Beranda / รักโบราณ / ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน / เศษซากแห่งเกียรติยศ

Share

เศษซากแห่งเกียรติยศ

last update Tanggal publikasi: 2026-05-07 10:56:54

หลังการตายของหลินเฟิง จวนตระกูลหลินก็ถูกผู้คนรุมทึ้งราวซากสัตว์ในหิมะ

ญาติห่างๆ ที่เคยยิ้มหวานยามมาอาศัยบารมี  

เจ้าหนี้หน้าเลือดที่เคยโค้งคำนับแทบชิดพื้น  

พ่อค้าคนกลางที่เคยขอให้บิดานางช่วยเปิดทางขนสินค้าผ่านแดนเหนือ  

แม้แต่คนใช้เก่าบางส่วนที่เคยรับเงินเดือนจากเรือนนี้

คนเหล่านั้นต่างผลัดกันเข้ามาขนของออกไปอย่างไม่ละอาย

ตู้ไม้แดงสลักลายเมฆที่ตั้งอยู่ในห้องรับแขกถูกยกไป  

ชุดเกราะพิธีการของบิดาซึ่งแขวนอยู่ในห้องบรรพชนหายไป  

ฉากกั้นผ้าไหมลายภูเขาหิมะของมารดาถูกถอดออกจากบานพับ  

แม้แต่ระฆังทองเหลืองใบเล็กจากด่านเป่ยหยวน ซึ่งทหารชายแดนเคยมอบให้หลินเฟิงในปีแห่งชัยชนะ ก็ยังถูกขโมยไปทั้งเส้นเชือก

สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน  

แต่เป็นประวัติศาสตร์ทั้งหลังคาเรือน

ห้องบรรพชนซึ่งเคยมีกลิ่นธูปอ่อนๆ และแผ่นป้ายวิญญาณเรียงเป็นระเบียบ ถูกทิ้งจนฝุ่นจับหนา เหลือเพียงโต๊ะบูชาเตี้ยๆ กับรอยวงกลมซีดบนผนัง จุดที่ครั้งหนึ่งเคยแขวนแผนที่ชายแดนเหนือฉบับเขียนมือของหลินเฟิง

มีเพียงของบางอย่างที่คนพวกนั้นไม่คิดจะเอาไป  

เพราะมันไม่มีราคาในตลาด

เช่นกระบอกหนังเก่าใส่ธนูที่ขาดตรงปากถุง  

เช่นโต๊ะเขียนหนังสือเล็กๆ ที่ขาหักไปหนึ่งข้าง  

เช่นหีบไม้สนใบแคบซึ่งภายในบรรจุเสื้อคลุมทหารเก่า กลิ่นควันไฟและลมหนาวยังฝังอยู่ในเนื้อผ้า  

และเช่นสมุดบันทึกของหลินเฟิง ซึ่งหน้ากระดาษเต็มไปด้วยตัวอักษรแน่นละเอียด บันทึกทั้งเรื่องด่าน เสบียง ชื่อทหาร กับคำเตือนเรื่องคลังลับที่ราชสำนักไม่ควรแตะต้อง

ไม่มีใครเอาสิ่งเหล่านั้นไป  

เพราะไม่มีใครอยากอ่านความจริง

ท้ายที่สุด สิ่งเดียวที่เหลือให้หลินเยว่ซินกับน้องชาย คือเรือนเล็กมุมท้ายจวน ติดกำแพงด้านเหนือ ใกล้บ่อน้ำเก่าที่น้ำเริ่มขุ่นมาแต่ปีที่แล้ว

เรือนนั้นเดิมเป็นที่พักของคนเฝ้าคลังเสบียง

หลังคารั่วจนต้องเอากะละมังมารองน้ำทุกครั้งที่ฝนตก  

ผนังไม้แยกจนลมหนาวสอดเข้ามาได้ทุกด้าน  

หน้าต่างชำรุดบานหนึ่งปิดไม่สนิท ต้องใช้ผ้าเก่าอุดไว้ทุกคืน  

เตาไฟก่อด้วยอิฐดินเผาบิ่นแตก จัดฟืนดีเพียงใด เปลวไฟก็ยังมอดง่ายเพราะลมลอดรอยแตกเข้ามา

มันคือเศษซากที่โลกโยนทิ้งไว้ให้  

หลักฐานว่าตระกูลหลินถูกเหยียบย่ำจนแทบไม่เหลือสิ่งใดแล้วจริงๆ

แต่ในเรือนเล็กอันแสนทรุดโทรมนั้น หลินเยว่ซินกลับพยายามสร้างโลกของตนขึ้นมาใหม่ทีละชิ้น

นางใช้ผ้าขาวเก่าของมารดาตัดเป็นผ้าปูโต๊ะผืนเล็ก  

ใช้เศษกระเบื้องรองขาโต๊ะที่โยก  

ใช้เชือกป่านถักเป็นที่แขวนช้อนชาม  

ใช้ถุงผ้าเก่าบรรจุใบสนแห้งมาทำหมอนให้น้องชาย

บนผนังด้านในสุด นางแขวนกรอบไม้เล็กๆ ไว้กรอบหนึ่ง ภายในไม่ใช่ภาพเขียนราคาแพง หากเป็นเศษผ้าสีน้ำเงินปักตราเหยี่ยวหิมะเพียงครึ่งเดียว—เศษธงตระกูลที่หลงเหลือจากวันถูกยึดจวน

นางเก็บมันไว้เหมือนเก็บลมหายใจสุดท้ายของบ้าน

ทุกเช้า นางเช็ดโต๊ะไม้จนสะอาด  

ทุกคืน นางพับผ้าห่มให้หลินจื่อซวนเรียบร้อย  

และเหนือโต๊ะอาหารเล็กๆ นางแขวนโคมกระดาษเพียงดวงเดียว พร้อมวาดลายดอกบัวลงบนผิวโคมอย่างบรรจง

นางไม่รู้ว่าทำไมตนจึงชอบวาดดอกบัวนัก

ไม่รู้ว่าทำไมกลีบเรียวยาวเหล่านั้นจึงคุ้นมือราวกับเคยวาดมันมานับครั้งไม่ถ้วน  

ไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่ปลายพู่กันลากเส้นโค้งลงไป หัวใจจึงสั่นไหวเบาๆ ราวกำลังแตะต้องความทรงจำที่หลับลึกอยู่ในที่มืด

โลกใบเล็กของนางไม่มั่งคั่ง  

ไม่ปลอดภัย  

และไม่มีผู้ใดคุ้มครอง

แต่มันเป็นทุกอย่างที่นางเหลืออยู่

เพราะเหตุนี้ หลินเยว่ซินจึงยอมไม่ได้  

ยอมไม่ได้ให้ใครมาทำลายมันอีก

ต่อให้ต้องแลกด้วยเลือดเนื้อ  

หรือชีวิตทั้งหมดที่ยังเหลืออยู่ก็ตาม

_________________________________________________________________________________________________________

หลินเยว่ซินเติบโตขึ้นเป็นหญิงสาวผู้เงียบงาม

นางไม่ใช่ความงามแบบอ่อนหวานที่ทำให้ผู้คนอยากเข้าใกล้  

ไม่ใช่แสงแดดยามเช้า  

แต่เป็นดอกเหมยกลางหิมะ

งดงาม  

เย็นเยียบ  

และแตะต้องยาก

รูปร่างของนางบอบบางดุจกิ่งหลิวแรกหนาว เส้นผมดำสนิทยาวจรดเอว ผิวขาวซีดคล้ายหยกเย็นที่ไม่เคยต้องแสงอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ จนบางครั้งเมื่อยืนนิ่งอยู่กลางหิมะ นางดูคล้ายรูปสลักน้ำแข็งมากกว่ามนุษย์มีลมหายใจ

ใบหน้ารูปไข่งดงามได้สัดส่วน  

คิ้วเรียวบาง  

ดวงตาคู่โตสงบลึก  

ทว่าใต้ความสงบนั้นมีเงาเศร้าบางๆ ซ่อนอยู่เสมอ  

ริมฝีปากบางสีจางมักเม้มแน่น ราวเจ้าของมันเรียนรู้ไปแล้วว่า บนโลกนี้มีหลายอย่างที่ต่อให้พูดออกไปก็ไม่เปลี่ยนแปลงสิ่งใด

ผู้คนในตลาดเคยกระซิบกันว่า หากหลินเยว่ซินยังเป็นคุณหนูใหญ่ของจวนเดิม ด้วยรูปโฉมเช่นนี้ ต่อให้ถูกส่งเข้าเมืองหลวงก็คงสะกดสายตาทั้งงานเลี้ยงได้

แต่ชะตากลับไม่เมตตา

และยิ่งนางงดงามมากเพียงใด ผู้คนก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นเท่านั้น

เพราะความงามที่เกินพอดี มักทำให้คนธรรมดาหวาดระแวง  

โดยเฉพาะเมื่อความงามนั้นมาพร้อมความเงียบ  

ความเย็นชา  

และแววตาที่ราวกับผ่านชีวิตมามากเกินวัย

ทว่าภายใต้รูปลักษณ์บอบบางนั้น กลับมีสิ่งหนึ่งซ่อนอยู่เงียบๆ

ความแข็งแกร่ง

ไม่ใช่ความแข็งแกร่งของผู้ใช้กำลัง  

ไม่ใช่ความแข็งแกร่งของวีรบุรุษในตำนาน

แต่เป็นความแข็งแกร่งของคนที่สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว  

และไม่มีสิทธิ์ล้มลงอีกเป็นครั้งที่สอง

มันเกิดจากการเห็นโลงศพบิดาถูกหามเข้าบ้าน  

เกิดจากการใช้มือที่ควรจับพู่กันและปิ่นปักผม มาจับเข็มปักผ้าและถ่านก่อไฟ  

เกิดจากการรู้ตั้งแต่ยังเล็กว่า การอดทนสำคัญกว่าการร้องไห้ และในบางครั้ง ความเงียบก็ดังกว่าคำตะโกนใดๆ

ในเรือนเล็กของนางมีกระจกเงาเก่าบานหนึ่ง กรอบไม้แตกตรงมุม และผิวกระจกมัวเสียจนสะท้อนภาพไม่คมชัด

มันเคยอยู่ในห้องแต่งตัวของมารดา  

ต่อมาถูกโยนทิ้งไว้ในโกดัง  

แล้วหลินเยว่ซินเก็บมันกลับมาเอง

ทุกครั้งที่ยืนอยู่หน้ากระจกบานนั้น นางมักรู้สึกว่ากำลังมองคนแปลกหน้า

หญิงสาวในกระจกมีดวงตาเยือกเย็นเกินวัย  

มีท่าทีสงบเกินกว่าเด็กกำพร้าธรรมดาจะมี  

และมีบางอย่างในแววตาที่แม้แต่นางเองก็ไม่อาจอธิบาย

เด็กหญิงที่เคยวิ่งเล่นข้างลานฝึก  

เคยหัวเราะใต้ชายคาเรือนใหญ่  

เคยซ่อนตัวอยู่หลังบิดาเพื่อหลบหิมะแรกของปี

เด็กคนนั้นตายไปพร้อมกับหลินเฟิงและมารดาแล้ว

คนที่ยังยืนอยู่ตรงนี้  

มีเพียงหลินเยว่ซินผู้ถูกความหนาวของโลก หล่อหลอมขึ้นใหม่ทีละชั้น  

จนคมแข็งกว่าเดิม  

และเงียบกว่าคนเดิมมากนัก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   บานประตูที่ปิดตาย

    การเดินเข้าเมืองในวันที่หิมะถล่มลงมาเช่นนี้ มิใช่เรื่องง่ายสำหรับหญิงสาวที่ขาดอาหารและอดนอนมาหลายวันถนนลื่นราวกระจกน้ำแข็ง รองเท้าผ้าเก่าของนางขาดตรงปลายจนหิมะซึมเข้าไปได้ทุกก้าว ฝ่าเท้าทั้งสองเจ็บแปลบสลับชา ยามลื่นล้ม แต่ละครั้งความเย็นจะกัดลึกผ่านเข่าและฝ่ามือเข้าไปจนเหมือนกระดูกถูกฝังอยู่ในหิมะทว่าสิ่งที่กัดเจ็บกว่าความหนาว กลับเป็นประตูที่ปิดใส่นางทีละบานร้านแรก นางยังพอเคาะประตูด้วยเสียงมั่นคงลูกจ้างเปิดออกมาเพียงรอยแคบ พอนางยื่นผ้าปักออกไป อีกฝ่ายก็ชะงัก ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นแข็งกระด้าง“นายไม่รับงานจากเจ้าแล้ว”“เหตุใด” หลินเยว่ซินถามเรียบ ๆ แม้ลมหายใจจะสั่นอยู่ในอก “อย่างน้อยก็ขอให้ท่านดูผ้าก่อน—”“ข้าบอกว่าไม่รับก็คือไม่รับ”เสียงกลอนสับดังปังใส่หน้านางยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง มองหิมะที่เกาะบนผ้าแขนตน ก่อนจะหันไปยังร้านถัดไปร้านที่สองไม่ยอมแม้แต่จะเปิดประตูมีเพียงเสียงตะโกนลอดออกมาจากด้านใน“ไสหัวไปเสีย! ร้านเราไม่ค้าขายกับตัวอัปมงคล”คำว่า “ตัวอัปมงคล” ทำให้หัวใจของหลินเยว่ซินกระตุกเย็นวาบโทสะลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนปลายนิ้วของนางชาในทันทีกฎข้

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   บุรุษในเงามืด

    เขายืนอยู่หน้าแท่นบูชา ร่างสูงใหญ่หันหลังให้ประตูเพียงแค่เงาหนึ่งเงา ศาลเจ้าหลังเก่าก็ดูแคบลงไปถนัดตาอาภรณ์สีดำสนิทของเขากลืนไปกับความมืดเกือบทั้งร่าง ชายเสื้อปักดิ้นเงินละเอียดเป็นลวดลายคล้ายน้ำค้างแข็ง เหน็บกระบี่ยาวไว้ข้างเอว มือข้างหนึ่งวางบนด้ามอย่างหลวม ๆ แต่ให้ความรู้สึกคุกคามอย่างประหลาด ราวกับอาวุธนั้นไม่เคยแยกจากตัวเขาแม้ยามยืนเฉยภายนอก พายุหิมะยังคำราม แต่บุรุษผู้นี้กลับนิ่งนิ่งราวภูผา นิ่งราวกับลมหิมะทั้งโลกก็ไม่อาจบีบให้เขาเอนเอียงได้แม้แต่น้อยหลินเยว่ซินชะงักฝีเท้าในทันทีสัญชาตญาณบอกให้นางระวัง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกลับไม่ใช่ความหวาดกลัวล้วน ๆเพียงมองแผ่นหลังนั้น หัวใจของนางกลับสั่นไหวอย่างไร้เหตุผล สั่นเหมือนในฝัน เหมือนวิญญาณส่วนลึกจำบางสิ่งได้ก่อนสติจะทันรู้ตัวราวกับนางเคยเห็นเงานี้มาก่อน มิใช่ในโลกมนุษย์ หากในลานหยกขาวท่ามกลางเสียงระฆังและเลือดห่อผ้าในมือของนางหลุดร่วงลงพื้นเหรียญเงินสามเหรียญในถุงเล็กกลิ้งกระจัดกระจายออกมา กระทบพื้นหินดังกรุ๊งกริ๊งชัดเจนท่ามกลางความเงียบหลินเยว่ซินสะดุ้ง รีบก้มลงเก็บแต่ในเวลาเดียวกัน บุรุษผู้นั้นก็หันมา แล

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   คุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน

    “เจ้า” เขาเอ่ยขึ้นหลังความเงียบทอดอยู่ครู่หนึ่ง “คือคุณหนูสามแห่งตระกูลหลิน”จากนั้นจึงพูดชื่อนางออกมาชัดเจน“หลินเยว่ซิน”หัวใจของนางกระตุกวูบชื่อนี้สำหรับคนอื่น มักตามมาด้วยคำดูหมิ่นเสมอ ลูกสาวกบฏ หญิงอัปมงคล ตัวเสนียดของตระกูลต้องโทษแต่เมื่อนามนี้ออกจากปากเขา กลับไม่มีถ้อยคำใดต่อท้าย ไม่มีความสมเพช ไม่มีความเหยียดหยามราวกับเขาเพียงยอมรับว่า นางคือคนคนหนึ่งซึ่งมีตัวตนจริงอยู่ตรงหน้าหลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นมองเขาระวัง ๆ“ท่านรู้จักข้าหรือ”“ข้ารู้จักบิดาเจ้ามากกว่า”เพียงประโยคนั้น ความเย็นในร่างนางกลับเปลี่ยนเป็นความเจ็บขึ้นมาแทนบิดาชื่อนี้เป็นเหมือนแผลเก่าที่ไม่เคยสมาน ผู้คนในเมืองหลวงพูดถึงเขาแต่ในฐานะคนทรยศ ไม่มีใครเอ่ยด้วยความเคารพอีกแล้ว“ท่าน…รู้จักบิดาข้าด้วยหรือ”“ข้าเคยอยู่ใต้บัญชาการของแม่ทัพหลิน”น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่แน่นพอจะทำให้หลินเยว่ซินต้องกำเหรียญในมือแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว“ท่านแม่ทัพหลินเป็นคนสอนข้าว่า คนเป็นทหารไม่ใช่ผู้ที่ฆ่าเก่งที่สุด” เขาพูดต่อ “แต่คือผู้ที่ยืนอยู่ข้างหลังคนของตนจนวินาทีสุดท้าย”หลินเยว่ซินนิ่งงันไม่มีใครเอ่ยถึงบิดานางเช่

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   รอยยิ้มแรกและคำเตือน

    มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มจางเสียจนเกือบไม่ต่างจากเงาไฟไหว แต่เพราะมันหาได้ยากยิ่ง จึงยิ่งทำให้หัวใจคนมองสะเทือน“อย่างน้อย” เขาเอ่ย “เจ้าก็ซื่อตรงกว่าคนทั้งวัง”ในจังหวะนั้นเอง ลมหนาวก็พัดกระแทกประตูศาลเจ้าจนดังปัง หลินเยว่ซินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะไอขึ้นมาสองสามครั้งอย่างกลั้นไม่อยู่เชียวอวี้เฉินมองนางเพียงชั่วแวบ จากนั้นจึงปลดผ้าคลุมขนสัตว์สีดำออกจากบ่าของตน“ไม่จำเป็น—”หลินเยว่ซินเอ่ยปฏิเสธทันทีแต่เขาไม่ฟังผ้าคลุมหนักอุ่นผืนนั้นถูกวางลงบนบ่าของนางอย่างเรียบร้อย กลิ่นหิมะสะอาด ควันไม้จาง ๆ และกลิ่นเหล็กเย็นจากตัวเขาอบอวลอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ความเย็นที่ฝังอยู่ในกระดูกของนางค่อย ๆ คลายลงทีละน้อยนางชะงักอีกครั้งไม่ใช่เพียงเพราะความอบอุ่น แต่เพราะความหนาวในเลือดของนาง…สงบลงอย่างน่าประหลาดเมื่ออยู่ใกล้เขา“ข้าไม่ได้ให้เพราะสงสาร” เชียวอวี้เฉินกล่าวเรียบ ๆ พลางจัดชายผ้าคลุมให้นางอย่างไม่ใส่ใจนัก “หากเจ้าป่วยตายคืนนี้ แล้วใครจะปักลายเมฆบนผ้าได้งามเช่นนั้นอีก”หลินเยว่ซินเงยหน้าขึ้นทันที“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าผ้าพวกนั้นเป็นฝีมือข้า”“มือเจ้า”เขาพยักหน้าไปทางปลายนิ้วนาง

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   หิมะแรกสุดโหดร้าย

    ตอนที่ ๓.๑ หิมะแรกอันโหดร้ายยิ่งกว่าความตายหิมะแรกของปีควรตกอย่างอ่อนโยนควรเป็นเพียงผงขาวบางเบาที่โปรยลงจากฟ้า ดุจเสียงกระซิบของฤดูหนาว มิใช่คมมีดนับหมื่นเล่มที่ฟาดใส่ผิวเนื้อของผู้คนอย่างไม่ปรานีแต่ปีนี้ หิมะแรกกลับมาพร้อมความอำมหิตเมฆสีเทาหม่นปิดทับทั้งฟ้าเสียจนไม่เหลือแม้เงาของดวงดาว ลมหนาวคำรามก้องราวสัตว์ร้ายตื่นหิว พัดเอาผลึกน้ำแข็งเม็ดเล็กแหลมคมกระแทกใบหน้าและลำคอ จนเจ็บร้าวเหมือนถูกเข็มทิ่มแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในคืนที่แม้แต่ฟ้าดินยังไม่ปรานีผู้ใด หลินเยว่ซินกลับต้องออกจากกระท่อมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางนางกอดห่อผ้าปักไว้แนบอกแน่น ภายในนั้นคือผืนแพรสามผืนที่นางปักจนปลายนิ้วแตกเลือดซึมติดต่อกันหลายคืน ลายเมฆมงคล ลายดอกบัว และลายนกเหมันต์—ล้วนเป็นงานละเอียดที่สุดที่นางทำได้ในยามที่แสงเทียนริบหรี่และสายตาพร่ามัวเพราะอดนอนหากขายได้ นางจะมีเงินซื้อยาให้จื่อซวนอีกสองห่อ หากขายไม่ได้ คืนนี้กระท่อมของพวกนางจะไม่มีทั้งยาและฟืนเพียงคิดถึงเด็กชายที่นอนซมด้วยพิษไข้อยู่ในบ้าน หลินเยว่ซินก็ไม่กล้าหยุดเดินลมหายใจของนางกลายเป็นไอขาวทันทีที่พ่นออกมา ปลายนิ้วทั้งสิบชาจนแทบจับห่อผ้าไม่อยู่ แต่คร

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   กงล้อชะตาหมุนวน

    คืนหนึ่ง หลังจากจื่อซวนดื่มยาแล้วผล็อยหลับไป หลินเยว่ซินก็นั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าน้องชายที่ซีดเซียวใต้แสงเทียนอ่อนนางเหนื่อยเหลือเกินเหนื่อยจากการหาเงิน เหนื่อยจากสายตาของผู้คน เหนื่อยจากการฝืนควบคุมความหนาวในเลือด เหนื่อยจากความฝันที่กัดกินทั้งแรงและความทรงจำเพียงชั่วครู่เดียว นางก็เผลอเอนหน้าผากพิงขอบเตียง ปล่อยให้ดวงตาปิดลงในความเงียบนั้น นางได้ยินเสียงหิมะตกอยู่นอกกระท่อม ได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วของจื่อซวน และลึกลงไปกว่านั้น นางเหมือนได้ยินเสียงระฆังโบราณดังอยู่ไกลมากกังวาน ห่างไกล แต่ชัดพอให้หัวใจสั่นหลินเยว่ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ“พี่จะปกป้องเจ้าเอง” นางกระซิบกับเด็กชายที่กำลังหลับ “ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”มือของนางเอื้อมไปกุมมือเล็ก ๆ ของจื่อซวนไว้เย็นจัด แต่มั่นคง“ต่อให้คนทั้งโลกมองพี่เป็นปีศาจก็ช่าง”“ต่อให้สิ่งที่อยู่ในเลือดพี่เป็นคำสาปก็ช่าง”“ขอเพียงเจ้ามีชีวิตอยู่…”เสียงของนางสะดุดเล็กน้อยเพราะในวินาทีนั้นเอง ความหนาวในอกกลับไม่บาดเจ็บเหมือนทุกครั้ง มันนิ่งลง แน่นขึ้น ราวกับกำลังรับฟังหลินเยว่ซินจึงพูดต่อชัดถ้อยชัดคำ ราวกับให้สัตย์ต่อฟ้าดิน

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   สายตาที่มองเข้ามา

    เช้าวันถัดมา ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วหมู่บ้านเร็วกว่าลมหนาว“คุณหนูหลินเสกน้ำแข็งได้” “นางทำให้หลินป๋อเลือดอาบ” “นางถูกปีศาจสิงแล้ว!”จากเดิมที่ผู้คนเพียงดูแคลน บัดนี้พวกเขาเริ่มหวาดกลัวและในโลกของคนเล็กคนน้อย ความกลัวมักกลายเป็นความโหดร้ายได้ง่ายกว่าความเมตตาเสมอแม่ค้าที่เคยรับซื้องานปักของหลินเย

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   ราคาที่ต้องแลก

    คืนหนึ่ง ขณะที่หลินเยว่ซินกำลังนั่งปักผ้าใต้แสงเทียนริบหรี่เพื่อส่งงานให้พ่อค้าในรุ่งเช้า เสียงดังปังพลันกระแทกประตูจนกระท่อมทั้งหลังสั่นสะเทือนจื่อซวนสะดุ้งตื่นทันที ไอจนตัวงออยู่บนเตียงประตูถูกถีบเปิดอย่างหยาบคาย ลมหนาวกับกลิ่นสุราฉุนจัดพุ่งเข้ามาพร้อมกันผู้มาเยือนคือหลินป๋อ ญาติผู้พี่ผู้ถือสิ

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   ร่องรอยของความฝัน

    หากอาการในยามตื่นทำให้นางหวาดกลัว ความฝันในยามหลับก็ทำให้นางแทบไม่กล้าปิดตามันไม่เหมือนความฝันของคนทั่วไปความฝันของคนทั่วไปเลือนรางเมื่อยามเช้ามาถึง แต่ความฝันของหลินเยว่ซินกลับชัดขึ้นทุกคืนราวกับมันไม่ได้เกิดขึ้น “ในหัว” แต่เกิดขึ้น “ที่ใดสักแห่ง” แล้วส่งเสียงเรียกมาถึงวิญญาณของนางทุกครั้ง

  • ดาราสวรรค์ผู้หวนคืน   โชคชะตาที่แปรผัน

    เมื่อหลินเยว่ซินอายุครบสิบเจ็ดปี นางก็เริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในร่างกายตนมิใช่อาการป่วยธรรมดามันมีกฎของมันและกฎนั้นโหดร้ายยิ่งกว่าความเจ็บไข้ใดที่นางเคยรู้จักกฎข้อแรก—เมื่อใจหวาดกลัว ความหนาวจะเริ่มจากเลือดครั้งแรกที่นางสังเกตได้ชัด คือในเช้าวันหนึ่งที่เจ้าหนี้มาตะโกนด่าหน้ากระท่อม จื่อซวนไอห

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status