LOGINฝูหลินก้าวเดินออกจากตัวเรือนไปยังสวนจำลองขาดใหญ่ และนางก้าวเดินอย่างมั่นคงไปที่ริมสระบัวขนาดใหญ่ทอดสายตามองดูดอกบัวขนาดใหญ่ที่ยังหุบอยู่เช่นนั้น ฝูหลินเป็นคนเลี้ยงดูบัวดอกนี้มาหลายปี นางเพียงอายเห็นว่าเมื่อไหร่หนอ มันจะผลิเบ่งบานให้เชยชม
“เจ้าดอกบัว เจ้าอยู่หลายพันปีเมื่อใดหนอจะบานเสียที” ฝูหลินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และนั่งลงยองๆ ทอดสายตามองดูดอกบัวอยู่ชั่วครู่ แต่ทันใดนั้น นางกลับแปลกใจยิ่งนัก เมื่อดอกบัวดอกนั้นมีลำแสงสีทองออกมาจากดอก และเริ่มเบ่งบานออกมาอย่างช้าๆ เป็นสีขาวด้านใน “ในที่สุดเจ้าก็บานสักทีนะ เจ้าดอกบัว” ฝูหลินเอ่ยบอกความยินดี และใช้นิ้วจิ้มลงบนดอกบัว แต่ทันใดนั้นกลับมีบุรุษรูปงามโหนเถาวัลย์ดึงดอกบัวไปต่อหน้าต่อตาของนางทันที ทำให้นางตกใจเป็นยิ่งนัก และเขาก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ ไท่จื่อแห่งแคว้นหยาง เจิ้นเหวินยง “ได้แล้ว” ไท่จื่อตรัสเช่นนี้ ทรงกำลังจะเอาดอกบัวดอกนั้นใส่กระเป๋าสะพาย “เจ้า...นั้นมันดอกบัวของข้า กล้าดีอย่างไร มาเอาดอกบัวของข้าไป” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงโกรธจัด อีกทั้งมือเรียวยื้อดอกบัวในกระเป๋าของพระองค์ แต่ไท่จื่อกลับใช้พระหัตถ์จับแขนของนางไว้ “อย่าพึ่งหาเรื่องข้า...ข้ารีบ” ไท่จื่อตรัสเช่นนี้ แล้วจึงจับมือนางออกไปโดยทันที แต่หญิงสาวกลับยื้อดอกบัวจากพระหัตถ์ของพระองค์อีกครั้ง และใช้กำหมัดชกลงที่พระพักตร์ของพระองค์ แต่ทว่าไท่จื่อไหวพระองค์ทันหักหลบนางโดยทันที แต่นางวาดเท้าเตะที่ก้านพระศอ แต่พระองค์ทรงใช้พระหัตถ์ผลักนางยันไว้ นางจึงเตะที่พระชานุของพระองค์ พระองค์ก็หักหลบ พอได้จังหวะไท่จื่อทรงจับนางรวบตัวนางเข้ามาในอ้อมพระอุระโดยทันที (พระชานุ แปลว่า เข่า) “ปล่อยข้านะ!!! ...เจ้าบ้า” ฝูหลินตะโกนก่นด่าและใช้ฟันกัดพระกรขององค์ไท่จื่อ “เจ้ามีปัญญากัดได้...กัดไป” ไท่จื่อตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย นางจึงเลิกกัด “ปล่อยข้านะ” นางหันไปตะโกนใส่พระพักตร์ จังหวะนั้นพระองค์ทรงหันพระพักตร์หานาง ริมฝีปากสวยได้รูปประทับบนริมพระโอษฐ์หนาไม่ทันตั้งตัว เมื่อพระองค์สบโอกาสใช้พระหัตถ์ข้างหนึ่งดันนางมาประทับพระโอษฐ์แน่นขึ้นทันที จนหญิงสาวเริ่มขาดอากาศหายใจ จึงพระองค์ถอนพระโอษฐ์หญิงสาวใช้มือผลักพระองค์ทันที “คนฉวยโอกาส” นางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงฉุนเฉียวใช้มือตบลงบนพระพักตร์ของไท่จื่ออย่างจัง “มือเจ้าหนักเอาการ ตบทีหน้าข้าชาไปหมดเลย” ไท่จื่อตรัสเช่นนี้ อีกทั้งยังแย้มพระโอษฐ์ทอดพระเนตรนาง “เอาบัวของข้าคืนมา” ฝูหลินเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน มือเรียวของนางยื้อก้านดอกบัวจากพระหัตถ์ของพระองค์ ไท่จื่อจึงทรงรีบใส่กระเป๋าทันที แล้วทรงเอาเชือกจากกระเป๋า โยงมัดนางโดยไม่ให้นางได้ตั้งตัว และผูกกับต้นไม้อย่างรวดเร็ว “ปล่อยนะ เจ้าคนบ้า ปล่อยซิ ปล่อยข้า...” ฝูหลินก่นด่าด้วยความโมโห “ปล่อยเจ้า ข้าก็โดนตบ ข้าก็โดนกัด กูเหนียงอะไรกันดุอย่างกับสุนัข...” ไท่จื่อตรัสเช่นนี้ และใช้พระหัตถ์ลูบบนพระกรที่โดนนางกัดจนมีรอยเลือด “ปล่อยข้านะ...ปล่อยข้าสิ” นางตะโกนใส่พระองค์ทันทีด้วยความเกรี้ยวกราด “อีกสักพักก็มีคนมาช่วยเจ้า ยืนตรงนั้นไปก่อนแล้วกัน ข้าไปก่อนนะ” ไท่จื่อตรัสเช่นนี้ อีกทั้งยังแย้มพระโอษฐ์ทอดพระเนตรมองใบหน้างามไร้ที่ติ แล้วจึงเสด็จจากไปทันที “อย่าให้ข้าเจอเจ้าอีกนะ เจ้าบ้าเอ๊ย โอ๊ย ศิษย์พี่ใหญ่ ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย”หลังจากฝูหลินฟื้นมา เหล่าเทพเซียนนำของมาบำรุงนางไม่ขาดสายจนล้นลู่เหวินกง ไท่จื่อทรงเนรมิตตำหนักขึ้นใหม่บนทะเลสาบหยวนอวี้ เพื่อเลี่ยงความวุ่นวาย อีกทั้งนางจะได้พักผ่อน ส่วนฝูเถียนมี่เทียนซุนทรงนำไปฝากกับเทียนโฮ่ว (เทียนซุน แปลว่า หลานสวรรค์) เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ไท่จื่อพาเทียนซุนเข้าไปถวายพระพรเทียนโฮ่วในเยว่หัวกง ไท่จื่อทรงจับพระหัตถ์พาฝูเถียนมี่เข้ามายังในห้องโถง สายตาของเหล่านางกำนัลเซียนจับจ้องที่ฝูเถียนมี่ ฝูเถียนมี่ดีใจยิ่งนักฟู่จวินของเขาพามาพบจู๋หมู่ (จู๋หมู่ แปลว่า ย่า) “เหนียงชิน ข้าของฝากฝูเถียนมี่บุตรของข้า ให้ท่านดูแลสักวันสองวัน แล้วข้าจะมารับกลับ” ไท่จื่อตรัสเช่นนี้ ทำให้ทุกคนตกใจไม่น้อยโดยเฉพาะเทียนโฮ่ว “เด็กผู้นี้เป็นลูกของเจ้ากับฝูหลินหรือ” “ใช่ ถ้านางพักฟื้นจนหายเป็นปกติ ข้าจะมารับเขาด้วยตัวเอง” องค์ไท่จื่อตรัสเช่นนั้น เทียนโฮ่วทรงเผยแย้มโอษฐ์ แล้วอ้าพระกรทันที “เถียนมี่มาหาจู๋หมู่เร็วเข้า” เทียนโฮ่วตรัสอย่างอ่อนโยน ฝูเถียนมี่มองพระพักตร์ของไท่จื่อ ไท่จื่อพยักพระพักตร์เบาๆ ฝูเถียนมี่ก้าวเดินเข้าไปหาเทียนโฮ่วทันที “เถียนมี่ เถียนมี่ เจ้าเป็นบุตรชายของไท่จื่อแ
สามวันต่อมาหลังจากฮวาเฟยตายจากไปแล้ว กำแพงแก้วทั้งสามชั้นจึงทลายลงมา เหตุที่ฮวาเฟยร่างดับสลายไปนั้น เป็นเพราะกระบี่ของไท่จื่อที่หลอมพลังเวทย์ของพระองค์จึงได้กระบี่ฉางหง ส่วนกระบี่หยุ่นร์เหอของฝูหลินที่ปิดวิญญาณนางได้ เป็นเพราะกระบี่เล่มนี้เกิดจากพลังเวทย์ของเหล่าปรมาจารย์ทั้งหลาย โดยมีพลังเวทย์ของเทียนจวินหลอมรวมเข้าด้วยกัน ฉางถิงซื่อฝุ หยางฟู่ของฝูหลินมอบให้นาง เมื่อนางแทงกระบี่เข้าไปในร่างของฮวาเฟย จึงทำให้ของฮวาเฟยร่างกายแหลกสลายโดยไม่ต้องสงสัยไท่จื่อและฝูหลินบาดเจ็บสาหัส เทียนจวินเชิญไท่ซ่างเหล่าจวินทำการรักษาทั้งสอง ไท่จื่อเองทรงหายและฟื้นพระวรกายในเพลาอันรวดเร็วเพียงสามวันเท่านั้น ทว่าฝูหลินนั้นยังไม่ฟื้นเป็นเพลาสามเดือนมาแล้ว ไท่จื่อทรงป้อนพระโลหิตน้ำนมให้นางวันละครึ่งชาม ฝูหลินจึงรอดตายมาได้ เทียนจวินทรงให้ไท่ซ่างเหล่าจวินหาตัวยาที่ดีที่สุดมารักษาว่าที่ไท่จื่อเฟยส่วนเทียนโฮ่วกลับใจสำนึกผิดในการกระทำของพระนางเอง ทรงนำมุกประกายราตรี โดยนำมาจากตงไห่ มาไว้ในลู่เหวินกง ภายในห้องบรรทม ไท่จื่อมองเจตนาดีของเทียนโฮ่วแล้วรู้สึกปีติยิ่งนัก แต่พระนางไม่กล้าเสด็จมาให้ไท่จื่อได้ทอดพระเนตร
“ความจริงหม่อมฉันขัดพระประสงค์ของไท่จื่อที่นำของสองสิ่งมอบให้กงจู่ก่อนที่พระองค์จะดับขันธ์ แต่เฉินซุนทนไม่ได้ที่จะเห็นไท่จื่อเป็นทุกข์ที่พระองค์ไม่ได้ก่อขึ้น” เฉินซุนเอ่ยบอกจบ ฝูหลินปาดน้ำตาเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหมองเศร้า หดหู่ใจ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ มองไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงสีแดงกับแสงสีดำทั่วทั้งท้องฟ้า อีกทั้งดวงดาวตกลงจากท้องนภา “นั้นคือสิ่งใด” ฝูหลินจึงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ไท่จื่อกำลังสู้กับฮวาเฟย ทรงใกล้เพลาที่พระองค์จะดับขันธ์แล้ว” “เฉินซุนบอกข้ามาว่าองค์ไท่จื่ออยู่ที่ใด ข้าจะต้องไปหาเขา เขาจะตายผู้เดียวไม่ได้ เขาขี้หึง ขี้หวงข้าถึงเพียงนั้น เขาคงไม่ยอมให้ข้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเป็นแน่ เขาคงอยากให้ข้าตายตามเขาแทบขาดใจ” องค์ไท่จื่อทรงต่อสู้เพียงลำพังในแดนทะเลเพลิง ฮวาเฟยแข็งแกร่งยิ่งนัก นางการดูซับไอของเฮยม่อหวังทั้งสองตนที่ตายไป นางจึงสู้กับอิ๋งหงมาล่วงระยะเวลาเป็นสองวัน อีกทั้งทรงใช้พลังเวทย์ครอบบริเวณทะเลเพลิงถึงสามชั้นให้เป็นปราการ ไม่ให้ไอมารฮวาเฟยหลุดออกไปยังธุลีแดนดินได้ ไม่ช้าพระองค์ถูกกระบี่ของฮวาเฟยประทับที่พระอุระไท่จื่อทรงเชพระองค์เล็กน้อย ฮวาเฟยจึงหัวเราะเสีย
ฝูหลินก้าวเดินไปตรงทางตำหนักปักษาวารี นางจำได้ว่าเป็นครั้งแรกที่พบเจอองค์ไท่จื่อบนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า อีกทั้งพระองค์ยังหยอกล้อนางให้นางอับอายต่อธารกำนัล ฝูหลินหลั่งน้ำตาก้าวเดินช้าๆทว่าหญิงผู้หนึ่งมาอยู่ตรงหน้าของนาง นั้นคือหนีอู่ซ่างเสิน ฝูหลินมีอาการตกใจเล็กน้อย ทว่าหนี่อู่เดินมาจับแขนทั้งสองข้างทันที“ฝูหลิน เจ้าไปไหนมาข้า ฉีเหวิน เทียนจวินและไท่จื่อ ตามหาเจ้าหลายที่กับไม่เจอเจ้า เจ้าไปอยู่ไหนมา ฝูหลิน” หนี่อู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยยิ่งนัก“ข้าอยู่ในโลกมนุษย์หลายที่เพื่อบำเพ็ญเป็นซ่างเสินลำดับต่อไป แล้วเหตุใดพวกเขาและเจ้าตามหากันเอิกเกริกเช่นนี้”“ไท่จื่อเฟยหายไปทั้งคน เหตุใดพวกข้าจะไม่ห่วงเจ้าเล่า ทว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่รอไถถามไท่จื่อก่อนให้กระจ่างในเรื่องนี้”“หนี่อู่ ข้าไม่ใช่ไท่จื่อเฟย เหม่ยอวี้ต่างหากที่เป็นไท่จื่อเฟย” ฝูหลินเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา และเจ็บปวดใจ“เด็กโง่ เจ้าไม่รู้หรือว่านั้นเป็นแผนของเทียนโฮ่ว เพื่อให้เจ้าไปจากอิ๋งหง นางทำทุกวิถีทางให้เหม่ยอวี้เป็นไท่จื่อเฟย อีกทั้งทรงทำภาพมายาในสระมณีเพื่อให้เจ้าเสียใจจนปางตาย และให้เจ้าจากเขาไปด้วยตัวเอง ส่วนเหม่ยอวี้กลับตงไห
ฝูหลินปรากฏกายหน้าลู่เหวินกง ทหารเซียนยกกระบี่ใช้ฝูหลินก้าวเดินเข้าไป เมื่อเข้ามาเขามายังสวนหน้าตำหนักนางมองโต๊ะเก้าอี้ที่คุ้นเคย ที่ทรงหยอกล้อกับนางเป็นเนืองๆ ฝูหลินเดินมายังต้นร้อยบุปผา ผกาสวรรค์ที่นางปลูกด้วยเวทย์ยังคงอยู่ นางก้าวเดินเข้ามายังภายในตำหนัก มองดูแล้วไม่มีใครทั้งนั้นนางจึงเดินไปนั่งลง มีกาน้ำชาที่เย็นชืดกับแก้วชาที่เหมือนไม่มีคนดื่มกินมานานจนฝุ่นจับ ฝูหลินไม่ได้คิดอะไรมากจึงเทชาลงในแก้ว เสกให้ร้อนในทันตาฝูหลินจึงยกขึ้นดื่มช้าๆ แล้ววางลง ฝูหลินมองไปทางทวารบานของตำหนัก ชายหนุ่มอาภรณ์ขาวสะอาด พระพักตร์ดูงดงามเมื่อมีคนพบเห็น แต่บัดนี้ดูอิดโรยและซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัด วงพักตร์ดูซีดขาวยิ่งนัก คิดว่าเทพเซียนเช่นเขาคงไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่ตอนนี้นางไม่รู้จะกล่าวว่าอะไรดีระหว่าง 'ท่านสบายดีไหม หรือ ท่านดื่มชาก่อนดีไหม' แต่ประโยคแรกควรตัดทิ้งไปเมื่อองค์ไท่จื่อทรงประทับนั่งตรงข้างนาง ฝูหลินจึงถอยห่างเล็กน้อย จนองค์ไท่จื่อทรงเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยพระสุรเสียงเศร้าหมอง แต่ยังคงเผยแย้มพระสรวนให้นาง ตั้งแต่นางจากไปพระองค์ไม่เคยแย้มพระสรวนอีกเอย จนกระทั่งได้ตอนนี้ที่แย้มพระสรวนให้นาง ในรอบสอ
ฝูหลินทำขนมดอกท้อไว้ให้ฝูเถียนมี่ ฝูเถียนมี่ขอไปเล่นกับเพื่อนๆ ช่วงเย็นถึงจะกลับจึงทำขนมไว้ให้ ฝูหลินรู้ว่าฝูเถียนมี่ชอบกินหวานเหมือนฟู่จวินของเขา เมื่อกินอาหารคาวทุกครั้ง ต้องมีอาหารหวานหลังกินอาหารคาวเสมอถือว่าเป็นนิสัยอย่างหนึ่งที่เหมือนฟู่จวินของเขา อีกทั้งยังชอบอ่านตำราที่เด็กเหล่านั้นไม่ชอบอ่าน เช่นตำราพิชัยยุทธ ตำราท่องเที่ยวที่นางชอบอ่าน จากฉีหนานซ่างเสิน สหายรักของนางครั้งเรียนกับเขา อีกทั้งเขาเป็นศิษย์พี่คนที่เจ็ด ของซ่างจวินฝุซือ ฉีหนานมีหน้าที่อยู่ดูแลโลกมนุษย์ในใต้หล้าฝูหลินทำขนมดอกท้อต่อจนเสร็จสิ้น ยกลงจากเตาจัดวางเรียงในจานสี่ชิ้น แล้วจึงยกมาวางบนโต๊ะ ก่อฟืนในเตารองกาชา นางจึงเสกดอกท้อใส่ลงไปในชา แล้วจึงตักชาร้อนจากหม้อข้างโต๊ะที่อยู่บนเตาถ่านเช่นกันใส่ลงในกาชา แล้วจึงรินใส่แก้ว นางดื่มชาแล้วจึงหันมองด้านนอกมองหิมะที่หยุดตกแล้ว นางชอบฤดูเหมันต์ตั้งแต่เยาว์วัย ตอนนี้ก็ยังชอบฤดูเหมันต์ไม่เปลี่ยนแปลงทันใดนั้นปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาหานาง นางรู้ได้ทันทีว่านั้นคือฉีหนาน ซ่างเสิน ฝูหลินจึงเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร“ศิษย์พี่เจ็ดลมอะไรหอบมาถึงที่นี่ หรือท่านมีนิทานเรื่อง







