เข้าสู่ระบบบ่ายคล้อยจวนค่ำ
กฤติกาตื่นมาด้วยความเมื่อยขบ แต่เมื่อยแค่ไหนก็ต้องลุกมาอาบน้ำแต่งตัว เธอให้เจ๊จัดเมคอัพชุดใหญ่ตั้งแต่ก่อนออกจากคอนโดฯ พอไปถึงร้านที่ทางทีมงานจัดไว้ให้ ก็เพียงแค่สวมชุดแล้วรีบไปให้ทันเวลา
วันนี้เจ๊หวีเสนอตัวตามมาช่วยตลอดงาน ไม่ยอมให้เธอมาคนเดียว เจ๊ทำตั้งแต่แต่งหน้าทำผม ขับรถให้ ทั้งช่วยหิ้วกระเป๋า ทำหน้าที่ไม่ต่างจากผู้จัดการส่วนตัว เธอไม่อยากจ้างเจ๊ด้วยเหตุนี้ การมีเจ๊ไว้พึ่งพิงโดยไม่ต้องจ้างด้วยเงิน เธอสบายใจมากกว่า ไม่อยากให้เจ๊ต้องมารับใช้ ต้องมาจัดการอะไรๆ ให้ แต่วันนี้คงไม่ได้เสียแล้ว เธอเหนื่อย เธอเพลีย และจำสคริปต์แทบไม่ได้ ขอพึ่งเจ๊สักวันก็แล้วกัน
งานเปิดตัวแป้งตลับของเครื่องสำอางแบรนด์ T&P เสร็จสิ้นก่อนสองทุ่ม กฤติกาเหนื่อยมาก เหนื่อยจนอยากหายตัว เหนื่อยจนไม่อยากคลี่ยิ้ม แต่บรรดานักข่าวนี่สิ เหมือนผีเลย ผีที่ตามมาหลอกหลอน ไม่ใช่มาเพราะงานเปิดตัวเครื่องสำอางหรอกนะ แต่มาเพราะเรื่องของไหมขวัญต่างหาก
“ขอทางให้น้องหน่อยนะคะ วันนี้น้องเหนื่อยมากเลย เปิดทางให้น้องด้วยนะคะพี่ๆ ขา...” เจ๊หวีกรุยทางให้กฤติกาเดิน ทั้งลูกค้าของห้าง ทั้งนักข่าวแน่นขนัดที่ลานจัดงานของห้างสรรพสินค้าชื่อดัง นางร้ายหุ่นอวบอัดอยู่ในชุดราตรีซีทรูปิดตั้งแต่คอยันปลายเท้า เผยแผ่นหลังเนียนกริบที่เจ๊ต้องใช้ความสามารถลงแป้งต่างๆ นานาเพื่อปิดรอยช้ำจากรอยจูบที่เวหาทำไว้ มันช่วยได้มากเลยล่ะ ไม่อย่างนั้นคงได้มีประเด็นใหม่ๆ เกิดขึ้นมาให้กฤติกาปวดหัวแน่ๆ
“สวัสดีค่ะพี่ๆ สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่มานะคะ วันนี้กุ๊กเหนื่อยมากจริงๆ ขอสัมฯ แค่สิบนาทีพอนะ” กฤติกาเอ่ยทักทาย ก่อนจะลงท้ายด้วยเสียงที่ไม่เป็นมิตรนัก ปกติเธอกับนักข่าวก็ไม่ค่อยถูกกันอยู่แล้ว จะเรื่องอะไรเล่า ก็เรื่องที่พวกเขาคอยมารบเร้าถามว่าเธอเป็นลูกสาวของไหมขวัญหรือเปล่านั่นแหละ เมื่อมีข่าวซุบซิบหลุดออกไป มันก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกสงสัย
นักข่าวจากทุกสำนักต่างรับคำสาวเจ้า พร้อมใจกันยื่นไมค์ไปจ่อที่ปากของนางร้ายคนสวย
“วันนี้มางานอะไรคะน้องกุ๊ก” นักข่าวสาวข้ามเพศจากสำนักข่าวหนึ่งเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก กฤติกายิ้มรับตามมารยาท
“วันนี้กุ๊กมาเปิดตัวแป้งตัวใหม่ของแบรนด์ T&P ค่ะ แป้งเนื้อดี คุมมันกันเหงื่อ กันแดด ที่สำคัญคือเหมาะกับผิวคนไทย เหมาะกับเมืองร้อนมากๆ อย่าลืมซื้อไปใช้นะค้า” กฤติกาแนะนำผลิตภัณฑ์ออกสื่อ เอาให้สมกับค่าจ้างที่ถูกจ้างมา ตัวสินค้ายังไม่ได้ทำการตลาดทางโทรทัศน์ แต่มีคนใช้มาก เธอเลยรับงานนี้เพราะเงินดี และตัวแป้งจากที่ลองใช้ก็ถือว่าใช้ได้
“วันนี้มีงานต่อไหมคะ” นักข่าวสาวรายหนึ่งเอ่ยคำถามถัดมา
“ไม่ค่ะ วันนี้ไม่มีงานแล้วค่ะ เหนื่อยมากเลย” เอ่ยแล้วปั้นยิ้มสวย เจ๊ก็ส่งกระดาษซับมันมาให้ นักข่าวเลยได้แซว
“เดี๋ยวนี้มีผู้จัดการส่วนตัวแล้ว”
“ยังค่ายัง วันนี้เจ๊ว่างเลยมาเป็นเพื่อน”
“น่าจะจ้างเจ๊นะคะ” นักข่าวแนะ ด้วยเห็นอีกฝ่ายดูแลกฤติกาดี และสองคนนี้ทำตัวติดกันอยู่บ่อยๆ อย่างในงานศพบิดาของสาวเจ้า เจ๊หวีก็อยู่ด้วยตลอด
“นั่นสิคะ นางไม่จ้างค่ะ นางงก” เจ๊เอ่ยขำๆ เลยถูกกฤติกามองค้อน
“น้องกุ๊กสดใสขึ้นนะคะ คงทำใจเรื่องคุณพ่อได้แล้ว” นักข่าวถามต่อ
“ค่ะ ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป กุ๊กสู้มาตั้งแต่เด็ก เข้าวงการมาก็ยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ขาดพ่อไปก็เสียใจ เสียใจมากๆ แต่เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ต้องเรียนรู้ว่าต่อไปเราตัวคนเดียวแล้วนะ ไม่มีใครแล้ว” ตอบอย่างเข้มแข็ง
เจ๊หวีเอื้อมมือมาจับแขนแม่นางร้าย
“เจ๊ไง ยังมีเจ๊นะหนู ถึงช่วยได้ไม่มากแต่ซื้อโจ๊กตอนเป็นไข้ให้ได้นะคะ”
กฤติกายิ้มขัน คำพูดของเจ๊ช่วยเบรกหยดน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา
“แล้วคุณไหมละคะ”
“ทำไมคะ เราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน กุ๊กไม่มีญาติแล้ว นี่ถ้าตายวันนี้มรดกยกให้เจ๊หวีนะคะ บอกไว้ก่อนเลย” ว่าแล้วทำเป็นหัวเราะร่า ลากเรื่องดราม่าไปขบขัน
“หนูกุ๊กลูก อย่าพูดเป็นลางสิคะ” เจ๊ปรามอย่างห่วงใย
“แล้วไม่ได้ไปเยี่ยมพี่ไหมหรือคะ”
รอยยิ้มของกฤติกาเลือนหาย คิดอยู่ว่านักข่าวคงถามจิกไม่เลิก แต่อย่างน้อยน่าจะถามเรื่องงานวันนี้อีกสักหน่อย
“ไม่ค่ะ..ไม่ได้ไป กุ๊กมีงาน”
“แล้วพรุ่งนี้ไปไหมคะ”
“ก็...ไม่ค่ะ ไม่ไปค่ะ ไปทำไมคะ”
“ข่าวว่าพี่ไหมต้องการตับ”
“แล้วพี่จะให้กุ๊กบริจาคหรือคะ ตับกุ๊กกุ๊กหวงค่ะ ไม่ใช่เรื่อง ไม่ให้ค่ะ”
“แล้วผู้จัดการของพี่ไหมมีติดต่อมาไหมคะ”
“ไม่ค่ะ ไม่ใครติดต่อมาทั้งนั้น”
“แต่มีข่าวซุบซิบว่าน้องกุ๊กเป็นลูกสาวพี่ไหม”
กฤติกาจ้องคนที่กล้าพูดอย่างนั้น
“เจ้าตัวเคยพูดว่ามีลูกหรือคะ ไม่เห็นจะเคยได้ยิน”
นักข่าวสาวหน้าม้านเมื่อถูกแม่ตัวร้ายสวนกลับ นักข่าวชายอีกคนเลยรีบแทรกขึ้น
“สรุปว่ายังไงคุณกุ๊กก็ไม่ไป”
“ไม่ค่ะ ไม่ไป”
“แล้วถ้าเถิดคุณไหมเป็นอะไรขึ้นมา”
“ถามหมอสิคะ กุ๊กไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ครอบครัวเขา กุ๊กไม่รู้อะไรทั้งนั้น กุ๊กรู้แค่ว่า ณ ตอนนี้พ่อกุ๊กตายแล้ว กุ๊กตัวคนเดียว ไม่มีพ่อแม่แล้วค่ะ”
“สรุปว่ายังไงก็ไม่ไป”
กฤติกาแต่ยักไหล่แทนคำตอบ จะต้องให้เธอพูดคำนั้นอีกสักกี่หนกัน คนพวกนี้นี่
- ooooooo - หลังมื้อค่ำครอบครัววัฒนนท์นั่งล้อมวงอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ ปู่รงค์ดูข่าวช่วงสองทุ่ม ตังเมทำการบ้านในขณะที่สองแฝดเป็นตัวป่วน แต่พี่ชายยังยิ้มแป้น รักน้องห่วงน้อง ไม่ตีไม่ว่า น้องทำอะไรก็ดีไปหมด ก็คนไม่เคยมีน้องนี่นา“พี่ตาง หนูฟ้าช่วยพี่ตางเขียนกอไก่นะคะ”“โอ...อย่าๆ ไม่เอา นี่การบ้านพี่”“ก็หนูฟ้าอยากเขียน”“ของตัวเองล่ะ”“ปายแย่ง” ว่าแล้วชี้ให้ดูสมุดวาดเขียนที่ตอนนี้มีแต่สีน้ำเงินเข้มข้นระบายอยู่บนนั้น“โอ้...ปลายไม่เอา เอาสมุดตัวเองมาวาด ไม่แย่งของฟ้าสิ”“ป่าวแย่งฟ้า..ฟ้าให้”หนูฟ้าส่ายหน้ารัวๆ พี่ตังเลยต้องฉีกกระดาษสมุดให้หนูฟ้าแล้วจับสองแฝดนั่งดีๆ โดยที่ตัวเองนั่งคั่นกลาง ปลายยังแอบเอื้อมมือมาดึงกระดาษของฟ้ายิกๆ“อย่าแกล้งกันนะ ใครแกล้งไม่ซื้อขนมให้กินด้วย”เด็กน้อยทั้งสองรีบหันมานั่งดีๆ และสนใจแต่เฉพาะกระดาษที่อยู่ตรงหน้าตัวเองเท่านั้นเวหามองลูกๆ หลานๆ แล้วยิ้มชื่นใจ ในขณะที่กฤติกาเอาแต่ทำเสียงฮึดฮัดขัดใจอยู่ข้างๆ เขาแอบวาดแขนไปข้างหลังหล่อน ใช้มือร้อนๆ แอบลูบไล้สีข้างอวบๆ ของภรรยา “พี่เวย์....เอามือออกไป กุ๊กยุ่งอยู่” เธอกระซิบ มือทั้งสองยังอยู่ที่หน้าจอโทรศัพท์“อะไ
เสียงตังเมเรียกน้องอยู่หน้าประตู ลูกบอลลูกใหม่ช่างเข้ากันเหลือเกินกับสนามหญ้าเขียวๆ เธอมองออกไปตรงนั้น มองนิ่งนาน แลเห็นพ่อสามีกำลังเอามือไขว้หลัง เดินไปเดินมาบนหญ้านุ่มๆ ที่สนาม ท่านยังคงเฝ้ามองหลานๆ ไม่ห่างสายตา...ดีจัง ครอบครัวของเธอไม่ได้มีแค่เธอกับพ่อเหมือนที่เคยเป็นแล้วนะ วันนี้เธอมีครอบครัวที่อบอุ่นแล้วจริงๆ “พ่อ...หนูรักพ่อนะคะ ไม่ว่าเรื่องอะไร หนูไม่เคยโกรธพ่อเลย สำหรับคนอื่นหนูไม่รู้ แต่สำหรับหนู พ่อคนนี้แสนดีที่หนึ่ง ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะมีความสุข จะใช้ชีวิตให้ดีอย่างที่พ่อเลี้ยงหนูมา” บอกกล่าวกับรูปถ่ายของบิดา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังรูปที่อยู่ข้างกัน “ไม่ต้องห่วงนะคะ หนูจะเลี้ยงเด็กๆ ให้ดี ไปอยู่ในดินแดนแสนสงบให้สบายนะคะ...แม่”คำพูดแผ่วเบาแต่เจ้าตัวได้ยินอย่างชัดเจน เวหาเดินเข้ามาหาภรรยา วางมือบนบ่าแล้วยิ้มอ่อนโยนมาให้“เอาไว้จัดของเสร็จ ตกแต่งทุกอย่างจนเรียบร้อย เราค่อยทำบุญบ้านกันนะ จะได้เริ่มต้นใหม่กับที่นี่อีกครั้ง เราจะอยู่ที่นี่ ที่นี่จะเป็นบ้านของเรา ตลอดไป”“ตลอดไป...ชอบคำนี้จัง อยู่ด้วยกันนานๆ นะคะ”“แน่นอนที่รัก” บอกเมียแล้วไม่ลืมดึงมากอดมาหอม อยู่ใกล้เมียแล้วอ
เสียงทุ้มนุ่มนั้นฟังดูคุ้นๆ แต่สมองบอกว่าอย่าไปใส่ใจ เธอเริ่มประหม่าหนักขึ้นเมื่อรู้ว่าหมอที่จะมาตรวจ เป็นผู้ชาย“เสร็จแล้วค่ะ” “ถอดบราด้วยครับ” ครูสาวกะพริบตาถี่ๆ หมอมีตาทิพย์หรือไง เธอรีบถอดบราแล้ววางไว้ นั่งอยู่บนเตียง มือสองข้างโอบอุ้มพุ่มทรวงครืด...เสียงผ้าม่านถูกเลื่อนออก แล้ววินาทีที่ดวงตาสองคู่สานสบ ความตื่นตกใจก็ตามมา“กรี๊.... อื้อ...”หมอหนุ่มรีบปิดปากเล็กๆ นั่นให้ไว เขาเปล่านะ เขาไม่ได้ทำอะไรจริงๆ“ชู่ว์...ไม่เอาน่า ไม่กรี๊ดนะ คุณจะกรี๊ดทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย”“อื้อ...อื้อ...” หญิงสาวส่งเสียงอู้อี้เมื่อถูกปิดปากแน่น มือข้างหนึ่งรีบควานหาเสื้อมาปิดหน้าอกหน้าใจ ชานนท์ปล่อยมือจากปากของครูเอย หญิงสาวทอดมองเขาตาขวางขุ่น แขนเล็กเรียวกอดหน้าอกแนบแน่น หล่อนเอาเสื้อมาปิดหน้าอกไว้ ปิดทำไม เห็นหมดแล้ว“อย่ามองหน้าอกฉันนะ”“ไม่มองจะตรวจได้ยังไง”“ก็...” เหมือนจะถูกต้อนให้จนมุมชานนท์นึกขัน หล่อนคงไม่คิดไม่ฝันว่าจะเจอเขาละสิ สวรรค์นี่ก็นะ ชอบเล่นตลกเสียจริง ส่งหล่อนมาให้เขาตรวจ แล้วเขาน่ะ...จะเป็นหมอที่ดีได้ยังไง“เร็วๆ คุณ ผมรีบนะ มีคนไข้รออยู่อีกเยอะเลย”“...ให้พยาบาลตรวจแท
“ฟ้าทำความสะอาด พี่ตังเปิดยูทูปให้ดู ยาสีฟันทำความสะอาดได้”เวหาเม้มปากแล้วถอนหายใจ ดีเท่าไหร่ที่เจ้าฟ้าไม่เอาแปรงสีฟันตัวเองมาถูอ่างเล่น และดีเท่าไหร่ที่เจ้าปลายไม่บีบโฟมล้างหน้าเข้าปาก“เอาละนะเด็กๆ ถ้าใครดื้อละก็พ่อจะทำซุปข้าวโพดให้กิน โอเคนะ”ดูเหมือนว่าคำขู่นั้นจะทำให้เด็กแฝดยอมศิโรราบ ก็บิดาที่เคารพชอบบังคับให้กินผัก ผัดผัก ซุปผัด ยี้....“ดีมาก เป็นเด็กดี แก้ผ้าแล้วอาบน้ำทีละคน พ่อเปิดน้ำอุ่นให้แล้ว เร็วๆ เลย” แล้วการต้อนเด็กแฝดอาบน้ำก็เกิดขึ้นตอนใกล้หกโมงเช้า ความป่วนของเจ้าสองแฝดทำเอาปวดหัว แต่ความน่ารักน่าเอ็นดูก็มีมาก เขายินดีให้เจ้าสองแสบแสนซนไปอย่างนี้ ขอเพียงให้ครอบครัวอยู่พร้อมหน้าเท่านั้นก็พอ- ooooooo - สองชั่วโมงให้หลังเตียงที่ยุบยวบทำให้คนที่กำลังหลับขยับตัวตื่น กฤติกาปรือตาขึ้นมอง แลเห็นสามีกำลังคลานขึ้นเตียงมา“อือ...เด็กๆ ละคะ”“ส่งขึ้นรถแล้ว คุณพ่อขับรถไปส่งเอง”“ดีจัง คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย”“ห้ามไม่ฟังน่ะสิ ความสุขของแกก็ให้ทำไป เหนื่อยเมื่อไหร่คงเรียกเราเองนั่นแหละ” ว่าแล้วขยับไปเบียดร่างของภรรยา กอดร่างนุ่มๆ ของหล่อนไว้แล้วไซ้ซอกคอแรงๆ“ไม่เอา พี่เวย์ กุ๊ก
- ooooooo - ตอนพิเศษ- ooooooo - งานแต่งเล็กๆ แต่อบอุ่นยังตราตรึงในหัวใจของหมอหนุ่มและครูสาว ทั้งสองนอนไม่หลับ เลยเดินออกจากบ้านพักมาเดินตากลมเล่น หัวใจเปล่าเปลี่ยวของคนทั้งสอง ยังไม่จูนมาเจอกันสักครา แม้ว่าบางเวลาคุณหมอคล้ายจะทอดสะพานอยู่บ้าง แต่ครูสาวนั้นทึ่มเกินกว่าจะเข้าใจ“ลมแรงนะคุณ เสื้อแขนยาวก็ไม่เอามา” หมอว่าแล้วถอดเสื้อคลุมของตัวเองให้ครูสาว อย่างที่สุภาพบุรุษพึงทำ แต่ครูสาวส่ายหน้ารัวๆ ส่งเสื้อคืนให้เขา“ไม่เอา ฉันร้อน เดินตากลมเล่นเย็นดี”คุณหมอกะพริบตาช้าๆ ท้าแรงลม โอเค...ไม่เอาเสื้อก็ไม่เอา “คุณเป็นยังไงบ้าง ที่โรง’บาลไม่มีพยาบาลสาวๆ มาจีบบ้างเหรอ”“มี แต่ไม่ชอบ สวยๆ ก็มี แต่คุณคิดสิ อยู่ที่ทำงานก็เห็นแต่พยาบาล กลับมาบ้านยังจะให้เห็นพยาบาลอีกเหรอ ถ้าเห็น...คนอื่นที่ไม่ใช่พยาบาลก็คงดี” อย่างเช่น คุณครู เป็นต้น ประโยคนั้นหมอหนุ่มก็ได้แต่เอ่ยในใจ ครูเอยไม่ใช่คนสวยมากมาย แต่หล่อนเป็นพวกเรียบเรื่อย มองได้เรื่อยๆ ติดเชยไปสักหน่อย แต่เขาว่ามันท้าทายดี บางทีก็นึกทะลึ่งตึงตัง อยากรู้ว่าใต้เสื้อผ้ารัดกุมของหล่อนนั้น...มันจะเป็นอย่างไรอา...สงสัยจะเมาเบียร์แฮะเรา คิดอะไรบ้าๆ“น
วันเวลาที่ผ่านมา แม้มีทะเบียนสมรสแต่เขาไม่เคยรู้สึกเป็นเจ้าของ ผิดกับเวลานี้ ตอนที่ได้สวมแหวนให้กฤติกา ตอนที่หล่อนมองมาด้วยสายตาแห่งความรัก นั่นต่างหากที่ทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ เจ้าของความรักอย่างไรเล่า“จะไม่จูบเจ้าสาวหรือคะพี่!” ครูเอยร้องเชียร์ ชานนท์เปิดเพลงหวานอีกคราหนึ่ง ความหวานละมุนโอบล้อมรอบด้าน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขแสนหวาน เขาเฝ้ามองคนที่กำลังจุมพิตเจ้าสาว คิดว่าจะมีสักครั้งไหมที่ได้ทำเช่นนั้น กับใครสักคนที่รักเขาบ้าง ความมั่นคงของเวหาถูกพิสูจน์ด้วยกาลเวลา จนแม้แต่ครูเอยยังต้องพ่ายแพ้ ความโสดยังปักหลักอยู่ที่เขากับคุณครู จนต้องมานั่งอิจฉาบ่าวสาวอย่างนี้เวหาโน้มหน้าไปหากฤติกา บรรจงจูบเบาๆ แต่ความหวานช่างล้ำลึกหนักหน่วง ริมฝีปากที่แตะต้องสัมผัส ราวกับไม่อยากผละจาก“พ่อคะ...จุ๊บๆ ฟ้าด้วย จุ๊บ!”“ปายด้วยค้าบ! จ๊วบๆ แม่ค้าบจ๊วบๆ”เจ้าสองแฝดร้องขอให้พ่อกับแม่จุ๊บพวกเขาบ้าง เรียกเสียงฮาครืนให้กับทุกคนที่เฝ้ามองอยู่ กฤติกากับเวหาอุ้มลูกชายลูกสาว เดินฝ่าทรายเม็ดเล็กๆ ไม่กี่ก้าวไปนั่งยังโต๊ะที่ตั้งอยู่ ก่อนที่งานฉลองเล็กๆ จะเริ่มต้นขึ้นในตอนนั้น กฤติกาไม่เคยมีความสุขอ







