LOGINกระทั่งตะวันคล้อยหลังล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น เล้งกับบอยออกเดินทางทำภารกิจพิชิตความแซ่บ เล้งแวะเอารถยนต์ไปจอดที่บ้านของบอยก่อน เพราะบอยบอกว่าตลาดนี้คนเยอะแต่ที่จอดน้อย กลัวว่าต้องวนนานกว่าจะได้ที่จอดรถ จากนั้นทั้งคู่ก็เปลี่ยนยานพาหนะจากรถยนต์คันหรูมาเป็นมอเตอร์ไซค์ฮ้างคันเก่าของพ่อบอย ที่เสียงเครื่องดังครืดๆ คล้ายอะไหล่จะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ ทุกครั้งที่เร่งเครื่อง
พวกเขามุ่งหน้าสู่ตลาดสดแม่ลี ตลาดขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนแถบชานเมือง แม้ตลาดแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ชนิดที่แทบจะเบียดไหล่ขี่คอ อาจเพราะนี่เป็นช่วงเย็นที่บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านต่างพากันออกมาจับจ่ายซื้อหาวัตถุดิบ เตรียมทำกับข้าวมื้อเย็นด้วยส่วนหนึ่ง
เมื่อหาที่จอดได้ บอยพาเล้งเดินเข้ามาด้านใน แผงขายของเรียงรายซ้อนกันแน่นหนาเหมือนแข่งกันแย่งพื้นที่หายใจ กลิ่นอาหารหลากหลายลอยเตะจมูก คละคลุ้งฟุ้งกระจายปะปนกับเสียงแม่ค้าและลูกค้า ที่โหวกเหวกจ้าละหวั่นจนแทบแยกไม่ออกว่าใครพูดอะไร
บอยพาเล้งเดินเลาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงโซนขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกคิวดังเป็นระยะ พร้อมกลิ่นเนื้อย่างลอยคลุ้งเตะจมูกมาแต่ไกล เล้งมองไปรอบๆ พลางคิดในใจว่าคงเป็นร้านใหญ่ในตลาดแน่ๆ แต่พอฝ่าฝูงชนเข้าไปใกล้ เขาก็ต้องขมวดคิ้ว เพราะร้านที่ว่าคือแผงเล็กๆ หน้ากว้างเพียงแค่สองเมตรครึ่ง ที่มีแม่ค้าสาวสวยคนหนึ่งกำลังตำส้มตำอย่างขะมักเขม้นอยู่หลังครก
เขาเงยหน้ามองป้ายไวนิลที่ขึงตึงเป็นแนวยาวเหนือศีรษะ ตัวอักษรเด่นชัดเขียนว่า ‘ส้มตำแตงหวาน’ แต่พอหันไปเทียบชื่อร้านกับแม่ค้าคนสวยที่กำลังตำส้มตำอย่างขะมักเขม้น เล้งก็เผลอยกยิ้มขำอยู่ในใจ ถ้าจะให้ตรงกับภาพที่เห็นตรงหน้า น่าจะเปลี่ยนชื่อร้านเป็น ‘ส้มตำบักแตงโม’ น่าจะเหมาะกว่า
เพราะทันทีที่เขาเดินมาอยู่ในระยะสายตา ใกล้พอจะมองเห็นได้ชัดเจน เขาก็เข้าใจทันทีว่า ‘ยืนรอจนไข่แข็ง’ ที่ลูกน้องคนสนิทเผลอพูดเมื่อบ่ายหมายถึงอะไร และพื้นที่รอบๆ ที่มีแต่ผู้ชายตั้งแต่หนุ่มยันแก่รุมล้อมกันเยอะขนาดนี้ ไม่ใช่แค่เพราะส้มตำอร่อยหรอก แต่น่าจะเพราะทรวดทรงองค์เอวของแม่ค้าคนงาม ที่ยืนตำอยู่หลังครกนั่นมากกว่า
หน้าตาแม่ค้าคนนี้จัดว่าเตะตา ในแบบที่ใครเดินผ่านไปผ่านมาเป็นต้องเหลียวหลัง มองมุมหนึ่งว่าสวย อีกมุมก็น่ารัก มีเสน่ห์แบบไม่ต้องแต่งเติมมากมาย อายุอานามของเธอจากที่คาดคะเนน่าจะอยู่ช่วงยี่สิบกลางๆ ถึงปลายๆ ผิวขาวอมชมพู ตัดกับลิปสติกสีเชอร์รีที่ทาแบบไม่จัดจ้านแต่ชวนมอง จมูกโด่งทรงบาร์บี้กำลังพอดี ปากอิ่มเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายอย่างคนที่มีไฟในการใช้ชีวิต ถึงจะยืนตำส้มตำอยู่ในตลาดที่ทั้งร้อนและเสียงดัง แต่เธอกลับดูโดดเด่นเหมือนพริตตี้ในงานมอเตอร์โชว์เปลี่ยนอาชีพมาขายส้มตำที่ตลาด
ถึงจะยืนตำส้มตำอยู่กลางตลาดที่ทั้งอับร้อนและเต็มไปด้วยเสียงเอะอะจอแจ แต่เธอกลับโดดเด่นราวกับพริตตี้จากงานมอเตอร์โชว์ที่อยู่ดีๆ ก็เปลี่ยนอาชีพมาขายส้มตำ เส้นผมที่ถูกรวบสูงยังพลิ้วไหวตามจังหวะการขยับตัว ผิวขาวตัดกับผ้ากันเปื้อนลายดอกสดใส ดวงตาคมเป็นประกายยิ่งทำให้คนที่เดินผ่านต้องเหลียวมองซ้ำเหมือนโดนสะกด
เล้งแอบคิดในใจว่า ถ้าเธอหันเหไปทำงานสายพริตตี้ MC หรืออินฟลูเอนเซอร์สายไลฟ์ขายของในติ๊กต่อก คงดังเปรี้ยงในเวลาไม่นานแน่ๆ แต่น่าแปลกที่เธอกลับเลือกมาใช้ชีวิตอยู่หลังครก ท่ามกลางความร้อนระอุ และกลิ่นควันไฟจากเตาถ่านที่แทบจะอบอวลอยู่ทุกอณูอากาศ
“ไอ้เชี่ยบอย มึงแน่ใจนะว่าที่คนเยอะเพราะรสเด็ด กูว่าที่คนเยอะเพราะแม่งมาดูนมแม่ค้ามากกว่าไหมวะ” เล้งกระซิบเสียงเบา ด้วยกลัวว่าชายหลายคนที่ยืนอยู่ในบริเวณเดียวกันจะได้ยิน
“นี่มันจุดขายของเจ๊แกเลยนะเฮีย จะว่าใช่ก็ใช่แหละ ผู้ชายหัวงูส่วนมากมายืนดูนมแม่ค้าเพลินๆ กินบรรยากาศมากกว่ากินส้มตำ” บอยกระซิบตอบ ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปยังคนอีกกลุ่มที่ยืนข้างร้าน “แต่มันก็ไม่ใช่แค่พวกหื่นนะ เฮียลองดูดีๆ ดิ ป้าคนนั้นที่ถือถุงแกงอยู่ก็รอซื้อ พี่สาวที่ก้มหน้าเล่นมือถือนั่นก็ใช่ ไหนจะแม่ลูกคู่นั้นอีก ลูกค้าผู้หญิงเต็มเลย ไม่ได้มีแต่มาพวกหน้าหม้อมาดูนมอย่างเดียวซะหน่อย”
เล้งมองตามบอยที่บอยว่า ในขณะที่เจ้าตัวเดินไปหยิบบัตรคิวที่เสียบไว้หน้าร้าน พอบอยเดินกลับมาพร้อมกระดาษแข็งเคลือบพลาสติกในมือที่มีตัวเลข 109 เด่นชัด เขาก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียดจนอกยุบเหมือนลูกโป่งรั่ว
“คิวที่แปดสิบเก้าจ้า คิวที่แปดสิบเก้าอยู่ไหมจ๊ะ” น้ำเสียงสดใสลอยเข้าหูเขาเต็มๆ และนั่นแหละ...มันย้ำชัดให้รู้ว่าระยะทางกว่าจะถึงคิว 109 นั้นยังอีกไกลโพ้น
“ขอโทษนะคะ ฉันยังไม่อยากขายสูตร ไม่อยากสอน แล้วก็ยังไม่ไว้ใจใครขนาดนั้น คุณกลับไปเถอะค่ะ”ถ้อยคำของเธอเปรียบเสมือนมือที่ค่อยๆ ปิดบานประตูแห่งความหวังลงอย่างนุ่มนวล ทว่ากลับแน่นหนาจนไร้ช่องให้เล็ดลอด และเขารู้สึกเหมือนถูกกันออกจากแสงริบหรี่ที่เพิ่งเริ่มมองเห็นในปลายอุโมงค์ ทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มก้าวเท้าเข้าไปด้วยซ้ำแต่ดูเหมือนว่าไฟในใจของเชฟหนุ่มจะยังไม่มอดดับง่ายๆ เป็นเวลาเกือบเดือนเต็มที่เขายังคงมาปรากฏตัวหน้าร้านของเธอในช่วงเวลาประจำ สองทุ่มตรงแทบไม่เคยคลาดเคลื่อน พร้อมกับของฝากติดไม้ติดมือเสมอ ไม่ว่าจะเป็นอาหารระดับภัตตาคาร ขนมเบเกอรีจากร้านดัง บางวันก็เป็นผลไม้สดนำเข้า อันที่จริงเธอไม่ค่อยเต็มใจจะรับนัก ส่วนมากมักเอาให้ลูกน้องเอาไปกิน บางอย่างก็วางแช่ไว้ในตู้เย็นปล่อยให้เน่าเสียแต่ถึงอย่างนั้น เล้งก็ยังคงแวะเวียนมาหาเธอไม่เคยขาด แม้จะรู้ว่าทุกครั้งที่โผล่มา คำตอบจากแตงหวานจะเป็นเพียงการปฏิเสธเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าเขาจะลงทุนหิ้วของฝากติดมือมาด้วยกี่ครั้ง หรือจะเอ่ยถ้อยคำด้วยน้ำเสียงจริงใจเพียงใด แต่คำตอบที่ได้รับ…ก็ยังคงเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ที่ตัดโอกาสเขาทุกครั้งอย่างไม่ปร
“ถ้าดังจริง พวกเราคงรู้จักไปแล้วละค่ะ” แตงหวานหันกลับมามองเขา เอ่ยเสียงเรียบที่ฟังดูไม่แยแสสักนิดแน่นอนว่าเขาถูกช็อตฟีล คำพูดนั้นเหมือนสาดน้ำเย็นจัดลงกลางอก ทำเอาชายหนุ่มที่มั่นอกมั่นใจในเสน่ห์ตัวเองถึงกับชะงักค้าง รอยยิ้มผยองบนใบหน้าหยุดอยู่กลางทาง ราวกับถูกดึงเบรกกระทันหัน เหลือเพียงรอยยิ้มฝืดเฝื่อนติดอยู่บนมุมปากแต่เพื่อกลบเกลื่อนความเขินปนเสียหน้า เล้งรีบเปลี่ยนเรื่องทันที“คือ...ผมจะบอกว่าอาหารอีสานร้านคุณแตงหวานอร่อยมาก อร่อยแบบ...” เขาชะงักไปเล็กน้อย เหมือนคำมันค้างอยู่ที่ปลายลิ้น จะพูดว่าอร่อยก็เหมือนพูดน้อยไป จะอวยก็กลัวโดนหาว่ามาหลอกจีบ สุดท้ายเลยได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วเกาหัวเก้อๆ อยู่ตรงนั้น “เอาจริงๆ ผมยังหาจุดที่จะติยังไม่ได้เลย”แตงหวานเชิดคางขึ้นนิด ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางราวกับกำลังชั่งใจ หรี่ตามองเขาเหมือนจะชั่งน้ำหนักว่าคำชมเมื่อครู่จริงใจแค่ไหน ก่อนจะยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ในแววตากลับซ่อนความพอใจเอาไว้แนบเนียน“แน่นอนสิคะ อร่อยอยู่แล้ว ถ้าไม่อร่อย คิวจะยาวเหยียดแบบนี้ทุกวันเหรอ”น้ำเสียงของเธอมั่นใจนัก ราวกับกำลังประกาศเกียรติคุณของตัวเอง เล้งเมื่อได้ยินก็ไม่คิดอ้อมค
“ฉันชื่อแตงหวาน ไม่ใช่แตงโมค่ะคุณ!”เธอว่าพลางช้อนตามองหน้าเขานิ่งๆ ก่อนจะก้มลงมองหน้าอกตัวเอง สลับกันอยู่อย่างนั้นหลายที ทำเอาลูกค้าใหม่ยิ้มเจื่อนๆ ราวกับเด็กนักเรียนถูกครูจับได้ว่าลอกการบ้าน มือข้างหนึ่งยกขึ้นเกาท้ายทอยเป็นเชิงประหม่า สายตาเลื่อนหลบไปทางซ้ายทีขวาที หลีกเลี่ยงการสบตากับเจ้าของเสียงหวานที่เพิ่งแก้ชื่อให้“ครับ ขอโทษครับ คุณแตงหวาน”เมียว ออง และ หยู ลูกน้องชาวพม่าที่กำลังล้างถาดล้างครกอยู่ด้านหลัง พอได้ยินเสียงเจ๊แตงหวานแก้ชื่อให้หนุ่มหล่อปริศนา พวกเธอก็พร้อมใจกันชะโงกหน้า ชะเง้อคอยาวยืดเป็นยีราฟอย่างสนอกสนใจ สบตากันแล้วหลุดหัวเราะคิกคัก กลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว ก่อนกระซิบกระซาบคุยกันเป็นภาษาบ้านเกิด“นี่แหละพี่หล่อที่ฉันเล่าให้พวกแกฟังไง”“หูย...หล่อจริงๆ ด้วย”“เขาติดใจอาหารร้านเรา หรือติดใจเจ๊กันแน่น้า คิกๆๆ”เสียงเมาท์มอยดังพอให้เจ้าตัวได้ยินลางๆ จนแตงหวานที่พอจะฟังภาษาพม่าเข้าใจต้องหันไปกระแอมหนึ่งทีเป็นเชิงส่งสัญญาณ แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่ก็พอจะบอกเป็นนัยๆ ให้สาวพม่าหยุดเมาท์กันเสียที...ถ้ายังไม่หยุด แม่อาจจะงัดสากกะเบือฟาดหน้าไม่รู้ตัว!“ร้านปิดแล้วค่ะคุณ ถ้าจะซื้อส้มต
กระทั่งกลับมาถึงบ้านบอย แกะถุงอาหารเทใส่จาน กลิ่นหอมของส้มตำ ปลาร้า และสมุนไพรอีสานก็ลอยเตะจมูกจนเล้งต้องรีบจ้วงเข้าปากแน่นอนว่าคำแรกที่กินเข้าไป เขาถึงกับเผลอร้อง ‘โอ้โห’ ออกมาทั้งน้ำเสียงและสีหน้า รสชาติเปรี้ยวนำ หวานตาม เค็มนิดๆ เผ็ดแซ่บกำลังดี และกลิ่นปลาร้าที่นัวได้ที่ ไม่ได้เหม็นขึ้นจมูก หรือคาวจนกินไม่ได้ แต่กลับกลมกล่อมแบบที่เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะชอบได้ขนาดนี้“เป็นไงล่ะเฮีย อร่อยใช่ปะ ผมบอกแล้ว!” บอยหัวเราะร่า พลางส่งคอหมูย่างตามมาให้อีกชิ้น“กูไม่ใช่สายปลาร้านะ แต่นี่มันโคตรอร่อย อร่อยแบบแสงออกปากเลยจริงๆ” เล้งพยักหน้าอย่างยอมรับ ก่อนจะลองตักตำซั่วและลาบอีสานตามไปอีกอย่างละคำ ทั้งสองเมนูรสจัดจ้านถึงใจ ตำซั่วเส้นมะละกอกรุบกรอบ น้ำปลาร้าเคี่ยวจนหอมกำลังดี คลุกเคล้าเข้ากับเส้นขนมจีนที่นัวแทบละลายในปาก ส่วนลาบอีสานนั้นใส่ข้าวคั่วหอมๆ เครื่องลาบแน่นๆ ไม่หวง ไม่กั๊ก เนื้อหมูก็สุกกำลังดี แทรกมันหน่อยๆ ไม่กระด้างจนเกินไปหลังจากกลืนคำก่อนหน้าลงไป เล้งลองคีบเนื้อย่างติดมันเข้าปาก เนื้อนุ่ม มีมันแทรกนิดๆ ย่างจนหอม แค่กัดก็รู้แล้วว่าใช้เนื้อดี ไม่มีกลิ่นสาบเลยสักนิด จิ้มกับน้ำจิ้มแจ่
“คิวที่แปดสิบเก้าจ้า คิวที่แปดสิบเก้าอยู่ไหมจ๊ะ” น้ำเสียงสดใสลอยเข้าหูเขาเต็มๆ และนั่นแหละ...มันย้ำชัดให้รู้ว่าระยะทางกว่าจะถึงคิว 109 นั้นยังอีกไกลโพ้นแน่นอนว่าเล้งหน้าเบ้ทันควันแบบไม่ต้องสงวนท่าที ความรู้สึกท้อแล่นวูบขึ้นมาในใจ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังรอขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินตอนชั่วโมงเร่งด่วน แต่แถวยังยาวเฟื้อยไม่มีทางลัดคิวได้เลย“ไอ้บอย เราต้องรอนานขนาดนั้นเลยเหรอวะ” เขากระซิบลูกน้อง บ่นอุบเพราะอากาศที่อบอ้าว “กูว่ารอคิวกินเครปป้าเฉื่อย มาม่าเจ๊โอว หรือแม้แต่สุกี้ตี๋น้อยยังเร็วกว่านี้ปะวะ”“เอาหน่าเฮีย ยืนรอคิวไป มองหน้า มองนมแม่ค้าไปก็เพลินดีเหมือนกันนะ”เล้งลังเล เขายืนทำอาหารทั้งวันแล้ว ยังต้องมายืนรอส้มตำแม่ค้าทรงโตนี่อีกเหรอ แต่ยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะรอหรือกลับ ฟ้าก็ส่งเสียงคำราม ก่อนฝนเม็ดใหญ่เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตกแรงเสียจนเสียงฝนกระทบหลังคาเมทัลชีตดังลั่นไปทั่วตลาด ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับใครมาจุดประทัดแก้บนไอ้ไข่ก็ไม่ปานสุดท้ายเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องยืนรอหน้าร้านด้วยสภาวะจำยอม ความตั้งใจที่เคยมีว่าจะถอดใจจากคิวยาวเหยียด กลับต้องพับเก็บลงอย่างสิ้นท่า เมื่อพาย
กระทั่งตะวันคล้อยหลังล่วงเลยมาถึงช่วงเย็น เล้งกับบอยออกเดินทางทำภารกิจพิชิตความแซ่บ เล้งแวะเอารถยนต์ไปจอดที่บ้านของบอยก่อน เพราะบอยบอกว่าตลาดนี้คนเยอะแต่ที่จอดน้อย กลัวว่าต้องวนนานกว่าจะได้ที่จอดรถ จากนั้นทั้งคู่ก็เปลี่ยนยานพาหนะจากรถยนต์คันหรูมาเป็นมอเตอร์ไซค์ฮ้างคันเก่าของพ่อบอย ที่เสียงเครื่องดังครืดๆ คล้ายอะไหล่จะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ ทุกครั้งที่เร่งเครื่องพวกเขามุ่งหน้าสู่ตลาดสดแม่ลี ตลาดขนาดย่อมที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนแถบชานเมือง แม้ตลาดแห่งนี้จะไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ก็พลุกพล่านไปด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่ชนิดที่แทบจะเบียดไหล่ขี่คอ อาจเพราะนี่เป็นช่วงเย็นที่บรรดาพ่อบ้านแม่บ้านต่างพากันออกมาจับจ่ายซื้อหาวัตถุดิบ เตรียมทำกับข้าวมื้อเย็นด้วยส่วนหนึ่งเมื่อหาที่จอดได้ บอยพาเล้งเดินเข้ามาด้านใน แผงขายของเรียงรายซ้อนกันแน่นหนาเหมือนแข่งกันแย่งพื้นที่หายใจ กลิ่นอาหารหลากหลายลอยเตะจมูก คละคลุ้งฟุ้งกระจายปะปนกับเสียงแม่ค้าและลูกค้า ที่โหวกเหวกจ้าละหวั่นจนแทบแยกไม่ออกว่าใครพูดอะไรบอยพาเล้งเดินเลาะไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ตรงโซนขายอาหาร เสียงตะโกนเรียกคิวดังเป็นระยะ พร้อมกลิ่นเนื้อย่างลอยคลุ้







