หน้าหลัก / รักโบราณ / ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน / การร่วงหล่นของธิดาสวรรค์

แชร์

ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน
ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน
ผู้แต่ง: รักใต้เงาจันทร์

การร่วงหล่นของธิดาสวรรค์

last update วันที่เผยแพร่: 2026-05-07 10:03:29

เสียงระฆังผนึกฟ้าดังกึกก้องขึ้นพร้อมกันทั่วสวรรค์ชั้นเก้า

มิใช่หนึ่งใบ

มิใช่สิบใบ

หากนับพันใบที่สะท้านประสานกันราวมหันตภัยจากฟากฟ้า จนห้วงดาราดับวูบลงทีละดวง แสงดาวที่เคยสุกสกาวพลันสั่นพร่า ราวกับแม้แต่สวรรค์เองก็ไม่กล้าสบตาค่ำคืนแห่งการพิพากษานี้

มันไม่ใช่เสียงแห่งสันติ

ไม่ใช่เสียงประกาศกฎฟ้า

แต่มันคือเสียงของวันพิพากษา

วันพิพากษาของธิดาสวรรค์

ใต้ฐานวิหารศักดิ์สิทธิ์ เสียงคร่ำครวญของดวงวิญญาณนับหมื่นบิดเบี้ยวประสานกันเป็นทำนองอัปมงคล ลอยแทรกขึ้นมาจากใต้แผ่นหยกขาว ราวกับผืนดินทั้งผืนกำลังกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เทพชั้นผู้น้อยที่แม้จะชาชินกับการสังเวย ยังได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าเงยขึ้นมองลานพิพากษาเบื้องบน

เพราะสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนนี้ มิใช่เพียงการลงทัณฑ์เทพองค์หนึ่ง

หากแต่เป็นการฉีกหน้ากากของสิ่งที่ถูกเรียกว่า

“ความชอบธรรม”

กลางลานหยกขาว หญิงสาวผู้หนึ่งถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนอัสนี

ทุกห่วงโซ่ลุกไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ เปลวเพลิงสีทองแดงแผดเผาทั้งอาภรณ์ เนื้อหนัง และลึกลงไปถึงวิญญาณ เลือดสีเงินไหลซึมผ่านอาภรณ์ขาว ก่อนหยดลงบนพื้นหยกเยียบเย็น

แล้วเบ่งบาน

เบ่งบานเป็นดอกบัวน้ำแข็งนับร้อยนับพัน

งดงามราวภาพฝัน

และแตกสลายในชั่วพริบตา

ประหนึ่งความงามในโลกนี้ไม่เคยได้รับอนุญาตให้อยู่ร่วมกับความจริง

ประหนึ่งทุกสิ่งที่บริสุทธิ์ ล้วนต้องถูกบดขยี้ภายใต้ฝ่าเท้าของสวรรค์

นางคือ หลินเยว่ซิน

อดีตธิดาแห่งสวรรค์

อดีตความภาคภูมิใจของเก้าชั้นฟ้า

และผู้ครอบครองสัญลักษณ์ต้องห้ามที่สุดในสามภพ—

บุปผาทมิฬ

พลังที่ถูกตราว่าเป็นรอยร้าวแห่งระเบียบฟ้า

พลังที่สามารถฉีกชะตาซึ่งถูกกำหนดไว้

แล้วเขียนมันขึ้นใหม่ด้วยมือตนเอง

เหนือบัลลังก์ทองคำ มหาเทพทอดพระเนตรลงมา

พระองค์สูงส่ง สง่างาม และเยียบเย็นดุจหิมะนิรันดร์ ฉลองพระองค์ขาวบริสุทธิ์ไร้รอยด่าง ราวกับพระหัตถ์คู่นั้นไม่เคยแปดเปื้อนโลหิตของผู้ใด

แต่ภายใต้ความนิ่งสงบอันสมบูรณ์แบบนั้น

กลับมีบางสิ่งสั่นไหวอยู่ลึกสุด

ไม่ใช่ความโกรธ

ไม่ใช่อำนาจ

หากคือความหวาดกลัวเก่าแก่ที่ซุกซ่อนมานับหมื่นปี

ความหวาดกลัวของผู้เคยสูญเสียทุกสิ่ง

ความหวาดกลัวของผู้ไม่กล้ารักอีกต่อไป

และความหวาดกลัวของผู้เชื่อว่า หากปล่อยให้หัวใจมีอำนาจ โลกทั้งใบจะพังทลายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“หลินเยว่ซิน”

พระสุรเสียงกึกก้องดุจอสนีบาตฟาดผ่ากลางฟ้า

“เจ้าครอบครองบุปผาทมิฬ พลังของเจ้าคือรอยร้าวที่จะทำให้ฟ้าพังทลาย”

แรงกดดันจากกฎสวรรค์แผ่กระจายลงมา พื้นหยกแตกร้าวเป็นทาง เทพชั้นผู้น้อยต่างทรุดคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว ทว่า หญิงสาวกลางลานพิพากษากลับยังยืนตัวตรง

แม้เข่าของนางแทบไม่อาจรับน้ำหนัก

แม้กระดูกทั่วร่างใกล้แตกละเอียด

แม้เปลวไฟในโซ่ตรวนกำลังกัดกินถึงแก่นวิญญาณ

นางก็ไม่ยอมก้มศีรษะ

“ความเมตตาที่เจ้ามีต่อสรรพชีวิต” มหาเทพตรัสช้า ๆ ทีละถ้อย “คือเชื้อไฟแห่งความโกลาหล”

“ความรักของเจ้า คือจุดเริ่มต้นของหายนะ”

“และเจตจำนงเสรีที่เจ้ายึดมั่น คือสิ่งที่เคยทำลายโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง”

ทั่วทั้งลานพิพากษาเงียบงัน

เงียบจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจที่ไม่มีผู้ใดกล้าปล่อยออกมา

เพราะถ้อยคำเหล่านั้น ฟังดูคล้ายคำพิพากษา

แต่เมื่อฟังให้ลึกลงไป

กลับเหมือนคำสารภาพของผู้หวาดกลัวความจริงเสียมากกว่า

หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

โลหิตที่มุมปากย้อมริมฝีปากของนางเป็นสีชาดเข้ม ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับคมกล้ายิ่งกว่าแสงดาบ นางมิได้มองเพียงมหาเทพ หากมองทะลุผ่านพระองค์ ผ่านบัลลังก์ทองคำ ผ่านม่านอำนาจและคำลวงทั้งหมด ไปยังระฆังผนึกฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลัง

ในสายตาของนาง นางเห็นทุกสิ่ง

เห็นวิญญาณนับหมื่นที่ถูกสูบกลืนเพื่อหล่อเลี้ยงสวรรค์

เห็นเลือดและน้ำตาที่ถูกเรียกขานใหม่ว่า “ความสงบ”

เห็นความเงียบงันที่อาบย้อมด้วยความหวาดกลัว

และเห็นความโหดร้ายที่ถูกประดับชื่อใหม่อย่างงดงามว่า

“ความยุติธรรม”

แล้วนางก็หัวเราะ

หัวเราะทั้งที่เลือดยังไหลจากมุมปาก

หัวเราะราวกับในที่สุด นางก็ได้เห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังม่านฟ้ามาเนิ่นนาน

“ที่แท้...” เสียงของนางแผ่วเบา ทว่าเฉียบคมจนสะเทือนทั่วลานพิพากษา

“คำว่า ‘ปกป้องสามภพ’ ของท่าน ก็เป็นเพียงชื่ออันงดงามของการเหยียบชีวิตผู้อื่นขึ้นไปยืนบนบัลลังก์เท่านั้น”

สีพระพักตร์ของมหาเทพเย็นเยียบลงในทันที

“หุบปาก”

แต่หลินเยว่ซินกลับยิ้ม

ยิ้มอย่างคนที่ไม่เหลือสิ่งใดให้สูญเสียอีกแล้ว

“หากระเบียบฟ้าที่ท่านหวงแหน...” นางเอ่ยช้า ๆ ราวกับใช้เลือดทุกหยดในกายหล่อเลี้ยงแต่ละคำ “ต้องแลกมาด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน...”

นางหยุดเพียงชั่วลมหายใจ

ก่อนกล่าวประโยคที่ทำให้สวรรค์ทั้งเก้าเย็นยะเยือกไปพร้อมกัน

“เช่นนั้น ฟ้านี้ก็สมควรถูกทำลาย”

สิ้นคำ

โซ่ตรวนอัสนีก็กระชากร่างของนางขึ้นกลางอากาศ

พลังจากกฎสวรรค์ระเบิดคำราม ลานพิพากษาสั่นสะเทือนราวกับจักรวาลทั้งผืนกำลังปริแตก ร่างบางถูกเหวี่ยงออกจากสวรรค์ชั้นเก้าราวดาวหางสีเงิน ดอกบัวน้ำแข็งทั่วกายแตกร่วงเป็นเศษแสงระยิบระยับกลางความมืด

งดงาม

เย็นเยียบ

และโหดร้ายจนเกินกว่าจะมองตรง ๆ

ความเจ็บปวดนั้นรุนแรงพอจะทำให้เทพชั้นสูงดับสูญทั้งดวงวิญญาณ

แต่นางยังกำมือแน่น

แม้สติจะพร่าเลือน

แม้ความทรงจำจะถูกฉีกออกทีละเสี้ยว

แม้ชะตาทั้งหมดกำลังถูกโยนลงสู่โลกมนุษย์อันต่ำต้อย

ในห้วงสุดท้ายก่อนทุกอย่างจะมืดดับ หลินเยว่ซินยังสาบานกับตนเอง

วันหนึ่ง... ข้าจะกลับมา

กลับมาเขียนชะตาของตนขึ้นใหม่

กลับมากระชากหน้ากากของสวรรค์จอมปลอม

และลากความจริงทั้งหมดลงมาประจานต่อหน้าสามภพ

ทว่า ในเสี้ยววินาทีก่อนความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง นางกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังแทรกผ่านลมหนาวแห่งห้วงจักรวาล

เป็นเสียงทุ้มต่ำของบุรุษผู้หนึ่ง

สั่นพร่า

ร้าวลึก

ราวหัวใจกำลังแตกสลายอยู่จริง ๆ

“ข้าจะตามหาเจ้า...”

“ไม่ว่ากี่ภพกี่ชาติ”

“ข้าจะทิ้งฐานันดรแห่งเทพนี้”

“และปกป้องเจ้าด้วยชีวิตของข้าเอง”

ถ้อยคำนั้นฝังลึกลงในเศษเสี้ยววิญญาณของนาง

ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับลงโดยสมบูรณ์

หากย้อนกลับไปหนึ่งคืนก่อนชะตาฟ้าจะแตก—

ณ วิหารร้างที่ไร้แม้แสงดาวจะส่องถึง

บุรุษผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางซากหินพังทลาย

เขากดหน้าผากแนบพื้นอย่างสิ้นศักดิ์ศรี มืออีกข้างกำป้ายหยกมังกรฟ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดเผือด อาภรณ์สีเข้มเปรอะโลหิตสีทองทั่วทั้งร่าง ราวกับเพิ่งผ่านสนามรบที่ไม่มีวันชนะ

เขาคือ เซียวอวี๋เฉิน

แม่ทัพสวรรค์ผู้ไม่เคยคุกเข่าต่อผู้ใด

คมดาบแห่งเก้าชั้นฟ้า

และบุรุษเพียงคนเดียวที่เคยทำให้หลินเยว่ซินยอมเชื่อว่า แม้แต่บนสวรรค์อันเยียบเย็น ก็ยังมีบางสิ่งที่เรียกว่าความอบอุ่น

ทว่าคืนนั้น เขาช่วยนางไม่ได้

ช่วยไม่ได้

แม้เพียงปลายนิ้ว

เขาช้าเกินไป

หรือบางที... อาจอ่อนแอเกินไปมาตลอด

เสียงหัวเราะเย้ยหยันของลมหนาวพัดผ่านซากวิหาร ขณะที่เซียวอวี๋เฉินค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำ ทว่ากลับว่างเปล่าจนน่าหวาดหวั่น ราวกับสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตเพิ่งถูกควักออกไปทั้งเป็น

“ข้าสาบาน...” เขาเปล่งเสียงต่ำแหบ “ต่อให้ต้องลืมเจ้าในทุกครั้งที่เกิดใหม่ ต่อให้ต้องถูกสาป ต่อให้ต้องละทิ้งสวรรค์ทั้งเก้า...”

เขากำป้ายหยกแน่นขึ้น จนขอบคมบาดฝ่ามือ เลือดสีทองหยดลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ

“ข้าก็จะหาเจ้าพบ”

“และครั้งนี้... ข้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ใดพรากเจ้าไปอีก”

คำสัตย์นั้นไม่ได้ดังกึกก้องดั่งระฆังผนึกฟ้า

แต่มันหนักแน่นยิ่งกว่า

เพราะมิได้หลุดออกมาจากฐานันดร

มิได้ถือกำเนิดจากอำนาจ

หากออกมาจากหัวใจของบุรุษผู้พ่ายแพ้ทุกสิ่ง

ยกเว้นการรักนาง

สิบแปดปีต่อมา

โลกมนุษย์หนาวเหน็บกว่าที่ผู้ใดจะจินตนาการ

หิมะโปรยปรายไม่หยุดเหนือกระท่อมทรุดโทรมกลางหุบเขา ไฟในเตาอ่อนแรงจนแทบไม่อาจขับไล่ความเย็น ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบงัน เด็กหญิงคนหนึ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

ดวงตาคู่นั้นมืดมัวด้วยความงุนงงและอ่อนแรง

ไม่มีผู้ใดรู้ว่า เด็กหญิงผอมบางในผ้าห่มเก่า ๆ คนนี้

เคยเป็นหนึ่งในผู้สูงศักดิ์ที่สุดแห่งเก้าชั้นฟ้า

ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ใต้ร่างอันบอบบางนั้น

เคยมีวิญญาณที่กล้าท้าทายสวรรค์ทั้งผืน

และไม่มีผู้ใดรู้ว่า ในส่วนลึกที่สุดของดวงวิญญาณ

ยังมีบางสิ่งกำลังหลับใหล

บางสิ่งสีดำสนิท

เงียบงัน

เย็นเยียบ

รอเพียงวันผลิบานอีกครั้ง

บุปผาทมิฬ

ยังไม่ตาย

มันเพียงหลับอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ

และเฝ้ารอวันที่ชะตาเก่าจะถูกชำระ

หนี้เลือดจะถูกทวงคืน

และสวรรค์ทั้งเก้าจะได้รู้ว่า—

สิ่งที่มันผลักตกลงมาในวันนั้น

ไม่ใช่เพียงธิดาสวรรค์ผู้หนึ่ง

แต่คือหายนะ

ที่กำลังจะย้อนกลับไปเคาะประตูฟ้าอีกครั้ง

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   บานประตูที่ปิดตาย

    การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   บุรุษในเงามืด

    เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน

    “เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   รอยยิ้มแรกและคำเตือน

    มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   หิมะแรกสุดโหดร้าย

    ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   กงล้อชะตาหมุนวน

    คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   ค่ำคืนลำพังใต้แสงดาว

    หลังจากจื่อซวนหลับสนิทเพราะฤทธิ์ยาและความเหนื่อยล้า หลินเยว่ซินก็ค่อยๆ ลุกจากเตียงอย่างเบาที่สุดนางเดินไปนั่งข้างหน้าต่างบานเก่าซึ่งอุดด้วยผ้าหลายชั้น แต่ลมหนาวก็ยังสอดผ่านเข้ามาได้ และกัดผิวแก้มของนางจนชาเบื้องนอกคือจวนหลินที่เงียบงันลานฝึกจมอยู่ใต้หิมะ เสาไม้เก่าทอดเงาดำเอียงๆ หอหนังสือพัง

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   ความฝันที่มิใช่แค่ความฝัน

    แม้จะไม่มีความทรงจำใดเกี่ยวกับอดีตชาติ แต่แทบทุกค่ำคืน หลินเยว่ซินกลับฝันเห็นภาพเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันไม่เหมือนความฝันของมนุษย์ทั่วไปชัดเจนเกินไป หนักแน่นเกินไป และเจ็บปวดเกินกว่าจะเป็นเพียงภาพลวงยามหลับนางฝันเห็นดอกบัวน้ำแข็งหมื่นกลีบเบ่งบานเหนือทะเลหยกขาวกลีบดอกแต่ละกลีบโปร่งใสราวแกะจา

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   เศษซากแห่งเกียรติยศ

    หลังการตายของหลินเฟิง จวนตระกูลหลินก็ถูกผู้คนรุมทึ้งราวซากสัตว์ในหิมะญาติห่างๆ ที่เคยยิ้มหวานยามมาอาศัยบารมี เจ้าหนี้หน้าเลือดที่เคยโค้งคำนับแทบชิดพื้น พ่อค้าคนกลางที่เคยขอให้บิดานางช่วยเปิดทางขนสินค้าผ่านแดนเหนือ แม้แต่คนใช้เก่าบางส่วนที่เคยรับเงินเดือนจากเรือนนี้คนเหล่านั้นต่างผลัดกันเข้า

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   สิบแปดปีแห่งการรอคอย

    สิบแปดปีผ่านไปแล้วนับจากคืนที่ดวงดาวเหนือฟ้าดับวูบลงพร้อมกัน ราวมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมขึ้นไปปัดแสงทั้งผืนทิ้งอย่างไม่ไยดีสิบแปดปีแห่งการเวียนว่าย สิบแปดปีแห่งการหลับใหลอยู่ในเลือดเนื้อของมนุษย์ และสิบแปดปีแห่งการรอคอยของใครบางคน... ผู้แม้จะลืมทุกสิ่งไปแล้ว แต่หัวใจกลับยังโหยหาบางอย่างไม่เคย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status