Masukสิบแปดปีผ่านไปแล้ว
นับจากคืนที่ดวงดาวเหนือฟ้าดับวูบลงพร้อมกัน ราวมีมือที่มองไม่เห็นเอื้อมขึ้นไปปัดแสงทั้งผืนทิ้งอย่างไม่ไยดี
สิบแปดปีแห่งการเวียนว่าย
สิบแปดปีแห่งการหลับใหลอยู่ในเลือดเนื้อของมนุษย์
และสิบแปดปีแห่งการรอคอยของใครบางคน... ผู้แม้จะลืมทุกสิ่งไปแล้ว แต่หัวใจกลับยังโหยหาบางอย่างไม่เคยหยุด
ณ แคว้นต้าสวี่ โลกมนุษย์
ฤดูหนาวปีนี้ยาวนานกว่าทุกปี
หิมะตกหนักจนทิวเขาทั้งแนวกลายเป็นเพียงเส้นเงาขาวพร่า ลำธารจับตัวแข็ง ต้นไม้ยืนตายอยู่ใต้เกล็ดน้ำแข็ง หลังคาเรือนทั้งเมืองถูกกดทับด้วยความหนาวเงียบงัน ราวฟ้าดินกำลังช่วยกันกลบฝังความผิดบาปบางอย่างที่ผู้คนพยายามลืม แต่ผืนแผ่นดินยังจดจำไม่เคยเลือน
หิมะโปรยลงบนจวนตระกูลหลินจนขาวราวสุสาน
ที่นี่เคยเป็นจวนของขุนนางผู้พิทักษ์แดนเหนือ
เคยมีม้าเร็วเข้าออกทั้งกลางวันและกลางคืน
เคยมีธงตระกูลหลินสีครามปักตรา “เหยี่ยวหิมะคาบทวน” สะบัดอยู่เหนือประตูหน้า
เคยมีทหารผ่านศึกจากชายแดนมายืนค้อมศีรษะต่อหน้าบ้านหลังนี้ด้วยความเคารพจากใจจริง มิใช่เพราะยศถา
บัดนี้ ทุกอย่างเหลือเพียงโครงกระดูกของความรุ่งเรือง
ประตูใหญ่ยังตั้งอยู่ แต่บานหนึ่งเอียงจนน้ำแข็งเกาะตามรอยแตก ห่วงเคาะทองสัมฤทธิ์รูปหัวเหยี่ยวหายไปข้างหนึ่ง เหลืออีกข้างห้อยบิดเบี้ยวอยู่ใต้คราบสนิม ป้ายทองคำเหนือประตูที่เคยสลักว่า
“ตระกูลหลิน ผู้พิทักษ์แดนเหนือ”
ถูกปลดไปนานแล้ว
เหลือเพียงรอยตะปูสี่จุดบนคานไม้
และเงาสี่เหลี่ยมซีดจางกว่าผืนไม้รอบข้าง
ราวกับศักดิ์ศรีทั้งตระกูลเคยถูกตรึงไว้ตรงนั้น ก่อนจะถูกฉีกออกไปทั้งแผ่น
ลานฝึกด้านหน้าซึ่งครั้งหนึ่งเคยแน่นไปด้วยรอยเท้าม้าและเสียงกระทบทวน บัดนี้ถูกหิมะกลบจนเรียบ มีเพียงเสาไม้ฝึกหุ่นฟางต้นหนึ่งที่ยังยืนคดงออยู่กลางลาน รอยฟันดาบและรอยแทงหอกบนเนื้อไม้ยังลึกคม แม้ผ่านลมฝนมาหลายปี ก็ยังไม่เลือนหาย เหมือนมันยังจำได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนี้ และสอนลูกสาวให้ตั้งเท้าให้มั่นก่อนจับอาวุธ
ด้านทิศตะวันออกของจวนมีหอหนังสือเล็กๆ ซึ่งหลังคาทรุดไปครึ่งหนึ่ง แต่ในห้องชั้นในสุดยังมีชั้นไม้แคบๆ เหลืออยู่หนึ่งแถว บนนั้นวางสมุดปกหนังดำเก่าๆ หลายเล่มที่ไม่มีใครเอาไป เพราะไม่มีผู้ใดเห็นค่าของลายมือแม่ทัพผู้คุมแดนเหนือ
ในสมุดพวกนั้น หลินเฟิงเคยจดทั้งเส้นทางลมหนาว การเคลื่อนพลของชนเผ่าเหนือ ปริมาณเสบียงในแต่ละด่าน และชื่อทหารทุกนายที่ตายระหว่างป้องกันชายแดน
เขาจำพวกเขาได้แม้แต่คนเดียวไม่ขาด
แต่ราชสำนักกลับจงใจลืมเขาได้อย่างง่ายดาย
สามปีก่อน ขุนพลหลินเฟิงถูกใส่ร้ายในข้อหาคบคิดกับชนเผ่าเหนือ
ทั้งที่ความจริง เขาเพียงปฏิเสธจะก้มหัวให้อำนาจมืด
ปฏิเสธจะเซ็นปล่อยเสบียงที่ควรส่งถึงชายแดนไปเข้าคลังลับของอองเฮาเกาซื่อ
ปฏิเสธจะใช้เลือดของทหารนับพันซื้อความพอใจของคนในวัง
และในแผ่นดินที่คนผิดมีอำนาจ
นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้คนซื่อตรงต้องตาย
คืนนั้นเอง ทหารหลวงบุกเข้ามาในจวนขณะหิมะยังตกไม่หยุด
หลินเยว่ซินยังจำทุกอย่างได้ชัด
จำแสงคบเพลิงที่ไล้ผ่านกำแพงเก่าเหมือนเปลวอสูร
จำเสียงเกราะเหล็กกระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะเย็นชา
จำลมหายใจสีขาวของม้าศึกหน้าประตู
และจำภาพบิดาของตนที่ยืนตัวตรงกลางลานฝึก ท่ามกลางวงล้อมทหารหลวง ราวกับแม้ถูกลากลงสู่ความตาย เขาก็ยังคงเป็นแม่ทัพของชายแดนเหนืออยู่เช่นเดิม
คืนนั้น หลินเฟิงไม่ดิ้นรน
ไม่ร้องขอความเป็นธรรม
ไม่แม้แต่เอ่ยสาปแช่งผู้ใด
เขาเพียงหันกลับมามองลูกทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย
ดวงตาคู่นั้นไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีความอ่อนแอ
มีเพียงความห่วงใยที่ลึกเงียบ จนแม้หิมะทั้งลานยังเหมือนนิ่งลงเพื่อฟัง
ก่อนถูกพาตัวไป เขาย่อตัวลง ลูบศีรษะหลินเยว่ซิน แล้วตบไหล่หลินจื่อซวนเบาๆ
มือของเขาสั่นเพียงเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะหวั่นกลัวความตาย
แต่เพราะเจ็บปวดที่ต้องทิ้งลูกไว้เบื้องหลัง
แล้วเขาก็เอ่ยถ้อยคำที่หลินเยว่ซินจดจำมาจนถึงวันนี้
“พ่อไม่ได้ทำผิด”
“จงเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น อย่าเชื่อในสิ่งที่ผู้อื่นสั่งให้เจ้าเห็น”
“และจงจำไว้... ความจริงอาจถูกฝังได้ แต่ไม่มีวันตาย”
จากนั้นเขาจึงหันหลัง เดินออกจากประตูจวนไปพร้อมทหารหลวง
เดินเข้าสู่ม่านหิมะ
เข้าสู่ความมืด
และไม่เคยกลับมาอีก
สามวันต่อมา ศพของเขาถูกส่งคืนมาในโลงไม้สนราคาถูก
โลงใบเล็กนั้นหยาบ แข็ง และไร้เกียรติ
เล็กเสียจนราวกับไม่อาจบรรจุศักดิ์ศรีของชายผู้เคยแบกชายแดนทั้งผืนไว้บนบ่าได้หมด
ใบหน้าของหลินเฟิงซีดขาว
แต่ที่มุมปากกลับยังมีรอยยิ้มบางๆ
เป็นรอยยิ้มของคนที่ยอมตายได้
แต่ไม่ยอมคุกเข่า
มารดาของหลินเยว่ซินทรุดลงข้างโลงอย่างช้าๆ นางไม่ร้องไห้อีกแล้ว เพราะดูเหมือนน้ำตาทั้งชีวิตได้ไหลหมดไปตั้งแต่คืนที่สามีถูกนำตัวออกจากบ้าน
สามเดือนหลังจากนั้น นางก็ตายตามไป
มิใช่เพราะโรค
มิใช่เพราะพิษ
แต่เพราะหัวใจของคนผู้หนึ่งแตกสลายเกินกว่าจะเยียวยา
ก่อนสิ้นใจ นางกุมมือหลินเยว่ซินไว้แน่น ฝ่ามือที่เคยอุ่นอ่อนโยน บัดนี้เย็นเฉียบราวหิมะปลายคืน
“เยว่ซิน...”
เสียงของนางแผ่วราวเส้นด้ายใกล้ขาด
“อย่าเป็นเหมือนแม่”
“อย่ารักผู้ใดมากเสียจนเมื่อเขาจากไป... เจ้าก็ไม่อยากอยู่ต่อ”
หลินเยว่ซินกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมร้องไห้ออกมา
มารดารวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย กล่าวต่ออย่างเชื่องช้า
“แต่หากวันหนึ่ง... เจ้าพบใครสักคนที่ทำให้หัวใจของเจ้าอบอุ่นขึ้นจริงๆ”
“จงรักเขาให้สุดหัวใจ”
“และจงรักตัวเอง... ให้มากกว่านั้น”
“สัญญากับแม่ได้หรือไม่”
หลินเยว่ซินพยักหน้า ทั้งที่น้ำตาเอ่อคลอจนมองเห็นใบหน้ามารดาเลือนพร่า
นับแต่นั้น คำสัญญานั้นก็กลายเป็นเกราะบางๆ ห่อหุ้มหัวใจของนางไว้
เกราะที่เตือนให้นางไม่อ่อนแอจนเกินไป
ไม่ฝากชีวิตไว้กับผู้ใด
และไม่ยอมให้โลกทำลายนางได้ง่ายอย่างที่มันทำกับมารดา
ทว่าในส่วนลึกที่สุดของใจ หลินเยว่ซินรู้ดี—
เกราะนั้นไม่ได้ปกป้องแค่หัวใจ
แต่มันกำลังกักความเจ็บปวดทั้งหมด ที่นางไม่มีสิทธิ์ปล่อยให้พังทลายออกมา
การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้
เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล
“เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่
มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง
ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร
คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน
เช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้” “นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ” “นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวและในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอแม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเย
คืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือนจื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียงประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกันผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิ
หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง
เมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดามันมีกฎของมันและกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จักกฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือดครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอห







