราะนัก ข้าฟังแล้วรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก”
“ถ้าเช่นนั้นข้าขอบรรเลงให้คุณชายเยี่ยฟังอีกหนึ่งเพลง”
“ข้าต้องรบกวนคุณหนูลู่แล้ว” ดรุณีน้อยกล่าวเสียงนุ่มกับดรุณีน้อยอีกนางที่ตอนนี้ยิ้มอย่างสดใส ดูแล้วก็ไม่ต่างจากตนตอนที่พยายามเชิญชวนให้เยี่ยหยวนซีฟังตนเองบรรเลงพิณ
‘ท่านคงกำลังรู้สึกอึดอัดใจสินะ แม้ดนตรีไพเราะเพียงใด แต่ถ้าต้องนั่งฟังอย่างจำใจมันก็รู้สึกแย่ไม่น้อย ข้าเข้าใจแล้ว ที่ท่านชื่นชมข้าก็เพียงแค่ถนอมน้ำใจ และมันก็ทำให้ข้าคิดไปเองทุกครั้ง’ หลี่ลี่อิงนึกในใจด้วยความเศร้า
ลู่เยว่เอ๋อร์อมยิ้มอย่างพอใจที่เห็นอีกฝ่ายกำลังเข้าถึงเสียงดนตรีที่เศร้าโศกของนาง จนแสดงสีหน้าออกมาเช่นนี้
เมื่อนางบรรเลงจบลง บุรุษตรงหน้าก็เผยยิ้มออกมาชื่นชมเสียงดนตรีของนางอีกครั้ง
“คุณหนูลู่บรรเลงเพลงเศร้าเช่นนี้ ข้าเกือบจะหลั่งน้ำตาออกมาเลยทีเดียว”
“คุณชายเยี่ยชื่นชมข้าเกินไปแล้ว” นางบิดตัวเขินอายจนหลี่ลี่อิงรู้สึกผิด กังวลว่านางจะเอาคำชมของตนเก็บไปคิดว่ามีใจให้
“ข้าตามหาเสียนาน เจ้ามาอยู่ที่นี่เองเทียนหมิง” เสียงของลู่จ้าวเหมินดังขึ้นมา ด้านหลังของเขามีเยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ตามมา ใบหน้าแดงกำเพราะฤทธิ์ของสุรา
“คารวะท่านเจ้าเมือง” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นคารวะลู่จ้าวเหมิน
ลู่เยว่เอ๋อร์เองก็ลุกขึ้นย่อกายคารวะแก่เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ แล้วหันไปหาบิดาด้วยท่าทีเขินอาย
“ท่านพ่อ ลูกกำลังฝึกซ้อมกู่เจิงที่จะบรรเลงในวันพรุ่งนี้ จึงเชิญคุณชายเทียนหมิงมาให้คำแนะนำ”
“พ่อยังไม่ว่าอะไรเจ้าเลย” ลู่จ้าวเหมินกล่าวแล้วหัวเราะอย่างชอบใจ เดินนำแขกทั้งสองให้เข้าไปนั่งด้วยกันที่ศาลา
“ต้าเกอ งานเลี้ยงเรียบร้อยดีหรือไม่” ดรุณีน้อยหันไปถามเยี่ยหยวนซี
“เรียบร้อยดี” เยี่ยหยวนซีกล่าวด้วยเสียงที่เป็นกังวล และใช้สายตาตำหนิมองมา แต่น้ำเสียงนั้นฟังแล้วก็รู้ว่าเขาร่ำสุรามามากพอสมควร
หลี่ลี่อิงได้ยินเช่นนั้นจึงชักสีหน้าไม่พอใจ ในขณะที่ตนนั่งอึดอัดอยู่ในห้อง เขาร่ำสุราอย่างมีความสุข แล้วยังเดินตามเจ้าเมืองมายังสวนของลู่เยว่เอ๋อร์ คงตั้งใจมาหานาง
‘รู้อยู่ว่าท่านเจ้าเมืองอยากได้เป็นเขย ก็ยังตามมาถึงที่นี่ หึ! ท่านนี่ช่างหลายใจยิ่งนัก แล้วยังส่งสายตาตำหนิมายังข้าอีก’
“แล้วเสียงกู่เจิงของลูกข้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ช่างไพเราะยิ่งนัก” หลี่ลี่อิงตอบอย่างสุภาพและเอาใจตามมารยาท อีกทั้งยังพบว่าสายตาของเยี่ยหยวนซียังคงมองมาอย่างไม่ชอบใจอยู่
“ต้าเกอดูไม่ค่อยสบาย กลับไปพักก่อนดีหรือไม่” หลี่ลี่อิงได้โอกาสอยากออกไปจากตรงนี้ จึงหันไปถามเขาด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล
“คุณชายเทียนหมิงพูดถูกแล้ว คุณชายหยวนซีดูท่าจะเมามากแล้ว ข้าว่าท่านกลับไปพักก่อนจะดีกว่า” ลู่เยว่เอ๋อร์กล่าวออกมาด้วยความห่วงใย ก่อนจะหลบสายตาลงไปเมื่อตนแสดงออกต่อบุรุษต่อหน้าบิดาเช่นนั้น
ลู่จ้าวเหมินหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ แล้วตบไหล่เยี่ยหยวนซีเต็มฝ่ามือด้วยตนเองก็เมาสุราเช่นกัน
“เยว่เอ๋อร์ของข้าดูห่วงใยท่านจนแสดงกิริยาเช่นนั้นออกมา ต้องขออภัยด้วย” เจ้าเมืองจี้เฉินพูดออกมาด้วยความเมา ทำให้ลู่เยว่เอ๋อร์รู้สึกอายจนต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดบังแก้มที่แดงเรื่อของตนเอาไว้
“ท่านพ่อ อย่ากล่าวเช่นนั้นสิเจ้าคะ คุณชายหยวนซีมีคู่หมายรอที่ต้าถงอยู่แล้ว พูดเช่นนั้นคุณชายหยวนซีอาจลำบากใจได้” ลู่เยว่เอ๋อร์พูดเสียงเบาด้วยความเอียงอาย
หลี่ลี่อิงขมวดคิ้วเมื่อคุณหนูสกุลลู่กล่าวออกมาเช่นนั้น
“เอาละ นี่ก็ใกล้จะมืดแล้ว พวกท่านกลับไปพักผ่อนเถิด” เจ้าเมืองจี้เฉินกล่าวแล้วหัวเราะอารมณ์ดีอย่างไม่มีเหตุผล
ทุกคนยืนขึ้นคำนับลาลู่จ้าวเหมิน แล้วเฉินอี้ก็แยกตัวเดินกลับไปก่อน ตามด้วยเยี่ยหยวนซี
“เทียนหมิง พาข้ากลับห้อง” เยี่ยหยวนซีพูดขึ้นมาในตอนนั้น หลี่ลี่อิงจึงเดินตามเขากลับไปยังเรือนพักของพวกตน แล้วถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“เจ้าไปอยู่กับคุณหนูลู่เช่นนั้น อันตรายมากรู้หรือไม่” เยี่ยหยวนซีกล่าวตำหนิขณะเดินไปด้วย
“ข้าระวังตัวดี นางจับไม่ได้หรอกว่าข้าเป็นหญิงปลอมตัวมา เล่นหูเล่นตาเสียขนาดนั้น” หลี่ลี่อิงพูดขึ้นมาตามตรง
“ก็แน่สิ พอรู้ว่าข้ามีคู่หมาย นางก็หันเหไปทางเจ้า ดูไม่ออกหรืออย่างไรว่านางชอบพอเจ้า ส่วนบิดาของนางก็กล่าวกับข้าเรื่องที่อยากให้เจ้าเป็นคู่หมายของนาง แต่ข้าแกล้งทำเป็นเมาแล้วไม่พูดถึงเรื่องนี้ แล้วดูเจ้าสิไปนั่งฟังนางบรรเลงกู่เจิงให้ความหวังเช่นนั้น เจ้านี่ช่างสร้างแต่ปัญหาให้ข้าตามแก้เหลือเกิน”
“ใช่ ข้ามันจอมสร้างปัญหา มิได้น่ารักอ่อนโยนอย่างคุณหนูหานคู่หมายของท่าน” ดรุณีน้อยตัดพ้อออกมา
รู้สึกน้อยใจที่เขาปฏิเสธเจ้าเมืองโดยการบอกว่าตนเองมีคู่หมายแล้ว หานหลิงหลิงช่างโชคดีเหลือเกินที่เขารักและให้เกียรตินางเช่นนี้
“ลี่อิง เจ้า..” เยี่ยหยวนซียังพูดไม่ทันจบ ดรุณีน้อยในชุดของบุรุษก็สาวเท้าเดินนำหน้าเขารีบกลับไปยังห้องพักของตน ไม่ฟังสิ่งที่เขาจะกล่าวแต่อย่างใด
“เจ้าไม่รู้หรอกว่าคู่หมายที่ข้าพูดถึง ไม่ใช่หลิงหลิง” เยี่ยหยวนซีพึมพำเสียงเบา ยืนมองประตูห้องของหญิงสาวที่แสนดื้อรั้น ด้วยความกังวลใจ
“กลับไปต้าถงครั้งนี้ เจ้าจะได้รู้เสียทีนะลี่อิงว่าคนที่ข้าเลือกก็คือเจ้า”
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







