LOGINเฉียนซูเจี๋ยสีหน้าไม่ใคร่ดีนักหลังจากได้ฟังจุดประสงค์ในการมาเยี่ยมเยียนของเสิ่นเหวยเจ๋อผู้ซึ่งเป็นคู่หมั้นของบุตรสาว หากมิใช่เพราะว่าอีกฝ่ายเป็นบุตรชายขององค์หญิงหนิงอันกับเสิ่นป๋อ ทั้งยังเป็นพระราชนัดดาที่ฮ่องเต้ทรงโปรด เขาคงตบโต๊ะชี้หน้าด่าอีกฝ่ายไปแล้ว
"เรื่องนี้...ไม่เหมาะที่จะพูดเวลานี้"
เสิ่นเหวยเจ๋อยกมุมปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม "เหตุใดใต้เท้าเฉียนจึงคิดว่าไม่เหมาะ"
แม้ฐานันดรเป็นรองทว่าประสบการณ์ในราชสำนักนั้นมีมิใช่น้อย เฉียนซูเจี๋ยอยู่ท่ามกลางพยัคฆ์และมังกรมากว่ายี่สิบปี จากบัณฑิตยากจนสู่ตำแหน่งเสนาบดีกรมคลังนั้นมิใช่เรื่องง่าย เขี้ยวเล็บของเขาจึงมีมากตามกาลเวลา
"ที่ไม่เหมาะคือการที่คุณชายเสิ่นเดินทางมาเพื่อขอถอนหมั้นเพียงลำพัง มิใช่ว่าตอนนั้นเป็นใต้เท้าเสิ่นกับองค์หญิงหนิงอันหรอกหรือ ที่กล่าวว่าจะขอหมั้นหมายท่านกับบุตรสาวของข้า"
"คุณหนูสามเฉียนมีจิตใจคับแคบ ทั้งยังมีนิสัยดุร้าย เมื่อหลายวันก่อนนางยังผลักคุณหนูชางตกสระบัวในงานเลี้ยงที่จวนสกุลถาน ข้าทนไม่ได้หากภายภาคหน้าฮูหยินของข้าจะเป็นเช่นนี้ จึงมาที่นี่ด้วยตัวเอง" เสิ่นเหวยเจ๋อไม่ยอม ในเมื่อมาเหยียบที่นี่แล้ว สิ่งที่ควรทำก็ควรทำให้สำเร็จ
"ไม่ทราบว่าคุณชายเสิ่นได้รับข่าวลือจากที่ใดมา บุตรสาวของข้าเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยน มดสักตัวก็ไม่เคยฆ่า และหากจะกล่าวถึงเหตุการณ์ในจวนตระกูลถานเมื่อหลายวันก่อนเรื่องราวก็ยังไม่ชัดเจนมิใช่หรือ สตรีสองคนพลัดตกลงไปในน้ำพร้อมกันไยจึงกลายเป็นเหยาเหยาของพวกเราที่เป็นฝ่ายผิด คุณชายเสิ่นกล่าวหากันเช่นนี้ไม่มากไปหน่อยหรือ"
หากมิใช่เพราะว่าซูเหยาหลงรักคุณชายหน้าจืดผู้นี้หนักหนา เฉียนซูเจี๋ยคงจะตอบรับอีกฝ่ายและขอถอนหมั้นด้วยตัวเองไปแล้ว มีอย่างที่ไหน มีคู่หมั้นอยู่แท้ๆ กลับเอาตัวไปพัวพันกับสตรีนางอื่นอย่างเปิดเผย เหยาเหยาของเขาหลงรักคนผิดจริงๆ
"ที่ใต้เท้ากล่าวมาใช้เฉียนซูเหยาคนเดียวกันกับข้าแน่หรือ"
เฉียนซูเจี๋ยแค่นเสียง 'หึ' ออกมาคำหนึ่ง เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนี้อยากถอนหมั้นกับลูกสาวของเขาจนกล่าววาจาล่วงเกินกันหลายครั้งแล้ว เส้นความอดทนของชายวัยกลางคนใกล้ขาดลงเต็มที
"หากคุณชายเสิ่นอยากถอนหมั้น เช่นนั้นก็ถอนเสียเถิดเจ้าค่ะท่านพ่อ" เสียงหวานใสราวกับกระดิ่งดังแว่วเข้ามาด้านในโถงรับรอง พร้อมกับปรากฏร่างบอบบางในอาภรณ์สีม่วงฉูดฉาด หญิงสาวเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามของผู้มาเยือน
"ลูกรัก เจ้ามาพอดี" เฉียนซูเจี๋ยมองไปยังบุตรสาวพลางยกยิ้มอ่อนโยน "เมื่อครู่ที่เจ้าพูด หมายความว่าอย่างไรหรือ"
เฉียนซูเหยายิ้มตอบบิดาจนดวงตาโค้งเป็นรูปจันทร์เสี้ยว ก่อนจะปรายตามองเสิ่นเหวยเจ๋อพระเอกของเรื่องอย่างด้วยสีหน้าเรียบเฉย หากพิจารณาจากรูปลักษณ์ภายนอกเขาก็รูปร่างหน้าตาดีอยู่พอสมควร ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเครื่องหน้าสมส่วน นับว่าหล่อเหลาสมกับที่เป็นพระเอกสายอบอุ่น เพียงแต่ใบหน้านั้นไม่อาจทำให้หญิงสาวคิดเปลี่ยนใจ บุรุษที่ทำเพื่อสตรีแบบไม่ลืมหูลืมตาไม่สนผิดถูกไม่ต่างจากกองไฟกองหนึ่ง ซูเหยาไม่ต้องการแตะต้องจนพาลทำตัวเองถูกแผดเผาเหมือนกับเจ้าของร่างเดิม
"ลูกอยากถอนหมั้นเจ้าค่ะ ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี"
"จริงหรือ" เฉียนซูเจี๋ยดีใจจนเนื้อเต้น เขารีบเรียกพ่อบ้านให้เข้ามาด้านในและสั่งการ "พ่อบ้านเจียง เจ้ารีบไปที่คลังเก็บสมบัติ นำหนังสือหมั้นของคุณหนูรองกับของหมั้นที่จวนตระกูลเสิ่นมอบให้มา อย่าให้ขาดแม้แต่รายการเดียว"
เฉียนซูเหยามีสีหน้าพึงพอใจ ไม่คิดว่าบทจะถอนก็ถอนง่ายขนาดนี้ ในนิยายยังต้องยืดเยื้ออยู่นาน กว่านางร้ายกับพระเอกจะได้ถอนหมั้นกัน
"เรื่องของหมั้น ข้าคิดว่าไม่จำเป็นต้องคืน อย่างไรก็เป็นสกุลเสิ่นที่เอ่ยปากเรื่องนี้ก่อน นับว่าเป็นฝ่ายผิดสัญญา ของหมั้นนี้เก็บเอาไว้เป็นสินเดิมให้กับคุณหนูเฉียนเถิด ถือเสียว่าเป็นของที่พี่ชายมอบให้น้องสาว"
"หากจะกล่าวว่ายกให้เพราะฝ่ายท่านเป็นผู้ผิดสัญญานั้นสกุลเฉียนย่อมรับของเอาไว้ ทว่าหากจะมอบให้ในฐานะพี่ชายซูเหยาคงรับเอาไว้ไม่ได้" เห็นเสิ่นเหวยเจ๋อเลิกคิ้วไม่เข้าใจหญิงสาวจึงเอ่ยประโยคต่อมา "ชีวิตนี้ข้ามีพี่ชายเพียงคนเดียวซึ่งไม่ใช่ท่าน ฉะนั้นหลังจากนี้ระหว่างเราเป็นเพียงคนแปลกหน้าเท่านั้น เจอหน้าที่ไหนก็ไม่จำเป็นต้องเข้ามาทักทาย ห่างไกลได้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี"
"นี่เจ้าประชดข้าหรือ เมื่อครู่เป็นเจ้ามิใช่หรือที่กล่าวว่าจะยอมถอนหมั้น" เสิ่นเหวยเจ๋อรีบเอ่ยแย้งขึ้นมา หากน้ำเสียงกระแทกกระทั้นและสีหน้าที่แสดงออกมา กลับสามารถบอกตัวตนของเขาได้อย่างชัดเจน นี่คือผู้ชายที่ยึดเอาความคิดของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่เปิดใจรับฟังข้อคิดเห็นของผู้อื่น
"ใช่ ข้ากล่าวว่ายอมถอนหมั้นแล้วจะประชดท่านให้ได้อะไร ที่พูดไปก็เรื่องจริงทั้งนั้น ถอนหมั้นแล้วท่านก็เป็นคนอื่นสำหรับข้า ข้าพูดผิดตรงไหน"
"ใช่ๆ เชิญคุณชายเสิ่นกลับไปเถิด นำหนังสือหมั้นกับของหมั้นพวกนี้ไปด้วย สกุลเฉียนมิใช่ยากไร้ ย่อมไม่จำเป็นให้ผู้ใดมาช่วยเติมสินเดิมของบุตรสาว" เฉียนซูเจี๋ยเป็นขุนนางตงฉินทว่าวาจาจัดจ้าน เมื่อไม่จำเป็นต้องไว้หน้าอีกฝ่ายอีกต่อไป เขาจึงเอ่ยปากไล่คนแซ่เสิ่นกลับไปทันที
ริมฝีปากฝีปากอิ่มถูกดูดดึงหยอกเย้า ขณะที่ปลายลิ้นอุ่นร้อนกำลังสำรวจในโพลงปากนุ่ม ตวัดพันเกี่ยวเรียวลิ้นเล็กจนเกิดความรู้สึกหวาบหวาม เฉียนซูเหยาถูกมอมเมาด้วยสัมผัสอันแปลกใหม่ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนเอี๊ยมตัวจิ๋วสีแดงสดอันเป็นปราการสุดท้ายถูกดึงออกอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นดอกบัวคู่งามที่ใหญ่โตพอดีมือ ฉับพลันลิ้นสากอุ่นร้อนก็เข้าครอบครอง ทั้งลากไล้ดูดดึงจนผู้เป็นเจ้าของส่งเสียงหวานออกมาขณะเดียวกันปลายนิ้วเรียวก็วนเวียนอยู่ที่บริเวณกลีบบุปผา ค่อยๆ สอดแทรกสำรวจเส้นทางทางรักทีละนิด เริ่มแรกเชื่องช้าอ่อนหวานเพื่อทำความคุ้นชิน ต่อมาจึงค่อยเร่งความเร็วทีละนิด"อ๊ะ...อา" เสียงครางอ่อนหวานยังคงดังเป็นระยะ เรือนกายสะท้านไหวจากสัมผัสระรัวของปลายนิ้วเมื่อเห็นว่าช่องทางรักฉ่ำชื้นมากพอแล้ว เจิ้งซีก็ปลดอาภรณ์เจ้าบ่าวออกจนหมด เผยให้เห็นแก่นกลางกายอันใหญ่โต เฉียนซูเหยาใบหน้าพลันเห่อร้อน เอียงหน้ามองไปทางอื่นอย่างเขินอาย'สิ่งนั้น' ของเขาใหญ่โตเกินไปหรือไม่นางเคยได้ยินว่าครั้งแรกจะเจ็บมาก ดังนั้นภายในใจจึงบังเกิดความหวาดหวั่นมากเป็นพิเศษ เ
หลังจากเจ้าบ่าวถูกพาตัวออกไปดื่มสุราสนทนากับมิตรสหายที่โถงรับรอง เจิ้งเหม่ยถิงที่ได้รับการไว้วานจากพี่ชายให้มาส่งอาหาร จึงฉวยโอกาสนี้เข้าห้องหอมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สะใภ้ นางได้ยินมาว่ากว่างานเลี้ยงจะเลิกต้องรออีกหลายชั่วยาม เป็นเช่นนี้แล้วจะปล่อยให้พี่สะใภ้เพียงคนเดียวทนรออย่างเบื่อหน่ายได้อย่างไร"พี่สะใภ้กินอาหารรองท้องก่อนนะเจ้าคะ กว่าพี่ใหญ่จะปลีกตัวออกมาได้คงใช้เวลานาน คนพวกนั้นกำลังมอมเหล้าเขาอยู่"เฉียนซูเหยาพยักหน้ารับก่อนวางพัดกลมลงบนเตียงที่ปูทับด้วยผ้าแพรสีแดงสด ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะกลมไม้หนานมู่ มองดูเจิ้งเหม่ยถิงบรรจงหยิบอาหารจากปิ่นโตออกมาด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม ทว่าขณะที่นางกำลังอธิบายคุณสมบัติของอาหารแต่ละจาน สายตาของหญิงสาวก็พลันสะดุดกับตำราเล่มหนึ่งที่โผล่พ่นสาบเสื้อของอีกฝ่าย"นั่นอะไรหรือ"เจิ้งเหม่ยถิงมองตามสายตาของพี่สะใภ้ นางหยิบตำราเล่มนั้นออกมาพลางยิ้มเผล่ "นี่เป็นตำราที่พี่สาวหว่านหรูกับคุณหนูใหญ่ฝากมาให้ท่านเจ้าค่ะ"คิ้วคู่งามขมวดมุ่นอย่างสงสัย ก่อนจะกระจ่างเมื่อเปิดตำราออกดู "พวกเจ้าเป็นสตรีที่ยังไม่ได้อ
ต่อมาเพียงชั่วชาเดือดฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จมายังห้องเก็บตัว และขอใช้เวลาลำพังกับเจ้าสาว หลังจากทุกคนออกไปแล้วสวี่ฮองเฮาก็หลั่งน้ำตาแห่งความปีติยินดีออกมา "ไม่คิดเลยว่าสวรรค์จะเมตตาให้แม่ได้เห็นภาพนี้ของลูก ได้หวีผมอวยพรในวันสำคัญของเจ้า"เฉียนซูเหยาเองก็ไม่คิดไม่ฝันเช่นกัน น้องไล่นึกถึงครั้งที่ได้พบกับบิดาที่อาราม หากไม่เพราะเขาได้เห็นภาพวาดของนาง หรือนางมิได้ยินเสียงเพลงที่เขาฮัมออกมา เกรงว่าบางทีเรื่องราวอาจไม่เป็นเช่นนี้ก็ได้ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่สวรรค์กำลังชดเชยให้นาง ชดเชยที่เคยปล่อยให้นางโดดเดี่ยวมายี่สิบเจ็ดปีเต็มหลังจากที่ฝ่าบาทกับสวี่ฮองเฮาอวยพรแล้วก็ถึงคราวของฮูหยินผู้เฒ่า ใต้เท้าเฉียน และเฉียนฮูหยิน พวกเขาสลับกันเข้ามาอวยพรและมอบของขวัญ จากนั้นก็กำชับหญิงสาวอีกหลายประโยคทำนองว่าหากถูกรังแกให้กลับมาที่สกุลเฉียน หรือหากได้รับความไม่เป็นธรรมก็ให้รีบบอกครอบครัวบรรยากาศสนุกสนานครื้นเครง บางครั้งก็ซาบซึ้งและมีน้ำตา ทว่าก็เป็นน้ำตาแห่งความสุขเสียงเพลงบรรเลงจากด้านนอกดังเข้ามาใกล้พร้อมกับการรายงานของแม่สื่อ กล
เพราะว่าไม่อยากให้เกิดเรื่องดังนั้นทุกคนจึงไปพบชางอวี่ที่ห้องปีกที่อยู่ติดกับห้องเก็บตัวเจ้าสาว ตอนที่เห็นทุกคนอยู่กันพร้อมผู้มาเยือนจึงมีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อย"คุณหนูชางมีอะไรก็รีบกล่าวมาเถิด อีกประเดี๋ยวน้องหญิงรองของข้าก็ต้องออกไปที่โต๊ะอาหารแล้ว" เป็นเฉียนซูซูที่เปิดประเด็นก่อน"เจ้าพูดมาเถิด กับพวกนางเจ้าก็คุ้นเคยอยู่แล้ว วันพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ ทุกคนไม่อาจปล่อยให้ข้าอยู่กับเจ้าเพียงลำพัง"ชางอวี่ยกมุมปากน้อยๆ พยักหน้าอย่างเข้าใจ "ที่ข้ามาวันนี้ก็แค่อยากจะมาบอกลาเท่านั้น เพราะว่าตลอดมาข้ามีเพียงอาเจ๋อ ดังนั้นจึงไม่มีสหายที่เป็นสตรีเลย หากจะมีที่คุ้นเคยกว่าใครก็มีเพียงคุณหนูรองเฉียนเท่านั้น"เฉียนซูเหยาไม่ได้ตอบอะไร หากรับฟังอย่างนิ่งสงบ"ข้าไม่คาดคิดเช่นกันว่าจะมีคืนวันเช่นนี้ ดูเหมือนบางทีอาจจะเป็นอย่างเช่นที่คุณหนูรองเฉียนเคยบอก ฐานะของข้าเป็นไปได้อยากที่จะแต่งไปเป็นฮูหยินเอก ดังนั้นข้าจึงพยายามทำทุกทางที่จะฉุดตัวเองขึ้นมา เป็นข้าที่สนับสนุนให้พี่ชายไปทำงานให้กับอู๋อ๋อง ด้วยมองเห็นช่องทางที่จะทำให้ได้เลื่อนฐานะเร็วขึ้น พยายา
เมื่อเฉียนซูเหยามองตามซ่งไห่เฉิงไปก็เห็นเจิ้งซีเดินตรงเข้ามา นางจึงรีบส่งยิ้มอ่อนหวานให้กับเขา "ท่านเสร็จงานแล้วหรือ ข้าคิดว่าจะนานกว่านี้เสียอีก""ฝ่าบาทเพียงสั่งพักงานของข้าในช่วงนี้ ทรงตรัสว่าให้ข้าเตรียมตัวเป็นเจ้าบ่าวให้ดี" ตอนที่กล่าวใบหน้าหล่อเหลาที่มักเย็นชากับทุกกลับยิ้มกรุ้มกริ่มมองหญิงสาว"ท่านยิ้มเช่นนี้ กำลังคิดเรื่องลามกอยู่แน่ ๆ ใช่หรือไม่" นิ้วเรียวชี้ขึ้นอย่างจับผิด"ต่อให้ข้าคิดเรื่องลามก ก็จะคิดถึงแต่เหยาเอ๋อร์เท่านั้น" ดวงตาดอกท้อเบิกกว้างเล็กน้อยกับคำตอบของคนหน้าไม่อาย "เจิ้งซีท่านเป็นบุรุษลามกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่" อันกั๋วกงถูกว่าที่ฮูหยินไล่ตีไปทั่วอุทยาน ช่างเป็นภาพงดงามที่น่าอภิรมย์ของคนที่ได้เห็นจริงๆก่อนงานแต่งงานหนึ่งวันที่จวนสกุลเฉียนจัดงานเลี้ยงขึ้นภายในครอบครัว เชิญญาติสนิทมิตรสหายมาร่วมเติมสินเดิมให้กับเจ้าสาวตามประเพณีเก่าแก่ของบ้านเกิด นัยหนึ่งยังเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายก่อนบุตรหลานจะออกเรือนเพื่อให้คนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน ช่วงเวลาเช่นนี้ดูจะครึกครื้นที่สุดตั้งแต่ที่หญิงสาวทะลุมิติเข้ามา จะอย่างไรนี่ก็เป็นงานเลี้ยงสำคัญที่สุดในชีวิต กร
บานประตูลับภายในห้องถูกเปิดออก ปรากฏให้เห็นคนที่ถูกทุกคนคิดว่าหายสาบสูญไปสิบกว่าปี แม้มีหนวดเคราเต็มใบหน้าทว่าซ่งไห่เฉิงกลับจดจำได้ไม่ลืม"เสด็จพ่อ" ฉีอ๋อง ซ่งถิงเฟิงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏนั่งอยู่บนรถเข็นไม้ที่เคลื่อนตัวมาข้างหน้าด้วยสองมือของตนเอง ดวงตาที่ทอดมองบุตรชายอ่อนโยนยิ่งนัก "อาเฉิง ที่องค์หญิงอันเล่อกล่าวล้วนเป็นเรื่องจริง"เห็นบุตรชายนิ่งเงียบไปซ่งถิงเฟิงจึงกล่าวต่อ "สิบปีก่อน พ่อได้พบกับแม่นมหร่วนพยานที่เห็นเหตุการณ์ตอนที่มารดาเจ้าถูกวางยา หลังจากที่ได้รู้ความจริงจากนางพ่อก็ส่งหนังสือหย่ามาที่เมืองหลวง หากจ้าวซีหงกับไม่ยินยอม นางเผาหนังสือหย่าทิ้งและเข้าร่วมกับจ้าวถิงเวยผู้เป็นบิดาวางแผนทำลายความแข็งแกร่งของกองทัพ เพื่อผลประโยชน์มากมายจากแคว้นฉิน""เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้ทหารหลายหมื่นนายต้องจบชีวิตลง ตัวข้าได้รับการช่วยเหลือจากจิ้งเป่ยโหวจึงได้รอดชีวิตแม้ว่าสองขาไม่อาจเดินได้อีกต่อไป จิ้งเป่ยโหวเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องข้า เมื่อฝ่าบาททรงรู้จึงมอบหมายให้อันกั๋วกงซ่อนข้าเอาไว้""สกุลจ้าวหยั่งรากลึกในราชสำนักมานาน ชายชราแซ่จ้าวเป็นอัครเสนาบดีมาตั้งแต่รัชสมัยของอดีตฮ่องเต
"ปล่อยมือของท่าน หยางหราน" น้ำเสียงของเฉียนซูเหยาไม่สบอารมณ์นัก นางมองคนตรงหน้าอย่างกดดัน กระทั่งอีกฝ่ายทนไม่ไหวปล่อยมือของนาง"คุณหนู แขนของท่าน" ถิงถิงจับแขนของผู้เป็นนายมาประคอง ข้อมือที่เคยขาวผ่องบัดนี้เป็นรอยแดง แต่ไหนแต่ไรคุณหนูก็เป็นคนช้ำง่าย ข้อมือที่ถูกบีบด้วยแรงของบุรุษนี้ เกรงว่าย่อมทิ้ง
"ถิงถิง เจ้าให้คนไปแจ้งพ่อบ้านเจียงเอาไว้ พรุ่งนี้ข้าจะใช้รถม้าไปตลาด ให้เขาเตรียมรถม้าธรรมดาแบบที่ไม่โดดเด่นให้ข้าที เตรียมองครักษ์ให้ข้าสักหกเจ็ดคนด้วย""เหตุใดจึงไม่ใช้รถม้าติดตราของจวนเช่นทุกทีเล่าเจ้าคะ"คนถูกถามคลี่ยิ้มบาง "เจ้านี่ใจกล้าขึ้นทุกวัน""บ่าวมิกล้าเจ้าค่ะ""ข้าล้อเจ้าเล่นหรอกน่า"
เฉียนซูเหยากับสาวใช้คนสนิทหอบกล่องเครื่องประดับและข้าวของล้ำค่าเข้ามาด้านในเรือน พวกนางหอบหายใจอยู่เพียงครู่ก็เริ่มจัดการแยกพวกมันออกเป็นสัดเป็นส่วน นอกจากเครื่องประดับและของตกแต่งหายากจำพวกมุกราตรีกับปะการังแดงแล้วยังมีร้านค้าอยู่หลายร้าน ทุกร้านล้วนแล้วแต่มีกำไรทุกเดือน ยังมีโรงน้ำชาขนาดใหญ่ที่มีช
เฉียนซูเหยาเดินมาถึงเรือนหลักในตอนที่บ่าวรับใช้เริ่มทยอยยกสำรับขึ้นโต๊ะอาหารแล้ว นางรู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อมองเข้าไปแล้วเห็นว่าทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ดังนั้นหลังจากที่สาวใช้คนสนิทช่วยถอดเสื้อคลุมกันลมแล้ว จึงเยื้องย่างเข้าไปด้านในห้องอาหารอย่างระมัดระวัง"เหยาเอ๋อร์ของย่า มาๆ หลานรักมากนั่งข้างย่







