Share

ตอนที่ 2

last update publish date: 2026-08-23 11:29:06

“ฉิบหายแล้ว! ฉิบหายแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!”

หลินซิงเยียนแทบจะกระโดดทึ้งหัวตัวเอง ขนแขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เซวียซาจะมาถึงสำนักในช่วงกลางยามจื่อ (เที่ยงคืน) ตอนนี้มองจากตำแหน่งของดวงจันทร์ น่าจะเพิ่งเข้าสู่ยามซวี นางยังมีเวลาอีกประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยาม ก่อนที่มัจจุราชจะมาเคาะประตูหน้าบ้าน

ความคิดที่จะวิ่งออกไปตะโกนป่าวประกาศให้เจ้าสำนักและทุกคนรู้ว่า

‘หนีเร็ว! คืนนี้จะมีมารโลหิตมาบุกฆ่าล้างสำนักเรา!’ ถูกนางปัดตกไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ

ใครจะไปเชื่อ? นางเป็นแค่ศิษย์สายนอกขี้ขลาดที่เพิ่งโดนอันธพาลผลักตกบันไดจนหัวฟาดพื้น แถมถ้าเกิดโวยวายขึ้นมา อาจจะถูกพวกศิษย์พี่จับมัดขังคุกใต้ดินข้อหาสร้างความแตกตื่นเสียก่อน หรือแย่กว่านั้น ถ้าพานางพาคนหมู่มากหนี การเคลื่อนไหวของคนนับร้อยย่อมเป็นเป้าสายตา และเซวียซาที่มีวรยุทธ์ระดับสูงจะต้องตามมาสับพวกนางกลายเป็นชิ้นๆ อย่างง่ายดาย

“ขอโทษนะทุกคน แต่ข้ายังไม่อยากตาย ข้าเพิ่งมาถึง ข้ายังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย”

หลินซิงเยียนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

กฎข้อแรกของการเป็นตัวประกอบคือ อย่าทำตัวเด่น อย่าจุ้นจ้านกับบท และต้องวิ่งหนีให้เร็วกว่าความตาย

นางเริ่มรื้อค้นข้าวของในห้องพักซอมซ่ออย่างรวดเร็วและเงียบที่สุด สิ่งที่นางต้องการคือของประทังชีวิตและเงินทอง นางโยนเสื้อผ้าสีเทาของสำนักทิ้งไป หยิบเอาชุดผ้าหยาบสีน้ำตาลเข้มที่ดูเหมือนชาวบ้านล่าสัตว์ธรรมดามาสวมทับ เพื่อไม่ให้ใครระบุตัวตนว่าเป็นศิษย์สำนักชิงหยางได้

จากนั้นนางเปิดกล่องไม้ผุๆ ใต้เตียง ภายในมีเงินอีแปะ อยู่เพียงไม่กี่พวง และก้อนเงินก้อนเล็กๆ เท่าปลายนิ้วก้อยอีกสองก้อน ที่ร่างเดิมอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต

“จนชะมัด...”

นางบ่นอุบ แต่ก็รีบกวาดเงินทั้งหมดใส่ถุงผ้าเล็กๆ มัดติดไว้กับสายรัดเอวชั้นในอย่างแน่นหนา

นางแอบย่องไปที่โรงครัวเล็กๆ ด้านหลังเรือนพักศิษย์สายนอก โชคดีที่เวลานี้ศิษย์ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานฝึกเพื่อนั่งสมาธิโคจรลมปราณ หลินซิงเยียนหยิบหมั่นโถวเย็นชืดสามสี่ลูกและเนื้อตากแห้งชิ้นเล็กๆ ยัดใส่ห่อผ้า พร้อมกับกรอกน้ำจืดใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็ม

อาวุธ... นางต้องการอาวุธ

กระบี่เหล็กที่ได้รับแจกจากสำนักนั้นทื่อสนิทแถมยังหนักเกะกะ หลินซิงเยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหยิบมีดสั้นสำหรับแล่เนื้อในโรงครัวที่ถูกฝนจนคมกริบ มาซ่อนเหน็บไว้ในรองเท้าหุ้มข้อ การพกกระบี่เดินป่าโจ่งแจ้งเกินไป หากเจอโจรป่าหรือคนของยุทธภพ นางจะกลายเป็นเป้าหมายได้ง่าย สู้พกมีดสั้นไว้ป้องกันตัวระยะประชิดดีกว่า

เมื่อเตรียมของทุกอย่างพร้อม ห่อผ้าถูกมัดสะพายพาดบ่า หลินซิงเยียนสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้นและหวาดกลัวที่เต้นระรัวอยู่ในอก

แอ๊ด...

เสียงบานประตูห้องพักถูกผลักเปิดออกกะทันหัน ทำให้หลินซิงเยียนสะดุ้งสุดตัว มือขวาเอื้อมไปจับด้ามมีดสั้นที่ซ่อนไว้โดยสัญชาตญาณ

“อาเยียน? เจ้าตื่นแล้วหรือ?”

น้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยนดังขึ้น ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดศิษย์สายในสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มใจดี ในมือของเขาถือชามกระเบื้องที่ควันกรุ่นส่งกลิ่นสมุนไพรขมปร่า

‘ซ่งจือชิว’

ความทรงจำของร่างเดิมร้องบอกชื่อนี้

ศิษย์พี่ซ่งจือชิว เป็นศิษย์สายในเพียงคนเดียวที่ไม่เคยดูถูกหลินซิงเยียน เขามักจะแวะเวียนมาดูแล แบ่งปันอาหาร และคอยออกหน้าปกป้องร่างเดิมจากการถูกศิษย์คนอื่นรังแกเสมอ สาเหตุที่หลินซิงเยียนนอนสลบไสลอยู่เมื่อครู่ ก็เพราะโดนศิษย์อันธพาลผลักตกบันได และเป็นซ่งจือชิวที่อุ้มเธอกลับมานอนพักและตามหมอมาให้

พอเห็นว่าเป็นซ่งจือชิว ความรู้สึกผิดก็ตีตื้นขึ้นมาในอกของคนที่กำลังจะเตรียมตัวหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง

“ศิษย์พี่ซ่ง...” หลินซิงเยียนเรียกเสียงแผ่ว

ซ่งจือชิวขมวดคิ้วเมื่อเห็นสภาพการแต่งกายและห่อผ้าของศิษย์น้อง “อาเยียน เจ้าแต่งตัวแบบนี้ จะไปที่ใด? หัวของเจ้ายังบาดเจ็บอยู่นะ ข้าไปต้มยาประสานลมปราณมาให้ รีบดื่มเสียสิ”

หลินซิงเยียนมองชามยาในมืออีกฝ่าย สลับกับรอยยิ้มห่วงใยอย่างแท้จริงบนใบหน้านั้น

ในนิยายต้นฉบับ... ซ่งจือชิวก็คือหนึ่งในศพที่ถูกมารโลหิตเซวียซาบั่นคอและถูกโยนทิ้งไว้กลางลานศิลาอย่างน่าอนาถ ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามและเปี่ยมด้วยคุณธรรมคนนี้ ไม่สมควรต้องมาจบชีวิตลงอย่างไร้ค่าเช่นนั้น

แต่ถ้าบอกความจริง จะเกิดอะไรขึ้น? ซ่งจือชิวเป็นคนยึดมั่นในวิถีแห่งธรรม หากรู้ว่าจะมีมารร้ายมาบุกสำนัก เขาจะไม่มีวันหนีเด็ดขาด เขาจะวิ่งไปเตือนเจ้าสำนัก ชักกระบี่ออกมายืนหยัดต่อสู้เคียงข้างคนอื่นๆ จนกว่าตัวตาย ซึ่งนั่นแปลว่าหลินซิงเยียนก็จะต้องพลอยซวยไปด้วย

นางทำแบบนั้นไม่ได้... นางเป็นแค่คนธรรมดา นางไม่ใช่จอมยุทธ์ นางปกป้องใครไม่ได้

“ศิษย์พี่...” หลินซิงเยียนตัดสินใจก้าวเข้าไปหา รับชามยามาถือไว้ และทำหน้าขึงขังที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้

“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องบอกท่าน”

“มีอะไรหรือ? ทำไมทำหน้าตาเคร่งเครียดเช่นนั้น”

“ข้า... ข้านอนหลับไปและฝันร้าย” หลินซิงเยียนเริ่มแต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ “ข้าฝันเห็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักชิงหยาง ท่านมาเข้าฝันเตือนข้าว่า... คืนนี้สำนักเราจะมีเคราะห์ใหญ่ เคราะห์โลหิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ท่านสั่งให้ข้าหนีลงเขาไปเสีย”

ซ่งจือชิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “อาเยียน เจ้าคงหัวกระแทกพื้นจนเพ้อไปแล้ว บนเขาชิงหยางมีค่ายกลคุ้มภัยของท่านอาจารย์ลุง อีกทั้งเราตั้งอยู่ในเขตสันติ ไม่เคยผูกใจเจ็บกับสำนักใด จะมีเคราะห์ใหญ่ได้อย่างไร เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วดื่มยาเถิด”

เห็นไหมล่ะ... เขาไม่เชื่อหรอก โลกยุทธภพใครเขาจะเชื่อเรื่องฝันบอกเหตุกันเล่า!

หลินซิงเยียนกัดฟัน วางชามยาลงบนโต๊ะไม้โดยไม่ดื่ม แล้วเอื้อมไปจับมือของซ่งจือชิวไว้แน่น แววตาของนางจริงจังและเจือไปด้วยความหวาดกลัวจนซ่งจือชิวต้องหยุดหัวเราะ

“ศิษย์พี่ ฟังข้าให้ดี ข้าไม่ได้ล้อเล่น และข้าไม่ได้เพ้อ” น้ำเสียงของหลินซิงเยียนหนักแน่น “ข้ากำลังจะลงจากเขาเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ แต่คืนนี้... อย่าหลับลึกเด็ดขาด หากท่านได้ยินเสียงผิดปกติ หรือได้กลิ่นคาวเลือดแม้แต่นิดเดียว อย่าออกไปดู อย่าชักกระบี่คิดสู้ ให้หนีออกทางประตูลับหลังเขาให้เร็วที่สุด! รับปากข้าสิ!”

ซ่งจือชิวมองหน้าศิษย์น้องที่ปกติมักจะขี้อายและก้มหน้าก้มตา แต่วันนี้กลับมีแววตาดุดันและเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าหลินซิงเยียนไม่ได้กำลังล้อเล่น

“อาเยียน... นี่เจ้า...”

“รับปากข้า!” หลินซิงเยียนบีบมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านที่คอยดูแลข้ามาตลอด ข้าขอร้องท่านเพียงเรื่องเดียว ถือว่าทำเพื่อความสบายใจของข้า หากคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาให้ท่านลงโทษที่ลักลอบลงจากเขา กวาดลานฝึกไปสักเดือนเลยเอ้า!”

เมื่อเห็นความดื้อรั้นและแววตาที่เกือบจะร้องไห้ ซ่งจือชิวจึงถอนหายใจและพยักหน้าช้าๆ “ก็ได้ ข้ารับปากเจ้า คืนนี้ข้าจะนั่งสมาธิเดินลมปราณและระแวดระวังให้ดี แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าจะลงเขาไปคืนนี้ ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี ระวังสัตว์ร้ายในป่าด้วยเล่า”

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ รักษาตัวด้วย”

หลินซิงเยียนไม่รอให้ซ่งจือชิวซักไซ้ต่อ นางคว้าห่อผ้าแล้ววิ่งพรวดพราดออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้ศิษย์พี่ยืนมองตามด้วยความงุนงงและความกังวลที่ก่อตัวขึ้นลึกๆ ในใจ

...

ท้องฟ้าด้านนอกมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์เพ็ญสว่างไสวที่สาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้

หลินซิงเยียนอาศัยความทรงจำของร่างเดิม ลัดเลาะไปตามเส้นทางดินแคบๆ หลังหอเก็บฟืน ซึ่งเป็นเส้นทางลับที่ศิษย์สายนอกมักจะใช้แอบลงไปซื้อสุราที่หมู่บ้านตีนเขา ลมภูเขาพัดมาปะทะใบหน้า หนาวเย็นจนบาดผิว เสียงใบไม้ไผ่เสียดสีกันดังซู่ซ่า ฟังดูราวกับเสียงกระซิบของภูตผีผีสาง

หลินซิงเยียนกึ่งเดินกึ่งวิ่ง หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก ทุกครั้งที่กิ่งไม้หักดังเป๊าะ นางจะสะดุ้งตัวโยนและหันไปมองรอบๆเสมอ

‘เร็วเข้า ต้องเร็วกว่านี้...’ นางบอกตัวเองในใจ

หากนางกะยามไม่ผิด ตอนนี้เซวียซาน่าจะกำลังเดินขึ้นเขามาจากอีกด้านหนึ่งแล้ว นางต้องลงไปให้ถึงตีนเขาและเข้าไปหลบในป่าสนดำให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามของการเดินเท้าฝ่าความมืดอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดหลินซิงเยียนก็ลงมาถึงตีนเขาชิงหยาง ขาทั้งสองข้างของนางสั่นพั่บๆ ราวกับลูกนก ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วแทบจะทนรับการฝืนใช้งานขนาดนี้ไม่ไหว นางพิงแผ่นหลังกับต้นสนยักษ์ หอบหายใจฮักๆ เหงื่อชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง

นางหันกลับไปมองยอดเขาชิงหยางที่ถูกความมืดมิดกลืนกินไปเกินครึ่ง ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขา เสียงกรีดร้องสยดสยองก็ดังก้องกังวานลงมาจากยอดเขา!

“อ๊ากกกกกก!! ช่วยด้วย!!”

“ปีศาจ! มันเป็นมารจากขุมนรก!!”

“หนีเร็— อั่ก!!”

แม้จะอยู่ไกลถึงตีนเขา แต่พลังปราณมารที่แฝงมากับเสียงร้องนั้นบ่งบอกถึงความหวาดกลัวและความสิ้นหวังสุดขีด ตามมาด้วยแสงเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโชนขึ้นบริเวณลานหน้าสำนัก ราวกับมีดอกบัวสีเลือดเบ่งบานอยู่บนยอดเขา

กลิ่นคาวเลือดข้นคลั่ก ลอยตามลมภูเขาลงมาเตะจมูก แม้จะอยู่ไกล แต่ความรุนแรงของกลิ่นอายสังหารก็ทำเอาหลินซิงเยียนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ขาแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น

การสังหารหมู่... เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เหตุการณ์กำลังดำเนินไปตามเนื้อเรื่องในนิยายเป๊ะๆ บทที่สิบสองกำลังถูกเขียนด้วยเลือดเนื้อและชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ

หลินซิงเยียนตัวสั่นเทา นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ รู้สึกหวาดกลัวจนแทบจะอาเจียน นี่ไม่ใช่เกมคอมพิวเตอร์ที่ตายแล้วเกิดใหม่ได้ นางไม่ใช่ฮีโร่ นางเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่โชคไม่ดีหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ชีวิตคนมีค่าน้อยกว่าผักปลา นางได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้ซ่งจือชิวทำตามที่นางสั่งและหนีรอดมาได้

“ข้าเตือนท่านแล้วนะศิษย์พี่... รอดมาให้ได้ล่ะ”

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ก่อนจะกัดฟันแน่น หมุนตัวกลับและออกวิ่งกะเผลกๆ เข้าไปในป่าลึกทึบเบื้องหน้า ทิ้งอดีตและซากศพของสำนักชิงหยางไว้เบื้องหลัง

นางไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจหนีในคืนนี้ ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากเส้นเรื่องของนิยาย แต่มันกำลังพานางวิ่งเข้าไปชนกับ ‘มหันตภัย’ ที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกว่ามารโลหิตเซวียซาเป็นร้อยเท่า!

และในป่าลึกที่หนาวเหน็บข้างหน้านั้นเอง...

บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท กำลังนอนพิงต้นไม้ใหญ่จมกองเลือดสีคล้ำ หายใจรวยริน แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย แต่กลิ่นอายมารอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่าง กลับกดทับสัตว์ป่าในรัศมีสิบลี้ให้หนีเตลิดไปจนสิ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยดุดันและเย่อหยิ่งเหนือผู้ใด บัดนี้พร่ามัว ใกล้จะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ

ทว่า หูของมัจจุราชที่กำลังจะหลับใหล กลับได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ของใครบางคนที่กำลังวิ่งแหวกพงหญ้า ตรงเข้ามาหาเขาอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่...

กงล้อแห่งโชคชะตาที่บิดเบี้ยว... ได้เริ่มหมุนอย่างเป็นทางการแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    บทที่ 8

    ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 7

    หนึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองหลินสุ่ย แดนใต้เมืองหลินสุ่ยเป็นเมืองท่าการค้าที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในแดนใต้ ห่างไกลจากความวุ่นวายของศูนย์กลางยุทธภพ และแทบจะตัดขาดจากเรื่องราวการนองเลือดบนเขาชิงหยางโดยสิ้นเชิงที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศ ขุนนางท้องถิ่น และชาวบ้านที่ใช้ชีวิตกันอย่างพลุกพล่าน เสียงจอแจของตลาด ร้านรวงที่ประดับด้วยโคมแดง และกลิ่นหอมของอาหารริมทาง ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจรดค่ำที่มุมหนึ่งของตลาดทิศใต้ มีแผงลอยเล็กๆ ซอมซ่อตั้งอยู่ แผงนี้ไม่ได้ขายของมีค่าอันใด เป็นเพียงมันเผาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย และงานแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆ ที่ดูหยาบกระด้างแต่น่ารักน่าเอ็นดู“มันเผาร้อนๆ จ้า! มันเผาหวานๆ กินแล้วอุ่นท้อง สลักไม้รูปแมวหน้ากวน... เอ้ย รูปแมวมงคลก็มีนะเจ้าคะ! เชิญแวะชมก่อนได้นะเจ้าคะนายท่าน!”เสียงใสเจื้อยแจ้วของแม่ค้าตัวน้อยดังเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง หญิงสาวผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่มีรอยปะชุนหลายจุด ใบหน้าเปื้อนเขม่าควันจางๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังดวงตาดอกท้อที่ดูฉลาดเฉลียวและเป็นมิตรได้ร่างบางคือ ‘มู่ไป๋’ หรือก็คือหลินซิงเยียนที่หนีตายรอนแรมมาไกลกว่าพ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 6

    สองชั่วยามต่อมา ณ อารามร้างกลางป่าอันห่างไกลหลินซิงเยียนทิ้งตัวลงนั่งหอบหายใจพิงเสาไม้ที่ผุพัง หลังจากทำแผลและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้ว โชคดีที่มีชุดผ้าหยาบของชาวบ้านเผื่อไว้ในห่อผ้า จึงจัดการเผาชุดศิษย์สายในสีฟ้าอ่อนทิ้งไปเพื่อทำลายหลักฐานจนไม่เหลือซากตอนนี้ซ่งจือชิวนอนหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าและพิษไข้ ลมหายใจแผ่วเบาแต่สม่ำเสมอขึ้นมากร่างบางมองใบหน้าของคนที่กำลังหลับพลางถอนหายใจยาว“เธอทำลิขิตสวรรค์บิดเบี้ยวไปหมดแล้วซิงเยียน...” เจ้าตัวพึมพำกับตัวเองในนิยายต้นฉบับ ซ่งจือชิวต้องตาย! ตายตั้งแต่บทที่สิบสอง! แต่ตอนนี้ คนที่ควรจะเป็นศพกลับนอนหายใจอยู่ตรงหน้า การที่อีกฝ่ายรอดชีวิตมาได้ หมายความว่าระลอกคลื่นแห่งโชคชะตาได้ถูกสลัดกวนแล้ว การกระทำเล็กๆ ได้เปลี่ยนแปลงเส้นเรื่องไปอย่างถาวรแล้วไหนจะความลับเรื่องเมื่อคืนอีก... ชายชุดดำแปลกหน้าที่บาดเจ็บสาหัสและแผ่กลิ่นอายมารผู้นั้นตอนนี้เริ่มใจคอไม่ดีเมื่อนึกย้อนกลับไป ชายคนนั้นมีบาดแผลจากการต่อสู้ รัศมีกดดันราวกับพญามัจจุราช... หรือว่า... จะเกี่ยวข้องกับคนที่มาฆ่าล้างสำนักชิงหยาง? หรืออาจจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตของพรรคมารที่โดนลอบกัดเสียเอ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 5

    แสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบหลังคาหญ้าคาของหมู่บ้านเล็กๆ เชิงเขาเต่าดำ กลิ่นควันไฟจางๆ จากเตาทำอาหารและเสียงเจี๊ยวจ๊าวของชาวบ้านที่กำลังจับจ่ายใช้สอยในตลาดเช้า เป็นบรรยากาศที่แสนจะธรรมดาและเงียบสงบแต่สำหรับคนที่เพิ่งวิ่งหนีฝ่าห้วงนรกมาทั้งคืนอย่างหลินซิงเยียน มันคือภาพจำลองของสรวงสวรรค์ดรุณีในชุดผ้าหยาบสีน้ำตาลก้าวเท้าที่พองจนเป็นตุ่มน้ำใสเข้ามาใน ‘หมู่บ้านผิงอัน’ ด้วยสภาพที่ดูอเนจอนาถ ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบฝุ่นและเหงื่อ ผมเผ้าหลุดลุ่ยรุงรัง หากมีใครเอาขันน้ำใบเก่าๆ มาวางไว้ตรงหน้า นางคงกลมกลืนไปกับขอทานข้างถนนได้อย่างแนบเนียน“หิว... หิวจนหน้ามืดแล้ว...”หลินซิงเยียนลูบท้องที่ส่งเสียงประท้วงโครกคราก หมั่นโถวเย็นชืดสองลูกที่พกมาถูกยัดลงท้องไปตั้งแต่ตอนรุ่งสาง ตอนนี้ร่างกายต้องการอาหารร้อนๆ เพื่อฟื้นฟูเรี่ยวแรงและเรียกขวัญกำลังใจที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมาเจ้าตัวเดินลากขาไปที่เพิงขายบะหมี่เล็กๆ ริมทาง สั่งบะหมี่น้ำใสชามที่ถูกที่สุดมาหนึ่งชาม ทันทีที่ชามกระเบื้องบิ่นๆ ถูกวางลงบนโต๊ะไม้ไผ่ หลินซิงเยียนก็สูดกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะคีบเส้นบะหมี่เข้าปากอย่างตะกละตะ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 4

    ...ในห้วงแห่งความมืดมิดอันหนาวเหน็บและสิ้นหวัง...‘เยี่ยนอู๋จิ่ว’ ประมุขแห่งยอดเขาหมื่นมาร คิดว่าคืนนี้คงเป็นวาระสุดท้ายของเขาแล้วผู้ที่ชาวยุทธภพต่างหวาดกลัวและขนานนามว่าเป็นปีศาจร้ายกระหายเลือด กลับต้องมาพลาดท่าเสียทีให้กับแผนการสกปรก เขาถูกคนที่ไว้ใจลอบวางยาพิษ ‘สลายลมปราณ’ ลงในสุรา จากนั้นจึงเปิดทางให้กองกำลังของฝ่ายธรรมะที่ซุ่มซ่อนอยู่นับร้อยคนล้อมปราบเขาในหุบเขาไร้เสียงใครกัน..หากเขาฟื้นคืนกลับไปได้ คนผู้นั้นจะต้องตายอย่างทุกข์ทรมานใต้ฝ่าเท้าของเขาแน่แม้เขาจะระเบิดพลังฝ่าวงล้อมออกมาได้ สังหารศัตรูและฉีกร่างพวกมดปลวกฝ่ายธรรมะไปกว่าครึ่ง แต่ร่างกายก็บอบช้ำเกินเยียวยา พิษร้ายแทรกซึมเข้าสู่จุดตันเถียน ลมปราณแตกซ่าน เขาโซเซหนีมาจนถึงป่าลึกแห่งนี้ก่อนที่สติจะดับวูบลงเขาเกลียดชังมนุษย์ เกลียดความหน้าไหว้หลังหลอก เกลียดพวกสวะที่ปากบอกว่ามีคุณธรรมแต่กลับร่วมมือกับคนทรยศเพื่อลอบกัดอย่างขี้ขลาด เขาไม่กลัวความตาย แต่ในใจลึกๆ กลับเต็มไปด้วยเพลิงแห่งความอาฆาตแค้นที่รอวันชำระ!ทว่าในขณะที่วิญญาณกำลังจะจมดิ่งลงสู่ขุมนรก...เขากลับสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายที่ชะโลมลงบนบาดแผล ความเจ็บปวดที่แผดเ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 3

    เสียงฝีเท้าย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งและใบไม้ที่ทับถมกันดังกรอบแกรบ ผสมผสานกับเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงป่าสนดำในยามวิกาลเปรียบเสมือนเขาวงกตมรณะที่ไร้ทางออก แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบ ความมืดมิดโอบล้อมรอบตัวจนแทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้า กิ่งไม้ระเกะระกะเกี่ยวเสื้อผ้าและขีดข่วนใบหน้าจนแสบไปหมด แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักหรือส่งเสียงร้องร่างบางวิ่ง วิ่ง... และวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่สองขาจะพาไปได้!ในหัวมีเพียงภาพของยอดเขาชิงหยางที่อาบไปด้วยแสงเพลิงสีเลือด และเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ยังคงดังก้องหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาท‘ต้องไปให้ไกลกว่านี้... ไกลจนกว่าจะไม่ได้กลิ่นคาวเลือดนั่น!’หลินซิงเยียนบอกกับตัวเอง พลางกัดริมฝีปากแน่นจนรับรู้ถึงรสฝาดของเลือดเพื่อเรียกสติ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลา ร่างกายของศิษย์สายนอกที่ขาดสารอาหารมานานเริ่มประท้วงด้วยอาการหน้ามืดและวิงเวียนตุบ!"อั่ก!"จู่ๆ ปลายเท้าก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งและหนักอึ้งบนพื้นดิน ส่งผลให้ร่างของดรุณีเสียหลักล้มคะมำลงไปคลุกกับดินโคลนและเศษใบไม้ชื้นแฉะ กระบอกน้ำไม้ไผ่และห่อผ้าที่สะพายมากระเด็

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status