LOGINเสียงฝีเท้าย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งและใบไม้ที่ทับถมกันดังกรอบแกรบ ผสมผสานกับเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
ป่าสนดำในยามวิกาลเปรียบเสมือนเขาวงกตมรณะที่ไร้ทางออก แสงจันทร์ที่เคยสาดส่องถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้หนาทึบ ความมืดมิดโอบล้อมรอบตัวจนแทบจะมองไม่เห็นทางข้างหน้า กิ่งไม้ระเกะระกะเกี่ยวเสื้อผ้าและขีดข่วนใบหน้าจนแสบไปหมด แต่กลับไม่กล้าแม้แต่จะหยุดพักหรือส่งเสียงร้อง
ร่างบางวิ่ง วิ่ง... และวิ่งให้เร็วที่สุดเท่าที่สองขาจะพาไปได้!
ในหัวมีเพียงภาพของยอดเขาชิงหยางที่อาบไปด้วยแสงเพลิงสีเลือด และเสียงกรีดร้องโหยหวนที่ยังคงดังก้องหลอกหลอนอยู่ในโสตประสาท
‘ต้องไปให้ไกลกว่านี้... ไกลจนกว่าจะไม่ได้กลิ่นคาวเลือดนั่น!’
หลินซิงเยียนบอกกับตัวเอง พลางกัดริมฝีปากแน่นจนรับรู้ถึงรสฝาดของเลือดเพื่อเรียกสติ ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลา ร่างกายของศิษย์สายนอกที่ขาดสารอาหารมานานเริ่มประท้วงด้วยอาการหน้ามืดและวิงเวียน
ตุบ!
"อั่ก!"
จู่ๆ ปลายเท้าก็สะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างที่แข็งและหนักอึ้งบนพื้นดิน ส่งผลให้ร่างของดรุณีเสียหลักล้มคะมำลงไปคลุกกับดินโคลนและเศษใบไม้ชื้นแฉะ กระบอกน้ำไม้ไผ่และห่อผ้าที่สะพายมากระเด็นหลุดจากตัว
"โอ๊ย... เจ็บเป็นบ้าเลย..." เสียงหวานครางแผ่วเบา พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง พลางปัดเศษดินออกจากหน้า
รากไม้บ้าอะไรวะเนี่ย ใหญ่ขนาดนี้... เจ้าตัวคิดในใจขณะหันกลับไปมองสิ่งที่เพิ่งสะดุดล้ม
ทว่าเมื่อสายตาปรับเข้ากับความมืด และเพ่งมองวัตถุนั้นชัดๆ หัวใจก็กระตุกวูบ ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นสู่ยอดอก ขนอ่อนลุกซู่ไปทั้งร่าง
สิ่งที่สะดุดเมื่อครู่... ไม่ใช่รากไม้ แต่เป็นร่างของ ‘คน’ รูปร่างสูงใหญ่ที่นอนคว่ำหน้าจมกองเลือดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
"เฮ้ย!!"
เสียงอุทานดังขึ้นอย่างลืมตัว ร่างบางรีบตะเกียกตะกายถอยหลังกรูดไปชนกับโคนต้นไม้อีกต้น มือที่สั่นเทาเอื้อมไปคว้าด้ามมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในรองเท้าออกมาถือไว้แน่น ปลายมีดชี้ไปข้างหน้าอย่างคนขวัญเสีย
‘ศพงั้นเหรอ!? หรือว่ามารโลหิตฆ่าคนแล้วโยนทิ้งไว้แถวนี้? ไม่สิ... เซวียซาอยู่บนเขานี่นา แล้วหมอนี่เป็นใครล่ะเนี่ย!?’
หลินซิงเยียนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยายามรวบรวมความกล้าเพ่งมองร่างนั้นอีกครั้ง
บุรุษปริศนาผู้นั้นสวมชุดสีดำสนิทที่กลืนไปกับความมืด แต่กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งออกมาจากตัวเขารุนแรงจนชวนสะอิดสะเอียน ร่างกายท่อนบนมีรอยกระบี่ฟาดฟันจนชุดขาดวิ่น เผยให้เห็นบาดแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังและหัวไหล่ซึ่งยังคงมีเลือดสีคล้ำไหลซึมออกมาไม่หยุด บริเวณโดยรอบมีร่องรอยการต่อสู้ กิ่งไม้หักโค่นและพื้นดินเป็นหลุมลึก ราวกับเพิ่งเกิดการปะทะด้วยพลังปราณอันรุนแรง
ร่างบางนั่งตัวสั่นอยู่ตรงนั้นชั่วอึดใจใหญ่ เมื่อเห็นว่าร่างนั้นไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย จึงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก
‘ตายแล้วมั้ง... ใช่ ต้องตายแล้วแน่ๆ ปล่อยไว้แบบนี้แหละหลินซิงเยียน กฎของการเป็นตัวประกอบคืออย่าแส่เรื่องของคนอื่น รีบเก็บของแล้วหนีต่อซะ!’
เจ้าตัวร้องบอกตัวเองอย่างเด็ดขาด เก็บมีดสั้นเข้าที่เดิม แล้วคลานเข่าไปเก็บห่อผ้ากับกระบอกน้ำที่ตกอยู่ แต่ในจังหวะที่จะยันตัวลุกขึ้นยืนเพื่อเดินจากไปนั้นเอง...
แคร่ก...
เสียงขยับตัวแผ่วเบาดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงหอบหายใจรวยรินที่ฟังดูทรมานแสนสาหัส
"แฮ่ก... อึก..."
สองเท้าชะงักกึกราวกับถูกตอกตะปูตรึงไว้กับพื้น
‘ยังไม่ตาย...’
เปลือกตาปิดลงชั่วพริบตา กัดฟันกรอด ความขัดแย้งอย่างรุนแรงปะทุขึ้นในใจ สัญชาตญาณเอาตัวรอดของตัวประกอบในโลกยุทธภพตะโกนบอกว่า
‘หนีไป! คนในยุทธภพที่บาดเจ็บหนักกลางป่าแบบนี้ ถ้าไม่ใช่โจรชั่ว ก็ต้องเป็นตัวอันตรายที่กำลังถูกตามล่า ขืนเข้าไปยุ่ง มีหวังโดนลากไปตายด้วยแน่!’
แต่มโนธรรมของอดีตพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ จากยุคศตวรรษที่ 21 กลับดึงเสื้อเอาไว้แน่น
‘เธอจะปล่อยให้คนนอนเลือดไหลหมดตัวตายต่อหน้าต่อตา โดยไม่คิดจะทำอะไรเลยจริงๆ หรอ? เธอกลายเป็นคนเลือดเย็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ซิงเยียน?’
"โธ่เว้ย! โลกบ้าบอนี่มันอะไรนักหนาวะ!"
หลินซิงเยียนสบถอย่างหัวเสีย ทึ้งผมตัวเองแรงๆ หนึ่งที ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างๆ ร่างอาบเลือดนั้นอย่างจำยอม
"ถือซะว่าทำบุญล้างซวยก็แล้วกัน ถ้าแกเป็นคนเลวก็ขอให้สวรรค์ลงโทษแกทีหลัง อย่ามาลงโทษฉันที่ช่วยแกเลยนะ"
ปากก็บ่นพึมพำขณะค่อยๆ พลิกร่างที่หนักอึ้งของบุรุษผู้นั้นให้นอนหงาย
ทันทีที่เห็นใบหน้าของอีกฝ่าย ดวงตาดอกท้อก็ต้องเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
แม้ใบหน้าครึ่งหนึ่งจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและดินโคลน แต่ก็ไม่อาจปิดบังโครงหน้าอันหล่อเหลาไร้ที่ติ คิ้วเข้มดุดันพาดเฉียง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบที่ตอนนี้ซีดเผือด ชายคนนี้มีรูปโฉมที่หล่อเหลาอย่างร้ายกาจ หล่อชนิดที่ว่าดาราไอดอลในโลกเก่าของเธอยังต้องชิดซ้าย!
ทว่าสิ่งที่น่ากลัวคือ... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
แม้จะอยู่ในสภาพปางตาย แต่กลับให้ความรู้สึกกดดัน และอันตรายอย่างน่าสะพรึงกลัว ราวกับพญามัจจุราชที่กำลังหลับใหล และพร้อมจะตื่นขึ้นมาบีบคอทุกคนที่กล้าล่วงเกิน
หลินซิงเยียนรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป ไม่รู้หรอกว่าคนคนนี้เป็นใคร (และไม่อยากรู้ด้วย) รู้แค่ว่าถ้าไม่รีบห้ามเลือด หมอนี่ตายแน่
มือเรียวเปิดจุกกระบอกน้ำไม้ไผ่ เทน้ำสะอาดล้างคราบเลือดบริเวณบาดแผลฉกรรจ์ โชคดีที่ความทรงจำของร่างเดิมพอจะมีความรู้เรื่องสมุนไพรป่าอยู่บ้างจากการที่ต้องออกไปหาของป่าบ่อยๆ เจ้าตัวจำได้ว่าบริเวณป่าสนชื้นๆ แบบนี้ มักจะมี ‘หญ้าเกล็ดมังกร’ ซึ่งมีสรรพคุณสมานแผลและห้ามเลือดชะงัดนัก
หญิงสาวลุกขึ้นวิ่งงมหาในความมืดรอบๆ อย่างทุลักทุเล ไม่นานก็กำใบหญ้าสีเขียวเข้มกลับมาหนึ่งกำมือ โยนมันเข้าปาก เคี้ยวใบหญ้านั้นจนแหลกละเอียด (แม้รสชาติของมันจะขมปี๋ฝาดเฝื่อนจนแทบอาเจียน) ก่อนจะคายออกมาแล้วโปะทับลงไปบนบาดแผลของชายแปลกหน้า
"อึก...!" ร่างสูงใหญ่กระตุกเกร็ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความเจ็บปวด
"ทนหน่อยนะ ยามันแสบแบบนี้แหละ" เสียงหวานเอ่ยปลอบประโลมเสียงเบา ราวกับกำลังปลอบเด็กเล็กๆ ทั้งที่มือของตัวเองก็สั่นไม่แพ้กัน
ร่างบางจัดการฉีกชายเสื้อตัวนอกสีน้ำตาลของตนออกเป็นริ้วยาวๆ แล้วนำมาพันรอบบาดแผลอย่างแน่นหนาเพื่อสกัดจุดห้ามเลือด การกระทำดูเงอะงะ ไม่ได้เชี่ยวชาญเหมือนหมอ แต่ก็เต็มไปด้วยความระมัดระวังที่สุดเท่าที่คนธรรมดาคนหนึ่งจะทำได้
...ป่าทิศตะวันตกนอกเมืองหลินสุ่ย เป็นป่ารกทึบที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่และเถาวัลย์ระเกะระกะซ่งจือชิวแบกหลินซิงเยียนวิ่งหนีตายทะลวงเข้าไปในป่าลึก พลังปราณถูกรีดเร้นออกมาจนถึงขีดสุด เสียงลมพัดอื้ออึงอยู่ในหู หลินซิงเยียนที่ถูกแบกอยู่บนบ่าพยายามหันมองกลับไปด้านหลัง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นเงาสีดำหลายสายกำลังพุ่งกระโจนตามมาตามเรือนยอดไม้ พวกมันรวดเร็วราวกับปีศาจ ระยะห่างกำลังหดสั้นลงเรื่อยๆ“พี่ใหญ่ ปล่อยข้าลงเถิด ขืนแบกข้าไว้แบบนี้ เราหนีไม่พ้นแน่” หลินซิงเยียนตะโกนแข่งกับเสียงลม “เป้าหมายของพวกมันคือข้า ท่านทิ้งข้าไว้แล้วหนีไปซะ”“เหลวไหล!!” ซ่งจือชิวตวาดกลับโดยไม่ยอมลดความเร็ว “ข้าเสียท่านอาจารย์ เสียสำนักไปแล้ว ข้าจะไม่ยอมเสียศิษย์น้องอย่างเจ้าไปอีกคนเด็ดขาด ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะพาเจ้าหนีไปให้ได้”คำพูดของซ่งจือชิวทำให้หลินซิงเยียนขอบตาร้อนผ่าว นางไม่ใช่คนดีอะไร เป็นแค่ตัวประกอบที่อยากมีชีวิตรอด แต่ความตายที่กำลังไล่หลังมา ทำให้นางตระหนักว่าได้ดึงเอาคนบริสุทธิ์คนนี้เข้ามาร่วมรับชะตากรรมที่โหดร้ายด้วยฟิ้ว! ฉึก!จู่ๆ ลูกดอกอาบยาสลบสามดอกก็พุ่งแหวกลมมาปักเข้าที่
บรรยากาศรอบด้านที่เคยจอแจไปด้วยเสียงผู้คนในตลาดและเสียงฝีเท้าม้า จู่ๆ ก็คล้ายกับถูกดูดกลืนหายไปจนหมดสิ้น ร่างบางได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นโครมครามดังก้องอยู่ในหู ลมหายใจสะดุดกึก ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งอยู่ในบ่อน้ำแข็งพันปี‘รอยขาดที่เสื้อตัวใน... หมอนี่ตาไวระดับเหยี่ยวหรืออย่างไร ข้าอุตส่าห์สวมชุดเสี่ยวเอ้อร์ตัวโคร่งทับไว้แล้วเชียว’หญิงสาวในคราบเด็กรับใช้ชายกรีดร้องในใจอย่างบ้าคลั่ง ทว่าสัญชาตญาณเอาตัวรอดของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ทำให้สมองแล่นปรู๊ดปร๊าดด้วยความเร็วสูงสุด นางต้องหาข้ออ้าง ต้องหาคำตอบที่แนบเนียนที่สุดเดี๋ยวนี้หลินซิงเยียนแสร้งทำเป็นไอค่อกแค่ก ตัวสั่นงันงกมากยิ่งขึ้น ช้อนตามองลู่เหวินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวแบบซื่อบื้อ สวมบทบาทเป็นเสี่ยวเอ้อร์ที่ตื่นตระหนกตกใจเมื่อเจอคนใหญ่คนโต“ขะ... ข้าน้อย... ข้าน้อยไม่รู้เรื่องรอยขาดอันใดหรอกขอรับนายท่าน ข้าน้อยเป็นเพียงคนยากจน เสื้อผ้ามีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว รอยแหว่งนี้เป็นเพราะข้าน้อยถูกสุนัขบ้าวิ่งไล่กัดเมื่อหลายเดือนก่อน...” เสียงบี้ขึ้นจมูกตอบตะกุกตะกัก “ข้าน้อยเป็นเพียงบุรุษอัป
แต่ก่อนที่จะได้ตัดสินใจสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าประตูหอชุนเฟิง“หลีกไป พวกข้าต้องการพบหลงจู๊ของที่นี่”หลินซิงเยียนชะงัก หันไปมองที่ประตูใหญ่กลุ่มคนประมาณห้าคนเดินอาจหาญเข้ามาภายในร้าน พวกเขาสวมชุดผ้าแพรเนื้อดีสีเข้ม ดูเผินๆ เหมือนคหบดีผู้มั่งคั่ง แต่แววตาที่ดุดันและจังหวะก้าวเดินที่แผ่วเบาไร้เสียง บ่งบอกถึงวิชาตัวเบาขั้นสูง สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ รอยสักรูปดอกอิงฮวาสีดำเล็กๆ ที่หลังมือของหนึ่งในนั้นดวงตาดอกท้อเบิกกว้างความทรงจำจากนิยายผุดขึ้นมาในหัวทันที... รอยสักดอกอิงฮวาสีดำที่หลังมือ คือสัญลักษณ์ของหน่วยองครักษ์เงาแห่งพรรคมาร‘มาถึงแล้ว พวกมันมาถึงหอชุนเฟิงแล้ว’หัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบจะทะลุอก หันรีหันขวาง พยายามจะแทรกตัวหลบไปทางหลังร้าน แต่หลงจู๊ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่หน้าเคาน์เตอร์ดันหันมาเห็นเข้าพอดี“อาไป๋ เจ้ายืนบื้ออยู่ทำไม เเขกคนสำคัญมา รีบพาพวกนายท่านไปที่ห้อง ‘เทียนเซียง’ (สวรรค์รำเพย) ชั้นสามเดี๋ยวนี้ และดูแลให้ดีที่สุด ห้ามมีข้อผิดพลาดเด็ดขาด”ไอ้เถ้าแก่เฮงซวย เจ้าส่งข้าไปตายชัดๆหลินซิงเยียนอยากจะร้องไห้เป็นสายเลือด แต่ในเมื่อแขกกลุ่มนั้นหันขวับมามองเป็นตาเ
หอชุนเฟิงคือหอสุราและหอคณิกาที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในเมืองหลินสุ่ยที่นี่แบ่งออกเป็นสามชั้น ชั้นล่างสุดคือโรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทางทั่วไปและชาวยุทธภพที่มาหาข่าว ชั้นสองเป็นห้องส่วนตัวสำหรับคหบดีหรือชาวยุทธภพกระเป๋าหนักที่ต้องการความสุนทรีย์ในการดื่มกิน ส่วนชั้นสามคือสรวงสวรรค์... สถานที่หลับนอนและชมการแสดงของเหล่าหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ท่ามกลางเสียงพิณที่บรรเลงคลอเคล้ากับเสียงหัวร่อต่อกระซิกของแขกเหรื่อ ร่างผอมบางในชุดเสี่ยวเอ้อร์ สีเทาตัวโคร่ง กำลังยกถาดใส่ป้านสุราและกับแกล้มเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะต่างๆ ด้วยความคล่องแคล่ว“สุรานารีแดงโต๊ะสามได้แล้วขอรับ ถั่วลิสงคั่วเกลือโต๊ะเจ็ดมาแล้วขอรับนายท่าน”น้ำเสียงดัดให้ทุ้มต่ำและท่าทางนอบน้อมถ่อมตน ทำให้เจ้าตัวดูไม่ต่างจากเสี่ยวเอ้อร์ธรรมดาทั่วไป ทว่าหากใครเข้าไปมองหน้าใกล้ๆ คงต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว เพราะใบหน้าที่ควรจะเกลี้ยงเกลานั้น กลับถูกแต่งแต้มไปด้วยคราบสีเหลืองซีดราวกับคนเป็นโรคตับ ใต้ตาดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาสามชาติ ซ้ำยังมีไฝเม็ดเบ้อเริ่มติดอยู่ตรงมุมปาก ดูอัปลักษณ์และจืดชืดจนไม่มีใครอยากมองซ้ำสองและเสี่ยวเอ้อร์หน้าตาน่าเกลีย
ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักหมื่นมาร อันเป็นศูนย์กลางอำนาจของพรรคมารบรรยากาศภายในโถงใหญ่ศิลานั้นเย็นยะเยือกและกดดันจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นคาวเลือดยังคงลอยคลุ้งจางๆ บ่งบอกถึงการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป ศพของผู้ที่แข็งข้อและสายลับจากฝ่ายธรรมะถูกลากออกไปโยนทิ้งที่หุบเหวด้านหลังจนหมดสิ้นบนบัลลังก์ศิลาสีดำทะมึนที่สลักลวดลายพยัคฆ์ทมิฬเหยียบเมฆ บุรุษผู้หนึ่งนั่งพิงพนักด้วยท่วงท่าเกียจคร้าน แต่กลับแผ่กลิ่นอายอันตรายอย่างถึงที่สุดเยี่ยนอู๋จิ่ว ประมุขมารผู้เลื่องชื่อ บัดนี้บาดแผลฉกรรจ์บนร่างกายหายสนิทแล้วด้วยวิชามารขั้นสูงสุด ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเซียวกลับมามีเลือดฝาด นัยน์ตาสีรัตติกาลที่มักจะนิ่งสนิทเหมือนบ่อน้ำลึก บัดนี้กลับมีประกายความหงุดหงิดพาดผ่าน นิ้วเรียวยาวของเขากำลังไล้ไปตามเศษผ้าสีน้ำตาลหยาบๆที่ถูกพับเก็บไว้อย่างทะนุถนอมในมือ ราวกับมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในใต้หล้าเบื้องล่างของบัลลังก์ มีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสีขาวบริสุทธิ์ยืนประสานมือค้อมศีรษะอยู่ เขามีใบหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร ขัดกับบรรยากาศของพรรคมารอย่างสิ้นเชิง ชายผู้นี้คือ ‘ลู่เหวิน’ มือขวาคนสนิทผู้มีฉายาจิ้งจอกหน้ายิ้ม...
หนึ่งเดือนต่อมา ณ เมืองหลินสุ่ย แดนใต้เมืองหลินสุ่ยเป็นเมืองท่าการค้าที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในแดนใต้ ห่างไกลจากความวุ่นวายของศูนย์กลางยุทธภพ และแทบจะตัดขาดจากเรื่องราวการนองเลือดบนเขาชิงหยางโดยสิ้นเชิงที่นี่เต็มไปด้วยพ่อค้าวาณิชจากทั่วสารทิศ ขุนนางท้องถิ่น และชาวบ้านที่ใช้ชีวิตกันอย่างพลุกพล่าน เสียงจอแจของตลาด ร้านรวงที่ประดับด้วยโคมแดง และกลิ่นหอมของอาหารริมทาง ทำให้เมืองนี้มีชีวิตชีวาตั้งแต่เช้าจรดค่ำที่มุมหนึ่งของตลาดทิศใต้ มีแผงลอยเล็กๆ ซอมซ่อตั้งอยู่ แผงนี้ไม่ได้ขายของมีค่าอันใด เป็นเพียงมันเผาร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมฉุย และงานแกะสลักไม้ชิ้นเล็กๆ ที่ดูหยาบกระด้างแต่น่ารักน่าเอ็นดู“มันเผาร้อนๆ จ้า! มันเผาหวานๆ กินแล้วอุ่นท้อง สลักไม้รูปแมวหน้ากวน... เอ้ย รูปแมวมงคลก็มีนะเจ้าคะ! เชิญแวะชมก่อนได้นะเจ้าคะนายท่าน!”เสียงใสเจื้อยแจ้วของแม่ค้าตัวน้อยดังเรียกลูกค้าอย่างขยันขันแข็ง หญิงสาวผู้นี้สวมชุดผ้าฝ้ายสีมอๆ ที่มีรอยปะชุนหลายจุด ใบหน้าเปื้อนเขม่าควันจางๆ แต่ก็ไม่อาจปิดบังดวงตาดอกท้อที่ดูฉลาดเฉลียวและเป็นมิตรได้ร่างบางคือ ‘มู่ไป๋’ หรือก็คือหลินซิงเยียนที่หนีตายรอนแรมมาไกลกว่าพ







