Share

ตอนที่ 2

Penulis: midnight bunny
last update Tanggal publikasi: 2026-08-23 11:29:06

“ฉิบหายแล้ว! ฉิบหายแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด!”

หลินซิงเยียนแทบจะกระโดดทึ้งหัวตัวเอง ขนแขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ตามเนื้อเรื่องในนิยาย เซวียซาจะมาถึงสำนักในช่วงกลางยามจื่อ (เที่ยงคืน) ตอนนี้มองจากตำแหน่งของดวงจันทร์ น่าจะเพิ่งเข้าสู่ยามซวี นางยังมีเวลาอีกประมาณหนึ่งถึงสองชั่วยาม ก่อนที่มัจจุราชจะมาเคาะประตูหน้าบ้าน

ความคิดที่จะวิ่งออกไปตะโกนป่าวประกาศให้เจ้าสำนักและทุกคนรู้ว่า

‘หนีเร็ว! คืนนี้จะมีมารโลหิตมาบุกฆ่าล้างสำนักเรา!’ ถูกนางปัดตกไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ

ใครจะไปเชื่อ? นางเป็นแค่ศิษย์สายนอกขี้ขลาดที่เพิ่งโดนอันธพาลผลักตกบันไดจนหัวฟาดพื้น แถมถ้าเกิดโวยวายขึ้นมา อาจจะถูกพวกศิษย์พี่จับมัดขังคุกใต้ดินข้อหาสร้างความแตกตื่นเสียก่อน หรือแย่กว่านั้น ถ้าพานางพาคนหมู่มากหนี การเคลื่อนไหวของคนนับร้อยย่อมเป็นเป้าสายตา และเซวียซาที่มีวรยุทธ์ระดับสูงจะต้องตามมาสับพวกนางกลายเป็นชิ้นๆ อย่างง่ายดาย

“ขอโทษนะทุกคน แต่ข้ายังไม่อยากตาย ข้าเพิ่งมาถึง ข้ายังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย”

หลินซิงเยียนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

กฎข้อแรกของการเป็นตัวประกอบคือ อย่าทำตัวเด่น อย่าจุ้นจ้านกับบท และต้องวิ่งหนีให้เร็วกว่าความตาย

นางเริ่มรื้อค้นข้าวของในห้องพักซอมซ่ออย่างรวดเร็วและเงียบที่สุด สิ่งที่นางต้องการคือของประทังชีวิตและเงินทอง นางโยนเสื้อผ้าสีเทาของสำนักทิ้งไป หยิบเอาชุดผ้าหยาบสีน้ำตาลเข้มที่ดูเหมือนชาวบ้านล่าสัตว์ธรรมดามาสวมทับ เพื่อไม่ให้ใครระบุตัวตนว่าเป็นศิษย์สำนักชิงหยางได้

จากนั้นนางเปิดกล่องไม้ผุๆ ใต้เตียง ภายในมีเงินอีแปะ อยู่เพียงไม่กี่พวง และก้อนเงินก้อนเล็กๆ เท่าปลายนิ้วก้อยอีกสองก้อน ที่ร่างเดิมอุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต

“จนชะมัด...”

นางบ่นอุบ แต่ก็รีบกวาดเงินทั้งหมดใส่ถุงผ้าเล็กๆ มัดติดไว้กับสายรัดเอวชั้นในอย่างแน่นหนา

นางแอบย่องไปที่โรงครัวเล็กๆ ด้านหลังเรือนพักศิษย์สายนอก โชคดีที่เวลานี้ศิษย์ทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานฝึกเพื่อนั่งสมาธิโคจรลมปราณ หลินซิงเยียนหยิบหมั่นโถวเย็นชืดสามสี่ลูกและเนื้อตากแห้งชิ้นเล็กๆ ยัดใส่ห่อผ้า พร้อมกับกรอกน้ำจืดใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็ม

อาวุธ... นางต้องการอาวุธ

กระบี่เหล็กที่ได้รับแจกจากสำนักนั้นทื่อสนิทแถมยังหนักเกะกะ หลินซิงเยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจหยิบมีดสั้นสำหรับแล่เนื้อในโรงครัวที่ถูกฝนจนคมกริบ มาซ่อนเหน็บไว้ในรองเท้าหุ้มข้อ การพกกระบี่เดินป่าโจ่งแจ้งเกินไป หากเจอโจรป่าหรือคนของยุทธภพ นางจะกลายเป็นเป้าหมายได้ง่าย สู้พกมีดสั้นไว้ป้องกันตัวระยะประชิดดีกว่า

เมื่อเตรียมของทุกอย่างพร้อม ห่อผ้าถูกมัดสะพายพาดบ่า หลินซิงเยียนสูดหายใจลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้นและหวาดกลัวที่เต้นระรัวอยู่ในอก

แอ๊ด...

เสียงบานประตูห้องพักถูกผลักเปิดออกกะทันหัน ทำให้หลินซิงเยียนสะดุ้งสุดตัว มือขวาเอื้อมไปจับด้ามมีดสั้นที่ซ่อนไว้โดยสัญชาตญาณ

“อาเยียน? เจ้าตื่นแล้วหรือ?”

น้ำเสียงอบอุ่นและอ่อนโยนดังขึ้น ผู้ที่ก้าวเข้ามาคือชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดศิษย์สายในสีฟ้าอ่อนปักลายเมฆา ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มใจดี ในมือของเขาถือชามกระเบื้องที่ควันกรุ่นส่งกลิ่นสมุนไพรขมปร่า

‘ซ่งจือชิว’

ความทรงจำของร่างเดิมร้องบอกชื่อนี้

ศิษย์พี่ซ่งจือชิว เป็นศิษย์สายในเพียงคนเดียวที่ไม่เคยดูถูกหลินซิงเยียน เขามักจะแวะเวียนมาดูแล แบ่งปันอาหาร และคอยออกหน้าปกป้องร่างเดิมจากการถูกศิษย์คนอื่นรังแกเสมอ สาเหตุที่หลินซิงเยียนนอนสลบไสลอยู่เมื่อครู่ ก็เพราะโดนศิษย์อันธพาลผลักตกบันได และเป็นซ่งจือชิวที่อุ้มเธอกลับมานอนพักและตามหมอมาให้

พอเห็นว่าเป็นซ่งจือชิว ความรู้สึกผิดก็ตีตื้นขึ้นมาในอกของคนที่กำลังจะเตรียมตัวหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง

“ศิษย์พี่ซ่ง...” หลินซิงเยียนเรียกเสียงแผ่ว

ซ่งจือชิวขมวดคิ้วเมื่อเห็นสภาพการแต่งกายและห่อผ้าของศิษย์น้อง “อาเยียน เจ้าแต่งตัวแบบนี้ จะไปที่ใด? หัวของเจ้ายังบาดเจ็บอยู่นะ ข้าไปต้มยาประสานลมปราณมาให้ รีบดื่มเสียสิ”

หลินซิงเยียนมองชามยาในมืออีกฝ่าย สลับกับรอยยิ้มห่วงใยอย่างแท้จริงบนใบหน้านั้น

ในนิยายต้นฉบับ... ซ่งจือชิวก็คือหนึ่งในศพที่ถูกมารโลหิตเซวียซาบั่นคอและถูกโยนทิ้งไว้กลางลานศิลาอย่างน่าอนาถ ชายหนุ่มผู้มีจิตใจดีงามและเปี่ยมด้วยคุณธรรมคนนี้ ไม่สมควรต้องมาจบชีวิตลงอย่างไร้ค่าเช่นนั้น

แต่ถ้าบอกความจริง จะเกิดอะไรขึ้น? ซ่งจือชิวเป็นคนยึดมั่นในวิถีแห่งธรรม หากรู้ว่าจะมีมารร้ายมาบุกสำนัก เขาจะไม่มีวันหนีเด็ดขาด เขาจะวิ่งไปเตือนเจ้าสำนัก ชักกระบี่ออกมายืนหยัดต่อสู้เคียงข้างคนอื่นๆ จนกว่าตัวตาย ซึ่งนั่นแปลว่าหลินซิงเยียนก็จะต้องพลอยซวยไปด้วย

นางทำแบบนั้นไม่ได้... นางเป็นแค่คนธรรมดา นางไม่ใช่จอมยุทธ์ นางปกป้องใครไม่ได้

“ศิษย์พี่...” หลินซิงเยียนตัดสินใจก้าวเข้าไปหา รับชามยามาถือไว้ และทำหน้าขึงขังที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้

“ข้ามีเรื่องสำคัญต้องบอกท่าน”

“มีอะไรหรือ? ทำไมทำหน้าตาเคร่งเครียดเช่นนั้น”

“ข้า... ข้านอนหลับไปและฝันร้าย” หลินซิงเยียนเริ่มแต่งเรื่องสดๆ ร้อนๆ “ข้าฝันเห็นปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักชิงหยาง ท่านมาเข้าฝันเตือนข้าว่า... คืนนี้สำนักเราจะมีเคราะห์ใหญ่ เคราะห์โลหิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ท่านสั่งให้ข้าหนีลงเขาไปเสีย”

ซ่งจือชิวชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ “อาเยียน เจ้าคงหัวกระแทกพื้นจนเพ้อไปแล้ว บนเขาชิงหยางมีค่ายกลคุ้มภัยของท่านอาจารย์ลุง อีกทั้งเราตั้งอยู่ในเขตสันติ ไม่เคยผูกใจเจ็บกับสำนักใด จะมีเคราะห์ใหญ่ได้อย่างไร เลิกคิดฟุ้งซ่านแล้วดื่มยาเถิด”

เห็นไหมล่ะ... เขาไม่เชื่อหรอก โลกยุทธภพใครเขาจะเชื่อเรื่องฝันบอกเหตุกันเล่า!

หลินซิงเยียนกัดฟัน วางชามยาลงบนโต๊ะไม้โดยไม่ดื่ม แล้วเอื้อมไปจับมือของซ่งจือชิวไว้แน่น แววตาของนางจริงจังและเจือไปด้วยความหวาดกลัวจนซ่งจือชิวต้องหยุดหัวเราะ

“ศิษย์พี่ ฟังข้าให้ดี ข้าไม่ได้ล้อเล่น และข้าไม่ได้เพ้อ” น้ำเสียงของหลินซิงเยียนหนักแน่น “ข้ากำลังจะลงจากเขาเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าท่านจะเชื่อหรือไม่ แต่คืนนี้... อย่าหลับลึกเด็ดขาด หากท่านได้ยินเสียงผิดปกติ หรือได้กลิ่นคาวเลือดแม้แต่นิดเดียว อย่าออกไปดู อย่าชักกระบี่คิดสู้ ให้หนีออกทางประตูลับหลังเขาให้เร็วที่สุด! รับปากข้าสิ!”

ซ่งจือชิวมองหน้าศิษย์น้องที่ปกติมักจะขี้อายและก้มหน้าก้มตา แต่วันนี้กลับมีแววตาดุดันและเด็ดเดี่ยวอย่างประหลาด ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าหลินซิงเยียนไม่ได้กำลังล้อเล่น

“อาเยียน... นี่เจ้า...”

“รับปากข้า!” หลินซิงเยียนบีบมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ข้าเป็นหนี้บุญคุณท่านที่คอยดูแลข้ามาตลอด ข้าขอร้องท่านเพียงเรื่องเดียว ถือว่าทำเพื่อความสบายใจของข้า หากคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พรุ่งนี้ข้าจะกลับมาให้ท่านลงโทษที่ลักลอบลงจากเขา กวาดลานฝึกไปสักเดือนเลยเอ้า!”

เมื่อเห็นความดื้อรั้นและแววตาที่เกือบจะร้องไห้ ซ่งจือชิวจึงถอนหายใจและพยักหน้าช้าๆ “ก็ได้ ข้ารับปากเจ้า คืนนี้ข้าจะนั่งสมาธิเดินลมปราณและระแวดระวังให้ดี แต่เจ้าแน่ใจหรือว่าจะลงเขาไปคืนนี้ ร่างกายเจ้ายังไม่หายดี ระวังสัตว์ร้ายในป่าด้วยเล่า”

“ข้าไม่เป็นไรแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่ รักษาตัวด้วย”

หลินซิงเยียนไม่รอให้ซ่งจือชิวซักไซ้ต่อ นางคว้าห่อผ้าแล้ววิ่งพรวดพราดออกจากห้องไปทันที ทิ้งให้ศิษย์พี่ยืนมองตามด้วยความงุนงงและความกังวลที่ก่อตัวขึ้นลึกๆ ในใจ

...

ท้องฟ้าด้านนอกมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์เพ็ญสว่างไสวที่สาดส่องลอดผ่านกิ่งไม้

หลินซิงเยียนอาศัยความทรงจำของร่างเดิม ลัดเลาะไปตามเส้นทางดินแคบๆ หลังหอเก็บฟืน ซึ่งเป็นเส้นทางลับที่ศิษย์สายนอกมักจะใช้แอบลงไปซื้อสุราที่หมู่บ้านตีนเขา ลมภูเขาพัดมาปะทะใบหน้า หนาวเย็นจนบาดผิว เสียงใบไม้ไผ่เสียดสีกันดังซู่ซ่า ฟังดูราวกับเสียงกระซิบของภูตผีผีสาง

หลินซิงเยียนกึ่งเดินกึ่งวิ่ง หัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก ทุกครั้งที่กิ่งไม้หักดังเป๊าะ นางจะสะดุ้งตัวโยนและหันไปมองรอบๆเสมอ

‘เร็วเข้า ต้องเร็วกว่านี้...’ นางบอกตัวเองในใจ

หากนางกะยามไม่ผิด ตอนนี้เซวียซาน่าจะกำลังเดินขึ้นเขามาจากอีกด้านหนึ่งแล้ว นางต้องลงไปให้ถึงตีนเขาและเข้าไปหลบในป่าสนดำให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้

ผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามของการเดินเท้าฝ่าความมืดอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดหลินซิงเยียนก็ลงมาถึงตีนเขาชิงหยาง ขาทั้งสองข้างของนางสั่นพั่บๆ ราวกับลูกนก ร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้วแทบจะทนรับการฝืนใช้งานขนาดนี้ไม่ไหว นางพิงแผ่นหลังกับต้นสนยักษ์ หอบหายใจฮักๆ เหงื่อชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง

นางหันกลับไปมองยอดเขาชิงหยางที่ถูกความมืดมิดกลืนกินไปเกินครึ่ง ทันใดนั้นเอง... ท่ามกลางความเงียบสงัดของหุบเขา เสียงกรีดร้องสยดสยองก็ดังก้องกังวานลงมาจากยอดเขา!

“อ๊ากกกกกก!! ช่วยด้วย!!”

“ปีศาจ! มันเป็นมารจากขุมนรก!!”

“หนีเร็— อั่ก!!”

แม้จะอยู่ไกลถึงตีนเขา แต่พลังปราณมารที่แฝงมากับเสียงร้องนั้นบ่งบอกถึงความหวาดกลัวและความสิ้นหวังสุดขีด ตามมาด้วยแสงเพลิงสีแดงฉานที่ลุกโชนขึ้นบริเวณลานหน้าสำนัก ราวกับมีดอกบัวสีเลือดเบ่งบานอยู่บนยอดเขา

กลิ่นคาวเลือดข้นคลั่ก ลอยตามลมภูเขาลงมาเตะจมูก แม้จะอยู่ไกล แต่ความรุนแรงของกลิ่นอายสังหารก็ทำเอาหลินซิงเยียนขนลุกซู่ไปทั้งร่าง ขาแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น

การสังหารหมู่... เริ่มต้นขึ้นแล้ว

เหตุการณ์กำลังดำเนินไปตามเนื้อเรื่องในนิยายเป๊ะๆ บทที่สิบสองกำลังถูกเขียนด้วยเลือดเนื้อและชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษ

หลินซิงเยียนตัวสั่นเทา นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ รู้สึกหวาดกลัวจนแทบจะอาเจียน นี่ไม่ใช่เกมคอมพิวเตอร์ที่ตายแล้วเกิดใหม่ได้ นางไม่ใช่ฮีโร่ นางเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาที่โชคไม่ดีหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ชีวิตคนมีค่าน้อยกว่าผักปลา นางได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้ซ่งจือชิวทำตามที่นางสั่งและหนีรอดมาได้

“ข้าเตือนท่านแล้วนะศิษย์พี่... รอดมาให้ได้ล่ะ”

หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเบาๆ ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ก่อนจะกัดฟันแน่น หมุนตัวกลับและออกวิ่งกะเผลกๆ เข้าไปในป่าลึกทึบเบื้องหน้า ทิ้งอดีตและซากศพของสำนักชิงหยางไว้เบื้องหลัง

นางไม่รู้เลยว่า การตัดสินใจหนีในคืนนี้ ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากเส้นเรื่องของนิยาย แต่มันกำลังพานางวิ่งเข้าไปชนกับ ‘มหันตภัย’ ที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวกว่ามารโลหิตเซวียซาเป็นร้อยเท่า!

และในป่าลึกที่หนาวเหน็บข้างหน้านั้นเอง...

บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท กำลังนอนพิงต้นไม้ใหญ่จมกองเลือดสีคล้ำ หายใจรวยริน แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย แต่กลิ่นอายมารอันตรายที่แผ่ออกมาจากร่าง กลับกดทับสัตว์ป่าในรัศมีสิบลี้ให้หนีเตลิดไปจนสิ้น นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยดุดันและเย่อหยิ่งเหนือผู้ใด บัดนี้พร่ามัว ใกล้จะสูญสิ้นสติสัมปชัญญะ

ทว่า หูของมัจจุราชที่กำลังจะหลับใหล กลับได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ของใครบางคนที่กำลังวิ่งแหวกพงหญ้า ตรงเข้ามาหาเขาอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่...

กงล้อแห่งโชคชะตาที่บิดเบี้ยว... ได้เริ่มหมุนอย่างเป็นทางการแล้ว

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 13

    นุ่ม...นุ่มเหลือเกิน...นั่นคือความรู้สึกแรกที่ปลุกให้หลินซิงเยียนค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา หลังจากที่เป็นลมล้มพับไปต่อหน้าต่อตาจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความลื่นไหลและเย็นสบายของผ้าไหมเนื้อดีที่ห่มคลุมร่างอยู่ กลิ่นหอมของกำยานชั้นเลิศที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสูงศักดิ์ลอยอวลอยู่ในอากาศมันไม่ใช่กลิ่นอับชื้นของโรงเตี๊ยมซอมซ่อ และไม่ใช่กลิ่นควันไฟป่าที่คุ้นเคยตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา‘นี่เรา... ตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์งั้นหรือ หรือว่าได้กลับโลกเดิมแล้ว เตียงนุ่มขนาดนี้ต้องเป็นเตียงสปริงราคาแพงแน่ๆ’ดรุณีน้อยหลับตาพริ้ม เผยรอยยิ้มบางๆ อย่างมีความสุข ตัดสินใจยืดแขนบิดขี้เกียจอย่างเต็มที่ หมายจะลืมตาขึ้นมาพบกับเพดานห้องนอนอพาร์ตเมนต์ที่คุ้นเคยในศตวรรษที่ 21ทว่า...มือที่กำลังยืดออกไป กลับปะทะเข้ากับบางสิ่งที่ทั้งแข็งแกร่งและอบอุ่น คล้ายกับแผงอกของใครบางคน!พรึ่บ!หลินซิงเยียนเบิกตาโพลงทันทีภาพที่ปรากฏแก่สายตาไม่ใช่เพดานห้องสีขาว แต่เป็นม่านมุ้งผ้าโปร่งสีแดงเข้มที่ปักดิ้นทองลายพยัคฆ์อย่างวิจิตรบรรจง และเมื่อหันขวับไปมองด้านข้าง หัวใจที่เพิ่งจะเต้นเป็นจังหวะป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 12

    ...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 11

    บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 10

    แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    ตอนที่ 9

    หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย

  • ตัวประกอบผู้นี้ขอไม่ตายตามบท    บทที่ 8

    ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status