Masukหลินเฮ่อเห็นใบหน้าซีดเซียวและแววตาอันอ้างว้างของนายหญิงน้อยแล้วพลันบังเกิดความรู้สึกสงสารจับใจ เขารีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ขอรับ ฮูหยินน้อย โปรดรอสักครู่”
ทว่ายังไม่ทันที่หลินเฮ่อจะได้ก้าวเท้า สาวใช้คนสนิทของฉินหยวนหยวนที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านใน กลับเชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงหยิ่งผยอง
“เชิญฮูหยินน้อยเข้าไปได้เลยเจ้าค่ะ นายท่านกำลังนั่งสนทนาอยู่กับคุณหนูของข้าด้านในพอดี”
เว่ยหลินอันส่ายหน้าปฏิเสธทันควันยิ่งเห็นท่าทีหยิ่งยโสของสาวใช้ หากนางบุ่มบ่ามเข้าไปมีแต่จะไปขัดใจคนข้างใน ต่อให้นางโง่รักคนไม่มีใจ แต่นางก็ไม่ใช่คนตามืดบอดที่มองเล่ห์กลของสาวใช้ไม่ออก
หากไม่ใช่ว่าทั้งสองกำลังพลอดรักกันอยู่ มีหรือสาวใช้คนนี้จะกล้าให้นางเข้าไป รังแต่จะหาเรื่องให้นางกับกู้มู่เฉินผิดใจกัน และนางไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น
นางมีเรื่องจะขอร้องเขาอยู่
และที่สำคัญเรื่องคดีของบิดาเป็นเรื่องคอขาดบาดตายและเป็นความลับราชสำนัก นางไม่ต้องการให้ฉินหยวนหยวนรับรู้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องสะสางเรื่องที่คาราคาซังระหว่างนางกับกู้มู่เฉินเพียงสองคนเท่านั้น
“ไปเรียนท่านอัครเสนาบดีเถิด ข้าจะยืนรอเขาอยู่ตรงนี้”
น้ำเสียงของนางราบเรียบเด็ดขาดเปล่งออกมา นางไม่คิดจะก้าวเข้าไปขัดจังหวะความสำราญของสามี และไม่อยากให้ฉินหยวนหยวนหาเรื่องตัดพ้อว่านางใช้อำนาจฮูหยินเอกมาระราน
สาวใช้ท่าทางถือดีนางนั้นเพียงแสยะยิ้มให้นาง แต่ไม่รู้ว่านางจะรายงานว่าอย่างไร จะให้ร้ายนางก็ไม่ว่า ขอเพียงแค่พบกู้มู่เฉินเพียงครั้งเดียว จากวันนี้จนถึงวันแต่งงานนางจะไม่โผล่หน้าให้เขาได้เห็นเลย
สายลมหนาวพัดกวัดแกว่งยอดหลิวจนสั่นไหว เวลาล่วงเลยผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็ม[1] เว่ยหลินอันยังคงยืนนิ่งอยู่ใต้เงาไม้ท่ามกลางความมืดมิด ปลายมือและปลายเท้าเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก ทว่าบานประตูด้านในกลับยังคงปิดสนิท ไร้วี่แววว่าบุรุษผู้นั้นจะก้าวออกมา
หากเขาค้างที่นี่ล่ะ? ความคิดนี้แล่นเข้ามา แม้ว่าจะไม่เข้าพิธีกัน แต่คนอย่างกู้มู่เฉินจะถือธรรมเนียมหรือไม่ก็ย่อมได้ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งปลงตกว่าสุดท้ายเขาก็ไม่ใช่สามีของนางอีกแล้ว
นางตระหนักได้ว่าหากยังคงยืนรอต่อไปเช่นนี้ ทั้งคืนคงไม่ได้พบ หลินเฮ่อที่ยืนมองอยู่ข้าง ๆ มีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก เมื่อเห็นนางขยับกายก้าวไปข้างหน้า องครักษ์หนุ่มจึงเพียงค้อมกายหลบทางให้ด้วยความเห็นใจ หากเป็นฮูหยินน้อยก้าวเข้าไปเอง นายท่านอาจจะยอมผละออกมาสนทนาด้วยง่ายกว่า
เว่ยหลินอันก้าวเดินไปตามระเบียงไม้อย่างเงียบเชียบราวกับแมวเดิน บิดาของนางซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่เคยเคี่ยวกรำให้นางฝึกวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานเพื่อป้องกันตนเอง แม้ไม่อาจเทียบชั้นยอดฝีมือที่สังหารศัตรูในสนามรบ ทว่าวิชาตัวเบาและการก้าวเดินไร้สุ้มเสียงที่บิดาพร่ำสอนไว้เพื่อใช้หลบหนียามคับขัน กลับติดเป็นนิสัยประจำกาย
ทว่าใครเล่าจะคาดคิด... ฝีเท้าอันไร้เสียงนั้นกลับทำให้นางได้ยินบทสนทนาอันแสนเลือดเย็นที่ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องโถง
“ท่านพี่กู้... หากท่านยื่นหลักฐานแก้ต่างให้ท่านแม่ทัพเว่ยจริง ๆ ท่านเคยคิดหรือไม่เจ้าคะ ว่าหากแม่ทัพเว่ยได้คืนอำนาจกลับมาบารมีล้นฟ้า เขาจะไม่บีบบังคับขัดขวางความรักระหว่างข้ากับท่านหรือ”
เสียงหวานหยดย้อยของฉินหยวนหยวนเจือแววสะอื้นไห้และหวาดหวั่น ก่อนที่ถ้อยคำถัดมาจะแฝงแววสังหารอย่างเลือดเย็น
“อีกอย่าง... แม่ทัพเว่ยเป็นยอดขุนศึก คุ้นชินกับชีวิตไม่ได้อยู่สุขสบาย เขาลำบากตรากตรำมาทั้งชีวิต ตอนเป็นแม่ทัพก็รั้งอยู่แต่ชายแดนมิใช่หรือเจ้าคะ เพียงแค่ถูกเนรเทศไปอยู่ด่านหานกวนชั่วชีวิต จะนับเป็นความทุกข์ยากอันใดได้ เทียบกับความสุขชั่วชีวิตของเราสองคนแล้ว ท่านพี่อย่าได้นำพาเลยนะเจ้าคะ...”
คำพูดทุกถ้อยคำเปรียบเสมือนมีดสั้นอาบยาพิษที่กรีดแทงลงบนขั้วหัวใจของเว่ยหลินอันจนแหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี
เขามีหลักฐาน...
กู้มู่เฉินมีหลักฐานที่สามารถล้างมลทินและคืนความบริสุทธิ์ให้บิดาของนางมาโดยตลอด ทว่าเขากลับเก็บงำมันไว้ ปล่อยให้บิดาของนางต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในแดนกันดารอันหนาวเหน็บ เพียงเพราะคำเป่าหูอันเห็นแก่ตัวของสตรีคนรักของเขางั้นหรือ!
นี่เขายังเป็นคนอยู่หรือไม่...
น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงมาที่ข้างแก้ม พลันตระหนักได้ว่า กว่าสองปีที่นางขอร้องเขาไม่เคยปริปาก แต่เลือกจะมาคุยเรื่องลับ ๆ ในราชสำนักกับฉินหยวนหยวนงั้นหรือ
เขาปรึกษาฉินหยวนหยวนเรื่องตระกูลเว่ย แทนที่จะหารือกับนาง เพียงแค่เขาเอ่ยมาหนึ่งคำต่อให้นางเป็นวัวเป็นม้า หรือเขาต้องการให้นางหายหน้าไปชั่วชีวิตมีหรือที่นางจะไม่ทำ
ความโกรธแค้นและความเจ็บปวดที่สะสมมาเนิ่นนานปะทุขึ้นจนเกินจะสะกดกลั้น เว่ยหลินอันไม่คิดจะรักษามารยาทใด ๆ อีกต่อไป นางก้าวประชิดหน้าห้องแล้วผลักบานประตูไม้เปิดออกอย่างแรง เสียงประตูกระทบผนังดัง ปัง! ก้องกังวานไปทั่วเรือนฮวาหยวน
ภาพเบื้องหน้าปรากฏให้เห็นกู้มู่เฉินที่กำลังประคองมือฉินหยวนหยวนอยู่ข้างโต๊ะน้ำชา ทันทีที่เห็นร่างของเว่ยหลินอันก้าวเข้ามา ดวงตาคมกริบของอัครเสนาบดีหนุ่มกลับเครียดขึงและฉายแววตื่นตระหนกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นสีหน้าบึ้งตึงเข้มจัดด้วยความไม่พอใจ
[1]หนึ่งชั่วยาม คือ ช่วงเวลาเท่ากับ 2 ชั่วโมงตามการนับเวลาแบบจีนโบราณ
ตลอดเวลาที่อยู่ร่วมจวน ยามใดที่หงุดหงิดงุ่นง่านจากราชสำนัก หรือยามที่เห็นนางทำท่าทีเย็นชาเฉยเมยใส่ เขาก็มักจะหาเรื่องลากนางขึ้นเตียง บดขยี้และตักตวงความสุขจากเรือนร่างของนางเพื่อระบายอารมณ์แต่แล้วก็ยังคงหลอกตัวเองซ้ำ ๆ ว่าเขาไม่ได้รักนาง... ช่างโง่เง่านัก ที่แท้หัวใจของเขาเป็นของนางมาตั้งแต่ต้น และเป็นเขาเองที่ไม่เคยขาดนางได้เลยแม้แต่วันเดียว“ข้าเป็นสามีที่โง่เขลาจริง ๆ” เขากระซิบในความมืด ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วหลับไปพร้อมกับนางแต่เมื่อตื่นขึ้น...“หลินอัน...” เว่ยหลินอันที่เพิ่งลุกออกไปชำระร่างกายตอนเช้า เพราะคนบ้านทำให้นางปวดเมื่อยไปหมดพลันเอ็ดเขาเสียงดัง“จะโวยวายอะไรของท่าน”“ข้ากลัวเจ้าหายไป” เขาลุกพรวดขึ้นมีเพียงแค่กางเกงชั้นใน ทำเอาสาวใช้รีบถอยฉากหน้าแดงออกไป“ท่านตื่นก็อาบน้ำให้เรียบร้อย อย่าได้เอะอะโวยวายอีก”เว่ยหลินอันก็ไม่รู้จะเอาหน้าไว้ที่ใด เมื่อคืนคนบ้านตักตวงนางค่อนคืน ต่อให้หูไม่หนวกก็คงได้ยินเสียงดังออกไปข้างนอกช่างน่าอับอายนัก!ต้าฉินมั่นคงเป็นปึกแผ่นแล้ว เว่ยลู่เซียนนั่งตำแหน่งที่ปรึกษาในกองทัพ เพราะไม่อยากรับหน้าที่หนัก เนื่องด้วยยามนี้ต้าฉินต่างทำให้แคว้นใกล้
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องผ่านรอยแยกของม่านหน้าต่าง ทาบทับลงบนเตียงไม้กว้างที่มีม่านโปร่งทิ้งตัวลงมาปิดกั้นโลกภายนอกกู้มู่เฉินไม่ได้ผลีผลามแม้ในใจจะร้อนรุ่มดั่งกองเพลิง ชายหนุ่มโน้มกายลงต่ำ จรดริมฝีปากอุ่นร้อนพรมจูบอย่างแผ่วเบาตั้งแต่หน้าผากมน เปลือกตาทั้งสองข้าง ก่อนจะเลื่อนลงมาคลอเคลียที่พวงแก้มเนียนละเอียดที่ซับสีเลือดฝาดมือหนาประคองดวงหน้างดงามไว้ด้วยความทะนุถนอมราวกับกลัวว่านางจะแตกสลาย ปลายนิ้วหยาบกร้านลูบไล้ผ่านลำคอระหง แผ่วเบาแต่นำพาประกายไฟร้อนผ่าวแล่นริ้วไปตามผิวเนื้อ“หลินอัน... คนดีของข้า...” เสียงกระซิบพร่าชิดใบหูเจือไปด้วยความเว้าวอนเขาค่อย ๆ ปลดเปลื้องอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า สัมผัสผิวกายเนียนนุ่มดั่งหยกเนื้อดีที่เขาเฝ้าถวิลหาทุกลมหายใจ มือหนาเลื่อนลงมาลูบไล้ตามแนวเอวคอดกิ่ว แผ่นหลังเนียนลื่น ไปจนถึงสะโพกกลมกลึงทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความละเมียดละไมและหนักแน่นในคราเดียวกัน เว่ยหลินอันส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ ร่างกายบิดเร่าตอบรับสัมผัสอันช่ำชองอย่างไม่อาจต้านทาน เรียวแขนบางที่เคยผลักไส บัดนี้ค่อย ๆ เลื่อนขึ้นไปโอบรอบลำคอแกร่งกู้มู่เฉินประกบริมฝีปากลงมาอีกครั้
“นายท่านไม่สบายหนักมาสองวันแล้วขอรับ พิษไข้ขึ้นสูงจนตัวร้อนดั่งถ่านไฟ แต่ไม่ว่าข้าน้อยจะอ้อนวอนอย่างไร นายท่านก็ดื้อรั้นไม่ยอมกลับจวนไปหาหมอดีๆ ข้าวปลาไม่ยอมกิน เอาแต่นอนเพ้อเรียกหาแต่นายหญิงกับคุณชายน้อยทั้งวันทั้งคืนเลยขอรับ!”“หลิน... หลินอัน...ข้ารักเจ้า พ่อขอโทษ... หรันเอ๋อร์...”เสียงพึมพำแหบพร่าหลุดรอดออกมาจากริมฝีปากที่สั่นระริก ดวงตาคมที่พร่ามัวพยายามจะลืมขึ้นมองชายกระโปรงของนาง มือหนาที่สั่นเทาพยายามจะเอื้อมออกมาไขว่คว้า ทว่ากลับไร้เรี่ยวแรงจนตกลงกระแทกพื้นดัง ตุบ ก่อนที่ร่างสูงใหญ่จะแน่นิ่งไปทั้งที่ยังจับไข้สูงเว่ยหลินอันยกสองมือขึ้นกุมขมับที่ปวดตุบๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกอย่างระอาใจเหลือแสนบุรุษผู้นี้... ทั้งโง่เขลา ทั้งดื้อรั้น หัวแข็งยิ่งกว่าลาโง่ไม่มีผิดเพี้ยน! ยามมีอำนาจก็โง่งมจนน่าโมโห ยามจะง้อคนก็ใช้วิธีสิ้นคิดจนพาตัวเองเกือบตายเช่นนี้!“เสิ่นซู! หลินเฮ่อ!” เว่ยหลินอันตวาดเสียงห้วน สะบัดหน้าหนีด้วยความหงุดหงิด“พวกเจ้าสองคนมัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบไปลากคอเจ้าตัวปัญหานี้เข้าไปในเรือนพักด้านข้าง แล้วไปตามท่านปู่เซี่ยมาต้มยาขับพิษไข้ให้เขาเดี๋ยวนี้ ก่อนที่จะกลายเป็นผีเฝ้าห
แสงอรุณแรกของวันเพิ่งจะจับขอบฟ้า สายลมยามเช้าพัดพากลิ่นไอดินและความสดชื่นลอยอบอวลไปทั่วจวนตระกูลเว่ยทว่าความเงียบสงบกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ที่ก้าวกระโดดลงบันไดเรือนอย่างคล่องแคล่ว เจ้าก้อนแป้งอันหรันตื่นแต่เช้าตรู่ ล้างหน้าอย่างเรียบร้อยใบหน้ากลมผ่องฉายแววตื่นเต้น สองแขนป้อมกวัดแกว่งไปมา พลางหันไปกวักมือเร่งรัดคนดูแลข้างกายอย่างร้อนรน“พี่เสิ่นซู เร็วเข้าสิขอรับ! เดี๋ยวร้านหมั่นโถวน้ำตาลแดงหัวมุมถนนจะหมดเสียก่อน หมั่นโถวร้านนั้นทั้งนุ่มทั้งหวานอร่อยมาก ข้าชอบกินเป็นที่สุด แล้วยังมีน้ำเต้าหู้ร้อนๆ ของป้าจางอีก อร่อยเด็ดจนต้องซื้อมาฝากท่านตากับท่านปู่เซี่ยให้ทันตอนตั้งโต๊ะ!”“โธ่... ท่านบรรพบุรุษน้อยของข้าน้อย เดินช้าๆ หน่อยเถิดขอรับ อย่าเพิ่งวิ่ง!”เสิ่นซูยกมือขึ้นปาดเหงื่อกาฬที่ซึมตามหน้าผาก พลางสาวเท้ายาวๆ กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามร่างป้อมอย่างเหนื่อยอ่อน เด็กคนนี้ช่างมีเรี่ยวแรงมหาศาลดั่งลูกวัวตัวน้อย ทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนไม่เคยหยุดพัก ยามค่ำหัวถึงหมอนก็หลับสนิท แต่พอเช้าตรู่ไก่ยังไม่ทันขันดีก็ดีดตัวลุกขึ้นมาวิ่งพล่านได้อีกแล้ว ช่างเหมือนท่านแม่ทัพเว่ยไม่มีผิดเพี้ยน“ชักช้าจริ
ทันทีที่สะสางเรื่องราววุ่นวายในวังหลวงเสร็จสิ้น กู้มู่เฉินก็ไม่รอช้า ชายหนุ่มควบม้าเร็วฝุ่นตลบมุ่งตรงดิ่งมายังจวนตระกูลเว่ยในทันทีเพราะนางยืนกรานหนักแน่นว่าจะไม่ยอมย่างกรายกลับไปเหยียบจวนตระกูลกู้อีกเป็นอันขาด นางย้ำเตือนด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดอยู่เสมอว่า พวกเขาหย่าขาดจากกันไปนานแล้ว!ตึกๆๆ!กู้มู่เฉินสาวเท้ายาววิ่งเข้ามาถึงหน้าเรือนนอนของนาง ทว่ายังไม่ทันที่มือหนาจะได้แตะบานประตู ร่างกลมป้อมของอันหรันก็ก้าวออกมายืนกอดอก ขวางทางเข้าไว้เต็มตัว แววตากลมโตจ้องเขม็งอย่างเอาเรื่อง“ท่านจะมาทำไมอีก... ไยไม่รีบกลับจวนตระกูลกู้ของท่านไปเสีย!”“หรันเอ๋อร์คนดีของพ่อ...” กู้มู่เฉินรีบย่อตัวลงนั่งคุกเข่า สบตากับบุตรชายด้วยความเว้าวอน “พ่ออยากอยู่กับเจ้าและมารดาของเจ้า พ่อคิดถึงพวกเจ้าใจแทบขาดแล้ว”“เหอะ! ฝันกลางวันไปเถอะ!” อันหรันแค่นเสียงสูง เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งทะนง “ตัวข้าแซ่เว่ย มีนามว่าเว่ยอัน หรัน! ภายภาคหน้าข้ายังต้องสืบทอดสายเลือดและจวนตระกูลเว่ยให้ท่านตา ส่วนท่านแซ่กู้ ก็จงรีบกลับบ้านแซ่กู้ของท่านไปเดี๋ยวนี้!”วันนี้เขาเพิ่งไปนั่งกินขนมที่โรงน้ำชากลางเมืองมา นักเล่าเรื่องกำลังเล่าถึงช่วงเว
ท่ามกลางความโกลาหลที่แผ่ขยายไปทั่วทุกตำหนักในวังหลัง เปลวเพลิงแห่งความพินาศกำลังเผาผลาญอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ของกุ้ยเฟยจนวอดวายฉินหยวนหยวนซึ่งถูกปลดจากฐานะสตรีสูงศักดิ์จนต้องลดตัวลงมาเป็นเพียงนางกำนัลรับใช้คอยประจบสอพลออยู่ในตำหนักกุ้ยเฟย ยามนี้ดวงตาของนางกลับลุกโชนไปด้วยความละโมบและความกระหายในอำนาจเมื่อเสียงโห่ร้องกึกก้องจากภายนอกยืนยันแน่ชัดแล้วว่า กองทัพกบฏนำโดยกู้มู่เฉินและแม่ทัพเว่ยสามารถบดขยี้กองกำลังรักษาพระองค์และยึดวังหลวงได้สำเร็จ อดีตองค์รัชทายาทผู้เป็นที่พึ่งพิงของตำหนักนี้ก็ถูกตัดศีรษะสังหารไปแล้ว เช่นนั้นนางจะยังมัวภักดีกับนายหญิงผู้ตกอับไปไย!“นี่เจ้า... เจ้าคิดจะทำอันใดกัน!” กุ้ยเฟยที่กำลังลนลานเก็บแก้วแหวนเงินทองใส่ห่อผ้า หันมาตวาดเสียงสั่นเมื่อเห็นฉินหยวนหยวนยืนขวางประตูไว้“กุ้ยเฟยเพคะ... อำนาจของพระองค์จบสิ้นลงแล้ว และคนที่กำลังจะขึ้นเป็นใหญ่ในใต้หล้านี้คือพี่มู่เฉินของหม่อมฉันต่างหาก!” ฉินหยวนหยวนแสยะยิ้มชั่วร้าย แววตาเหี้ยมเกรียมไร้ความปรานี“นังสารเลว! เจ้าคนทรยศเลี้ยงไม่เชื่อง!” กุ้ยเฟย กรีดร้องด่าทอด้วยความเดือดดาลฉินหยวนหยวนไม่สนใจฟังคำก่นด่านั้นแม้แต่น้อย







