LOGIN“คิวที่แปดสิบเก้าจ้า คิวที่แปดสิบเก้าอยู่ไหมจ๊ะ” น้ำเสียงสดใสลอยเข้าหูเขาเต็มๆ และนั่นแหละ...มันย้ำชัดให้รู้ว่าระยะทางกว่าจะถึงคิว 109 นั้นยังอีกไกลโพ้น
แน่นอนว่าเล้งหน้าเบ้ทันควันแบบไม่ต้องสงวนท่าที ความรู้สึกท้อแล่นวูบขึ้นมาในใจ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรอขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินตอนชั่วโมงเร่งด่วน แต่แถวยังยาวเฟื้อยไม่มีทางลัดคิวได้เลย
“ไอ้บอย เราต้องรอนานขนาดนั้นเลยเหรอวะ” เขากระซิบลูกน้อง บ่นอุบเพราะอากาศที่อบอ้าว “กูว่ารอคิวกินเครปป้าเฉื่อย มาม่าเจ๊โอว หรือแม้แต่สุกี้ตี๋น้อยยังเร็วกว่านี้ปะวะ”
“เอาหน่าเฮีย ยืนรอคิวไป มองหน้า มองนมแม่ค้าไปก็เพลินดีเหมือนกันนะ”
เล้งลังเล เขายืนทำอาหารทั้งวันแล้ว ยังต้องมายืนรอส้มตำแม่ค้าทรงโตนี่อีกเหรอ แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะรอหรือกลับ ฟ้าก็ส่งเสียงคำราม ก่อนฝนเม็ดใหญ่เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตกแรงเสียจนเสียงฝนกระทบหลังคาเมทัลชีตดังลั่นไปทั่วตลาด ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับใครมาจุดประทัดแก้บนไอ้ไข่ก็ไม่ปาน
สุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยืนรอหน้าร้านด้วยสภาวะจำยอม ความตั้งใจที่เคยมีว่าจะถอดใจจากคิวยาวเหยียด กลับต้องพับเก็บลงอย่างสิ้นท่า เมื่อพายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา ราวกับฟ้าตั้งใจกลั่นแกล้งให้เขาติดแหง็กอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง
‘เอาวะ...ถือว่าพักสายตาอย่างที่ไอ้บอยมันพูดไว้ก็แล้วกัน’
เขาคิด พลางถอนหายใจเบาๆ อย่างปลงตก ก่อนจะยืนกอดอกพิงเสากลมใต้กันสาดผ้าใบสีซีด สายตาเอื่อยเฉื่อยทอดไปยังแม่ค้าคนสวยประจำร้าน ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาตำส้มตำอยู่หลังแผงอย่างแข็งขัน
เธอยืนตำไม่หยุดมือ ใบหน้าเรียวเกาะพราวไปด้วยหยาดเหงื่อ แต่กลับยิ่งขับเน้นให้ดวงหน้าเธอดูมีชีวิตชีวาและเปล่งประกาย สายตานั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง จนคนมองถึงกับละสายตาไม่ได้
มือบางเคลื่อนไหวคล่องแคล่วราวนางรำดีดไห หยิบพริก กระเทียม โยนลงครกตามสเต็ป แล้วตำให้แหลกพอหยาบ บีบมะนาว เหยาะน้ำปลา ใส่น้ำตาลปิ๊บ หย่อนมะเขือเทศ ถั่วฝักยาว เส้นมะละกอดิบ กุ้งแห้ง น้ำปลาร้า แล้วโรยถั่วปิดท้าย ก่อนกระชับสากไม้กระแทกครกดังตึกๆๆๆ แบบไม่ห่วงครกแตกเลยแม้แต่น้อย
ทว่าสิ่งที่สะดุดตาเล้งที่สุด กลับไม่ใช่ท่าทางหรือความตั้งใจนั้น หากแต่เป็นหน้าอกคู่งามใต้เสื้อยืดคอกว้างรัดรูปนั่นต่างหาก ที่ตอนนี้มันกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงตำอย่างสม่ำเสมอจนน่ากลัวว่าหากเผลอตำแรงอีกนิด บักแตงโมคู่นั้นอาจจะกระแทกครกจนครกแตกเลยก็เป็นได้
เล้งกวาดตามอง สังเกตว่าทั้งร้านมีกันอยู่แค่สี่คน แม่ค้าสาวเจ้าของร้านรับหน้าที่มือตำ ส่วนลูกมืออีกสามคนก็แบ่งหน้าที่กันวุ่นวาย คนหนึ่งยืนปิ้งย่างข้างร้านจนควันโขมง อีกคนคอยคลุกลาบกับน้ำตกใส่ถุง ส่วนอีกคนคอยหยิบถุงอาหารตามคิววางบนโต๊ะหน้าร้านให้ลูกค้ามารับเอง
โดยเฉพาะแม่ค้าหน้าอกบักแตงโมที่เป็นศูนย์กลางของร้าน คนที่ยืนรออยู่บริเวณนั้น ไม่ว่าเพศไหนก็เป็นต้องเหลือบมองเธอเป็นระยะ ไม่ต่างจากเล้ง ที่แม้จะพยายามมองเมนูบนป้าย มองควันที่ลอยโขมง มองลูกค้าที่กำลังยืนสั่งอาหาร แต่สุดท้ายลูกตาดันไม่ซื่อพอ เหลือบลงต่ำทุกคราวที่แตงโมสองลูกนั่นเริ่มกระเพื่อม
กระทั่งเมื่อได้ยินเสียงเรียกคิวจากเด็กในร้าน บอยก็รีบเดินดุ่มเข้าไปหน้าร้านทันทีโดยไม่ต้องให้เล้งเร่ง สั่งรายการอาหารยาวเหยียดอย่างกับเตรียมไปเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน
“เอาตำไทย ตำปูปลาร้า ตำลาว ตำกระท้อน ตำซั่วอย่างละครก แล้วก็เอาคอหมูย่างติดมันเยอะๆ นุ่มๆ ต้มแซ่บซี่โครงอ่อน น้ำตกเนื้อ ตับหวาน แล้วก็ข้าวเหนียวอีกสี่ครับ“
“เฮ้ย! ไอ้บอย สั่งเยอะขนาดนี้ มึงจะให้ใครแดกเนี่ย” เล้งที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับเหล่ตาใส่บอย
“เฮียจะได้ลองกินให้ครบทุกอย่างไง ว่าอร่อยจริงอย่างที่ผมโม้ไว้หรือเปล่า”
เมื่อบอยพูดอย่างนั้น ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย แม้จะยืนรอจนไข่แข็ง เอ๊ย! ขาแข็ง จนส้นเท้าเริ่มชา แขนที่กอดอกอยู่ก็เริ่มล้า แต่ดูเหมือนไม่มีใครบ่นอะไร เพราะระหว่างรอ เพราะพวกเขาได้ของแถมเป็นภาพแม่ค้าสาวที่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ชวนให้ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
แน่นอนว่าตอนที่เขาก้าวเข้าไปจ่ายเงิน ใจเขาก็ไม่ได้จดจ่ออยู่ที่แบงก์พันในมือเท่าไรนัก ก่อนเธอจะเงยหน้าขึ้นมามองสบตาเขาตรงๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นเต็มไปด้วยแววระแวงนิดๆ คล้ายจะจำลูกค้าได้ทุกคน
“ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย เพิ่งมาซื้อครั้งแรกเหรอจ๊ะ” เสียงหวานถามขึ้นระหว่างรับเงิน
เล้งแค่พยักหน้ารับ สายตาคมหลบตาเธอนิดๆ ก่อนเธอจะดึงแคบหมูสองห่อจากพวงที่ห้อยข้างๆ ใส่ลงในถุงเป็นของแถม
วินาทีนั้นเขาอยากจะอ้าปากถามเรื่องสูตรอาหาร อยากขอซื้อ อยากต่อรอง หรืออย่างน้อยก็ชวนคุยให้ได้เบอร์โทร แต่สุดท้ายเขากลับเงียบ ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น คิดในใจว่าขอกลับไปพิสูจน์ความอร่อยแล้วค่อยว่ากันอีกที
ความจริงแล้ว ไม่มีจุดไหนเลยที่เขาไม่หลงใหลคลั่งใคล้ในตัวเธอ แน่นอนว่าเขาชอบเสียงหอบพร่าของเธอเมื่อถูกกระแทกแรงๆ เขาชอบความรู้สึกที่ร่องสวาทของเธอโอบรัดเอ็นใหญ่ของเขาแน่นหนึบ ชอบแววตาวาบหวามยามที่เธอหันกลับมามองอย่างอ่อนแรง ทว่ายังเต็มไปด้วยความปรารถนาหลังจากอิ่มหนำกับท่าทางยั่วเย้าบนโต๊ะใหญ่กลางครัวแล้ว เขาก็ดึงร่างเธอลงมาจากโต๊ะ จับให้ยืนหันหลัง โก้งโค้งกับโต๊ะสแตนเลสตัวเดิมอย่างไม่รีรอ มือสองข้างของเธอยันโต๊ะแน่นในขณะที่เขายืนแนบชิดด้านหลัง แล้วเสียบสากกะเบือหุ้มหนังไซซ์ยักษ์เข้าไปในร่องสวาทจากทางด้านหลังในจังหวะเดียวเต็มแรง“อื้อ...ผัวหนูเอาเก่งจัง…เอาหนูท่านี้ทุกวันเลยได้ไหมคะ…อะ…อ๊า...” เสียงกระแทกดังสลับกับเสียงครางกระเส่าหวานหู เธอสั่นสะท้านไปทั้งร่างจนแทบยืนไม่ไหว“แสดงว่าติดใจท่านี้เข้าแล้วสิ”“อื้อ...มันลึกมาก...แล้วก็...เสียว...มากค่ะ...” เธอตอบกลับทั้งที่ยังสะอื้นหอบจากแรงอารมณ์ดูเหมือนว่าทั้งเขาและเธอจะชอบท่านี้เอามากๆ ระหว่างที่เขากระแทกกระทั้นเสียบเสย มือหนาข้างหนึ่งเลื่อนไปจับเอวเธอไว้แน่นเพื่อยึดรั้งจังหวะสะโพกให้มั่นคง ส่วนอีกมือเลื่อนขึ้นมาประคองเต้าอวบที่แกว่งกระ
นิ้วโป้งลูบวนแผ่วเบาตรงหัวนมที่ขึงตึงจนดันผ้าชั้นในแน่นตึง เขาขยับมือสลับหนักเบาเป็นจังหวะ ขณะที่ดวงตายังคงจ้องมองเธอด้วยแววตาแน่นขนัดไปด้วยแรงปรารถนาที่ควบคุมไม่อยู่แตงหวานหลับตาพริ้มรับสัมผัสนั้นอย่างไม่รู้ตัว ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมา แล้วพึมพำอย่างงุนงง“ทำไมจู่ๆ ก็เกิดอารมณ์ขึ้นมาอีกแล้วละคะ ตอนบ่ายเราเพิ่งกินกันไป ตอนนี้พี่หิวอีกแล้วเหรอ”เขาผละริมฝีปากออกเพียงเล็กน้อย ทิ้งระยะห่างแค่พอให้ลมหายใจร้อนผ่าวยังรินรดปลายจมูกของเธอได้ชัดเจน“ก็แค่อยากเจิมครัวใหม่ อยากให้หนูมีภาพจำดีๆ ว่าเซ็กซ์ของเราในห้องครัวห้องนี้...มันเร่าร้อนมากแค่ไหน”เขาว่าพลางดึงสายเดรสของเธอลงจากไหล่ทั้งสองข้าง ปล่อยให้เนื้อผ้านุ่มลื่นไหลลงตามแขนจนทรวงอกอวบอิ่มผุดพ้นออกมาอย่างเป็นอิสระ ความเต่งตึงและขาวเนียนของทรวงอกทำเอาเขาต้องกลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะยกมือขึ้นประคองสองเต้าเต็มสองฝ่ามือนิ้วทั้งห้ากดแน่นลงไปบนผิวเนื้ออย่างหลงใหล เคล้นคลึงสลับแรงเบาราวกับกำลังละเลียดความหิวกระหายที่สะสมมาตลอดเย็น ความนุ่มแน่นล้นทะลักออกมาตามง่ามนิ้วจนเขาแทบไม่อยากละมือไปจากตรงนั้นเล้งหลงใหลก้อนกลมนุ่มของเธออย่างที่สุด เขา
“ไม่ได้นะคะพี่เล้ง จู่ๆ พี่จะมายกร้านให้หนูแบบนี้ได้ยังไง หนูรับไว้ไม่ได้จริงๆ ค่ะ มันมากเกินไป หนูเป็นแค่แม่ค้าขายส้มตำในตลาด ไม่กล้าคิดกล้าฝันอะไรใหญโตแบบนี้หรอกค่ะ”น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกเกรงใจและไม่มั่นใจในตัวเอง ขณะสายตากวาดมองไปรอบๆ บ้านที่ถูกปรับแต่งเป็นร้านอาหารอย่างสวยงามอีกครั้ง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าเขาทำทั้งหมดนี้ให้เธอจริงๆ หากแต่เล้งกลับยิ้มละมุน ดึงมือของเธอมากุมไว้แน่น“อย่าปฏิเสธเลยนะคนดี พี่ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่พี่ทำเพราะอยากเห็นหนูมีความสุข พี่รู้ว่าหนูเก่งมาก ผีมือหนูไม่ธรรมดา ขอแค่หนูกล้าก้าวข้ามความกลัวนั่นให้ได้ พี่พร้อมซัปพอร์ตทุกอย่างเอง”“แต่…”“ชู่ว…ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น” เขาเอื้อมมือมาประคองใบหน้าเธอ สายตาสบมองด้วยความแน่วแน่และเปี่ยมความห่วงใย ”อืม...งั้นเอางี้ดีไหม ให้หนูลองเปลี่ยนจากคิดถึงตัวเองมาคิดถึงอนาคตของลูกเราดีกว่านะ พี่อยากให้เขาเติบโตในสถานที่ที่แม่เขารัก อีกอย่าง...พี่ก็จะได้ดูแลหนูได้ง่ายๆ ด้วยไง”แตงหวานเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาอย่างไม่แน่ใจนัก“พี่เล้ง...แล้วพี่ไม่อายเหรอคะ พี่เป็นเชฟชื่อดัง มีหน้ามีต
“สมัยนี้หาคนสวยที่ทั้งขยัน ทั้งสู้ชีวิต ไม่อายทำกินแบบหนูยากมากเลยนะ สาวๆ ส่วนใหญ่พากันรวยทางลัดกันทั้งนั้น แม่ชอบคนแบบหนูมากเลย ลูกแม่ตาถึงจริงๆ”ดูเหมือนว่าที่แม่สามีจะถูกชะตา หลงว่าที่ลูกสะใภ้คนนี้ไม่เบา แม้แต่ในช่วงมื้อค่ำที่ทั้งสามคนได้นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างอบอุ่น แม่ของเล้งเอ่ยชมฝีมือการทำอาหารของเธอไม่หยุดปาก เล่าว่าหลายครั้งที่ลูกชายของตนแวะเวียนเอาอาหารจากร้านเธอมาฝาก เธอก็อดทึ่งไม่ได้กับรสชาติที่กลมกล่อม แซ่บนัวถึงใจความรู้สึกเกร็งประหม่าในใจแตงหวานค่อยๆ เลือนหายไป เมื่อเธอได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ทุกถ้อยคำชื่นชมและแววตาเอ็นดูจากคุณนายละไมหลอมละลายความกังวลจนหมดสิ้น เหลือเพียงความรู้สึกซาบซึ้งใจที่เอ่อล้นในอก ขณะเดียวกัน เล้งก็ยิ้มกว้างอย่างคนที่โล่งใจ เขานั่งมองแม่กับคนรักของตนสนทนากันอย่างออกรสด้วยแววตาเปี่ยมสุข ยิ่งเห็นภาพนั้น เขายิ่งมั่นใจว่าบ้านหลังนี้จะไม่มีปัญหาโลกแตกอย่างแม่ผัวกับลูกสะใภ้อย่างแน่นอนกระทั่งเกือบสามทุ่ม ถึงเวลาเข้านอนของคุณนายละไม ทั้งสองกล่าวคำร่ำลาตามมารยาทเสร็จเรียบร้อย เล้งจึงอาสาขับรถไปส่งแตงหวานที่บ้าน ทว่าระหว่างทางกลับ เขากลับเปลี่ยนเส้
ความรักของทั้งคู่เติบโตงอกงามมากขึ้นทุกวัน แม้เล้งต้องเผชิญความเหนื่อยล้าจากการทำงานในเมืองที่วุ่นวาย ทั้งงานเชฟที่โรงแรม เดินสายถ่ายทำรายการต่างๆ ที่เป็นหนึ่งในข้อตกลงกับรายการเชฟกระทะทอง ทว่าเขาก็ไม่เคยละเลยที่จะทำหน้าที่คนรักที่ดี ฝ่ารถติดนานนับชั่วโมง เพื่อไปหาแตงหวานที่บ้านเธอแถวชานเมืองความเสมอต้นเสมอปลายของเขา ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้ แต่มันคือคำสัญญาที่แนบแน่นในทุกการกระทำที่เขามีต่อเธอ กระทั่งถึงวันหยุดของร้านแตงหวาน เล้งก็ไม่รอช้า รีบคว้าโอกาสนี้ชวนเธอไปดินเนอร์ตามแผนที่เขาตั้งใจเตรียมไว้มาได้สักพักแต่ดูเหมือนจะผิดคาดไปมากสำหรับแตงหวาน เพราะดินเนอร์ที่ว่า กลับไม่ใช่ร้านหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา หรือดาดฟ้าตึกสูงสุดโรแมนติกอย่างที่เธอจินตนาการ หากแต่เป็นบ้านหลังใหญ่ใจกลางเมืองของเขาเอง บ้านและที่ดินราคาหลักหลายร้อยล้าน แพงจนเธอไม่กล้าคิดฝันและยิ่งทำให้เธอประหลาดใจมากขึ้นไปอีก เมื่อรู้ว่าเขาพาเธอมาที่นี่ เพื่อพบกับแม่ของเขา เจ้าของร้านอาหารป่าป้าละไม ผู้เป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังเส้นทางสายอาชีพของเขาทันทีที่รถแล่นเข้าเขตรั้วบ้าน แตงหวานก็เริ่มเกร็งจนเห็นได้ชัด เธอหันมาทำเสีย
“เชฟเล้งทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในทุกโจทย์ที่ได้รับ อาหารของเขาเต็มไปด้วยรสชาติกลมกล่อม นำเสนอด้วยความคิดสร้างสรรค์ และยังรักษามาตรฐานระดับสูงไว้ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย” กรรมการอีกคนพูดเสริม ก่อนที่กรรมการหญิงที่ยืนข้างๆ จะเอ่ยถึงเชฟฮานะ ที่ตอนนี้ยังยิ้มสู้ ตบบ่าแสดงความยินดีกับเล้งด้วยสปิริต“เชฟฮานะเองก็ฝีมือเยี่ยมค่ะ หวังว่าเราจะได้เห็นพัฒนาการของเชฟฮานะในซีซั่นต่อๆ ไปนะคะ”หากจะพูดกันตามความเป็นจริง คู่แข่งคนสำคัญของเล้งก็รักษามาตรฐานได้ดีมาโดยตลอดในทุกโจทย์ก่อนหน้านี้ ทว่ารอบตัดสินกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อหัวข้อที่ต้องเชื่อมโยงกับรสมือแม่กลับไม่สอดคล้องกับจริตการปรุงอาหารของเธอ ซึ่งถนัดอาหารญี่ปุ่นกับอาหารยุโรปเป็นหลัก ทำให้เธอไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผูกพันและอบอุ่นในแบบบ้านๆ ได้อย่างลึกซึ้งเพียงพอนอกจากนี้ จังหวะในการชิมก็มีผลไม่น้อย เมื่อกรรมการได้ลิ้มรสอาหารของเล้งก่อน ซึ่งสามารถปลุกอารมณ์และความทรงจำเกี่ยวกับบ้านและแม่ได้อย่างชัดเจนจนตราตรึงใจ แต่เมื่อต้องชิมอาหารของเธอในลำดับถัดมา จึงกลายเป็นว่ารสชาติที่แม้จะละเมียดละไม ทว่ากลับดูจืดจางลงไปอย่างมีนัยยะกระทั่งโปรด







