LOGINหลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่ง
เฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย
“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย
“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น
“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก
“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”
“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไป
นางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใคร
เมื่อทุกคนพักหายเหนื่อยดีแล้ว เฉินอี้จึงตะโกนออกคำสั่งให้เริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าต่อไปตามถนนที่เป็นเส้นทางค้าขายหลักจากเมืองต้าถงสู่เมืองชิงฟง ซึ่งต้องผ่านเมืองนี้เพื่อเดินทางไปยังจี้เฉินอีกที
หลี่ลี่อิงฟังจากที่คนในสำนักคุ้มกันพูดคุยกันแล้วจึงทราบว่าต้องใช้เวลาเดินทางราวสามวันจึงจะถึงจุดหมาย
‘ป่านนี้ท่านพ่อท่านแม่คงรู้แล้วว่าข้าไม่ได้อยู่ที่เรือน คงกำลังวุ่นวายน่าดู’ นางนึกในใจอย่างเป็นกังวล
ในจดหมายนั้นนางได้เขียนว่านางขออภัยที่ต้องหนีออกไปเที่ยวเล่นและจะกลับมารับโทษในภายหลัง แต่ไม่ได้บอกว่าจะติดตามขบวนคุ้มกันไปจี้เฉิน เพราะไม่เช่นนั้นหลี่หลงจะต้องส่งม้าเร็วมารับตัวนางกลับไปอย่างแน่นอน
ขบวนเดินทางหยุดพักเป็นระยะอยู่หลายครั้งจนกระทั่งถึงตอนพลบค่ำก็ได้หยุดพักที่กลางป่า
อากาศเริ่มหนาวเย็นลงทุกขณะและทุกคนก็แยกย้ายกันไปหาที่นอน
“เป็นอย่างไรบ้างเดินทางครั้งแรกของเจ้า”
“ตื่นเต้นดี กลัวแต่ท่านเฉินจะจับได้ก็เท่านั้น” หลี่ลี่อิงตอบพลางมองใบหน้าเอาจริงเอาจังของเยี่ยหยวนซีที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยความหลงใหลและชื่นชม
“เจ้าไม่ต้องกังวลไป หัวหน้าเฉินเชื่อว่าเจ้าเป็นคนของข้าไม่ได้สงสัยว่าเจ้าเป็นคนของสกุลหลี่อย่างแน่นอน”
“ข้าต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยเหลือและไว้ใจให้ข้าเดินทางด้วยในครั้งนี้” นางบอกเขาด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มให้คล้ายบุรุษมากที่สุด
“พรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางต่อไปยังเมืองชิงฟง ผ่านเมืองนั้นแล้วหนทางจะเริ่มลำบากขึ้น เส้นทางระหว่างชิงฟงไปยังจี้เฉินนั้นไม่ค่อยมีผู้ใดผ่านเสียเท่าไรเพราะมันเป็นเขตของกลุ่มโจร ผู้คนจึงเลี่ยงไปใช้ทางอ้อม แต่ว่าเราจะใช้เส้นทางนั้นเจ้าจงระวังตัวให้ดี ไม่แน่ว่ามันอาจจะเล่นงานเราตอนไหนก็ได้”
“ท่านคิดว่าเราจะเจอเหอหลางหรือไม่”
“ข้าคิดว่าพวกมันต้องออกมาอย่างแน่นอน เพราะว่าพวกมันต้องการเสบียงที่พวกเราขนมา โดยเฉพาะข้าวสารเหล่านี้ ถ้าได้ไปก็คงกินได้เป็นปี” เยี่ยหยวนซีพูดด้วยความมั่นใจ น้ำเสียงของเขาฟังดูแฝงไปด้วยความแค้นเมื่อพูดถึงเหอหลาง
**********************
ในคืนนั้นหลี่ลี่อิงนอนไม่ค่อยหลับเพราะไม่คุ้นชินกับสถานที่ที่มีบุรุษอยู่รอบกายเช่นนี้ นางขึ้นไปนอนบนเกวียนข้างกระสอบข้าว ไม่ได้ไปนอนรวมกลุ่มกับคนอื่นๆ และเปิดผ้าออกเพื่อให้หายใจสะดวกก่อนที่จะหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
ในตอนเช้านางตื่นขึ้นมาอย่างระมัดระวังแล้วเดินไปยังลำธารที่อยู่ห่างออกไปเพื่อล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นและทำธุระส่วนตัวของตนอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะกลับมาแล้วพบว่าเยี่ยหยวนซียืนทำหน้าเคร่งเครียดอยู่ข้างเกวียน
“อู๋หมิงข้ามีเรื่องจะพูดกับเจ้า ตามข้ามา” บุรุษหนุ่มพูดเสียงเข้มแล้วนำหน้าเดินห่างออกไปทางอื่น หลี่ลี่อิงจึงเดินตามเขาไปด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“คุณชายมีอะไรจะพูดกับข้า”
“เจ้าได้พู่หยกชิ้นนี้มาอย่างไร” เยี่ยหยวนซีถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแล้วยกพู่หยกที่ตนมอบให้หลี่ลี่อิงขึ้นมาถาม
นางจึงรีบจับที่ผ้ารัดเอวของตนจึงรู้ว่าได้ทำพู่หยกที่ตนซ่อนเอาไว้หล่นลงขณะที่นอนหลับอยู่
“ข้าเก็บได้ที่สวนบ้านสกุลหลี่ เห็นว่ามันสวยจึงได้พกติดตัวเอาไว้” หลี่ลี่อิงโกหกออกไปพยายามคุมน้ำเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด
“ข้าน่าจะเอะใจให้เร็วกว่านี้” เยี่ยหยวนซีหันมากระชากผ้าที่พันปิดหน้าของนางออกจนได้เห็นใบหน้าของดรุณีน้อยแล้วกัดกรามด้วยความโกรธจัด
“เจ้าคิดอย่างไรลี่อิงถึงได้ปลอมตัวมาเป็นบุรุษแล้วเดินทางมากับข้าเช่นนี้”
“ข้าก็แค่อยากช่วยท่านกำจัดเหอหลาง” นางพูดเสียงเบา ก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด
“เจ้าจะมาเป็นภาระให้กับข้ามากกว่า”
“แต่ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าต้องการคนมีฝีมือมาร่วมขบวนด้วย” นางถกเถียงเขาทำให้บุรุษหนุ่มหันหลังให้ด้วยความขุ่นเคือง
“ที่เจ้าปิดบังชื่อแซ่และหน้าตาก็เพราะเหตุนี้เองสินะ ข้าผิดหวังในตัวเจ้ามาก”
“ข้าผิดไปแล้วพี่หยวนซี ข้าก็แค่อยากช่วยท่านจริงๆ ท่านก็เห็นฝีมือข้าแล้ว ข้าเอาตัวรอดได้ท่านไม่ต้องกังวล”
“เหตุใดเจ้าถึงคิดทำเช่นนี้ แค่อยากให้ข้าเลือกเจ้าเช่นนั้นหรือ เจ้าคิดว่าข้าจะเลือกสตรีที่ดื้อรั้นไม่เชื่อฟังบุรุษเช่นเจ้าหรือ” เยี่ยหยวนซีถามด้วยความโกรธขึ้ง
หลี่ลี่อิงนิ่งเงียบไม่กล้าตอบว่าเขาคิดถูกต้องแล้ว และเจ็บปวดกับคำพูดที่เขาแสดงชัดเจนว่าอย่างไรก็ไม่มีวันเลือกนาง
“ใครเล่าอยากได้สตรีเช่นเจ้ามาร่วมหอด้วย ทำอะไรไม่คิด ไม่มีความอ่อนหวานงดงามเลยสักนิด” เยี่ยหยวนซียังคงต่อว่านางด้วยความโมโหไม่หยุด
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็รู้สึกเจ็บปวดใจไม่คิดว่าเขาจะโกรธและปากร้ายกับนางขนาดนี้
“ไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว หากจะเดินทางกลับไปส่งเจ้าก็คงจะเสียฤกษ์ยาม ข้าจะให้เจ้าอยู่ที่ชิงฟงรอพวกข้าทำงานสำเร็จแล้วจะกลับมารับเจ้าเพื่อเดินทางกลับ”
“ไม่มีทาง ข้าจะเดินทางไปพร้อมกับท่าน ท่านอย่าลืมว่าข้าเองก็มีฝีมือ ข้าไม่มีวันให้ท่านต้องเผชิญกับอันตรายคนเดียวหรอก”
“เจ้านี่ดื้อด้านนัก แทนที่เจ้าจะช่วยเหลือข้าเจ้าจะกลายเป็นภาระของข้าเสียมากกว่า อีกอย่างถึงเจ้าจะทำดีให้ตาย คนที่ข้าเลือกก็คงไม่ใช่เจ้า” เยี่ยหยวนซีรู้ว่าตนพูดแรงไป แต่นั่นก็เพราะอยากให้นางไม่พอใจและยอมที่จะอยู่รอที่เมืองชิงฟง
“ข้าก็รู้แล้วว่าท่านไม่มีวันเลือกข้า ถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นตัวของข้าเอง ที่ผ่านมาข้าทำทุกอย่างให้ท่านหันมามองข้า แต่บัดนี้รู้แล้วว่ามันไร้ประโยชน์” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงสั่น นางเองก็มีศักดิ์ศรีหากจะอ้อนวอนขอความรักจากเขาก็คงเสียชื่อสกุลหลี่
“ถ้าท่านไม่ยอมให้ข้าไปด้วย ข้าจะบอกทุกคนว่าข้าเป็นใคร แล้วท่านคิดดูก็แล้วกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น” นางขู่ออกไปเสียงสั่น ทั้งเจ็บปวดหัวใจทั้งรู้สึกอับอายที่ถูกเขาต่อว่าเช่นนี้
เยี่ยหยวนซีรู้ดีว่าหากมีคนรู้ว่านางเป็นสตรีและมาร่วมขบวนนี้ด้วยเขาที่เป็นคนนำนางเข้ามาจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบชื่อเสียงของนางด้วยการแต่งงาน นางจึงใช้เรื่องนี้มาข่มขู่เขาเพราะคิดว่าเขาจะเกรงกลัว
“อย่างไรเจ้าก็ต้องอยู่รอที่ชิงฟง”
“ถ้าท่านบังคับข้า ข้าจะออกเดินทางไปจี้เฉินตามลำพัง และหากเกิดอะไรขึ้นกับข้า ท่านจะต้องรู้สึกผิดไปชั่วชีวิต” หลี่ลี่อิงพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
มองดูแผ่นหลังของเขาที่โกรธจนไม่ยอมมองหน้านาง ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นไปทั่วหัวใจ แต่จะไม่ยอมถอยกลับไป จะพิสูจน์ให้บุรุษใจหินผู้นี้รู้ว่าตนก็มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่จะดึงดันทำเพื่อให้ได้เขาเพียงอย่างเดียว
“ตามใจ” เยี่ยหยวนซีกล่าวโดยไม่มองหน้าแล้วเดินออกไปจากตรงนั้น ทิ้งให้นางยืนนิ่งอึ้งกับความเย็นชานั้นด้วยหัวใจที่แตกสลาย
**********************
“นั่นเจ้าจะทำอะไรกับดอกไม้ของข้า” เสียงของลู่เยว่เอ๋อร์ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้หลี่ลี่อิงที่อยู่ในคราบบุรุษชะงักมือ แล้วหันกลับไปมองนาง“ข้าต้องขออภัย ข้าเห็นว่าเหมยกุยฮวาดอกนี้ช่างงดงามยิ่งนัก จึงอยากจะสัมผัสกลีบนุ่มของมัน มิได้คิดจะทำลายมันสักนิด”“คุณชายเยี่ยนี่เอง ข้าต้องขออภัยด้วยที่พูดจาล่วงเกินท่านไป” หญิงสาวพูดเสียงนุ่มและวางตัวอ่อนหวานเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร“ข้าต่างหากเล่าที่ต้องขออภัย ไม่คิดว่าจะเดินหลงเข้ามาจนถึงเรือนฝั่งนี้ของคุณหนูลู่” เสียงนุ่มทุ้มที่หลี่ลี่อิงพยายามพูดให้เหมือนบุรุษ ดรุณีตรงหน้าอมยิ้มด้วยความขัดเขิน“เหตุใดคุณชายจึงมิได้เข้าไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ที่เรือนใหญ่ร่วมกับผู้อื่น”“ข้าไม่ชอบเสียงมหรสพและกลิ่นของสุรา” หลี่ลี่อิงตอบเสียงทุ้ม พยายามจะไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเกรงหลุดกิริยาของสตรีออกไป“ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้คุณชายคงมิได้อยู่ฟังเสียงกู่เจิงของข้า”คุณหนูสกุลลู่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูผิดหวัง ราวกับว่าต้องการให้เยี่ยเทียนหมิงเข้าร่วมงานเลี้ยงที่นางจะบรรเลงกู่เจิงในวันพรุ่งนี้“ข้าคงไม่ได้เข้าร่วมงานฉลอง เสียดายยิ่งนักที่ไม่ได้ฟังคุณหนูลู่บร
ในยามเช้าหลี่ลี่อิงรู้สึกตัวว่าตอนนี้กำลังถูกกุมมือโดยใครสักคนอยู่ พอลืมตาขึ้นก็พบว่าเป็นเยี่ยหยวนซีมืออุ่นหนากุมมือประสานกันไว้ ซบศีรษะลงกับเตียงราวกับว่าเมื่อคืนเขามานอนเฝ้าอยู่ตรงนี้เอาไว้ทั้งคืน หัวใจของดรุณีน้อยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาจากร่างลมหายใจของหยวนซีต้าเกอรดรินที่แขนของตนจนหญิงสาวเริ่มหน้าเห่อร้อนด้วยความขัดเขิน เพราะไม่เคยใกล้ชิดกับบุรุษขนาดนี้มาก่อนจึงทำให้รู้สึกหวั่นไหวและเขินอายเป็นอย่างมาก แม้จะยังรู้สึกขุ่นเคืองอีกฝ่ายอยู่ในใจแต่ก็ไม่สามารถระงับความตื่นเต้นนี้ได้เยี่ยหยวนซีรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่จึงเริ่มบิดตัวเบาๆ หลี่ลี่อิงจึงรีบหลับตาลงแกล้งนอนต่อเพื่อรอให้เขาเป็นฝ่ายตื่นก่อน เพราะทำตัวไม่ถูกบุรุษหนุ่มตื่นขึ้นมาเห็นว่ามือของตนยังคงเกาะกุมกับอีกฝ่ายอยู่ก็อดยิ้มไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าตนนั้นเป็นบุรุษและยังไม่ได้แต่งงานกันจึงค่อยๆ ปล่อยมือออก แล้วจึงลุกขึ้นรีบเดินออกไปนอกห้องก่อนที่หลี่ลี่อิงจะรู้สึกตัวเมื่อเสียงประตูปิดลงดรุณีน้อยก็ลืมตาขึ้นมาอมยิ้ม“คุณชายเยี่ย ข้าเฉินอี้” เฉินอี้เรียกนางเช่นนั้นเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัย“รอก่อน” หลี่ลี่อิงลุกขึ้นสวมเสื้อตัวนอกให้เรียบร้
เยี่ยหยวนซีและเฉินอี้ได้นำสินค้าไปส่งให้แก่คหบดีค้าข้าวในเมืองจี้เฉินตามที่ได้ทำการติดต่อซื้อขายด้วยกันเป็นครั้งแรกในรอบสิบปีและได้ทำสัญญาผูกขาดซื้อขายแก่กันหลังจากที่เยี่ยหยวนซีกลายเป็นวีรบุรุษของจี้เฉินหลังจากนั้นเจ้าเมืองจี้เฉินจึงให้คนมาเชิญคณะของเยี่ยหยวนซีไปพักที่จวนของตน เพื่อตอบแทนในฐานะวีรบุรุษที่กำจัดเหอหลางได้กลุ่มโจรที่มีเหอหลางเป็นผู้นำได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่เมืองจี้เฉินมานานกว่าสิบปี ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าใช้เส้นทางสายนั้น และหากมีคนหลงเข้าไปก็ถูกดักปล้น หากเป็นหญิงก็ถูกฉุดคร่า ครั้นเมื่อเสบียงหมดก็ออกปล้นในตัวเมืองดังนั้นเยี่ยหยวนซีจึงมีความดีความชอบในครั้งนี้ รวมถึงสร้างชื่อให้สำนักคุ้มกันสกุลหลี่ไปในตัวด้วยเช่นกันทุกคนเดินทางไปพักที่จวนของลู่จ้าวเหมินที่ได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้แล้ว โดยเยี่ยหยวนซีได้แนะนำว่าหลี่ลี่อิงคือเยี่ยเทียนหมิงน้องชายของตน เพื่อให้นางได้รับห้องพักไม่ต้องไปพักรวมกับคนอื่นในตอนนี้ที่จวนลู่จ้าวเหมินได้จัดให้มีงานเลี้ยงต้อนรับคณะเดินทางของเยี่ยหยวนซี บนโต๊ะอาหารใหญ่นอกจากเจ้าเมืองลู่ มีเพียงพวกเขาสามคนเท่านั้น คนอื่นๆ แยกไปทานกันในโรงครัวและพ
สมุนของกลุ่มโจรนั้นบาดเจ็บไปมากกว่าครึ่ง ในขณะที่คนของขบวนคุ้มกันบาดเจ็บไม่กี่คน แต่ว่าเยี่ยหยวนซีและหลี่ลี่อิงในตอนนี้กำลังถูกล้อมโดยเหอหลางและสมุนของเขาทั้งคู่หันหลังชนกัน ส่วนเฉินอี้กำลังต่อสู้อยู่กับสมุนมือซ้ายและมือขวาของเหอหลางที่ฝีมือนั้นสูสีกับตน“คุณชายเยี่ยโปรดระวังตัวด้วย” เขาตะโกนบอกขณะที่ต่อสู้ไปด้วย“ลี่อิงเจ้าจงหนีไป ข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง” เยี่ยหยวนซีพูดเสียงเบา“ข้าไม่ไป ข้าจะอยู่ต่อสู้กับท่าน”“เหอหลางเก่งกาจมากกว่าที่ข้าคิด ข้าอาจต้านทานได้อีกไม่นาน เจ้าจงหนีไปในตอนนี้”“ไม่มีวัน” หลี่ลี่อิงกล่าวเสียงหนักแน่น นึกในใจว่าโดนล้อมขนาดนี้ถึงหาโอกาสหนีไปได้ เขาเองนั่นแหละที่ต้องบาดเจ็บ“เจ้ากำลังเป็นภาระของข้าอยู่รู้ตัวหรือไม่ หากไม่มีเจ้าข้าอาจจะเอาชนะเขาได้” เยี่ยหยวนซีกล่าวโทษให้นางรู้สึกเสียใจจะได้รีบหนีไป แต่หลี่ลี่อิงในตอนนี้นางไม่สนใจอะไรแล้ว เพราะเมื่อได้ลงมือต่อสู้นางก็รู้สึกถึงอิสระที่นางตามหามานานหลายปี“ข้าเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อผู้อื่นมานานแล้ว คราวนี้ข้าขอตามใจตัวเองบ้าง” ดรุณีน้อยผู้กล้าหาญกล่าวแล้วพุ่งเข้าหาสมุนโจรข้างหน้า ใช้มีดสั้นในการต่อสู้อย่างชำนาญเ
ขบวนคุ้มกันเดินทางได้ผ่านเมืองชิงฟงและใช้เส้นทางออกไปยังนอกเมืองจนกระทั่งใกล้ถึงเขตเมืองจี้เฉินแล้วเฉินอี้จึงสั่งให้ทุกคนหยุดพักในเขตชายป่าของเมืองชิงฟงก่อน“เราจะพักที่นี่ในคืนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังจี้เฉินในยามกลางวันเพื่อไม่ให้เหอหลางซุ่มเล่นงานเราได้ ที่นี่เป็นเขตเมืองชิงฟง พวกนั้นไม่ข้ามมาแน่”ทุกคนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วพากันหยุดพักตรงนั้นแล้วเริ่มแจกจ่ายเสบียงให้ทุกคนตามปกติเยี่ยหยวนซีโกรธไม่แม้แต่จะเดินมาถามหรือว่าสนใจหลี่ลี่อิง เพราะความดื้อดึงของนางทำให้เขารู้สึกลำบากใจ ซึ่งมันอาจจะมีผลทำให้เขาไม่มีสมาธิที่จะจัดการกับเหอหลางได้“ดูคุณชายไม่ค่อยมีสมาธิเลย ท่านกังวลเกี่ยวกับเหอหลางเช่นนั้นหรือ” เฉินอี้นำสุราในน้ำเต้ายื่นให้แก่เยี่ยหยวนซี“ข้าไม่ได้กังวลเรื่องนั้น แต่มีเรื่องอื่นมากวนใจข้า” เยี่ยหยวนซีปรายตามองไปยังหลี่ลี่อิงที่นั่งพิงกระสอบข้าวอยู่บนเกวียน แล้วหันมาถอนหายใจด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของนาง“เกี่ยวกับบุรุษน้อยอู๋หมิงผู้นั้นใช่หรือไม่” เฉินอี้ถามอย่างคนที่ผ่านโลกมานานแล้ว“ใช่แล้ว ข้ารู้ตัวตนของอู๋หมิงแล้ว รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย”“หรือว่าอู๋หมิงไม่ได้อยู่ฝ่ายเ
หลังจากเดินทางมาได้สามชั่วยามขบวนเดินทางก็ได้หยุดพักที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่งเฉินอี้ให้คนแจกจ่ายเสบียงให้แก่ทุกคน หลี่ลี่อิงก้มหน้าทานอาหารที่ได้รับมาด้วยความหิวก่อนจะรีบปิดหน้าเอาไว้ดังเดิม แม้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยและปวดร้าวไปทั่วทั้งตัวแต่ก็ไม่ได้ปริปากบ่นให้ต้องถูกสงสัย“ได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของคุณชายเยี่ย และไม่ประสงค์บอกชื่อแซ่” เฉินอี้เดินเข้ามาทักทายนางทำให้หลี่ลี่อิงตกใจเล็กน้อย“ข้าต้องขออภัยที่ต้องปิดบังตัวตน แต่ข้ามีเหตุผลส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกแก่ใครได้” นางกล่าวเสียงทุ้มด้วยความตื่นเต้น“ข้าเข้าใจดี แต่ปิดหน้าปิดตาเช่นนี้เจ้าจะหายใจสะดวกหรือ ดูท่าเจ้าเหมือนจะเหนื่อยกว่าคนอื่น ถ้าเช่นนั้นเจ้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนก็ได้” เฉินอี้บอกเช่นนั้นทำให้นางดีใจเป็นอย่างมาก“ให้ข้าขึ้นไปนั่งบนเกวียนสินค้าได้จริงหรือ”“คุณชายเยี่ยบอกข้ามาเช่นนั้น เจ้าเพิ่งเดินทางครั้งแรกคงยังไม่คุ้นชินกับการเดินเท้าในระยะไกล ขึ้นไปนั่งคุมสินค้าน่าจะเหมาะกว่า” เฉินอี้บอกแล้วเดินจากไปนางหันไปทางเยี่ยหยวนซีที่เขากำลังพูดคุยกับคนอื่นๆ แล้วแอบอมยิ้มด้วยความดีใจที่เขาเป็นห่วงแม้ไม่รู้ว่านางเป็นใครเมื่อทุกคนพักหายเหน







