Masuk....เสียงฝนโปรยปรายลงบนหลังคา กลิ่นหินและดินชื้นผสมกลิ่นสมุนไพรคละคลุ้ง
ไป๋เยว่หลิงนั่งนิ่งตรงเก้าอี้ไม้ใกล้เตียง ชุดขาวของเขาสะอาดหมดจด ตัดกับความมืดรอบห้อง สายตาคมกริบไม่กะพริบ จ้องเพียงร่างบนเตียง คล้ายไม่ใช่สายตาของมนุษย์ แต่เป็นสัตว์ร้ายที่จ้องสมบัติชิ้นเดียวในโลกของมัน
“คุณชายไป๋… จ้องข้าแบบนี้ข้ากลัวนะ ...อย่างกับจะกลืนกินเสียอย่างนั้นแหละ บรื๋อ!”
เลี่ยหยางหัวเราะแห้ง ๆ ทั้งที่เจ็บจนขยับแทบไม่ได้
ไป๋เยว่หลิงยกมือช้า ๆ วางลงบนอกแข็งแรงที่เปื้อนเลือด นิ้วเรียวยาวกดแน่นจนเลี่ยหยางขมวดคิ้วเพราะเจ็บ
เลี่ยหยางกัดฟันแน่น แต่ริมฝีปากยังคงยกยิ้ม “โอ้ย! คุณชาย! ข้าเจ็บนะ!”
ไป๋เยว่หลิงโน้มกายลงใกล้ กระซิบติดริมฝีปาก “นี่… เพราะเจ้าทิ้งผลไม้ข้าตกพื้น” น้ำเสียงหวานปนบีบบังคับ
เลี่ยหยางหัวเราะแหะ ๆ เบา ๆ ทั้งที่หายใจหอบ “ข้าไมได้ได้ตั้งใจคุณชาย....ข้าแค่เห็นท่านงดงาม!”
ไป๋เยว่หลิงนิ่งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกดมือแน่นลงบนบาดแผลที่แผ่นหลัง เลี่ยหยางสะดุ้งเฮือก เจ็บจนกัดฟันเลือดซึมริมฝีปาก
“อึก…(เจ็บ)!!”
“ข้างดงาม?”
แต่เลี่ยหยางกลับหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา “ไม่ใช่อย่างนั้น … ข้าหมายถึงท่วงท่ากระบี่ท่านงดงาม กระบวนท่ากระบี่สุดท้ายนั่นไง”
"จนข้าเผลอทำผลไม้ท่านตกพื้น ...ข้าขอโทษ"
เงียบ…
2 ร่างใกล้กันจนลมหายใจสอดประสาน ริมฝีปากแทบจะประสานแต่ยังเว้นระยะไว้
เลี่ยหยางหอบหายใจแรง ร่างสูงสั่นสะท้านจากความเจ็บปวด แต่ริมฝีปากยังคงยกยิ้ม ทั้งดวงตาวาววับเต็มไปด้วยแววท้าทาย
“อึก… ฮ่า ๆ … ท่านนี่เป็นคนแปลกนะ คุณชาย”
ไป๋เยว่หลิงก้มหน้าลงใกล้จนลมหายใจปะทะกัน เสียงทุ้มเย็นเอื้อนเบา
นิ้วเรียวยาวของเขาเลื่อนจากบาดแผลขึ้นมาที่ลำคอ แผ่วเบาราวกับลูบไล้ แต่แรงกดแฝงอยู่ในปลายนิ้ว แรงพอจะพรากลมหายใจได้ทุกเมื่อ
เลี่ยหยางยกคางขึ้นเอง ราวกับจงใจยั่ว “ท...ท่านจะบีบให้ข้าตายหรือไง คุณชายไป๋”
ไป๋เยว่หลิงเงียบไปชั่วขณะ สายตาที่เย็นชากลับสั่นไหว ก่อนจะถอนหายใจแผ่ว สายตาเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวอันลึกล้ำ
เขากดหน้าผากลงแนบกับอีกฝ่าย ดวงตาหลับแน่น ริมฝีปากกระซิบแผ่วสั่น "อย่าเรียกคุณชาย เจ้าต้องเรียกเยว่หลิง”
เลี่ยหยางกลืนน้ำลายดังอึก ไอ้หน้าหล่อคนนี้มันโรคจิตชัด ๆ เขาหัวเราะพร่า ๆ ในลำคอ แม้หายใจติดขัดจากแรงกดที่ลำคอ
“หึ…พูดแบบนี้ ข้าขอเรียกท่านว่าหลิงหลิงแทนละกัน”
ไป๋เยว่หลิงชะงักไปชั่ววินาที สายตาเย็นจัด นิ้วเรียวกดแรงขึ้นที่ลำคอจนเลี่ยหยางขมวดคิ้ว หายใจติดขัด
เลี่ยหยางกัดฟันหัวเราะอย่างบ้าบิ่น “ช...ใช่ หลิงหลิง”
เงียบ…
แล้วทันใดนั้น ไป๋เยว่หลิงก็กดปากลงใกล้ริมฝีปากของเลี่ยหยาง ๆ หลับตาปี๋ (จะโดนผู้ชายจูบแล้วตู +_+)
"ฟู่! .....ฟู่.....ฟู่"
เลี่ยหยางแง้มลืมตามอง เห็นเยว่หลิงกำลังใช้ปากเป่าลมที่ริมฝีปากเขา
"ปากเจ้ามีแผล เจ้าเป็นร้อนใน ข้าจะไปเอายาแก้ร้อนในมาทาให้"
เสียงเท้าของคุณชายตระกูลใหญ่ค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในห้องด้านใน ทิ้งให้เลี่ยหยางนอนตะลึงค้างอยู่บนเตียง
“…แม่งเอ๊ย… ข้ากลัวจะถูกจูบใจจะขาด แต่สุดท้ายได้ยาแก้ร้อนในแทน!”
“เจ้าหลิงหลิง หึ!”
สายตาเขามองไปทางห้องที่เยว่หลิงเข้าไป แล้วยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
....ไม่กี่อึดใจ ไป๋เยว่หลิงเดินกลับออกมาจากห้อง มือเรียวขาวเนียนนั้นถือขวดยาเล็กๆ กับชามน้ำอุ่น เขานั่งลงข้างเตียงอย่างสงบ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ แต่แววตากลับเหมือนจับจ้องเหยื่อที่ไม่อาจหนีไปไหนได้
เลี่ยหยางกลืนน้ำลายเอื๊อก
ไป๋เยว่หลิงไม่ตอบ เอื้อมมือจับคางแข็งแรงของเลี่ยหยางบังคับให้หันมา ริมฝีปากบางกระซิบชิดหู
เลี่ยหยางสะดุ้ง “บ้าชิบ!… นี่มันฉากในนิยายเล่มไหนวะ!?” เขาพยายามเบือนหน้าหนี แต่แรงบีบที่คางกลับแน่นจนเจ็บ
“อ้าปาก!” ไป๋เยว่หลิงพูดซ้ำ น้ำเสียงเรียบเย็นแต่บังคับ
เลี่ยหยางกัดฟันแน่น
ไป๋เยว่หลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วอยู่ๆ ก็… หยิบตะเกียบไม้ยาวออกมาจากแขนเสื้อ
เลี่ยหยางตาเหลือก “เฮ้ยๆๆ จะเล่นพิเรนอะไรอีกเนี่ย!?”
ก่อนที่เขาจะทันดิ้น ไป๋เยว่หลิงก็ดันตะเกียบเข้าไปในปากเลี่ยหยาง… ใช้เป็นคีมงัดฟันให้อ้าค้างไว้ แล้วหยดน้ำยาสีขาวขุ่นลงไปช้าๆ
เลี่ยหยางสำลักแทบตาย ไอแค่กๆ ตาแดงก่ำ
ไป๋เยว่หลิงไม่ตอบ เขามองอย่างเย็นชา แล้วเอาตะเกียบออกจากปาก ราวกับไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย พลางใช้ผ้าเช็ดปากเลี่ยหยางอย่างประณีตเหมือนกำลังดูแลคนรักที่บอบบางที่สุด ยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากเลี่ยหยางเบาๆ
“อย่าพูดมาก… เดี๋ยวแผลในปากเจ้าแตกอีก”
....ทันใดนั้น เสียงลมพัดแผ่วเข้าห้อง พร้อมกับสิ่งของบางอย่างพุ่งตรงมา
ไป๋เยว่หลิงใช้นิ้วเรียวยาวจับตะเกียบไม้คีบของบางอย่างไว้กลางอากาศ มันคือมีดบินขนาดเล็กจิ๋ว
ชายชุดดำหนึ่งคนโผล่จากหลังคา กระโดดลงมากลางห้อง กำดาบยาวตั้งท่า
แววตาไป๋เยว่หลิงเปลี่ยนจากเย็นชา… เป็นสายตาที่ฉายกลิ่นสังหารแบบสุดขั้ว
“อย่า… อย่าสู้กัน!” เลี่ยหยางตะโกน แม้เสียงยังแผ่วไปบ้างเพราะเจ็บแผล แต่ดวงตายังคงวาวแววตื่นเต้น
ชายชุดดำหันไปมองเลี่ยหยาง "ต...แต่ เพราะมันทำให้หัวหน้าเป็นแบบนี้ ข้าบอกแล้วว่าไม่ควรเก็บมันไว้!"
ไม่คุยเยอะ ชายชุดดำก็พุ่งเข้ามาหมายจะฆ่าเยว่หลิง จริง ๆ เขาสังเกตุมาสักพักแล้วว่าเยว่หลิงไม่มีกระบี่ในมือ
แต่เขาคิดผิด เยว่หลิงลุกขึ้นรูดเข็มขัดที่เอว ปรากฎว่ามันคือกระบี่บางๆเหนียวยืดหยุ่นสูงที่งอพันเอวเขาไว้
กระบี่นั้นไม่ได้รับดาบตรงๆแต่อาศัยแรงของผลักกลับไปให้โจมตีตัวผู้ถือเอง
ชายชุดดำถอยออกมา ทีนี้เขาตั้งท่า หมายจะใช้วิชาดาบสังหารเยว่หลิงให้ตายในดาบเดียว
เยว่หลิงจับดาบมือขวาชี้ลง เมื่อชายชุดดำพุ่งเข้ามา เขาวาดขึ้นมามาเล็กน้อยและค่อย ๆ โยนลอยเป็นวงกลมไปทางมือซ้าย
"เพลงกระบี่จันทรา!!"
เลี่ยหยางสะอึก! เขารู้ดีว่านั่นคือวิชาที่อันตรายแค่ไหน เขารีบพุ่งกระโจนออกไป
ดาบชายชุดดำหักครึ่ง ปลายกระบี่กำลังฟาดเข้าไปที่บริเวณคอของชายชุดดำหมายจะปลิดชีวิต
ทันใดนั้นเลี่ยงหยางก็เข้ามาบังชายชุดดำ เยว่หลิงตกใจ แต่ในวินาทีนั้นกระบี่ใกล้จะถึงคอเลี่ยหยางแล้ว!
แรงเหวี่ยง ....มันไม่ทันแล้ว เลี่ยหยางจะต้องถูกกระบี่ฟันคอแน่!
เยว่หลิงตาลุกโพลง กัดฟันกร่อด! ขาขวาก้าว หมุนตัวจากทางขวา ทำให้มือซื้อที่ถือกระบี่มีชะลอเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะใช้หมัดขวาชกมือซ้ายตัวเองสุดแรงเกิดจนกระบี่ถูกกระเด็นหลุดจากมือ
เนื่องจากขาพันกันจึงเสียจังหวะทำให้เขาเสียหลักล้มซบเลี่ยหยาง ๆ ใช้มือทั้ง 2 ข้างจับไหล่ประคองเยว่หลิง
"ฟู่! เหยียนลั่วหวัง(เทพผู้ปกครองนรก)ยังไม่คิดถึงข้านะ! ข้านึกว่าต้องได้ไปทำกระทะทองแดงใหม่ให้เขาแล้วจริง ๆ"
"หลิงหลิง เจ้าอย่าเล่นอะไรแบบนี้อีกนะ ข้ากลัวจนจะฉี่ราดอยู่แล้วเนี่ย!" ซึ่งเป็นเรื่องจริง ขาเลี่ยหยางสั่น มีเหงื่อก้อนโตๆอยู่บนใบหน้า
เยว่หลิงมองหน้าเลี่ยหยาง ที่จริงเขาจะผงะออกเลยก็ได้ แต่เขาก็ค้างแช่อยู่แบบนั้น แถมเอาศรีษะซบลงที่หัวไหล่เลี่ยหยางอีกด้วย
ใบหน้านั่น คมเข้ม ริมฝีปากยกยิ้มที่ข้าชอบ ดวงตาวาววับเหมือนนักล่าที่มีเสน่ห์ร้อนแรง คนๆ นี้เป็นของข้าผู้เดียว
ชายชุดดำยืนตัวแข็งทื่อ จิตหลุด ในใจคิด "ไม่น่าเลยตรู หมอนี่ไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องได้"
เลี่ยหยางตบไหล่ชายชุดดำให้กลับมามีสติ "ข้ารักษาตัวอยู่ที่นี่อีกสักพัก เจ้ากลับไปก่อนเถอะ"
ชายชุดดำคำนับและรีบกระโดดหนีขึ้นกำแพงไปอย่างไว (คงเข็ดไปอีกนาน)
แล้วเลี่ยหยางก็ล้มลงเพราะเจ็บแผลซึ่งเริ่มมีเลือดไหล เยว่หลิงเลยมาประคองแทน และพาเขาไปนอนที่เตียง
"หลิงหลิง ข...ข้า...."
ฉึ่ก!
เข็มเล็ก ๆ ปักเลี่ยหยางลงที่จุดลมปราณเหวินฉวน(อยู่ตรงกลางลำคอด้านหน้าใต้คาง)
เลี่ยหยางค่อย ๆ เวียนศีรษะ ตราค่อย ๆ ปิด และสลบลงไปในที่สุด
เยว่หลินเอาผ้ามาห่มให้แล้วลุกขึ้นยืน เก็บกระบี่อ่อนนั้นใส่เอวเหมือนเดิม สายตามองมาที่ใบหน้าหล่อคมของเลี่ยหยางด้วยแววตาที่ลึกซึ้งและซับซ้อน
"พักผ่อนซะ..."
แล้วเขาก็ไปหยิบหนังสือมานั่งเก้าอี้อ่านข้าง ๆ เลี่ยหยาง กลิ่นหอมกำยาน ในบ้านหลังใหญ่ที่มีเพียงแค่พวกเขา 2 คนช่างเงียบสงบยิ่งนัก......
....ลานประลองยุทธใหญ่แห่งเมืองกว่างโจวปูด้วยศิลา รอยแตกร้าวจากการประลองนับสิบปีซ้อนทับกันราวบาดแผลเก่าวันนี้มันจะถูกจารึกด้วยเลือดใหม่เด็กขอทานผู้หนึ่งยืนอยู่กลางลาน ลมพัดผ่าน ชายเสื้อขาด ๆ ของเขาสะบัดเบา ๆ เผยให้เห็นข้อมือผอมบาง แต่มั่นคงราวเหล็กกล้าชี่เฟิงเขาไม่ยืนท่ากระบี่ ไม่ตั้งลมปราณ ไม่แม้แต่จะเผยพลัง เหมือนคนที่ไม่มีอะไรให้เสียฝั่งตรงข้าม หลี่ต้วนอิง ก้าวออกมา กระบี่เหล็กดำในมือสะท้อนแสงอาทิตย์ ลมปราณพวยพุ่งออกจากฝ่าเท้า ทำให้ฝุ่นรอบตัวลอยขึ้นเป็นวง"หึ! เสนียดข้าเหลือเกิน!"หลี่ต้วนอิงเอ่ยเสียงเรียบ“ไปซะ! ที่นี่ไม่ใช่ที่ของขอทาน!”เสียงฆ้องเริ่มต้นดังขึ้นก้อง!หลี่ต้วนอิงขยับก่อน หนึ่งก้าว ร่างหายไปจากตำแหน่งเดิมฉัวะ!กระบี่ฟันจากด้านข้าง เร็ว รุนแรง และแม่นยำ เป็นกระบี่สายสังหารที่ไม่เปิดช่องว่างให้ตั้งตัวแต่ชี่เฟิง… เอนตัวหลบ คมกระบี่เฉียดปลายผม เส้นผมขาดปลิวร่วงผู้ชมอ้าปากค้าง นี่ไม่ใช่การหลบแบบคนไร้ฝีมือ แต่เป็นการอ่านจังหวะล่วงหน้าหลี่ต้วนอิงไม่หยุด กระบี่สองฟัน สามฟัน สี่ฟัน แต่ละฟันต่อเนื่องราวคลื่นซัด พื้นหินแตกร้าวเป็นเส้นยาวเคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!ในที่สุด
(วันที่ 3) รุ่งอรุณยังไม่ทันโผล่พ้นขอบฟ้า ไป๋เยว่หลิงมาปลุกเด็กขอทานให้ตื่น เขาพูดครั้งเดียวด้วยเสียงเย็นชาว่า"2 วันนี้ ถ้าเจ้าพลาด ข้าจะฆ่าเจ้า"เด็กชายมองแววตานั้นแล้วรู้สึกกลัวมาก เขาจึงยอมแต่โดยดีเรื่องน่าแปลกคือเยว่หลิงให้เลี่ยหยางกลับเข้าไปในเมืองก่อน ส่วนตัวเขาจะอยู่กับเด็กขอทานเพียง 2 คน ซึ่งตอนแรกเลี่ยหยางก็งอแงง แต่เยว่หลิงแววตาจริงจังมาก เลี่ยหยางเลยไม่อยากขัดใจ และขึ้นม้ากลับเข้ามานอนโรงแรมในเมืองแต่โดยดีคืนนั้นเลี่ยหยางถือสุราไฟเล็กขึ้นไปบนหลังคาของหอคอยสูงมองดูไปทางป่าที่มีเยว่หลิงอยู่ด้วยแววตาคิดถึง แสงจันทร์สะท้อนลงพื้นผิวต่างๆยิ่งทำให้รู้สึกว้าเหว่และโดดเดี่ยว คืนนี้เลี่ยหยางเลยดื่มเยอะจนมีอาการเมามายเล็กน้อย ก่อนที่จะกลับเข้าห้องพักและนอนไปทั้งๆที่กลิ่นสุราคลุ้งไปหมดและแล้วก็มาถึงวันแข่งขัน ที่สนามประลองคึกคักไปด้วยผู้คนมากมายแห่แหนกันมาดู มีทั้งชาวบ้าน เศรษฐี เหล่าจอมยุทธ และขุนนางราชสำนัก ที่น่าสนใจคือมีแม่ทัพทหารบางนายมาชมการต่อสู้นี้ด้วยณ จุดรับสมัคร เลี่ยหยางยืนเก้ๆกังๆอยู่ตรงนั้นจนเจ้าหน้าที่สงสัยและรำคาญ"นี่เจ้าน่ะ!""ข้าเหรอ?""ใช่ๆ จะสมัครหรือไม่? ถ้า
ไป๋เยว่หลิงนั่งจิบชาดูเด็กขอทานโดนรุมต่อย แม้เขาจะพยายามสู้แค่ไหน แต่หมัดและเท้าจากคนจำนวนมากทำให้ตอบโต้ไม่ทัน แถมพออ่อนแรงโดนล็อคแขนแล้วรุมชกอีกในที่สุดเด็กขอทานก็หมดสภาพ พวกอันธพาลเอาเงินน้อยนิดในขันขอทานนั้นแล้วเดินจากไปแววตาเด็กขอทานที่นอนตะแคงหมดสภาพนั้นไม่ร้องไห้ เขากัดฟันกีอดแค้นที่ตัวเองไม่มีกำลังพอจะปกป้องตัวเองได้เกร๊ง! ทองคำก้อนโตโยนลงขันขอทานของเขา ทำเอาเด็กขอทานรีบเงยหน้าดูผู้ที่โยนมัน คุณชายชุดขาวผิวเนียนละเอียดใบหน้าราวเทพเซียน ดูปุ๊บบก็รู้เลยว่าเป็นพวกชาติตระกูลดี"ขายตัวให้ข้า 4 วัน" ไป๋เยว่หลิงพูด"ได้!" เด็กขอทานมองตาเยว่หลิงเขม็งและตอบเลี่ยหยางแพลมมาถามขัดจังหวะ"เจ้าหนู เจ้าไม่กลัวพวกพี่เอาเจ้าไปทำมิดีมิอร้ายหรือ?""แล้วตอนนี้ข้ายังจะมีอะไรต้องเสียอีกล่ะ?""คนรวยอย่างพวกเจ้าอยากจะเอาร่างกายนี้ไปทำอะไรก็เชิญ!"เคร๊ง!ดาบเลี่ยหยางถูกเยว่หลิงดึงออกมาจากเอวโยนให้เด็กขอทาน"ข้าต้องยกชาคำนับเจ้าเป็นอาจารย์ไหม?""จอกชาแค่พิธี ถ้าใจเจ้าไม่ยอมรับ มันก็แค่พิธีงี่เง่า"เยว่หลิงหันหลันเดินออกไป"ถือดาบแล้วตามข้ามา"ณ สถานที่แห่งหนึ่งของเมืองกว่างโจวที่กว้างใหญ่ ไป๋เยว่ห
.....มหานครกว่างโจว ประตูทะเลใต้ของแผ่นดิน แม่ไม่ใช่เมืองชายแดน แต่คือประตูการค้า ที่เปิดสู่โลกภายนอกมาตั้งแต่โบราณตั้งอยู่ริมแม่น้ำจูเจียงที่กว้างใหญ่ ราวกับรู้ดีว่ามันแบกความมั่งคั่งของแผ่นดินทั้งภาคใต้ไว้ตัวเมืองล้อมด้วยกำแพงหินหนา คูน้ำรอบเมืองเชื่อมต่อกับแม่น้ำโดยตรง ถนนหลักปูด้วยหินสีคล้ำจากการเหยียบย่ำหลายร้อยปีซอยย่อยคดเคี้ยวแคบ ลึก และอับชื้น เหมาะแก่การค้า…และการหายตัวไปของคนเรือนอาคารส่วนใหญ่เป็นไม้ หลังคากระเบื้องโค้งต่ำ ออกแบบให้รับลมทะเลและระบายความชื้นกว่างโจวคือเมืองที่พ่อค้าจากเปอร์เซีย อาหรับ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดินปะปนกับพ่อค้าจีนภาษาในตลาดไม่เคยเป็นภาษาเดียว เงินตรา ข่าวลือ และคนแปลกหน้า ไหลเวียนเร็วกว่าแม่น้ำกลางวันเป็นเมืองดูมีชีวิต เสียงเจรจาซื้อขาย กลิ่นชา เครื่องเทศ ผ้าไหม และเกลือทะเลส่วนกลางคืน เมืองเปลี่ยนหน้า โรงน้ำชาแปรเป็นที่พบปะ ท่าเรือกลายเป็นจุดลักลอบ และกฎหมายอ่อนแรงลงตามแสงตะเกียง"ที่ใดเงินไหลแรง ที่นั่นคุณธรรมต้องว่ายน้ำเก่ง"กว่างโจวไม่ใช่เมืองที่คนเท่าเทียม พ่อค้ารวยกว่าขุนนางบางตำแหน่งขุนนางพึ่งพาพ่อค้า ยุทธภพแทรกซึมอยู่ตามท่าเรือ
....คืนนี้หิมะตกลงมาไม่ขาดสาย ราวกับสวรรค์ตั้งใจจะลบเลือนร่องรอยทุกสิ่ง ป่าใหญ่เงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมพัดผ่านกิ่งสนแห้ง และเสียงหิมะที่ร่วงลงจากหลังคากระท่อมไม้ทีละก้อน กระท่อมที่หญิงชรานั่งบนรถเข็นหลังนี้ทั้งเก่า ทรุดโทรม แต่ยังดีที่โครงสร้างไม้นั้นแข็งแรงดีไป่เยว่หลิงถอดเสื้อนอนบนนอนบนเตียงไม้ใจเขาเหมือนหัวใจของใครบางคนที่แม้จะแตกสลาย เตาไฟอุ่นๆไม่ได้ทำให้ความหนาวเย็นในใจอบอุ่นขึ้นเลย มือของเขาจิกเข้าไปที่ผิวเนื้อตนเองจนมีรอยเลือด เปลวไฟส่องสะท้อนดวงตาที่ไร้ประกาย ราวกับแสงทั้งหมดในชีวิตเขา ถูกฝังกลบไปพร้อมกับร่างของผู้ใหญ่ที่จากไปอย่างไม่เป็นธรรมความตายอาจไม่ได้น่ากลัว เท่ากับการจากไปโดยไม่ทันได้บอกลา โดยทิ้งสิ่งต่างๆมากมายทิ้งไว้ให้ผู้ที่ยังมีชีวิตเลี่ยหยางยืนมองดูเยว่หลิงอยู่ข้างๆ แววตาเต็มไปด้วยความเป็นห่วง แผ่นหลังนั้น ร่างผอมบางนั้น ปกติเจ้าก้เย็นชาไม่เปิดใจรับผู้ใดอยุ่แล้ว แต่บัดนี้เจ้าดูแข็งทื่อราวกับรูปสลักจากน้ำแข็งเสียแล้วเลี่ยหยางรู้ดี คำพูดในยามนี้ไร้ความหมาย การปลอบโยนที่ดีที่สุด คือ.....เขาวางฟืนเพิ่มลงในเตาไฟ เสียงไม้แตกดังขึ้นเล็กน้อย ไฟลุกโชนขึ้นอีกครั้ง
"ที่นี่ที่ไหน?""นรก?""ยมโลก?""เลี่ยหยางเจ้าจะไปไหน? ทำไมเจ้าจึงใส่ชุดคนตาย""อย่าไป นี่แม่น้ำหวังชวน เจ้าอย่าเดินตามวิญญาณพวกนั้นไป""เลี่ยหยาง!"ไป๋เยว่หลิงลืมตาโพรง ตะโกนสุดเสียง แล้วความเจ็บปวดก็เข้ามา เขามองที่ลำตัวและแขน มีผ้าพันแผลเต็มไปหมดเลี่ยหยางในร่างที่มีผ้าพันแผลมากมายไม่ต่างกัน รีบวิ่งเข้ามาหาและสวมกอดเยว่หลิง"เจ้าฟื้นแล้วหลิงหลิง" เขากอดพลางร้องไห้ไปด้วย"ที่นี่คือที่ไหน?"แล้วร่างหญิงชราเข็นรถเข็นก็เข้ามา เธอคือผู้ที่เคยมอบเข็มให้เยว่หลิงไปนั่นเอง"ท่านผู้อาวุโส ทำไมเป็นท่าน?"หญิงชราบนรถเข็นไม่ตอบ แต่เธอเลื่อนล้อรถเข้ามาใกล้เยว่หลิงและฝังเข็มจุดต่างๆเพื่อรักษาให้"อืม อาการดีขึ้นมากแล้ว รักษาตัวอีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ"เลี่ยหยางเดินออกมาไปยกน้ำซุปมาให้เยว่หลิงดื่ม"เจ้ากินซุปไก่ร้อนๆนี่ก่อน ที่นี่อากาศหนาว"เยว่หลิงรับซุปไก่นั้นมาดื่ม เขาค่อยๆเป่าให้คลายร้อยแล้วค่อยๆจิบช้าๆ.....เลี่ยหยางแข็งแรงหายเร็วกว่าเยว่หลิง เขาออกไปช่วยหาฟืนและผ่าฟืนมีเติมไฟให้ทุกวัน ส่วนเยว่หลิงอาการก็ค่อยๆดีขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเวลาก็ผ่านไปถึง 3 เดือน วันนี้เยว่หลิงและเลี่ยหยางหายดีร่างก
![อุบัติรักฟีโรโมน [Omagaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




![[Mpreg]หวนคืนครานี้ข้าจะไม่(รัก)สามีไร้ใจเช่นท่าน](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

