LOGINหนึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองหลินสุ่ย แดนใต้
เมืองหลินสุ่ยเป็นเมืองท่าการค้าที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในแดนใต้ ห่างไกลจากความวุ่นวายของศูนย์กลางยุทธภพ และแทบจะตัดขาดจากเรื่องราวการนองเลือดบนเขาชิงหยางโดยสิ้นเชิง
ที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศ ขุนนางท้องถิ่น และชาวบ้านที่ใช้ชีวิตกันอย่างพลุกพล่าน เสียงจอแจของตลาด ร้านรวงที่ประดับด้วยโคมแดง และกลิ่นหอมของอาหารริมทาง ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
ที่มุมหนึ่งของตลาดทิศใต้ มีแผงลอยเล็กๆ ซอมซ่อตั้งอยู่ แผงนี้ไม่ได้ขายของมีค่าอันใด เป็นเพียงมันเผาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย และงานแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆ ที่ดูหยาบกระด้างแต่น่ารักน่าเอ็นดู
“มันเผาร้อนๆ จ้า! มันเผาหวานๆ กินแล้วอุ่นท้อง สลักไม้รูปแมวหน้ากวน... เอ้ย รูปแมวมงคลก็มีนะเจ้าคะ! เชิญแวะชมก่อนได้นะเจ้าคะนายท่าน!”
เสียงใสเจื้อยแจ้วของแม่ค้าตัวน้อยดังเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง หญิงสาวผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่มีรอยปะชุนหลายจุด ใบหน้าเปื้อนเขม่าควันจางๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังดวงตาดอกท้อที่ดูฉลาดเฉลียวและเป็นมิตรได้
ร่างบางคือ ‘มู่ไป๋’ หรือก็คือหลินซิงเยียนที่หนีตายรอนแรมมาไกลกว่าพันลี้นั่นเอง
ข้างกายมีชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กว่า สวมงอบไม้ไผ่ปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง กำลังนั่งยองๆ คอยเติมฟืนเข้าเตาดินเผาอย่างเงียบๆ แม้จะแต่งตัวปอนๆ เหมือนชาวบ้าน แต่แผ่นหลังที่ตั้งตรงเป๊ะและท่าทางการจับท่อนฟืนที่ดูแข็งแกร่งราวกับกำลังกุมด้ามกระบี่ ก็ทำให้เขาดูแตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปอยู่บ้าง
‘มู่ชิง’ หรือซ่งจือชิว ถอนหายใจเบาๆ ขณะใช้ไม้เขี่ยมันเผาในเตา
“น้องรอง... เจ้าไม่ต้องตะโกนเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ แหลกคอเปล่าๆ เดี๋ยวลูกค้าอยากกินเขาก็มาซื้อเองแหละ” ซ่งจือชิวเอ่ยเตือนด้วยความเป็นห่วง
หลินซิงเยียนหันมามองศิษย์พี่ของตนก่อนจะถลึงตาใส่ “พี่ใหญ่! ข้าบอกท่านกี่ครั้งแล้วว่าให้ทำตัวให้กลมกลืน! ท่านนั่งหลังตรงเป๊ะราวกับกำลังโคจรลมปราณแบบนั้น ใครเห็นเขาก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ปลอมตัวมา! งอหลังลงไปอีก! ทำท่าเหมือนคนปวดหลังเพราะแบกข้าวสารมาสิบปีน่ะ ทำเป็นไหม!”
ซ่งจือชิวสะดุ้งเล็กน้อย รีบห่อไหล่และงอหลังลงตามคำสั่งศิษย์น้องอย่างว่าง่าย แม้ในใจจะรู้สึกขัดเขินกับวิถีชีวิตเช่นนี้อย่างหนักก็ตาม
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ชีวิตของพวกเขาสมบุกสมบันยิ่งกว่ากระยาจก หลินซิงเยียนพาชายหนุ่มเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางทุรกันดาร หลีกเลี่ยงถนนใหญ่ ไม่แวะพักโรงเตี๊ยม กินนอนกลางป่า และอาศัยการขอติดเกวียนขนฟางของชาวบ้านมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงเมืองหลินสุ่ย
เงินอีแปะที่พกติดตัวมาถูกนำมาเช่าบ้านโกโรโกโสหลังเล็กๆ ท้ายเมือง และซื้ออุปกรณ์สำหรับตั้งแผงขายมันเผา ส่วนงานไม้แกะสลักเป็นฝีมือของคนตัวเล็กที่ใช้ทักษะพื้นฐานของสายอาร์ตในโลกก่อน มานั่งเหลาไม้เล่นๆ เป็นรูปสัตว์ประหลาดๆ ซึ่งดันขายดีในหมู่เด็กๆ ซะอย่างนั้น
“เฮ้อ... ท่านนี่นะ สอนไม่รู้จักจำ” แม่ค้าตัวน้อยบ่นอุบอิบพลางหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดมือ “เราต้องแกล้งทำตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ยากจนและไม่มีพิษมีภัยที่สุด จำไว้ว่ายิ่งเราดูน่าสมเพชเท่าไหร่ ก็ยิ่งรอดพ้นจากสายตาพวกชาวยุทธภพมากเท่านั้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพยายาม” ซ่งจือชิวรับคำเสียงอ่อย
แม้จะเหนื่อยยาก แต่ซ่งจือชิวก็รู้สึกทึ่งในตัวศิษย์น้องคนนี้ หลินซิงเยียนที่เขาเคยรู้จักคือเด็กสาวขี้อายที่มักจะก้มหน้าหลบอยู่หลังเขาเสมอ แต่มู่ไป๋คนนี้กลับมีความเป็นผู้นำ เอาตัวรอดเก่ง ปากคอเราะร้ายขึ้น และที่สำคัญ... ดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม ราวกับเป็นคนละคน
เคร้ง!
เสียงโยนเหรียญทองแดงลงบนโต๊ะไม้ดังขึ้น ดึงความสนใจของหลินซิงเยียนให้หันกลับไปฉีกยิ้มการค้าทันที
“รับมันเผากี่หัวดีเจ้าค—”
คำพูดขาดห้วงไป เมื่อเห็นว่าลูกค้าที่ยืนอยู่หน้าแผงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา แต่เป็นชายฉกรรจ์สามคนในชุดรัดกุมพกดาบใหญ่ แผ่รังสีของคนในยุทธภพออกมาอย่างโจ่งแจ้ง พวกเขาคือ ‘ชาวยุทธภพพเนจร’ ที่มักจะเดินทางรับจ้างคุ้มกันภัยหรือสืบข่าว
“เอามันเผามาสามหัว ห่อใบตองให้ด้วย” หนึ่งในชายฉกรรจ์หน้าบากสั่งเสียงห้วน ก่อนจะหันไปคุยกับสหายต่อโดยไม่สนใจแม่ค้า
หญิงสาวใจเต้นตึกตัก รีบก้มหน้าก้มตาใช้ที่คีบเหล็กคีบมันเผาใส่ห่อใบตอง หูพยายามเงี่ยฟังบทสนทนาของพวกเขาอย่างตั้งใจ
“พวกเจ้าได้ข่าวประกาศจับล่าสุดจากดินแดนจงหยวนหรือยัง?” ชายหน้าบากถามเพื่อน
“ข่าวของยอดเขาหมื่นมารน่ะหรือ? ใครในยุทธภพจะไม่รู้บ้างเล่า! ตอนนี้ปั่นป่วนกันไปหมดแล้ว!” เพื่อนอีกคนตอบพลางรับมันเผาไปกัดกิน “ข้าล่ะไม่เข้าใจความคิดของมารร้ายจริงๆ ประมุขพรรคมาร ‘เยี่ยนอู๋จิ่ว’ รอดตายจากการปิดล้อมของฝ่ายธรรมะมาได้ แทนที่จะสั่งขุนพลไปไล่ฆ่าล้างแค้นพวกหกสำนักใหญ่ กลับส่งองครักษ์เงากระจายกำลังออกไปทั่วแผ่นดินเพื่อตามหาคนผู้หนึ่งเสียอย่างนั้น”
มือที่กำลังคีบมันเผาชะงักกึก ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นวาบไปตามไขสันหลัง
เดี๋ยวนะ... เยี่ยนอู๋จิ่ว... ประมุขพรรคมาร... รอดตาย...
“ใช่ๆ ข้าก็เห็นใบประกาศนั้นติดอยู่หน้าประตูเมืองเมื่อเช้านี้” ชายคนที่สามเสริม “แต่ที่แปลกคือ ประกาศนั้นไม่มีภาพวาดใบหน้า มีแต่คำบรรยายลักษณะ... บอกว่าเป็นสตรีรูปร่างบอบบางสูงเพียงระดับอกบุรุษ มีดวงตาดอกท้อ และที่สำคัญที่สุด... ประมุขมารมีเศษผ้าสีน้ำตาลอยู่ชิ้นหนึ่ง และสั่งให้ตามหาสตรีที่สวมชุดผ้าหยาบซึ่งมีรอยฉีกขาดตรงกันกับเศษผ้าชิ้นนั้น บ้าบอที่สุด! สตรีที่รูปร่างเเบบนั้นเเถมยังใส่ชุดขาดๆ มีเป็นหมื่นเป็นแสนในใต้หล้า จะไปหาเจอได้อย่างไร!”
เพล้ง!
ที่คีบเหล็กในมือร่วงหล่นกระแทกพื้น ร่างบางยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกฟ้าผ่ากลางแสกหน้า หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด
ดวงตาดอกท้อ... ตัวเล็กระดับอก... เศษผ้าสีน้ำตาล...?
คำบรรยายเหล่านั้นคุ้นหูจนน่าขนลุก หลินซิงเยียนค่อยๆ ก้มหน้าลงมองชุดผ้าหยาบสีน้ำตาลที่ตนเองกำลังสวมใส่อยู่... สายตาหยุดกึกอยู่ที่ชายเสื้อด้านล่าง ซึ่งมีรอยถูกฉีกแหว่งเป็นทางยาว
ความทรงจำในป่าทึบเมื่อหนึ่งเดือนก่อนไหลย้อนกลับมาเป็นฉากๆ ภาพที่นางตัดสินใจฉีกชายเสื้อตัวเองเพื่อไปพันแผลห้ามเลือดให้บุรุษปางตายปริศนาคนนั้น... ชายชุดดำที่มีกลิ่นอายอันตราย และรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาแม้ในยามหลับใหล...
‘โธ่เว้ย! ความยากจนนี่มันทำร้ายกันเกินไปแล้ว! ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ข้าไม่มีปัญญาแม้แต่จะหาซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ ต้องทนซักแล้วซักอีก ใส่ไอ้ชุดแหว่งๆ ตัวนี้ซ้ำไปซ้ำมา ใครจะไปคิดล่ะว่าความจนจะทำให้ข้าต้องสวมหลักฐานมัดตัวเดินร่อนไปร่อนมาให้เขาจับได้แบบนี้’
เดี๋ยวนะ... อย่าบอกนะว่า...
ไอ้ผู้ชายใกล้ตายคนนั้น... คือ ‘เยี่ยนอู๋จิ่ว’ ประมุขแห่งยอดเขาหมื่นมาร มัจจุราชอันดับหนึ่งของเรื่องงั้นเรอะ!?
หญิงสาวเบิกตากว้าง หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบหลุดออกจากอก นางพยายามสูดหายใจลึกๆ เพื่อปลอบใจตัวเอง
ไม่หรอกน่า! คงแค่บังเอิญแหละ! คนที่ใส่เสื้อสีน้ำตาลขาดๆ ในใต้หล้ามีตั้งเยอะแยะไป! อาจจะไม่ใช่ข้าก็ได้... มั้ง?
“เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่าแม่นางน้อย?” ชายหน้าบากหันมาถามเมื่อเห็นแม่ค้าทำที่คีบตกและยืนหน้าซีดตัวสั่น
“ปะ... เปล่าเจ้าค่ะ ข้าแค่หน้ามืดนิดหน่อยเพราะควันเข้าตา” หลินซิงเยียนรีบก้มลงเก็บที่คีบ พยายามฝืนยิ้มแหยๆ “พวกนายท่านพูดเรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ ฟังสยดสยองยิ่งนัก พรรคมารอะไรนั่นจะมาถึงเมืองหลินสุ่ยไหมเจ้าคะ?”
“ฮ่าๆๆ เจ้าเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ไม่ต้องกลัวไปหรอก พรรคมารไม่สนหัวมดปลวกอย่างพวกเจ้าหรอก” ชายพเนจรหัวเราะร่วน “แต่ถ้าเจ้าโชคดีบังเอิญเจอคนที่มีลักษณะตามประกาศล่ะก็ รีบไปแจ้งข่าวเลยนะ รางวัลนำจับคือทองคำพันตำลึง! และที่สำคัญ... ประมุขมารประกาศกร้าวว่า หากใครกล้าแตะต้องตัวคนผู้นั้นแม้แต่ปลายผม มันผู้นั้นจะถูกสับเป็นหมื่นๆ ชิ้น! ดูเหมือนว่าสตรีผู้นั้นจะไปล่วงเกินความลับบางอย่างของประมุขมารเข้า ถึงได้ถูกตามล่าเอาชีวิตแบบกัดไม่ปล่อยขนาดนี้”
ล่วงเกินบ้าอะไรเล่า! ข้าช่วยชีวิตเจ้านั่นต่างหาก ไอ้อกตัญญู! ไอ้คนเนรคุณ!
นี่จะตามมาฆ่าปิดปากข้า เพราะข้าไปเห็นสภาพปางตายสุดอนาถของเจ้าใช่ไหม!
หญิงสาวด่าทอเยี่ยนอู๋จิ่วไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรอยู่ในใจ เจ้าตัวมองโลกในแง่ร้ายตามสไตล์คนขี้ขลาดทันทีว่า การจอมมารอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพ พลิกแผ่นดินตามหาตัวนาง ไม่ได้มาเพื่อตอบแทนบุญคุณแน่นอน แต่ต้องมาเพื่อ ‘ฆ่าล้างบาง’ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ความน่าเกรงขามที่เคยอ่อนแอต่างหาก!
เมื่อชาวยุทธภพทั้งสามเดินจากไป ซ่งจือชิวที่สังเกตเห็นอาการผิดปกติของศิษย์น้องมาตลอดก็รีบลุกขึ้นมาถามเสียงเบา
“น้องรอง เจ้าเป็นอะไรไป? ทำไมหน้าซีดเช่นนั้น หรือเจ้าป่วย?”
ร่างบางค่อยๆ หันหน้ามาหาซ่งจือชิว ดวงตาดอกท้อที่เคยสดใสบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นและน้ำตารื้นๆ
“พี่ใหญ่... เราต้องย้ายแผง... ไม่สิ เราต้องย้ายเมืองอีกแล้ว”
“หา? ย้ายเมืองอีกแล้วหรือ? แต่เราเพิ่งตั้งตัวได้ไม่ถึงสิบวันเองนะ! แล้วเราจะไปไหนล่ะ?”
“ไปไหนก็ได้ที่ไม่มีป้ายประกาศจับ!” คนตัวเล็กแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น “ข้าเพิ่งตระหนักได้ว่า การพยายามเอาชีวิตรอดในโลกนี้... มันคือการวิ่งหนีความซวยที่ไม่มีวันสิ้นสุดจริงๆ”
...
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...
หนึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองหลินสุ่ย แดนใต้เมืองหลินสุ่ยเป็นเมืองท่าการค้าที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในแดนใต้ ห่างไกลจากความวุ่นวายของศูนย์กลางยุทธภพ และแทบจะตัดขาดจากเรื่องราวการนองเลือดบนเขาชิงหยางโดยสิ้นเชิงที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศ ขุนนางท้องถิ่น และชาวบ้านที่ใช้ชีวิตกันอย่างพลุกพล่าน เสียงจอแจของตลาด ร้านรวงที่ประดับด้วยโคมแดง และกลิ่นหอมของอาหารริมทาง ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจรดค่ำที่มุมหนึ่งของตลาดทิศใต้ มีแผงลอยเล็กๆ ซอมซ่อตั้งอยู่ แผงนี้ไม่ได้ขายของมีค่าอันใด เป็นเพียงมันเผาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย และงานแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆ ที่ดูหยาบกระด้างแต่น่ารักน่าเอ็นดู“มันเผาร้อนๆ จ้า! มันเผาหวานๆ กินแล้วอุ่นท้อง สลักไม้รูปแมวหน้ากวน... เอ้ย รูปแมวมงคลก็มีนะเจ้าคะ! เชิญแวะชมก่อนได้นะเจ้าคะนายท่าน!”เสียงใสเจื้อยแจ้วของแม่ค้าตัวน้อยดังเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง หญิงสาวผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่มีรอยปะชุนหลายจุด ใบหน้าเปื้อนเขม่าควันจางๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังดวงตาดอกท้อที่ดูฉลาดเฉลียวและเป็นมิตรได้ร่างบางคือ ‘มู่ไป๋’ หรือก็คือหลินซิงเยียนที่หนีตายรอนแรมมาไกลกว่าพ







