นอกจากสตรีที่บุตรชายเอ่ยถึงแล้ว เขายังพบว่าร้านอาหารแห่งนี้กักขังสตรีเอาไว้หลายนาง สอบสวนคร่าว ๆ ล้วนแต่เป็นผู้ที่ถูกหลอกมาไม่ก็ถูกลักพาตัวมาจากครอบครัว เพื่อเตรียมตัวส่งขายให้กับนายหน้าค้าประเวณี งดงามมากหน่อยก็ส่งไปเป็นอนุภรรยาของขุนนางกังฉิน
แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่พบสตรีที่เว่ยเจี้ยนไคเอ่ยถึง
“ลูกไค เจ้าจำหน้านางได้จริง ๆ ใช่ไหม” ผู้เป็นบิดาถามบุตรชายอีกครั้ง
“จำได้ขอรับ นางเป็นสตรีที่งดงามมาก ๆ ข้าไม่เคยเห็นสตรีที่ไหนงดงามเท่านาง แม้กระทั่งพระสนมในวังของเสด็จปู่ก็ยังไม่งดงามเท่ากับนาง” เด็กชายพูดความจริง สนมเอกของเสด็จปู่ที่ว่างดงามยังไม่สามารถเทียบเท่ากับพี่สาวคนสวยที่ช่วยเหลือเขาในวันนี้
จะงดงามสักแค่ไหนกัน สตรีในวังล้วนแต่งดงาม ดูท่าเจ้าลูกคนนี้ออกจะพูดเกินจริงไปเสียหน่อยกระมัง คงเห็นว่านางเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำก็คิดทึกทักเอาเองว่านางงดงาม ผู้เป็นบิดาคิดในใจ
“ก็ได้ ๆ” เขาหมุนตัวกลับไปออกคำสั่งกับคนของตนให้รีบเร่งตามหาสตรีที่บุตรชายเอ่ยถึง
ตอนแรกก็ว่าจะนั่งจิบชาเฝ้ารอให้ลู่เจียงและคนของตนออกไปตามหา แต่เพราะถูกบุตรชายบังคับให้เขาเป็นผู้ร่วมตามหาด้วย คนตัวสูงจึงจำใจต้องหอบหิ้วบุตรชายออกตามหาพี่สาวที่เขาเอ่ยถึงอย่างทุลักทุเล กระทั่งไปถึงห้องสุดท้ายที่อยู่ท้ายร้านอาหาร เป็นห้องที่ดูร้างผู้คน เว่ยเจิ้งหยางจึงตัดใจว่าจะไม่เข้าไปหา
“ท่านพ่อ จะไปไหนขอรับ ห้องนั้นท่านยังไม่ได้เข้าไปเลยนะขอรับ” เด็กชายทัดทาน
“เจ้าดูสิ ที่พื้นฝุ่นหนาขนาดนี้ แต่ไม่มีรอยเท้าของใครสักคน แสดงว่าพวกนั้นคงไม่ได้เอานางมาเก็บไว้ที่นี่หรอก” เพราะไม่คิดว่าจะมีใครอยู่ภายในห้อง เขาจึงไม่ได้อยากเข้าไปดู แถมยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งได้กลิ่นไม่พึงประสงค์
“ไม่ได้ขอรับ ยังไงท่านก็ต้องเข้าไปดู” เจ้าตัวน้อยงอแง “ท่านเป็นถึงเว่ยอ๋อง ทำไมถึงกลายเป็นคนไม่ละเอียดรอบคอบเช่นนี้” เขาบ่น
ผู้เป็นบิดาถอนหายใจแบบปลง ๆ
“งั้นเจ้ารออยู่ที่นี่เผื่อด้านในมีกับดัก” เขาวางเด็กชายเอาไว้ข้างนอกก่อนจะส่งสัญญาณเรียกลู่เจียงให้มาเฝ้าเอาไว้
ร่างสูงก้าวขายาว ๆ เข้าไปบริเวณหน้าห้องพบว่ามีแม่กุญแจขนาดใหญ่ผูกมัดกับโซ่เส้นใหญ่เอาไว้แน่น จึงใช้กระบี่ในมือฟันเพียงหนึ่งครั้ง ทั้งกุญแจและโซ่ก็ถูกทำลายทิ้ง
ภายในห้องเต็มไปด้วยไหหมักเครื่องปรุงสำหรับร้านอาหาร กลิ่นน้ำหมักฉุนขึ้นจมูกเดินหาอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติ จนจมูกพลันไปได้กลิ่นหอมอ่อนโยนโชยมาจากส่วนลึกสุดของห้อง
เมื่อเข้าไปไกลพบกว่ามีกลไกง่าย ๆ ทำเป็นประตูลับปิดขังเอาไว้ งั้นแสดงว่าด้านหลังกำแพงนี้จะต้องมีอะไรแอบซ่อนอยู่แน่ ๆ เขาจึงลองทำลายกลไกพวกนั้นทิ้ง เมื่อประตูลับถูกเปิดออก กองผ้าสีชมพูมอมแมมก็ปรากฏขึ้น ร่างสูงขมวดคิ้ว เขาดูให้แน่ใจว่าจะไม่เกิดอันตรายใดกับตน เมื่อแน่ใจแล้วจึงเดินเข้าไปสำรวจให้แน่ใจว่ากองผ้าสีชมพูนั่นคืออะไร
ร่างเล็กแบบบางของสตรีนอนหมดสติอยู่กับพื้น เนื้อตัวของนางมอมแมมจนมองไม่ออกว่าเป็นสตรีงดงาม ดูท่าบุตรชายของเขาจะเอ่ยเกินจริงไปมาก ที่เขาเห็นเวลานี้ไม่ใกล้เคียงคำว่างามล่มเมืองเลยสักนิด
“ลูกไค นางใส่ชุดสีชมพูใช่หรือไม่” เขาตะโกนออกไปถามบุตรชาย
“ขอรับ!! ใช่ขอรับนางสวมชุดผ้าไหมสีชมพู บนตัวของนางมีกลิ่นกายหอมอ่อนโยน” เด็กชายพูดสิ่งที่ตนเองจำได้ตอนได้พบกับพี่สาวให้ผู้เป็นบิดาฟังทั้งหมด พร้อมกับวิ่งหนีลู่เจียงตามเข้าไปในห้องเก็บของ
เป็นเช่นนั้นลู่เจียงจึงวิ่งตามเข้ามาด้วยเช่นกัน
“อ๋องน้อย”
“พี่สาว!!” ทันทีที่เห็นนางนอนไม่ได้สติอยู่ที่พื้น เด็กชายก็เริ่มร้องไห้อีกครั้ง “ท่านพ่อช่วยนางด้วย”
ร่างสูงหันไปหาลู่เจียงตั้งใจให้องครักษ์ของตนมาเป็นผู้พาออกไป แต่กลับถูกอ๋องน้อยเข้ามาขวางเอาไว้ก่อน
“อย่าไปขวางลู่เจียง” ผู้เป็นบิดาปราม
“ไม่ได้ขอรับจะให้ลู่เจียงมาแตะต้องนางไม่ได้ ข้าจะเป็นผู้อุ้มนางเอง” เด็กชายทำตัวใหญ่โตถลกแขนเสื้อขึ้นเล็กน้อย ทำท่าจะเข้าไปอุ้มสตรีที่นอนสลบ
“เจ้าอุ้มนางไม่ไหวหรอก ให้เป็นหน้าที่ของลู่เจียงเถิด” เว่ยเจิ้งหยางนึกเอ็นดูบุตรชาย
“ไม่ได้ ให้พี่ลู่เจียงใกล้นางไม่ได้ นางเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน บุรุษอื่นจะมาแตะต้องนางได้อย่างไรกัน” เขายังคงยืนขวางและดึงดันไม่ยอมให้ลู่เจียงเข้ามาใกล้พี่สาวคนงาม
“เอาเถอะ ๆ ถ้าเป็นพ่อของเจ้าอุ้มนาง จะได้หรือไม่” ผู้เป็นบิดาเสนอตัว เพราะอยากออกไปจากห้องเหม็น ๆ นี่เสียที
ผู้เป็นบุตรมองหน้าบิดา สองแขนเล็ก ๆ ยกขึ้นมากอดอก พร้อมกับทำท่าทางครุ่นคิด ก่อนจะตัดสินใจ
“ก็ได้ขอรับข้าอนุญาตให้ท่านพ่ออุ้มนาง” เขาทำตัวเหมือนกับเป็นเจ้าของสตรีที่นอนหลับอยู่และยินยอมให้ผู้เป็นบิดาเข้าไปอุ้มนาง “ท่านอาจารย์ไม่ใช่ว่าข้าไม่ไว้ใจท่านหรอกนะ แต่เป็นเพราะท่านมีภรรยาแล้ว เกรงว่าถ้าภรรยาท่านเห็นท่านอุ้มสตรีอื่น ฮูหยินลู่จะเข้าใจผิดได้ แต่ท่านพ่อของข้ายังไม่มีภรรยาหรืออนุสักคน ไม่ต้องกังวลว่าใครจะกล่าวหาเขา” เด็กชายหันไปบอกกับลู่เจียง เพราะไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด กลัวว่าท่านอาจารย์ของตนจะน้อยใจ
ลู่เจียงกลั้นขำแทบไม่อยู่กับท่าทางที่ทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัยของอ๋องน้อย
“งั้นให้ข้าอุ้มท่านได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ” เด็กชายอ้าแขนเพื่อรอให้ลู่เจียง เขาเองก็เหนื่อยมากแล้ว
“เราออกไปกันเถอะให้เว่ยอ๋องอุ้มพี่สาวแสนสวยของท่านก็แล้วกัน”
“ท่านพ่ออุ้มนางดี ๆ นะขอรับถ้านางบาดเจ็บข้าจะโทษว่าเป็นความผิดของท่าน” ผู้เป็นบุตรชายตะโกนไล่หลังในขณะที่ถูกลู่เจียงอุ้มออกไปนอกห้องเก็บของ
ได้กลับมาอยู่กันตามลำพังอีกครั้ง เว่ยเจิ้งหยางคุกเข่าก้มตัวลงไปตรวจชีพจร พบว่าเต้นเป็นปกติ นางแค่ดูอ่อนแอแต่ก็ไม่ได้ป่วยอะไรอาจจะเพราะเหนื่อยจึงสลบไป เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็จัดแจงอุ้มนางเอาไว้แนบอก ดูแลนางอย่างทะนุถนอมตามความตั้งใจของบุตรชาย และพานางออกไปจากห้องเหม็น ๆ นี่สักที
ฟู่เหยาเหยาเก็บข้าวของออกจากจวนอ๋องไปแล้ว เว่ยเจิ้งหยางเองก็ไม่ได้ใส่ใจว่านางจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าหลายวันมานี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนองครั้งใหญ่ เพราะหัวใจของเขาไม่ได้อยู่ที่นางมาตั้งแต่แรกที่มีให้ก็แค่เพียงความห่วงใยแบบที่ปุถุชนทั่วไปพึงกระทำ หย่ากันแล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ ก็เรื่องของนาง และถ้าเกิดว่าบุตรในท้องของนางเป็นบุตรของเขาจริง ๆ นางก็คงแจ้งความประสงค์ที่จะอยู่ที่นี่และให้เขารับผิดชอบมาตั้งแต่ต้นบ่าวรับใช้และนางกำนัลมีแค่เพียงเสียวเชี่ยนและสามี ที่เป็นผู้ติดตาม ได้ความว่านางไม่อยากเป็นจุดสนใจของผู้คน จึงได้เดินทางออกจากเมืองหลวงไปอย่างเรียบง่าย แต่กระนั้นเขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่านางจะวางแผนอะไรไว้อีกหรือเปล่า จึงได้ส่งองครักษ์จำนวนหนึ่งตามอารักขาทางเลือกเดียวของนางในเวลานี้คือการกลับไปที่เสิ่นหนาน แต่เป็นเพราะพายุฝนที่ไม่ยอมหยุดเสียที ทำให้การเดินทางของนางค่อนข้างลำบาก เดิมทีใช้ระยะเวลาไม่เกิน 5 วัน เพราะทั้งสองเมืองอยู่ไม่ห่างจากกันเท่าไหร่ แต่ตอนนี้แม้กระทั่งวันเดี
เช้าแล้วแต่พายุฝนด้านนอกก็ยังคงโหมกระหน่ำ ท้องฟ้าด้านนอกจึงยังคงอึมครึมไร้แสงจากดวงตะวัน ความจริงเขาต้องลุกไปที่ค่ายทหารจัดการเรื่องสายลับจากแคว้นเยี่ย จากนั้นจึงจะเข้าวังไปประชุมในช่วงบ่าย แต่เพราะฝนตกหนักเกินไปและคาดว่าน่าจะตกตลอดทั้งวัน ทางวังจึงส่งคนไปแจ้งกับขุนนางทุกคนว่าประชุมบ่ายวันนี้ถูกยกเลิกลู่เหวินเองก็มาแจ้งข่าวนี้กับเจ้านายของตนเช่นกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาจึงเลือกกลับมานอนกอดเจ้าตัวร้ายที่ซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มแทน“ท่านไม่ไปทำงานหรือ” นางงัวเงีย“วันนี้ไม่ไป ดูท่าฝนจะตกตลอดทั้งวัน” เว่ยเจิ้งหยางจุมพิตหน้าผากกลมมน มือก็ลูบลงไปสัมผัสแผ่นหลังแบบบางของนาง ร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากการถูกโบยในตอนนั้นยังคงหลงเหลืออยู่ “แผลพวกนี้ เกิดจากเหตุการณ์ครั้งนั้นใช่หรือไม่” ในขณะที่มือก็ลูบไล้แผ่นหลังของนางด้วยความเสน่หานางไม่ตอบแต่พยักหน้า“ให้ข้าจัดการบิดาเจ้าอย่างไรดี” เว่ยจงหมิงพอจะรู้มาบ้างว่าเกิดอะไรขึ้นกับนาง ตอนนั้นเขายังไม่ได้ใส่ใจต่อการม
เขาก้าวไม่กี่ก้าว ฟู่ลี่อิ๋งก็ถูกเอามาวางไว้ที่เตียง บุรุษตัวสูงหันซ้ายหันขวา มองหาหนังสือเล่มนั้นที่เขามอบให้นางเอาไว้“ท่านหาอะไรหรือ”“หนังสือเล่มที่ข้ามอบให้กับเจ้าเอาไว้”หญิงสาวขยับไปเข้าด้านในเตียง และหยิบหนังสือเล่มนั้นออกมาจากใต้หมอน เขาก็รู้อยู่ว่าหนังสือแบบนี้จะวางประเจิดประเจ้อให้ใครเห็นไม่ได้ คิดว่านางจะวางเอาไว้ที่โต๊ะอ่านหนังสือหรืออย่างไรกัน“เจ้าอ่านถึงหน้าไหนแล้วบ้าง มีติดขัดตรงไหนหรือไม่” เขาถามราวกับว่าหนังสือเล่มนั้นเป็นตำราเรียนที่ต้องมานั่งทบทวน“....” ฟู่ลี่อิ๋งพูดไม่ออก นางไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรเว่ยจงหมิงขยับไปนั่งที่หัวเตียงพร้อมกับลากนางมานั่งอ่านหนังสือด้วยกันเขาเปิดไปหน้าแรก เป็นภาพที่ชายหนุ่มกำลังกอดก่ายกับสตรี ถัดไปอีกภาพเป็นช่วงที่เขาก้มตัวลงไปกระตุ้นให้ภรรยาเข้าสู่ห้วงแห่งความเสน่หา“เขากระตุ้นร่างกายของนางแบบนี้ใช่หรือไม่” เว่ยจงหมิงใช้มือลูบไล้ผิวกายนวลผ่องของภรรยา ตั้งแต่ต้นคอหยอกล้อบีบเ
ตั้งแต่คืนนั้นเว่ยจงหมิงก็งานรัดตัวจนไม่ได้กลับมาที่จวนอีกหลายวัน แต่บุรุษลามกผู้นั้นส่งหนังสือบางอย่างมาให้นางอ่านและศึกษาเอาไว้ เมื่อนางเปิดอ่านเนื้อหาด้านใน ฟู่ลี่อิ๋งก็แทบอยากจะเป็นลม ซ้ำยังเขียนจดหมายเอาไว้ว่าจะมาตรวจการบ้านจากหนังสือเล่มนี้ในภายหลังนางต้องเก็บหนังสือเล่มนั้นเอาไว้อ่านตามลำพังขนาดเสี่ยวหลงมาถามนางยังไม่กล้าปริปากพูด ไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นบุรุษลามกเช่นนี้ นางอยากทุบให้หลังหักกระทั่งช่วงเย็นเขาจึงกลับมาที่บ้านด้วยสภาพมอมแมมคล้ายกับลูกสุนัขตกน้ำ“เจ้าตัวร้ายข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน” ยังไม่ทันจะได้เปลี่ยนเสื้อผ้า หรือละวางสิ่งของ เว่ยจงหมิงก็ถลาเข้ามากอดผู้เป็นภรรยาเอาไว้แน่น น่าแปลกที่นางไม่รู้สึกโกรธที่เขาเรียกนางว่าเจ้าตัวร้ายเช่นนี้ แต่กลับรู้สึกดีอยู่ไม่น้อยเสี่ยวหลงกับลู่เหวินรู้หน้าที่ ทั้งคู่หมุนตัวไปทำหน้าที่ของตนให้เรียบร้อยเพื่อไม่มีให้มีสิ่งขาดตกบกพร่อง“ท่านพี่ ท่านตัวเหม็นมาก” นางใช้สองแขนปกป้องตัวเองเอาไว้ พยายามอย
ตอนที่หมอหลวงออกไปจากเรือนของนาง เด็กชายตัวน้อยก็วิ่งเข้ามาแทน พร้อมกับลู่เจียงที่ยืนรออยู่ด้านนอกมิอาจเข้าไปด้านในตามเด็กชายได้“หวางเฟย” ไคไคน้อยวิ่งเข้ามาท่าทางกระหืดกระหอบฟู่เหยาเหยาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเขาในเวลานี้“อ๋องน้อย ท่านไม่ไปเรียนหนังสือหรือ” เวลานี้เขาควรจะอยู่ที่สำนักศึกษา“ข้าเห็นท่านหมอหลวง มาที่เรือนของหวางเฟย จึงรู้สึกกังวล” เด็กชายพูดโดยที่ไม่มองหน้านาง “เป็นอย่างไร ท่านไม่ได้ป่วยตรงไหนใช่หรือไม่”หญิงสาวได้ยินแล้วก็อมยิ้มออกมาที่แท้ เจ้าเด็กเล็กคนนี้ เข้ามาถึงที่นี่เพราะเป็นห่วงนาง“ข้าสบายดี” ฟู่เหยาเหยาตอบ“งั้นก็ดีแล้ว ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว”พูดจบเขาก็วิ่งหายตัวออกไปนางกำลังคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น มือเล็กกุมวนเวียนอยู่ที่หน้าท้องของตนพร้อมกับคิดถึงเส้นทางที่นางเลือก จู่ ๆ หัวสมองของนางก็คิดถึงการหย่า นางคิดว่าพระเอ
บนรถม้า เว่ยเจิ้งหยางไม่ถามอะไรนางสักคำ ฟู่เหยาเหยามีคำพูดมากมายอยากจะเอื้อนเอ่ย แต่กระนั้นก็เลือกที่จะเก็บคำพูดเอาไว้ไม่เอ่ยออกไป ตอนที่นางตกน้ำผู้ที่ห่วงใยนางมากที่สุดดูเหมือนจะยังเป็นเว่ยจงหมิง ส่วนผู้ที่เป็นสามีนางนั่นหรือส่วนสิ่งที่เขากระทำในตอนนี้ คล้าย ๆ กับเป็นการกระทำตามหน้าที่อย่างเสียไม่ได้เท่านั้นบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับนาง มองหน้านางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปนั่งเงียบ ๆ มองผ้าม่านของรถม้าที่เคลื่อนไหวไปมาตามแรงลม ท่าทางเฉยชาของบุรุษที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีของนางทำให้หัวใจของฟู่เหยาเหยารู้สึกเหงาและเจ็บแปลบบาดลึกนางเห็นเว่ยจงหมิงประคองฟู่ลี่อิ๋งขึ้นรถม้า เสื้อผ้าอาภรณ์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ได้รับการเอาใจใส่จากเขาเป็นอย่างดี นางอดคิดเรื่องเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไปมาไม่ได้ ‘ถ้าหาก’ คำว่า ‘ถ้าหาก’ อยู่เต็มหัวสมองของนางจู่ ๆ ร่างกายก็รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาเสียงอย่างนั้น เส้นทางระหว่างจวนอ๋องกับจวนเสนาบดี ไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากนัก แต่ความรู้สึกของฟู่เหยาเหยาเว